2/4
Ep.246 -
ผิงหยุนถูกทำลาย
รูนมืดทรงพลังเป็นอย่างมาก
แค่เส้นผ่านศูนย์กลางของมันก็กว้างกว่า 3 เมตร เสาทมิฬทะยานขึ้นสู่เบื้องบน
พุ่งเข้าชนกับเพดานบาร์ แพร่กระจายออกไปรอบอาคาร
บาร์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าที่สูงกว่า
20 เมตร เมื่อต้องเผชิญกับพลังที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ ตัวอาคารก็เริ่มปริร้าวและ--
--ครืนนนน!
อาคารถล่มลงมา แสงสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่ง
ก่อตัวเป็นวังวนเมฆดำบนท้องฟ้า
ระดับราชันย์
แน่นอนว่าไม่ใช่ตัวตนเล็กจ้อย
ในการต่อสู้ที่แล้วๆมา
ที่มันไม่สำแดงพลังนี้ ก็เพราะยังไม่อาจปรับสมดุลให้เข้ากับโลกมิตินี้ได้
ปัจจุบัน รูนสีดำกระจายไปในอากาศ
มนุษย์ในพิสัยของมันเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก พลังงานในร่างกายคล้ายถูกดูดซึม
และหดหายไปอย่างรวดเร็ว ผิวที่เคยเปล่งปลั่งสุขภาพดี บัดนี้เหี่ยวเฉา
คล้ายกำลังผุพัง
เบ้าตาของพวกเขาเริ่มลึกโบ๋
สองตาปูดโปนคล้ายกำลังจะระเบิด ปรากฏกลิ่นสาบกระจายออกมาจากตัว
“ฮือ --- ”
ลำคอของคนเหล่านี้ไม่อาจเปล่งเสียงพูดของมนุษย์ได้อีกต่อไป
ทั้งคนทั้งร่างแปรสภาพกลายเป็นศพเน่าเปื่อย!
--พวกเขาติดเชื้อจากรูนมืด!
สำหรับปีศาจเสพวิญญาณ
นอกจากครอบครองพลังสมาธิอันทรงประสิทธิภาพแล้ว ที่ทรงพลังยิ่งกว่าก็คือความสามารถในการแพร่เชื้อ
“เกิดอะไรขึ้น?”
“รีบอุดจมูกเร็วเข้า
การโจมตีนี้แทรกซึมอยู่ในอากาศ คนที่สูดเข้าไปจะติดไวรัส รีบฆ่าพวกเขาเร็ว!”
“นั่นรูนมืด! ระวังตัวกันให้ดี
อย่าปล่อยให้คนที่ติดไวรัสกัด!”
ผู้ใช้พลังทั้งหมดในผิงหยุน
ระเบิดพลังเข้าต่อสู้
เนื่องจากร่างกายของพวกเขามีคุณสมบัติเหนือกว่ามนุษย์คนอื่นๆ
ดังนั้นไม่มีปัญหาใดๆ ทว่าสำหรับมนุษย์ธรรมดาในบริเวณใกล้เคียง … ยากนักที่จะรอด
อีกทั้งการแพร่กระจายของเชื้อ
ยังระบาดกินวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว
ก็คิดดูเอาเองเถอะ
ว่าขนาดพวกเขายังโกลาหลกันถึงขนาดนี้ แล้วใครบางคนที่ยืนหยัดอยู่ใจกลางความมืดมิด
คนที่เป็นทั้งผู้ใช้วรยุทธโบราณและผู้ใช้อบิลิตี้เลเวล E จะตกอยู่ในสถานการณ์ใด!
หากบุคคลที่กล่าวมาติดเชื้อ
บางทีศัตรูที่ชุมชนผิงหยุนต้องรับมืออาจไม่ใช่ระดับราชันย์แค่ 1 แต่เป็น 2 !
ณ ใจกลางของเสารูนมืด พวกเลเวล F
ที่ตามมาสนับสนุนฉินเฟิง ไม่สามารถเฝ้ารอเขาได้อีกต่อไป
---รูนมืดอันทรงพลังกำลังแพร่กระจายด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว
พวกมันพยายามที่จะเจาะเข้าไปในร่างกายของฉินเฟิง
เพื่อกำจัดกลิ่นอายแห่งชีวิตของเขา
“พลังพิเศษดูดกลืน!”
ฉินเฟิงระเบิดพลังพิเศษติดตัวของตนขึ้นทันใด
มันเริ่มดูดซับรูนมืดรอบๆอย่างบ้าคลั่ง
รูนมืดถูกดูดเข้าไปหลอมรวมกับดาวเคราะห์ในจิตสำนึกของฉินเฟิง
ช่วยลดทอนอันตรายที่เขาต้องเผชิญ
แม้ฉินเฟิงจะมีภูมิคุ้มกันต่อรูนมืด
แต่ก็ไม่เสมอไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูนมืดอันทรงพลังที่ปลดปล่อยออกมาจากชนชั้นราชันย์
“เล่นกันถึงขนาดนี้
ถ้าฉันไม่โต้กลับไปบ้าง คงจะเป็นการเสียมารยาท!”
ฉินเฟิงย่อตัวลง
คว้าจับแขนของปีศาจเสพวิญญาณทันใด
ในเวลานี้ปีศาจเสพวิญญาณซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน
และสถานะของมันสมควรเป็นอากาศธาตุ มิอาจสัมผัสต้องได้
อย่างไรก็ตาม
มือของฉินเฟิงห่อหุ้มไว้ด้วยรูนมืด
ฉะนั้นเขาเลยสามารถใช้มันเป็นสื่อกลางในการสัมผัสอีกฝ่ายได้
“เอาไปกินซะ!”
ฉินเฟิงระดมรูนไฟกลายพันธ์ระเบิดลงใส่พื้นดิน
รูนไฟทรงพลังและรูนมืดยื้อยุทธกันและกัน
ผลพวงของมันทำเอาพื้นโดยรอบหลอมเหลวจนเกิดเป็นลาวา
และแล้วการปะทะระหว่างสองรูนก็ได้ข้อสรุป
ตูม!
รูนทั้งสองแตกกระเจิงไปทุกทิศทาง
กระแสวังวนทมิฬที่ก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าถูกขัดจังหวะโดยฉินเฟิง
ปีศาจเสพวิญญาณถูกห่อหุ้มภายใต้รูนมืด ดังนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ
มันฉวยโอกาสงับเข้าใส่มือของฉินเฟิง
“ฮึ่ม!” ฉินเฟิงคำรนเกรี้ยวกราด
การกัดของมันทำให้ฝ่ามือของเขาเกิดอาการด้านชา และกลายเป็นไร้ความรู้สึก
--นี่คือการโจมตีด้วยพลังสมาธิ
ซึ่งพลังสมาธิที่ปีศาจเสพวิญญาณครอบครอง
มันทรงพลังเป็นอย่างมาก
ฉินเฟิงจำใจต้องปล่อยมือ
ปีศาจเสพวิญญาณไม่รอช้ามุดหายจมลงไปเบื้องล่างทันที มิอาจหาร่องรอยได้อีกเลย
มันหนีเขาไปอีกแล้ว!
สีหน้าของฉินเฟิงหม่นทะมึน
อย่างไรก็ตาม
ภายนอกเหมือนว่าจะยังได้ยินเสียงของการต่อสู้อยู่ มองออกไป
จะพบกับผู้ใช้พลังกำลังต่อกรกับซากศพนับไม่ถ้วน สำหรับพวกเขา
นอกเหนือไปจากการสะบั้นศีรษะแล้ว ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะใช้สังหารพวกมันลงได้อีก
ซากศพเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น
มากขึ้นเรื่อยๆ
คนธรรมดาเมื่อถูกรูนมืดสัมผัสก็เริ่มเน่าเปื่อย
และกลายพันธุ์เป็นซากศพ พละกำลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
จากคนธรรมดากลายเป็นมีความแข็งแกร่งอย่างน้อยก็เลเวล G
แต่ประเด็นก็คือ จำนวนคนธรรมดา
เมื่อเทียบกับผู้ใช้พลังแล้ว ถือว่าแตกต่างกันมากเกินไป
และเมื่อคนธรรมดากลายเป็นศัตรู
เหล่าผู้ใช้พลังก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแกะที่กำลังขึ้นเขียง
นับว่าโชคยังดีที่ฉินเฟิงออกมาจากซากปรักหักพังของบาร์
และช่วยแก้วิกฤตของเหล่าผู้ใช้พลังได้พอดี
“พรมโลกันต์!”
ถนนทั้งสายถูกปกคลุมไปด้วยทะเลเพลิง
เมื่อซากศพสัมผัสกับเพลิงโลกันต์ของฉินเฟิง พวกมันก็มีสภาพเป็นก้อนโค้ก และในอีก
2 - 3วินาทีต่อมาก็กลายเป็นขี้เถ้า
เนื่องจากพลังสมาธิของฉินเฟิงแข็งแกร่งมาก
ดังนั้นอบิลิตี้ที่ถูกปลดปล่อยออกมาในปัจจุบัน
จึงไม่อาจนำไปเทียบเปรียบกับเมื่อก่อนได้
ในขณะที่ซากศพก็อ่อนแอเกินไป
ฉะนั้นการต่อสู้จึงจบลงอย่างรวดเร็ว
“ผู้ว่าการฉิน คุณเป็นอะไรรึเปล่า?”
ตันหยูเมื่อเห็นฉินเฟิงก้าวออกมาแบบไร้รอยขีดข่วน ความกังวลในหัวใจของเขาก็คลายลง
เพราะหากฉินเฟิงกลับมาในสภาพเป็นซากศพเน่าเปื่อย
พวกเขาคงสิ้นหวัง และมิอาจรอดชีวิตออกไปจากเมืองได้!
“สั่งอพยพพลเมืองทั้งหมดในชุมชน …
เร็วเข้า!”
ตอนนี้ทั่วทั้งสถานชุมชน
อย่างน้อยก็มีซากศพติดเชื้อกว่าหลายพันตัว
แต่ยังมีคนธรรมอีกนับหมื่นที่ไม่ติดเชื้อ ดังนั้นขอแค่สามารถออกไปจากที่นี่
ก็ยังพอมีโอกาสรอดชีวิต
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ
เมื่อคนเหล่านี้จากไป จะได้ไม่มีอะไรมาคอยขวางมือขวางตีนฉินเฟิง
และสามารถสู้กับปีศาจเสพวิญญาณได้อย่างเต็มที่สักที
นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องที่
หากปีศาจเสพวิญญาณกลืนกินวิญญาณได้มากเท่าไหร่
มันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นได้มากเท่านั้นอีกนะ
--หลังจากที่โลกเข้าสู่ยุคโลกาวินาศ
แม้มนุษย์จะสามารถปลุกพลังวรยุทธโบราณและอบิลิตี้ขึ้นมาได้ แต่ก็มีน้อยมาก
หากเทียบกับมือปืน ทั้งสองสิ่งนี้บ่งชี้ให้เห็นได้ว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์
ในความเป็นจริงแล้ว ‘พลังสมาธิ’ คือจุดแข็งของพวกเขา
ดังนั้น วิญญาณมนุษย์ สำหรับปีศาจเสพวิญญาณแล้ว
เลยถือว่าเป็นอาหารเสริมชั้นดี
ด้วยเหตุนี้เองในชีวิตก่อนหน้าของฉินเฟิง
หลังจากที่ผู้คนกว่า 20,000 ถูกสูบกลืนโดยปีศาจเสพวิญญาณ
อีกฝ่ายเลยสามารถวิวัฒนาการขึ้นเป็นเลเวล D
เป็นธรรมดาที่ฉินเฟิงจะไม่รั้งรอให้ศัตรูตัวฉกาจของเขาเติบโตขึ้นไปถึงระดับนั้น
ในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ตันหยู
กระทั่งหยูกังที่เป็นตัวปัญหาคอยขัดขวางคำสั่งของฉินเฟิง
ทั้งสองตัดสินใจเร่งประกาศฉุกเฉินทันที โดยเฉพาะตัวหยูกัง
หลบหนีไปเร็วยิ่งกว่าคนอื่นๆซะอีก
สำหรับผิงหยุน แม้จะเป็นเมืองขนาดเล็ก
และมีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป อย่างเช่นสถาบันระดับสูง ฯลฯ
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ขาดแคลน ---คือรถศึก!
พลเมืองถูกอพยพอย่างรวดเร็ว
ซากศพเดินได้ระเกะระกะระหว่างทาง ถูกปืนกลหนักที่ติดตั้งบนรถศึกยิงกวาดจนเกลี้ยง
ฉินเฟิงเองก็คอยสนับสนุนการอพยพเช่นกัน
ซากศพใดผ่านแนวสายตาเขา ล้วนถูกแผดเผากลายเป็นขี้เถ้า
ชุมชนผิงหยุนที่แต่เดิมคึกคักและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาในยามเช้า
ค่ำคืนในวันนี้ กลับกลายเป็นแดนนรก!
หลังจากอพยพกันตลอดทั้งคืน
สามารถนำคนออกมาจากผิงหยุนได้แค่ 10,000 คนเท่านั้น แต่ประเด็นก็คือ 10,000
ที่รอดตายมีโอกาสติดเชื้อและกลายเป็นซากศพได้ตลอดเวลา
ดังนั้นตันหยูเร่งส่งทีมแพทย์เข้าทำการรักษาอย่างรวดเร็ว
ภายในผิงหยุน
ตอนนี้สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ได้แก่ คนที่ไม่สามารถหลบหนีมาได้ ,
เสียงกรีดร้องน่าสยดสยองของซากศพ
และปีศาจเสพวิญญาณที่ไม่ทราบว่าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน
ฉินเฟิงยืนอยู่บนดาดฟ้าของตึกกลุ่มซ่งเฉิน
ในจุดที่สามารถมองเห็นทั่วทั้งสถานชุมชน
เส้นขอบฟ้าเริ่มปรากฏสีขาวรำไร
บ่งบอกว่ารุ่งอรุณได้มาเยือนอีกครั้ง
สำหรับปีศาจเสพวิญญาณ
แม้มันจะเป็นราชันย์เลเวล E แต่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตธาตุมืด ฉะนั้นไม่ชอบแสงแดด
เลยวางใจเรื่องที่มันอาจจะหลบหนีไปจากสถานชุมชนได้
ฉินเฟิงหลับตาและพักผ่อน
ระดมพลังสมาธิเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานตลอดเวลา
ขณะเดียวกันก็คอยค้นหาตำแหน่งของปีศาจเสพวิญญาณ
ในเวลาเดียวกัน ณ
ภายในห้องใต้ดินอันมืดมิด ผู้คนกระจุกรวมกันนับ 10 คน กอดกันด้วยกายที่สั่นสะท้าน
เมื่อวานหลังจากเกิดการกลายพันธุ์ของซากศพ
คนพวกนี้ดันโชคร้ายบังเอิญเจอพวกมันเข้า และไม่มีกำลังมากพอจะต่อต้าน
หลังจากได้รับคำสั่งอพยพฉุกเฉิน พวกเขาก็เลือกซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินซึ่งมีมาตรการป้องกันระดับสูง
เฝ้ารอคอยทหารจากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือ
แต่ช่างน่าสงสาร ที่พวกเขาไม่ทราบ
ว่าศัตรูที่แท้จริงที่พวกตนกำลังเผชิญ มันมิใช่กองทัพซากศพ
ท่ามกลางความมืดมิด
ร่างสีเข้มโผล่ออกมาจากนอกกำแพง พริบตาเดียวก็ตะครุบเข้ากลางวงฝูงชนทันที
“อ๊าาาา!”
เสียงกรีดร้องน่าเวทนา
สะท้อนไปทั้งชั้นใต้ดิน …
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved