ตอนที่ 223

1/4

Ep.223 -

ประกายแสงแห่งความตาย

ท่ามกลางยุคโลกาวินาศ เลเวล E

แทบจะสามารถขึ้นเป็นผู้นำของสถานชุมชนเล็กๆได้ หรือที่เรียกกันว่า ‘ผู้ว่าการ’

ในขณะที่เลเวล D

สามารถขึ้นเป็นผู้นำของเมืองใหญ่ได้ หรือก็คือตำแหน่งเทศมนตรี*

*(ผมจำได้ว่าชิเทียนไห่ของเมืองหานก็เคยถูกเรียกเทศมนตรีหรือ

市长 นะครับ แต่คาดว่าน่าจะเป็นบริบทในเชิงให้เกียรติกัน ไม่ก็ผมเข้าใจผิดเอง …

เอาเป็นว่าแปลตามคนแต่งแล้วกันครับ)

ทว่าพอมาถึงเลเวล C

คุณจะไม่ถูกจำกัดอยู่เมืองใดเมืองหนึ่งอีกต่อไป

แต่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มหรือองค์กรได้

แน่นอนว่ากลุ่มองค์กรจะมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป

หากเลเวล C คิดจัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ ก็ย่อมสามารถทำได้ไม่เป็นปัญหาอะไร

ทว่าหากเป็นกลุ่มองค์กรใหญ่ อย่างน้อยสมควรเป็นผู้ใช้พลังในเลเวล A

กลุ่มเล่ยถังถือว่ามีบทบาทไม่น้อยในสามเฉิง

แม้จะเป็นกลุ่มขนาดเล็ก แต่ก็เป็นถึงงูเจ้าถิ่น ที่ในบรรดาคนจากหลายๆกลุ่มองค์กร

ไม่ต้องการขัดแย้งด้วย

“จะยังไงก็ช่าง

เรื่องพวกนี้มันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฉัน

ตราบใดที่สามารถคว้าผลประโยชน์มาได้ก็พอแล้ว!”

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้

ฉินเฟิงก็เริ่มทำการปิดกั้นเสียงจากภายนอก นั่งขวาทับซ้าย จมลงสู่ห้วงสมาธิ

ในวันนี้ เขาสังหารผู้ใช้วรยุทธโบราณจากองค์กรมืดไปสองคน

ทั้งยังสามารถดูดซับกำลังภายในมาได้ โดยเฉพาะของหมาป่าสาว

เธอครอบครองกำลังภายในมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับฉินเฟิงแล้ว

แน่นอนว่ามันยังห่างชั้นอยู่มาก

“พลังพิเศษดูดกลืน!”

กำลังภายในแพร่กระจายอย่างไร้ทิศทาง

แทรกเข้าไปเสริมสร้างเส้นลมปราณของฉินเฟิงอย่างรวดเร็ว หลังจากหลอมกลั่นมัน

ทะเลเมฆในตันเถียนก็มีถึง 15 ชั้น

จากนั้น

ฉินเฟิงก็นำหนทางสู่เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ออกมาอีกครั้ง แล้วเริ่มฝึกฝนพลังสมาธิ

--การฝึกมัน หากเทียบกับการฝึกกำลังภายใน ถือว่ายากเย็นกว่าหลายเท่า ดีที่วันนี้เขาสังหารมือปืนขององค์กรมืดไปคนหนึ่ง

เลยช่วยให้พลังสมาธิของฉินเฟิงก้าวหน้าไปได้อีกเล็กน้อย

การฝึกฝนบนเกาะแห่งนี้

มีความรวดเร็วยิ่งกว่าโลกภายนอกราวๆ 3 - 4 เท่า

และน่าจะมีบางคนที่เริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน

พวกเขาละความคิดร้ายๆไว้ชั่วคราว มุ่งสมาธิหันมาทุ่มลงมือฝึกฝนอย่างเต็มที่

ช่วงกลางดึก

สองตาที่หลับสนิทของฉินเฟิงค่อยๆเปิดออก

“ไปกันเถอะไป๋หลี”

ฉินเฟิงปลุกไป๋หลีอย่างเงียบๆ

ไป๋หลีอ้าปากหาว มองฉินเฟิงด้วยความสับสน

“ไปไหน?”

ฉินเฟิงเผยรอยยิ้มจางๆ

“ไปล่าสมบัติ!”

ไป๋หลีพอได้ยินก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที

ทั้งสองรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า

และใช้ประโยชน์จากช่วงเวลายามค่ำคืน

ฉินเฟิงปลดปล่อยรูนมืดออกมาเพื่อช่วยบดบังทั้งตัว

ระหว่างอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

ข้างๆเต็นท์ของเขาและเธอ มีผู้ใช้พลังเลเวล E หลายคนเดินผ่านมาพอดี

ทั้งสองเลยยังไม่ทำอะไร เฝ้ารออย่างเงียบๆ

จนกระทั่งกลุ่มเลเวล E เดินผ่านไป

ฉินเฟิงจึงขอให้ไป๋หลีใช้ท่าเทเลพอร์ต

“ช่วยพาฉันไปตรงขอบเกาะทางทิศตะวันออกทีสิ”

ที่จริงแล้วที่ตั้งค่ายในปัจจุบันของพวกเขาไม่ได้อยู่ใจกลางเกาะ

ใจกลางเกาะน่ะจะอยู่ในอีกจุดหนึ่งที่ไม่ใกล้ไม่ไกลออกไป

ทว่าหากต้องการไปถึงใจกลางเกาะจริงๆ

วิธีการที่ดีที่สุดคือต้องเริ่มเดินเข้าไปจากทางขอบเกาะ!

ด้วยอบิลิตี้มิติของไป๋หลี

ทั้งสองเลยสามารถมาถึงฝั่งตะวันออกของเกาะได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งตรงจุดนี้เป็นขอบเกาะที่แตกต่างจากชายหาดในตอนแรกที่พวกเขาเข้ามา

มันมีหน้าผายื่นออกมาจากตัวเกาะ และภายใต้หน้าผา

เต็มไปด้วยทางเข้าถ้ำขนาดน้อยใหญ่ แม้จะมีทางเข้าหลายทาง แต่ภายในคาดว่าน่าจะมีพื้นที่ขนาดใหญ่

“ไปกันเถอะ”

ฉินเฟิงกล่าวอีกครั้ง

วูบบบ!

ทั้งสองหายวับไปจากสถานที่เดียวกัน

เมื่อปรากฏขึ้นอีกที ก็เข้ามาในถ้ำแล้ว

ความมืดมิดมิอาจบดบังการรับรู้ของฉินเฟิง

ดวงตาของเขาสามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งโดยรอบได้อย่างสมบูรณ์ และค้นพบว่าบนพื้นดิน

ยังคงมีร่องรอยของจระเข้มังกรที่คืบคลานไปมา

นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอุจจาระที่ส่งกลิ่นเหม็นโชยจากมุมหนึ่ง

ฉินเฟิงเริ่มก้าวสำรวจอย่างระมัดระวัง

กรร …!

พลันได้ยินถึงเสียงกรนดังสนั่นของจระเข้มังกร

พลังสมาธิของฉินเฟิงล็อคไปยังทิศทางของเสียงนั้นทันที

และพบว่ามีจระเข้มังกรราวๆ 4 - 5ตัวหลับไหลอยู่

“โอบกอดทมิฬ!”

รูนแห่งความมืดคืบคลานหาพวกมันอย่างเงียบๆ

ช่วยขับกล่อมให้จระเข้มังกรดิ่งลึกลงสู่ห้วงนิทรายิ่งกว่าเดิม

“ลำแสงแห่งความมืด!”

ในมือของฉินเฟิง

ปลดปล่อยเส้นแสงที่น่าหวาดกลัวขึ้นทันใด หากอิงตามลำแสงเปลวเพลิงก่อนหน้านี้

ที่หลังจากฉินเฟิงมาถึงเลเวล E

และใช้มันผสานไปกับกรงเล็บเพลิงสีชาดฉบับปรับแต่งใหม่

เส้นแสงจะมีขนาดเท่ากับแขนเล็กๆ

ทว่ายามเมื่ออบิลิตี้มืดถูกใช้ออก

มันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์รูนใดๆ ก็สามารถยิงอำนาจดั่งปืนใหญ่เลเซอร์

ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าครึ่งเมตรออกมาได้

ลำแสงแห่งความมืดตกลงบนร่างของจระเข้มังกรตัวหนึ่ง

อีกฝ่ายเริ่มซีดเซียว และอ่อนแอลงด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า

กระทั่งเนื้อหนังก็เริ่มกลายเป็นชราภาพ

เหี่ยวย่นจนเห็นถึงกระดูกสีขาวที่คอยห่อหุ้ม

หากไม่ใช่เพราะผิวหนังหนาที่คล้ายกับเกล็ดและเปี่ยมไปด้วยพลังงานฟ้าดินแล้วล่ะก็

เวลานี้ทั้งร่างของมันคงสลายจนไม่เหลืออะไรแล้ว

ท่ามกลางความมืดมิด

จระเข้ตัวอื่นๆเริ่มกระสับกระส่าย คล้ายตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกมันรู้สึกหวาดกลัว

ที่พวกมันยังไม่อาละวาด

เพราะภายใต้โอบกอดทมิฬ ส่งผลให้การประสาทการรับรู้ลดลงเป็นอย่างมาก

“อำนาจของอบิลิตี้มืดช่างน่าหวาดกลัวจริงๆ”

ฉินเฟิงเองก็ไม่คาดคิดว่าผลลัพธ์มันจะเป็นแบบนี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องตรงหน้าเป็นสิ่งที่สามารถทำความเข้าใจได้

--เนื่องจากศิลานรกยังคงปลดปล่อยรูนมืดออกมาอย่างต่อเนื่อง

ป้อนให้ดาวเคราะห์เพชรของฉินเฟิงกลืนกินไม่หยุดยั้ง จนปัจจุบัน

ปริมาณรูนมืดที่เขาครอบครองทะยานถึงจำนวนที่มิอาจคาดคะเนได้แล้ว

ในขณะที่ฉินเฟิงแทบจะไม่ได้ใช้มันเลย

อบิลิตี้มืดแทบจะถูกเก็บซ่อนเอาไว้ตลอดเวลา

ทว่าช่วงเวลานี้มันได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระอย่างแท้จริง!

“ไหนขอฉันดูหน่อยเถอะ

ว่าอบิลิตี้มืดตอนนี้จะทรงพลังสักแค่ไหน!”

พลังสมาธิของฉินเฟิงถูกเร่งเร้า

ภายใต้การควบคุมของเขา

รูนมืดจากลำแสงแห่งความตาย เวลานี้กลับสามารถควบคุมมันได้ตามต้องการ

แปรเปลี่ยนจากเส้นตรงดิ่ง กระจายออกเป็นประกายแห่งความมืดอันเจิดจรัส

เทคนิคนี้

ฉินเฟิงได้เรียนรู้มันมาจากเติ้งเหนียนระหว่างการตามล่าชุดคลุมดำกระหายเลือด

“ประกายแสงแห่งความตาย!”

‘ลำแสงแห่งความมืด’

เดิมสามารถโจมตีได้ทีละเป้าหมาย ทว่าด้วย ‘ประกายแสงแห่งความมืด’

ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ของเขา มันสามารถโจมตีแบบกระจายไปทั้งบริเวณ!

จระเข้อีกสี่ตัวที่เหลือถูกกลืนหายเข้าไปในความมืดโดยไม่ทันรู้ตัว

กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วในพริบตา

“นี่สินะความรู้สึกของการได้ถือกำเนิดใหม่”

ในการรับรู้โดยพลังสมาธิของฉินเฟิง เขาพบว่าระหว่างใช้อบิลิตี้มืด

พลังชีวิตของจระเข้มังกรกำลังถูกดูดซับออกมาอย่างรวดเร็ว

---พลังพิเศษดูดกลืนของเขาถูกหลอมรวมเข้ากับประกายแสงแห่งความตาย

ดึงเอาพลังงานจากอีกฝ่ายให้แก่ฉินเฟิงโดยตรง!

ช่วงเวลานี้

ฉินเฟิงเริ่มเข้าใจได้อย่างแท้จริง ถึงวิธีการใช้ประโยชน์จากพลังพิเศษดูดกลืน

มันมิใช่การดูดซับพลังงานจากฝ่ายตรงข้ามหลังจากที่ตายไปแล้ว

แต่แก่นแท้ของพลังพิเศษนี้ คือสามารถ ‘ดูดกลืนได้ตลอดเวลา’

โดยมีเงื่อนไขแค่ต้องใช้มันผ่านอบิลิตี้มืดก็เท่านั้นเอง

จระเข้มังกรจบชีวิตลงอย่างเงียบๆ

โดยไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ แท้จริงแล้วฉากนี้ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ

ทั้งยังไม่ต้องผ่านการต่อสู้ใดๆ ง่ายดายอย่างน่าเหลือเชื่อ

“ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมผู้คนถึงกล่าวว่าผู้ใช้อบิลิตี้น่ะคือนักฆ่าพลังสมาธิ

พอได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง มันน่าทึ่งอย่างที่ว่าจริงๆ!”

หลังจากกระตุ้นพลังสมาธิแล้วก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆอีก

ไม่ต้องพุ่งโจมตี , ไม่ต้องเคลื่อนไหว ตราบใดที่สามารถควบคุมรูนที่ลอยล่อง

แปรเปลี่ยนมันเป็นเทคนิคต่างๆ ศัตรูก็จะถูกสังหารลงไปเอง

ฉินเฟิงรู้สึกว่านี่ช่างเป็นกลยุทธ์สังหารที่ไม่ยุติธรรมต่อศัตรูเอาซะเลย

“ไปกันต่อเถอะ”

ฉินเฟิงกล่าว

ไป๋หลีเดินตามหลังเขาอย่างใกล้ชิด

ยิ่งเดินลึกเข้ามาในถ้ำ

เส้นทางก็ยิ่งโค้งวกวนไปมา แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ภายในมันเต็มไปด้วยจระเข้มังกร

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า

พลังงานฟ้าดิน ในถ้ำแห่งนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่าภายนอกเกาะ บางทีอาจจะสัก 2 เท่า

หรือกล่าวอีกนัยนึง

คือมากกว่าโลกภายนอกถึง 6 เท่า!

หากสถานการณ์ที่นี่ปลอดภัย

และใครก็ตามที่มาฝึกฝนในถ้ำนี้เป็นเวลา 1 ปี จะเทียบเท่าได้กับฝึกบนโลกภายนอกเป็นเวลา

6 ปี!

สถานที่ๆเปรียบดั่งขุมทอง

ทั้งยังมีฮวงจุ้ยที่ดีแบบนี้ ใครเล่าจะไม่อยากมา?

“บางที

เอาไว้หลังจากนี้ฉันน่าจะลองคิดหาวิธียึดเกาะนี้เป็นของตัวเองดูดีกว่า!”

พิกัดมิติของมันถูกไป๋หลีจดจำเอาไว้แล้ว

แต่เกาะนี้ดันเป็นของกลุ่มเล่ยถังเนี่ยสิ

หากฉินเฟิงลอบเข้ามาตามอำเภอใจ

และดันถูกค้นพบโดยกลุ่มเล่ยถังแล้วล่ะก็ คงไม่พ้นเกิดความขัดแย้งขึ้นแน่ๆ

ด้วยความแข็งแกร่งของฉินเฟิง

ในไม่ช้าคงต้องพึ่งพาพลังฟ้าดินจากเกาะแห่งนี้

แต่สิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดก็คือ อยากจะให้คนอื่นๆในสถานชุมชนเฟิงหลีเข้ามาฝึกฝนที่นี่

แต่ปัจจุบันมันยังเร็วเกินไป

ในสายตาของฉินเฟิง

ในที่สุดก็ค้นพบถึงบางอย่างที่แตกต่างออกไป

นั่นคือคน!

อนิจจา

สมควรกล่าวว่าเป็นโครงกระดูกคนซะมากกว่า

ฉินเฟิงก้าวเข้าไปหามันอย่างรวดเร็ว...