ตอนที่ 255

1/4

Ep.255 -

ก้าวอัคคี

การซื้อขายในตลาดมืดของสถานชุมชนเฟิงหลีกำลังเฟื่องฟู

และเมื่อกิจการดำเนินมาถึงช่วงปลายเดือนมกราคม

สถานชุมชนที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่แห่งนี้

ก็มีข่าวที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงอีกครั้ง

--ผู้ว่าการฉินได้ออกประกาศจับ

และพากองกำลังของสถานชุมชนตนเองออกไปล่าค่าหัว

และสั่งให้ดัดแปลงอะไรบางอย่างนอกกำแพงเมืองเฟิงหลี

ซึ่งดัดแปลงที่ว่า ไม่ใช่ป้ายโฆษณาหรือจอทีวีขนาดใหญ่

หากแต่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก

และบนคอนกรีต มี ‘ศีรษะ’ ของคนกว่า 17

หัวแขวนเอาไว้

ดูจากใบหน้า ทั้งหมดมีอายุแตกต่างกันไป

ไล่ตั้งแต่หนุ่มแน่นยันวัยกลางคน ทว่าทั้ง 17 หัว ทั้งหมดล้วนเป็นที่รู้จักกันดี

ว่าเป็นลูกน้องของแมงป่องพิษ

ต่อมา

ทางเครือข่ายนักล่าเงินรางวัลได้ถอนประกาศจับอาชญากรเลเวล E

อย่างแมงป่องพิษออกจากระบบ บ่งบอกบอกภารกิจนี้เสร็จสิ้นแล้ว และคนที่บรรลุมัน

แน่นอนว่าเป็นฉินเฟิง

ยังไม่พอ ไม่ว่ารายชื่อใดก็ตามในประกาศจับ

ตราบใดที่อยู่ในกลุ่มตู่เซี่ย ใบรางวัลทั้งหมดล้วนถูกถอดถอนจนสิ้น

จัดหนักจัดเต็มกันถึงขนาดนี้

ยังมีใครอีกบ้างเล่าที่นึกไม่ออก ว่าฉินเฟิงได้กวาดล้างกลุ่มตู่เซี่ยไปแล้ว!

ต้องรู้นะว่ากลุ่มตู่เซี่ยไม่ใช่กองกำลังธรรมดาๆ

แต่เป็นหนึ่งในกลุ่มองค์กรมืดอันแสนโด่งดัง!

แต่ฉินเฟิงไม่เพียงไปตั้งรางวัลนำจับพวกเขา

ยังออกล่าด้วยตัวเอง ตลอดทั้งกระบวนการ เริ่มต้นและจบลงในสัปดาห์เดียว

ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้บางคนรู้สึกเย็นสันหลังวาบ

ยิ่งไม่กล้าดูถูกฉินเฟิง

ฉินเฟิงอาจจะยังเด็ก บางทีถึงขั้นเรียกได้ว่าหยิ่งยะโส

อย่างไรก็ตาม

วิธีการของฉินเฟิงกลับตรงประเด็น , โหดร้าย และไร้ปราณี

บางกลุ่มองค์กรมืดที่ยังเวียนวนเตรียมสร้างปัญหาอยู่รอบๆ

คอยจับจ้องแกะอ้วนอย่างเฟิงหลี ค่อยๆถอนกรงเล็บของพวกเขาอย่างระแวดระวัง

หวาดเกรงถึงขั้นฉินเฟิงจะทราบแผนการของตน ในหัวใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

แต่ทางฉินเฟิงไม่มีเวลาไปวุ่นวายกับอะไรพวกนี้

เพราะตราบใดที่พวกเขามีสมอง และไม่คิดสร้างปัญหาใดๆให้กับสถานชุมชนเฟิงหลี

ฉินเฟิงก็คร้านจะเก็บพวกเขามาใส่ใจ

ยิ่งไปกว่านั้น

การฝึกภาคสนามในครั้งนี้ ยังช่วยให้ฉินเฟิงได้เห็นถึงศักยภาพของโจวฮ่าว

ปัจจุบันกล่าวได้เลยว่าในสถานชุมชน นอกไปจากไป๋หลี , ฉินเฟิง และหลิงหวูยี่แล้ว

คนที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมไม่พ้นโจวฮ่าว

เพียงแต่ .. มันยังไม่ดีพอก็เท่านั้น

เอาไว้ถ้าโจวฮ่าวก้าวขึ้นสู่เลเวล E เมื่อไหร่

ฉินเฟิงจะได้มอบหมายสถานชุมชนให้โจวฮ่าวคอยดูแลได้อย่างสบายใจสักที!

“อีกสองเดือนต่อจากนี้

‘สุสานเทพสงคราม’ จะเปิดออก ถึงเวลานั้น พาโจวฮ่าวไปด้วยดีกว่า”

ฉินเฟิงกำหนดแผนการในอนาคต

แต่ตั้งสองเดือนยังอีกยาวไกล ปัจจุบันฉินเฟิงไม่อาจหยุดฝีเท้า

เฝ้ารอมันอยู่เฉยๆได้

เขาเปิดอุปกรณ์สื่อสาร

และท่องไปในเครือข่ายซื้อขายของกลุ่มหวันซ่ง

ยังไงก็ตาม ปัดๆดูไปหลายรายการ

ก็ยังไม่เจอของที่ตนเองต้องการ

เวลานี้ฉินเฟิงกำลังมองหาวิชาตัวเบาดีๆ

เพราะการต่อสู้ที่ผ่านมา

มันค่อนข้างชัดเจนว่าเรื่องนี้เขายังคงบกพร่อง

แต่ไม่นาน

ท่าอบิลิตี้หนึ่งก็ดึงดูดความสนใจของฉินเฟิง

“ก้าวอัคคี?”

หัวใจของฉินเฟิงเต้นครึกโครม

ท่าอบิลิตี้เป็นสิ่งที่สามารถดัดแปลง

และเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา การที่ฉินเฟิงไม่เคยรู้เกี่ยวกับมันมาก่อน

เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้มากพอ!

อย่างที่เคยกล่าวไปตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง

แม้ฉินเฟิงจะแข็งแกร่ง แต่ความรู้ในเรื่องอบิลิตี้ของเขาค่อนข้างน้อยมาก

ถึงแต่ละท่าอบิลิตี้ของเขาจะทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อก็ตาม

“เงื่อนไขในการใช้งานคือต้องมีระดับมากกว่าหรือเท่ากับเลเวล

F? ราคาแค่ 1 ล้าน? โอเคงั้นจัดเลย” ฉินเฟิงซื้อมันทันที

โดยไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติม

หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง

สินค้าก็ถูกส่งมอบถึงมือฉินเฟิง เขาแทบทนรอไม่ไหวที่จะเปิดมัน

“พลังพิเศษดูดกลืน!”

รูนไฟในพัสดุถูกดูดกลืนเข้ามา

พวกมันกลายพันธุ์ติดเชื้อ ถูกปล่อยกลับไปรวมตัวกันอีกครั้ง อบิลิตี้ใหม่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

ฉินเฟิงเดินไปที่สวนหลังบ้าน

และปลดปล่อยอบิลิตี้ใหม่ วินาทีต่อมา

คล้ายกับว่าสองเท้าของเขาลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวไฟ

ทั้งคนทั้งร่างดีดผึงราวกระสุนปืนใหญ่ ทะยานออกไปเบื้องหน้า กระโดดมาได้ไกลกว่า

20 เมตรในพริบตาเดียว

หากมิใช่เพราะสมรรถภาพทางกายของตนเอง

ฉินเฟิงคงไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง!

ท่าอบิลิตี้นี้เป็นของดีจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อฉินเฟิงอยู่ในสภาวะนี้

คล้ายรู้สึกว่าไม่อาจสำแดงพลังของมันออกมาได้อย่างเต็มที่

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเขาสามารถเคลื่อนไหวในระยะทางที่ไกลและเร็วได้มากยิ่งกว่านี้

เกรงว่าท่าอบิลิตี้ใหม่ที่เพิ่งได้มา

คงต้องหาเวลาฝึกฝนมันอย่างจริงจัง

ในเวลานั้นเอง

บนอุปกรณ์สื่อสารของฉินเฟิงก็ส่งเสียง ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!

“มีเรื่องอะไร?”

ปรากฏว่าปลายสายเป็นหลิวเฮ็ง

ปัจจุบันหลิวเฮ็งรับผิดชอบในด้านการประชาสัมพันธ์

ทุกสถานชุมชนหากคิดติดต่อกับเฟิงหลี ต้องส่งเรื่องผ่านมายังหลิวเฮ็ง

และเจ้าตัวก็จัดการกับมันได้ดี

ทว่า … หากไม่ใช่เรื่องใหญ่

หลิวเฮ็งคงไม่ถึงขั้นติดต่อมาหาฉินเฟิงหรอกจริงไหม?

“ผู้ว่าการ

มีคนจากเมืองไห่ติดต่อมาหาคุณ” หลิวเฮ็งพูดขึ้น “และนี่คือข้อความจากพวกเขา

‘ขอเชิญชวนผู้ว่าการฉินเข้าร่วมการปราบปรามกองทัพสัตว์ร้ายจากทะเล!’ ”

เมื่อย่างเข้าสู่เดือนมกรา

จะถือว่าเป็นช่วงที่ท้องทะเลอันตรายที่สุด

ไม่ทราบเหมือนกันว่าเรื่องนี้มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่ในทุกๆเดือนมกราคม

เมืองไห่จะต้องเผชิญกับกองทัพสัตว์ร้ายจากทะเลจำนวนมหาศาล

พวกมันจะคืบคลานขึ้นฝั่ง เพื่อออกล่ามนุษย์ , วางไข่ และอาละวาดครั้งใหญ่

อีกทั้งสัตว์ร้ายจากทะเลส่วนใหญ่ที่ขึ้นฝั่งมาได้

ล้วนเป็นจำพวกครึ่งน้ำครึ่งบก บางตัวก็มาพร้อมกับพิษอันร้ายกาจ

ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกของเมืองไห่

ดังนั้นงานล่าสัตว์ร้ายจากทะเลเหล่านี้

เลยกลายเป็นภารกิจที่เมืองไห่ต้องกระทำในทุกๆปี

นี่เองคือเหตุผลที่ว่าทำไมเมืองไห่ถึงเป็นเมืองที่อันตรายที่สุด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสนามรบที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงเดือดพล่าน

ขณะเดียวกันมันก็ยังเต็มไปด้วยโอกาส!

“โอเค ผมเข้าใจแล้ว”

ฉินเฟิงพยักหน้า

ส่งสัญญาณว่ารับเรื่องเรียบร้อย

“เอ่อ … ผู้ว่าการ

คุณตั้งใจจะไปจริงๆน่ะหรือ? คือฉันรู้สึกว่า …

พวกผู้บริหารที่คุมเมืองไห่อยู่ในปัจจุบัน ไม่น่าติดต่อหรือคบหาเอาซะเลย”

เพราะเมื่อ 7 - 8 วันก่อน

เป็นเมืองไห่เช่นกันที่ส่งปรมาจารย์หยินและอีกสองคนมาสร้างปัญหาให้แก่เฟิงหลี

ถึงข้อมูลเรื่องนี้จะไม่แน่นอน แต่ฉินเฟิงยังพอคาดเดาได้

ฝั่งหลิวเฮ็งเอง แม้จะไม่ทราบ

แต่ด้วยสัญชาตญาณของตน ทำให้เขาพอจะเดาได้ว่าตอนนี้เมืองไห่ไม่เป็นมิตรกับสถานชุมชนเฟิงหลี

อีกทั้งก่อนหน้านี้

ฉินเฟิงกลับมาจากเมืองไห่ชนิดกระเป๋าบาน ได้รับทรัพยากรมหาศาล

อาศัยข้อนี้เพียงอย่างเดียว

เกรงว่าผู้บริหารของเมืองไห่คงอิจฉาฉินเฟิงจนตาแทบไหม้ ฝั่งตนได้กินแค่ซุป

แต่ฉินเฟิงได้เนื้อไปเต็มๆ ฉะนั้นมีหรือที่พวกเขาจะยอม

“ก็ต้องไปสิ ทำไมจะไม่ไปเล่า?

แต่ก่อนจะตอบตกลง คุณช่วยไปเสนอราคาค่าจ้างฉันให้แก่พวกเขาหน่อยสิ บอกไปว่า

‘เฟิงหลีไม่สามารถขาดผมไปได้ ถ้าต้องการให้ช่วยจะต้องจ่ายค่าจ้างวันละ 10 ล้าน

และสินสงครามทั้งหมดที่ได้มา จะต้องเป็นของผม!’ ” ฉินเฟิงกล่าว

“อ้อจริงสิ ไป๋หลีก็คิดราคาเดียวกัน

และตามข่าวที่เคยได้ยินต่อๆกันมา

กองทัพสัตว์ร้ายจากทะเลจะใช้เวลาบุกขึ้นฝั่งราวๆครึ่งเดือน

--ผมไม่ยอมรับการจ่ายย้อนหลัง ฉะนั้นทางเมืองไห่ต้องโอน 300 ล้านมาให้ทันที!”

หลิวเฮ็งทราบถึงความแข็งแกร่งของฉินเฟิง

ดังนั้นรู้ดีว่าเรียกราคานี้ไม่ได้มากจนเกินไป แต่ยังไงก็ตาม

เงื่อนไขของฉินเฟิงก็ยังถือว่าค่อนข้างก้าวร้าว

“แล้วถ้าพวกเขาไม่ยอมล่ะ?”

“คุณก็แค่บอกพวกเขาไป

จะเห็นด้วยหรือไม่ ไม่ใช่ธุระของพวกเรา” ฉินเฟิงยิ้มมุมปาก

เพราะเขาทราบดีว่าอีกฝ่ายจะต้องตกลงอย่างแน่นอน

หลิวเฮ็งติดต่อกลับไป

คนที่สนทนากับหลิวเฮ็ง

เป็นแค่ผู้ใช้พลังเลเวล F เท่านั้น

แต่เห็นได้ชัดว่ามีคนอื่นๆยืนอยู่เบื้องหลังเขา พอหลิวเฮ็งกล่าวเงื่อนไขออกไป

อีกฝ่ายก็แสดงสีหน้าฟึดฟัดทันที เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้สึกว่าฉินเฟิงหยิ่งผยอง

และเอาแต่ใจเกินไป

จากนั้น

อุปกรณ์สื่อสารถูกวางสายไปอย่างรวดเร็ว

แต่สิ่งที่หลิวเฮ็งคาดไม่ถึงเลยก็คือ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา คนจากเมืองไห่ได้แจ้งต่อหลิวเฮ็ง ว่าจะทำตามข้อตกลงของฉินเฟิง

และโอนเงินกว่า 300 ล้านเหรียญเข้ากองคลังของสถานชุมชนอย่างรวดเร็ว

ทั้งยังอาสาส่งคนมารับฉินเฟิง

“ลูกพี่

คุณรู้อยู่แล้วงั้นหรือว่าพวกเขาจะตกลง?” หลิวเฮ็งรู้สึกสับสนเล็กน้อย

“หึหึ

คุณไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องนี้หรอก เอาเป็นว่าหลังจากที่ฉันไปเมืองไห่แล้ว

อย่าลังเลที่จะติดต่อมาหากมีปัญหาอะไร”

“รับทราบครับลูกพี่”

หลิวเฮ็งไม่ขุดคุ้ยลึกมากไปกว่านี้

ฉินเฟิงเตรียมตัวที่จะไปเมืองไห่

แต่ผ่านมาได้แค่ครึ่งวัน ซูซิงฝูพอทราบข่าวก็ตรงดิ่งเข้ามาโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า

“ผู้ว่าการ นี่คุณจะออกไปอีกแล้วงั้นหรอ?”

ซูซิงฝูรอบคร่ำครวญในจิตใจ