ตอนที่ 917

Ep.917 - รับผลแห่งปัญญา

ฟีนิกซ์เพลิงไม่รู้ว่าฉินเฟิงกำลังคิดอะไรอยู่

จึงสาธยายข้อมูลของเมืองหลวงแห่งความมืดต่อไป

บอกเล่าทุกรายการที่สามารถกำไรได้อย่างรวดเร็ว

จนถึงช่วงท้าย เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจกล่าว

“ยังมีอีกสถานที่หนึ่ง เป็นรอยแยกมิติบนเกาะที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่านเจ้าเมืองคนก่อน

… ดาบอสูรมักเข้าออกที่นั่นเป็นประจำ

และมีครั้งหนึ่งกลับมาในสภาพได้รับบาดเจ็บสาหัส

ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร”

ดวงตาของฉินเฟิงสว่างวาบทันใด

ตระหนักได้ทันทีว่านั่นคงไม่พ้นทางเข้ามิติของพระเจ้า

ฟีนิกซ์เพลิงอธิบายทุกรายการจนเสร็จสิ้น เธอแหงนมองฉินเฟิง

คล้ายรอคอยให้อีกฝ่ายออกคำสั่งว่าจะจัดการทรัพย์สินเหล่านี้อย่างไร

“งั้นก่อนอื่นพาฉันไปดูพวกมัน อ้อใช่!”

ฉินเฟิงเหมือนเพิ่งคิดอะไรบางอย่างออก เขามองไปยังหวูหยวน

“ในเมื่อก่อนหน้านี้พวกไร้ประโยชน์เป็นคนดูแลธุรกิจ แต่ภาระนี้

ปัจจุบันเป็นของคุณแล้ว หวังว่าคุณจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง!”

คำพูดของฉินเฟิงแม้เป็นการมอบตำแหน่งใหญ่

แต่ยังแสดงให้เห็นชัดเจนถึงบรรยากาศข่มขู่คุกคาม

เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนใบหน้าซีดเซียวของหวูหยวน

แต่ในใจเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะประโยคเมื่อครู่

อย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่าเขาได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ต่อ

“ท่านผู้ใหญ่ซวนเฟิง

ฉันจะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด!”

“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น!” ฉินเฟิงแสยะยิ้มเย็น

จากนั้น เขาหันไปมองฟีนิกซ์เพลิง

ฟีนิกซ์เพลิงเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที ก้าวนำไปข้างหน้า

เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังพาฉินเฟิงไปดูอุตสาหกรรมที่เพิ่งอธิบาย

ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดคนไม่กล้าหายใจแรง

โค้งตัวก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม ไม่กล้าแม้จะมองแผ่นหลังของฉินเฟิง

เฝ้ารอจนกระทั่งตัวอันตรายหายไปจากสายตา คนเหล่านี้ถึงกล้ายกมือขึ้น

ปาดเหงื่อเย็นออกจากหน้าผากพวกเขา

มีคนตายมากกว่า 5 คน ส่งกลิ่นเหม็นฉุนในอากาศ

เพียงแต่บรรยากาศตอนนี้ตึงเครียดมาก พวกเขาเลยไม่มีเวลาสนใจมัน

ความหวาดกลัวยังคงสะท้อนอยู่ในแววตา

“น่ากลัวมาก เจ้าบ้านั่นเป็นใครกัน!” ผู้ใช้พลังคนหนึ่งกล่าว

“ถึงจะไม่รู้ว่ามีที่มายังไง แต่อย่าไปยั่วยุมันดีกว่า”

“โชคดีที่ฉันไม่ได้โวยวาย สร้างปัญหาก่อนหน้านี้

ไม่งั้นคงกลายเป็นศพที่นี่”

“หวูหยวน ดูเหมือนจอมมารซวนเฟิงจะชื่นชมนายมาก

เขาถึงได้มอบตำแหน่งสำคัญให้”

แต่หวูหยวนไม่ได้มองโลกในแง่ดีเช่นนั้น ตรงกันข้าม เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงท่าทีคุกคามด้วยซ้ำ

จอมมารซวนเฟิงจะน่ากลัวเกินไปแล้ว เมื่อต้องคอยรับใช้คนเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า

หากคิดฉกฉวยผลประโยชน์ คงเป็นไปไม่ได้

หรือกล่าวอีกความหมายนึงก็คือ

หวูหยวนจะไม่สามารถแสร้งแสดงว่าภายนอกยิ้มแย้ม แต่ภายในคิดคด

“พูดตามตรงเลยนะ จอมมารซวนเฟิงน่ากลัวกว่าที่คิดซะอีก ”

หวูหยวนเอ่ยเตือนคนอื่นๆ

ขนาดหวูหยวนยังกลัวจนเข่าอ่อน

แล้วพวกเขาจะไม่เข่าอ่อนได้อย่างไร?

พอได้ฟังทั้งหมดพยักหน้าเห็นด้วย

เมื่อได้ลองย้อนทบทวนสิ่งต่างๆ หวูหยวนก็พบว่า

เนื่องจากจอมมารซวนเฟิงได้มอบอำนาจอย่างเต็มที่แก่ฟีนิกซ์เพลิงในการดำเนินกิจการของเมืองหลวงแห่งความมืด

ตัวเขาก็ไม่น่าจะถูกขอให้มารับหน้าที่แทนคนตายทั้งห้า

ดังนั้นเหลือเพียงจุดประสงค์เดียวที่ทำแบบนี้

นั่นคือจอมมารซวนเฟิงหมายถ่วงดุลอำนาจ

หากอีกฝ่ายไว้ใจและใช้งานฟีนิกซ์เพลิงเพียงคนเดียว หวูหยวนรู้สึกว่า

นั่นเป็นความประมาทเลินเล่อ

คือการใช้ความแข็งแกร่งของตนสะกดคนอื่นๆให้ก้มหัวเท่านั้น มิใช่ผู้บริหารที่ดี

คนแบบนี้หากคิดฉวยผลประโยชน์ เล่นตุกติกยังพอมีโอกาส

แต่สำหรับจอมมารซวนเฟิงในตอนนี้กลับลึกล้ำเกินหยั่งถึง

ต่อให้เป็นหวูหยวนก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวผิดสังเกตเล็กๆน้อยๆอีกต่อไป

แต่เมื่อเทียบกับคนในห้องประชุมที่หวาดกลัวฉินเฟิงจับใจแล้ว

ในใจของฟีนิกซ์เพลิง รู้สึกชื่นชมและซาบซึ้งฉินเฟิงมาก

ถ้าไม่ใช่เพราะฉินเฟิง ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องยุ่งเหยิงในวันนี้

แต่เกรงว่าฟีนิกซ์เพลิงยังมีแนวโน้มถูกคนอื่นลอบสังหาร และอาจไม่รอดชีวิต

“ท่านผู้ใหญ่ซวนเฟิง นี่คือต้นไม้ปัญญานิรันดร์”

ฉินเฟิงแหงนมองต้นไม้ปัญญานิรันดร์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก

เอ่ยปากชื่นชม “เจ้าสิ่งนี้เป็นของดีจริงๆ”

ปัจจุบันเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว ท้องฟ้ามืดลงเล็กน้อย

ต้นไม้ปัญญานิรันดร์เปล่งแสงจางๆออกมา

ฉินเฟิงหลับตาลง เทคนิคเข้าฌานเริ่มทำงาน

เทคนิคเข้าฌานไม่จำเป็นต้องอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ

ฉินเฟิงเพียงโคจรแก่นพลังสมาธิไม่กี่ครั้ง และเนื่องจากเขามิได้ลงมืออย่างเปิดเผย

บวกกับพลังสมาธิของเขาสูงกว่าฟีนิกซ์เพลิงมาก

ฟีนิกซ์เพลิงจึงสัมผัสได้เพียงกลิ่นอายอันลึกลับแผ่ออกมาจากร่างของฉินเฟิง

ช่วงเวลาต่อมา ต้นไม้ปัญญานิรันดร์เปล่งแสงสีขาวสดใส

สว่างมากกว่าตอนนี้ไม่รู้ตั้งกี่เท่า ผลไม้ที่อยู่บนต้นของมันแวววาว

เปล่งประกายระยับยิ่งกว่าเดิม

ผลไม้สว่างไสวสีขาว ร่วงจากกิ่งเสียงดัง ‘เป๊าะ’

หล่นลงมาหยุดเบื้องหน้าฉินเฟิง

ปากของฟีนิกซ์เฟิงอ้ากว้าง จ้องมองฉากนี้อย่างไม่อยากจะเชื่อ

แต่ไม่นานเธอก็ได้สติ

ท้ายที่สุดแล้วจอมมารซวนเฟิงเป็นตัวตนทรงอำนาจเลเวล S ฉะนั้นย่อมเป็นคนมากวาสนา

มิฉะนั้นแค่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ปัญญานิรันดร์เพียงระยะเวลาสั้นๆ

จะได้รับผลแห่งปัญญาได้อย่างไร?

แต่ที่รู้ก็คือฉากทั้งหมดนี้

ทำให้ความเคารพและชื่นชมที่มีต่อจอมมารซวนเฟิง ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม

ฉินเฟิงมองผลไม้ตรงหน้า ยื่นมือออกไปรับ

ในหัวใจอดประหลาดใจไม่ได้ แต่เขาไม่แสดงมันออกมา เพียงพยักหน้าและกล่าว “ไม่เลว!”

ว่าจบก็เก็บผลไม้ไป เขาไม่นึกเลยว่าจะเพียงทดสอบเล็กๆน้อยๆ

แต่กลับได้รับผลแห่งปัญญาจริงๆ

นี่เท่ากับว่าในจักรวาลแห่งจิตสำนึกของฉินเฟิง

จะสามารถสร้างดาวเคราะห์ได้อีกหนึ่งดวง สามารถใช้งานอบิลิตี้ได้อีกหนึ่งธาตุ

ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง

ฟีนิกซ์เพลิงไม่รู้ว่าฉินเฟิงกำลังคิดอะไรอยู่

เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงเพียงกวาดมองผลแห่งปัญญา แล้วเก็บไปด้วยท่าทีไม่แยแส

เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าจอมมารซวนเฟิงผู้นี้มีภูมิหลังไม่ธรรมดา

เกิดความเคารพยิ่งกว่าเดิม

“ไปที่อื่นต่อ”

ฟีนิกซ์เพลิงนำฉินเฟิงไปดูทรัพย์สินอื่นๆ ต้องขอบอกว่า

ในฐานะตัวตนทรงอำนาจเก่าแก่ ทรัพย์สินของเหอเทียนสิง มหาศาลจนน่าตกใจ

หากฉินเฟิงไม่อยู่กลุ่มเฟิงหลี

ไม่เคยได้สัมผัสความมั่งคั่งที่เกิดจากความยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีมาก่อน

เกรงว่าตอนนี้เขาคงมีความสุขจนแทบคลั่งตาย

ทรัพย์สินของเหอเทียนสิง

ปัจจุบันมันมากกว่าของกลุ่มเฟิงหลีเป็นสิบเท่า

อย่างไรเสียกลุ่มเฟิงหลีเพิ่งก่อตั้งขึ้นเพียงสามปี

หากคิดเพิ่มพูนทรัพย์สินยังต้องใช้เวลาในการสะสม

“วันนี้พอแค่นี้แล้วกัน

พรุ่งนี้ค่อยพาฉันไปดูรอยแยกมิติที่ว่านั่น!”

“เจ้าค่ะท่านผู้ใหญ่” ฟีนิกซ์เพลิงรับคำคราหนึ่ง

“ท่านผู้ใหญ่ต้องการพักผ่อนหรือไม่ ฉันได้จัดเตรียมคฤหาสน์ใหม่เอาไว้ให้แล้ว”

“อืม” ฉินเฟิงพยักหน้าอย่างสงบ

ฟีนิกซ์เพลิงเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีมาก อย่างน้อยก็ในเรื่องปรนนิบัติผู้คน

สายตาของเธอดีกว่าลูกน้องคนอื่นๆของฉินเฟิงอยู่หลายขุม

ฟีนิกซ์เพลิงนำฉินเฟิงไปยังคฤหาสน์ใหม่ ที่นี่

ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ , สถาปัตยกรรม , อาหาร , สาวงาม ล้วนมีทุกสิ่ง

“ฉันไม่ชอบผู้คนพลุกพล่าน บอกให้เจ้าพวกนั้นออกไป

รวมถึงคุณด้วย!”

เพราะยังไงซะฉินเฟิงยังคงสวมชุดเกราะทมิฬ หากมีคนอยู่รอบๆ

ฉินเฟิงคงต้องใช้โอบกอดทมิฬห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ และเขาไม่อยากทำแบบนี้ตลอดเวลา

“เจ้าค่ะท่านผู้ใหญ่”

ฟีนิกซ์เพลิงปฏิบัติตามประสงค์ของฉินเฟิง

เธอเกิดความคิดว่าตัวตนทรงอำนาจคนนี้ไม่ใช่คนที่หลงระเริงไปกับผู้หญิง

ในใจทั้งรู้สึกยินดี แต่ขณะเดียวกันก็เสียดายเล็กน้อย

รอจนกระทั่งฟีนิกซ์เพลิงจากไป ฉินเฟิงค่อยคลายเสื้อคลุมออก

เขาอยู่ในสภาพงอแขนข้างหนึ่งเข้าหาลำตัว

โอบกอดจิ้งจอกน้อยตัวเล็กที่กำลังหลับใหลเอาไว้

นี่เองคือเหตุผลที่ฉินเฟิงต้องใช้มือเดียวและนิ้วเดียวในการสังหารคนเหล่านั้น

จิ้งจอกน้อยในอ้อมแขนอ้าปากหาว ยืดตัวขี้เกียจ สะบัดขนเล็กน้อย

กระโดดลงมา

ในพริบตา มันเปลี่ยนรูปกลายร่างเป็นมนุษย์

“นึกไม่ถึงเลย ว่าเหอเทียนสิงจะมีสมบัติมากมายเช่นนี้”

“นั่นสิ ขนาดฉันยังไม่ทันคิดเลยว่าเขามีของพวกนี้ด้วย อ้อ

ฉันเอาพวกมันมาแล้วนะ เธอต้องการดูดซับตอนนี้เลยไหม?”

สมบัติที่ไป๋หลีและฉินเฟิงกล่าว แน่นอนว่าเป็นแก่นเทวะเลเวล A

!