ตอนที่ 267

1/4

Ep.267 -

ไม่เหลือที่ยืน

เพียงลงสู่สมรภูมิ

ฉินเฟิงก็ระเบิดกำลังรบทรงพลานุภาพออกมา

“ยังเหลืออีกสอง

ช่วยลากมันมาให้ฉันด้วย!”

ฉินเฟิงแสยะยิ้มเย็นชา

โดยมีฉากเบื้องหลังเป็นนายพลจระเข้มังกรนอนหมอบอยู่แทบเท้า

บริเวณส่วนผิวหนังที่ไหม้เกรียมของมัน มีน้ำพุเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด!

คนอื่นๆที่กำลังเฝ้ามองฉากนี้

อึ้งจนพูดไม่ออก

ฉินเฟิงแม้ล่วงรู้ถึงแผนการของพวกเขา

แต่ก็ยังช่วยเหลือ อาศัยเพียงกำลังตน พริบตาเดียว สังหารนายพลสัตว์ร้ายลงกว่า 3

ตัว

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้

ไม่อาจสร้างภัยคุกคามให้แก่ฉินเฟิงได้เลย

ไม่นานนัก

อีกสองนายพลสัตว์ร้ายที่เหลือก็จบชีวิตลงภายใต้เทคนิคมังกรไฟของฉินเฟิง

ผู้ใช้พลังที่เพิ่งตื่นเมื่อปีที่แล้ว

ไม่เพียงมีพระสวรรค์ด้านอบิลิตี้ แต่ยังครอบครองกระบวนท่าวรยุทธ

ทักษะมีดระดับสูงที่สามารถสังหารนายพลสัตว์ร้ายได้แค่ภายในไม่กี่วินาที

ยามมองไปยังฉินเฟิง

ฝูงชนอดรู้สึกศรัทธาไม่ได้

หลังโชว์สังหารหมู่ 5 สัตว์ร้ายนายพล

ซากศพของพวกมันก็ถูกยัดเข้าไปในอุปกรณ์รูนมิติของฉินเฟิง

เมื่อไร้ซึ่งการอาละวาดของระดับนายพล

สัตว์ร้ายตนอื่นๆก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาอะไร

ไม่นาน

เหล่าสัตว์ทะเลที่เหลือก็ถูกกำจัดลงโดยมือปืน

ทหารเมืองไห่เองก็เริ่มสร้างป้อมปราการ

เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับกระแสทัพสัตว์ร้ายระลอกต่อไป

หากอ้างอิงตามเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น

คลื่นกองทัพสัตว์ทะเลน่าจะซัดมาอีกแค่ 1 - 2 รอบเท่านั้น

แล้วเทศกาลบุกชายฝั่งก็จะจบลง!

ฉินเฟิงเดินไปหาหวังจื่อเฉา

มองอีกฝ่ายที่ใบหน้าเขียวคล้ำ ไม่ต่างไปจากคนกำลังถูกทวงหนี้

“รองเทศมนตรีหวัง ขอแสดงความยินดีด้วย

ดูเหมือนว่าภารกิจคุณจะไม่ล้มเหลวแล้ว” ฉินเฟิงประชดประชัน

หวังจื่อเฉารู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที

แต่ก็ยังต้องการรักษาหน้าตน เอ่ยสวนด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หยุดปีนเกลียวสักที

อย่างไรคุณก็ยังเป็นแค่เด็ก ไม่สมควรลูบคมคนอื่นให้มันมากนัก”

ขณะกล่าว หวังจื่อเฉาก็ปลดปล่อยแรงกดดันเล็กๆน้อยๆของผู้ใช้วรยุทธโบราณเลเวล

E8 ออกมา สายตาเหลือบมองไปยังโลโก้เลเวล E บนหน้าอกฉินเฟิง

บังเกิดความรู้สึกเหนือกว่าผุดขึ้นในจิตใจ

ฉินเฟิงหัวเราะเบาๆ

ในตอนนั้นเอง

ผู้ใช้วรยุทธโบราณอีกคนหนึ่งก็มาปรากฏตัวด้านข้างของฉินเฟิง

“ผู้ว่าการฉิน เมื่อครู่นี้ต้องขอบคุณ

คุณมาก” ชายคนนั้นกล่าวด้วยความตื่นเต้น มองฉินเฟิงด้วยความรู้สึกสำนึกคุณ “อ๊ะ

ขออภัยที่ยังไม่ได้แนะนำตัว ฉันชื่อชูหยิงซาน เป็นคนพเนจร”

คนพเนจร

หรือที่มักจะเรียกกันอีกอย่างว่าผู้แสวงหาตัวตน ไม่อาศัยอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง

คนๆนี้ไม่ใช่คนจากสามเฉิง แค่บังเอิญผ่านมายังสถานที่แห่งนี้พอดี

และความแข็งแกร่งของชูหยิงซานไม่ได้อ่อนแอเลย

เขาอยู่ในเลเวล E5

ครั้งนี้ได้รับการจ้างวานจากหวังจื่อเฉาให้เข้าร่วมภารกิจปราบปรามสัตว์ทะเลของเมืองไห่

หมีเกล็ดน้ำแข็งที่เขาเพิ่งตรึงมันไว้เมื่อครู่

เป็นสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดานายพลทั้งห้า มีเลเวลมากถึง E5 !

แม้ต่างฝ่ายต่างก็เป็น E5 เหมือนกัน

แต่เห็นได้ชัดว่าชูหยิงซานไม่อาจโค่นศัตรูลงได้ และหากไม่ระวัง

ผิดพลั้งเพียงก้าวเดียว ก็อาจกลายเป็นอาหารในปากของมัน

อย่างไรก็ตาม

เขาได้รับเงินจากผู้ว่าจ้างมาแล้ว

ดังนั้นจำต้องร่วมมือกับฝูงชนเพื่อฟันฝ่าภัยพิบัตินี้

แม้จะรู้ว่าหวังจื่อเฉาและคนอื่นๆกระทำการไม่ซื่อ แต่เขาก็ทำได้แค่อดทนกับมัน

เว้นแต่จะไม่เหลือทางเลือก

หรือไม่สนศักดิ์ศรีหน้าตาตนเอง หากต้องเผชิญกับช่วงเวลาเป็นตายจริงๆ

ชูหยิงซานก็จะตัดสินใจหันศีรษะและหลบหนีไปทันที

“สวัสดี เรียกผมแค่ฉินเฟิงก็พอ”

ฉินเฟิงยื่นมือไปเชคแฮนด์อีกฝ่าย

ก่อนจะเกิดใหม่

ฉินเฟิงเองก็เคยเป็นคนพเนจรเหมือนกัน เขาท่องไปตามสถานที่ต่างๆ ขึ้นเหนือลงใต้

เดินทางไปทั่ว ได้พบเจอประสบการณ์แปลกใหม่มากมาย

และรู้ดีว่าความยากลำบากของคนพเนจรนั้นเป็นอย่างไร และมีอิสระเพียงใด

ในมุมมองของเขา

ชูหยิงซานมีศักยภาพที่ดี อายุก็ยังไม่มากเกินไป น่าจะแค่ราวๆ 27 - 28 ปีเท่านั้น

“ฉินเฟิง หลังจากเข้ามาในสามเฉิง

ฉันได้ยินชื่อของนายมานาน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ร่วมสู้กันในวันนี้

นายแข็งแกร่งกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก นี่อายุแค่ 17 ปีจริงๆน่ะหรอ?”

ชูหยิงซานชวนฉินเฟิงสนทนา

ปัจจุบันความสูงของฉินเฟิงเกือบจะเท่ากับในชีวิตก่อนหน้าของเขาแล้ว

มันสูงใหญ่กว่าคนธรรมดา มากถึง 189 ซม.

ด้วยความสูงขนาดนี้

แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าของๆมันจะมีอายุแค่ 17 ปี!

“ใช่แล้วล่ะ

อายุน่ะไม่มีผลอะไรกับความแข็งแกร่งหรอก

อย่างผมกว่าจะแข็งแกร่งแบบนี้ ในช่วง 7 - 8 เดือนที่ผ่านมา

ต้องประสบพบเจอกับสถานการณ์ที่ผู้คนทั่วไปไม่มีวันจินตนาการได้!” ฉินเฟิงกล่าว

ในจุดนี้

ชูหยิงซานนับว่าคล้ายคลึงกับฉินเฟิง

“นั่นสินะ

กว่าจะแข็งแกร่งน่ะมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ทุกกระบวนการล้วนเกี่ยวพันกับชีวิตและความตาย ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่เลือกเป็นคนพเนจรแบบนี้

ว่าแต่ฉินเฟิง ตอนนี้ความแข็งแกร่งของนายอยู่ในเลเวลอะไรงั้นหรอ?”

ตรงจุดนี้

ไม่เพียงชูหยิงซานเท่านั้นที่อยากรู้ แต่หวังจื่อเฉาเองก็เช่นกัน

เขายื่นหูเข้าไปใกล้ๆวงสนทนา ต้องการทราบความแข็งแกร่งที่แท้จริงของฉินเฟิง

พละกำลังกายของฉินเฟิงแข็งแกร่งมาก

มันสามารถโค่นนายพลสัตว์ร้ายลงได้อย่างง่ายดาย

ส่งผลให้เลเวลของฉินเฟิงยากจะคาดเดา

นอกจากนี้ฉินเฟิงยังไม่ได้รับการทดสอบ

โลโก้ของเขาเองก็แปะไว้แค่ตัว E ไม่มีเลขพ่วงท้าย แต่ทุกคน ณ

ที่นี้ไม่มีใครเชื่อแน่นอน ว่าฉินเฟิงจเป็นแค่เลเวล E ธรรมดาๆ

อีกทั้งทักษะลับกลืนดาราก็ถูกเก็บซ่อนไว้

กำลังภายในแต่ละครั้งใช้ออกเพียง 1/10 เท่านั้น

เลยเป็นธรรมดาที่จะไม่มีใครล่วงรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของฉินเฟิง

ฉินเฟิงเหลือบสายตา

กวาดไปตกลงบนร่างของหวังจื่อเฉา เมื่อนึกถึงแรงกดดันที่อีกฝ่ายเพิ่งปลดปล่อยออกมา

เขาก็ยิ้มทันที

“ตอนนี้ผมใกล้จะไปเหยีบเลเวล E8 แล้ว!

” ว่าจบ ฉินเฟิงก็เริ่มระดมกำลังภายใน ก่อตัวเป็นเจ็ดชั้นทะเลเมฆ

และปลดปล่อยกลิ่นอายของมันออกมา

วินาทีนั้น

ไม่ว่าจะเป็นหวังจื่อเฉาหรือชูหยิงซานที่ยืนอยู่ข้างกายฉินเฟิง

ทั้งหมดรู้สึกราวกับได้พบเจอกับสัตว์ประหลาดอันน่าหวาดกลัว!

แข็งแกร่งถึงขนาดนี้ได้อย่างไรกัน!

หวังจื่อเฉาบังเกิดความรู้สึกอับอาย

ไม่ต้องการที่จะได้ยินบทสนทนาระหว่างทั้งสองคนอีก

เพราะที่ฟังและเห็นทั้งหมดนี้มันคืออะไร?

อายุแค่ 17 ปี ก็ก้าวมาถึงเลเวล E แล้ว

อีกฝ่ายเด็กกว่าเขาตั้ง 20 ปีเชียวนะ!

และที่คุยเรื่องประสบการณ์

ออกไปที่นั่นที่นี่ มันบ้าอะไรกัน

ประโยคพวกนั้นมิใช่เป็นการแดกดันเขาว่าทำตัวติดบ้าน ไม่ออกไปไหนหรอกหรือ? แต่พอมาลองคิดดูดีๆ

… หวังจื่อเฉาเองก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าเขาออกไปสู้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ยิ่งไปกว่านั้น

กลับกลายเป็นว่าฉินเฟิงในปัจจุบัน

ครอบครองกำลังภายในเกือบเทียบเท่ากับตนได้อย่างกระทันหัน

ส่งผลให้การที่หวังจื่อเฉาจงใจเปิดเผยแรงกดดันกำลังภายในของตนก่อนหน้านี้

กลายเป็นเรื่องขบขันไปเลย เพียงคิดก็รู้สึกถึงใบหน้าที่แดงและร้อนผ่าว

ขณะนี้ ทั้งสองสนทนากันอย่างออกรส

ดังนั้นเป็นธรรมดาที่จะไม่สนใจหวังจื่อเฉา

“แต่นายก็ยังเป็นผู้ใช้อบิลิตี้ด้วยไม่ใช่หรอ!

นี่มันช่างน่าประทับใจ! ในที่สุดฉันก็เข้าใจ เสียที ว่าอัจฉริยะมันหมายความว่ายังไง!”

ชูหยิงซานกล่าวชื่นชม

สีหน้าของหวังจื่อเฉากลายเป็นมืดมน

ส่งเสียงฮึฮะในลำคอและหันหลังจากไป เพียงแต่สภาพในแต่ละก้าวของเขา

ราวกับหมาป่าหงอยที่พ่ายแพ้ด้วยความอับอาย

ชูหยิงซานถึงค่อยพบว่ามีหวังจื่อเฉาอยู่ด้วย

เอ่ยปากออกมาอย่างสงสัย “รองเทศมนตรีหวังทำเสียงแบบนั้นหมายความว่ายังไง?

หรือต้องการจะบอกว่าพวกเราไม่ควรเสียเวลาสนทนากัน

แต่ตอนนี้สถานการณ์มันมั่นคงแล้วไม่ใช่หรอ?

ยังต้องการให้พวกเราออกไปจัดการพวกสัตว์ร้ายตัวเล็กตัวน้อยอีกรึไง?”

ฉินเฟิงยิ้มเล็กน้อย

“บางทีอาจเพราะเขารู้สึกอับอาย”

ชูหยิงซานพอได้ยินคำของฉินเฟิง

ก็สามารถเรียบเรียงและเข้าใจถึงความหมายได้อย่างรวดเร็ว

เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

“โลกเราในทุกวันนี้

คนรุ่นใหม่มักจะมีพรสวรรค์มากกว่าคนรุ่นก่อน

ดั่งวลีคลื่นของแม่น้ำแยงซีเกียงมักจะผลักดันไปข้างหน้า การที่เขาจิตใจคับแคบ

ริษยาคนรุ่นหลังแบบนี้ อาจเป็นผลร้ายให้วรยุทธโบราณหยุดนิ่งได้” ชูหยิงซานกล่าว

หลังจากพลังของชูหยิงซานตื่นขึ้น

เขาก็ออกท่องโลกกว้าง จึงรู้สึกคุ้นเคยกับสัตว์ร้ายมากกว่ามนุษย์

ทั้งยังไม่เคยมีประสบการณ์ความขัดแย้งภายในสถานชุมชน

เลยไม่ค่อยทราบอะไรเกี่ยวกับเรื่องละเอียดอ่อนพวกนี้

แต่เขาก็ไม่ใช่คนไร้เดียงสาไปซะทั้งหมด ---เจ้าตัวมีความเชื่อมั่นในวรยุทธโบราณอย่างเต็มเปี่ยม

เฉพาะในจุดนี้

ที่ฉินเฟิงไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย

เพราะนับตั้งแต่สามารถปลุกอบิลิตี้ขึ้นมาได้

ฉินเฟิงก็ตระหนักว่า อบิลิตี้ต่างหากคือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดไม่เป็นรองใคร

ผู้ใช้อบิลิตี้น่ะ เมื่อพัฒนาขึ้น

เติบโตขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง ยามต้องต่อสู้เพียงขยับมือหรือเท้านิดๆหน่อยๆ

ก็สามารถกำจัดศัตรูที่ทรงพลัง ให้สลายหายไปในอากาศราวกับกลุ่มควันได้แล้ว

การจะย้ายขุนเขาหรือแหวกทะเลก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

ในทางตรงกันข้าม

หากเปรียบกับกำลังภายในของผู้ใช้วรยุทธโบราณ แม้จะครอบครองความสามารถอันยอดเยี่ยม

แต่หากต้องเผชิญกับกองทัพสัตว์ร้าย ย่อมไม่สามารถสำแดงอำนาจได้เหมือนผู้ใช้อบิลิตี้

และคงมิแคล้วตกลงสู่ความตาย

ขณะที่ฉินเฟิงในตอนนี้เกือบจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเลเวล

D แล้ว นั่นหมายความว่าพลังอำนาจชนิดย้ายขุนเขา แหวกผืนทะเล ตัดผืนฟ้า

กำลังเฝ้ารอเขาอยู่!