ตอนที่ 301

3/4

Ep.301 - บลัดฮันเตอร์หายไป

ไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้!

ฝูงชนที่เสนอหน้ามา ล้วนถูกสยบโดยฉินเฟิง ทั้งหมดหมอบกับพื้น

ไม่มีใครเลยที่สามารถลุกขึ้นมาได้

เวลานี้ พวกเขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าทำอะไรผิดไป!

เดิมคิดว่าคนหมู่มากจะสามารถบีบบังคับให้ฉินเฟิงยอมแพ้ได้

แต่ตอนนี้ทุกอย่าง … ทุกสิ่งที่พวกเขาคิดและทำมันช่างโง่เง่าสิ้นดี

เพียงใช้ออกด้วยกระบวนท่าวรยุทธเทคนิคเหิงหลงขั้นที่สามของฉินเฟิง

ก็พอแล้วที่จะกวาดล้างทั้งสมรภูมิ!

กระบวนท่าวรยุทธนี้ ในชีวิตก่อนเขาเองก็เคยได้ศึกษามันมาบ้าง

เมื่อประสบการณ์แต่เก่าก่อนผสานกับกำลังภายในในปัจจุบัน

สองชาติภพจึงก่อให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่

คนเหล่านี้ เดิมคิดว่าแม้ฉินเฟิงจะได้รับกระบวนท่าวรยุทธเลเวล

A มาครอบครอง แต่ย่อมไม่มีเวลามากพอจะฝึกฝน

ดังนั้นไม่น่าแข็งแกร่งกว่าเดิมมากมายนัก แต่ตอนนี้พวกเขาตระหนักได้แล้วว่า

ตนคิดผิดมหันต์

“เหอะ!”

ฉินเฟิงส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความดูถูก

ในตอนนั้นเอง บนพื้นดินที่ห่างไกลออกไป

โหวหยางเจียวซึ่งไม่ได้รับบาดเจ็บจากมังกรทอร์นาโดก็ผุดลุกขึ้นเป็นคนแรก

ทว่ายามนี้ ทั่วทั้งใบหน้าของเธอ มันบวมแดงเป็นลูกตำลึง

โหวหยางเจียวแสดงออกถึงความเป็นปรปักษ์อย่างรุนแรงในสายตาของเธอ

แม้จะเห็นว่ายังสาว แต่เธอก็อยู่มายาวนานกว่า 40 ปี ครั้งล่าสุดที่ถูกทุบตีจนมีสภาพแบบนี้

มันนานมาก นานจนจำไม่ได้แล้ว

ทันใดนั้นความโศกสลดและโกรธเกรี้ยวก็พรั่งพรูจนยากจะสงบลงได้

ฉินเฟิงกวาดตามอง ก้าวเข้าหาเธอ

หัวใจของโหวหยางเจียวกระตุกวูบ ชักฝีเท้าถอยหลังอย่างรวดเร็ว

ต่อมา โหวหยางเจียวถึงค่อยตระหนักถึงการกระทำของตัวเอง

นี่ยิ่งทำให้ใบหน้าของเธอที่บวมแดงอยู่แล้ว แดงยิ่งกว่าเดิม

แรงกดดันที่เคยทรนงเริ่มอ่อนโทรมลง … เธอหวาดกลัวฉินเฟิง

โหวหยางเจียวไม่ต้องการยอมรับความจริงข้อนี้

ฉินเฟิงเอ่ยปากอีกครั้ง “ถ้ามีเวลามาผายลมที่นี่

ทำไมคุณไม่กลับตระกูลไป แล้วฝึกฝนอย่างหนักเสียเล่า?

ลองให้ฉันรู้ว่าคุณไล่ตามมาอีกครั้งดูสิ

คราวนี้อย่าหวังว่าชีวิตสุนัขของคุณจะรอดไปได้”

ศักดิ์ศรีถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ฉินเฟิงไม่สนถึงชื่อเสียงของพวกเธอเลย

แต่ก็แล้วยังไง?

เพราะเวลานี้ตัวตนของฉินเฟิงถูกซ่อนอยู่ในสถานะของบลัดฮันเตอร์

ภายหลังจากเหตุการณ์นี้ ใครเล่าจะสืบมาถึงเขา

ฉินเฟิงเดินหายไปจากแนวสายตาของผู้คน

แม้ทั้งการกระทำและคำพูดของเขาจะทำให้ฝูงชนขุ่นเคือง

แต่ฉินเฟิงไม่หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

โหวหยางเจียวแน่นอนไม่กล้าไล่ตามเขาไป

ฉินเฟิงจากไปอย่างหยิ่งผยอง ทุกสายตาของตัวตนเลเวล D

เฝ้ามองแผ่นหลังของเขาจนลาลับ

“สักวันหนึ่ง ไอ้หนูนี่คงกลายเป็นเลเวล C

ถึงเวลานั้นตระกูลซงคงจบสิ้นแล้ว” ตี๋เล่ยคิดจะเอ่ยออกมามากกว่านี้

แต่ก็ต้องหุบปากลง แค่เปล่งเสียงออกมาก็รู้สึกเจ็บปวดอวัยวะภายในจนเกินจะรับไหว

กระอักเลือดคำโตออกมา

พรวดดด!

ทุกคนในที่แห่งนี้ ล้วนได้รับบาดเจ็บภายใน

ในขณะที่คนจากตระกูลหลี่ ต่างอยู่ในสภาพหมอบกรานกับพื้น

เป็นหรือตายก็มิอาจล่วงรู้!

หนึ่งวันให้หลัง ฉินเฟิงเดินทางออกจากเมืองนุ่ยเหมิง

ขี่รถสายฟ้าสีเงินมุ่งหน้าไปยังทิศทางเมืองเฉิงหยาง

เขาจงใจทิ้งร่องรอยเล็กน้อยเอาไว้

แต่ไม่มีใครกล้าไล่ตามมาอีกต่อไป

หากไม่มีการสนับสนุนจากเลเวล C

มีหรือที่พวกเขาจะกล้าไล่ตามฉินเฟิง?

ฉินเฟิงขับรถมุ่งหน้าสู่เมืองเฉิงหยาง แน่นอน

ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพราะเขาคิดจะเปิดเผยตัวตน

แต่เขาคิดจะจัดการกับสินสงครามที่ได้มาอย่างต่อเนื่องต่างหาก

---ฉินเฟิงเจตนาจะซ่อนจุดกระจายสินค้า

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างที่ได้มาจากนี้

ไม่ถูกนำไปประมูลก็นำไปซื้อขายออกสู่ภายนอก

ตราบใดที่ฉินเฟิงในฐานะบลัดฮันเตอร์ออกจากสี่เมืองทะเลเหนือ

และเข้าสู่เขตสามเฉิง

ถึงเวลานั้นหากคิดจะกระจายสินสงครามในตลาดมืดของสถานชุมชนก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร

หลังจากนี้อีกครึ่งเดือน หากพวกมันถูกนำออกมาขายในตลาดมืด

นี่ก็ถือว่าสมเหตุสมผล

อย่างไรก็ตาม ฉินเฟิงไม่มีความตั้งใจจะใช้เวลาขับรถถึงครึ่งเดือน

กลางดึกในคืนเดียวกัน อาศัยประโยชน์จากเมฆที่บดบังแสงจันทร์

ท่ามกลางทุ่งล่าที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด

ไป๋หลีเทเลพอร์ตเขาจากสี่เมืองทะเลเหนือ หายวับไปอย่างสิ้นเชิง

ตั้งแต่นั้นมา ร่องรอยของบลัดฮันเตอร์ก็หายไป และเกรงว่าในอนาคต

มันจะกลายเป็นตำนาน!

ณ สถานชุมชนเฟิงหลี บนภูเขาแม่ ภายในคฤหาสน์สุดหรู

พลันบังเกิดแสงสีเงินสว่างวาบ ช่องว่างมิติปรากฏขึ้น

ร่างเงาของบุคคลผุดออกมาจากหลุมดำ

ตามต่อด้วยร่างของจิ้งจอกสามหาง

---เป็นฉินเฟิงและไป๋หลี

กระแสวังวนสีเงินค่อยๆปิดลง ฉินเฟิงถอดหน้ากากและเสื้อคลุมออก

เผยให้เห็นถึงร่างกายที่บึกบึนแข็งแรงของเขา

การต่อสู้ในครั้งนี้ ร่างกายได้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับ

ประจวบกับผลลัพธ์ของเมล็ดบัวพิสุทธิ์

ความแข็งแกร่งที่แต่เดิมหลบซ่อนอยู่ตลอดทั้งกาย เลยสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกน่าทึ่งและประทับใจเป็นอย่างมาก

กลิ่นอายของฉินเฟิง ราวกับสัตว์ร้ายจากบรรพกาล

“ฟู่ว! ความรู้สึกดีพอได้กลับมาบ้าน มันเป็นแบบนี้เองสินะ”

ดิ้นรนต่อสู้มานานหลายวัน ในที่สุดได้กลับบ้านในสถานชุมชน

ความตึงเครียดก็คลายลง รู้สึกโล่งใจกว่าเดิมมาก

ฉินเฟิงถอดกางเกงออก ตรงเข้าไปอาบน้ำ

ยามใช้ฝ่ามือขัดๆถูๆไปตามร่างกายตน ช่างให้ความรู้สึกที่เรียบลื่น

“อาา! ดีใจจังที่จะได้กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง

ไม่ได้คุยกับคนอื่นๆมาหลายวันแล้ว กระโปรงก็ยังใส่ไม่ได้อีก”

ไป๋หลีถอนหายใจ ระหว่างอยู่ในร่างสัตว์

เธอไม่สามารถเล่นหรือสื่อสารกับคนอื่นผ่านอุปกรณ์สื่อสารได้

เนื่องจากตนติดพฤติกรรมของมนุษย์มามากเกินไป เมื่อไม่มีอินเตอร์เน็ตก็ทำเอาเธอเบื่อแทบตาย!

โชคยังดี ที่ประสบการณ์อันขื่นขมนี้ ใช้เวลาไม่นานก็จบลง!

ฉินเฟิงหยิบอุปกรณ์สื่อสารของเขาออกมา โทรหาโจวฮ่าว

สายสื่อสารเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว

ภาพของโจวฮ่าวที่กำลังนั่งอยู่บนรถศึกล่องเวหาโผล่ขึ้นมา อีกฝ่ายมองสภาพแวดล้อมเบื้องหลังฉินเฟิงก็ถอนหายใจ

“นั่นนายกลับถึงบ้านแล้วหรอ? นายกลับโดยใช้ตัวเชื่อมมิติใช่ไหม?

ไอ้ศิษย์พี่จใช้เงินฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว!”

หากต้องการกลับมายังสถานชุมชนเฟิงหลีอย่างเร่งด่วน

นี่คือวิธีที่เร็วที่สุด!

เป็นธรรมดาที่โจวฮ่าวจะไม่สงสัยว่านี่เป็นอบิลิตี้ของไป๋หลี

“อืม แล้วสถานการณ์ฝั่งนายเป็นยังไงบ้าง? มีอันตรายรึเปล่า?

ถ้าคิดว่ารับมือไม่ไหวจริงๆก็ใช้ตัวเชื่อมมิติกลับมาก็ได้นา” ฉินเฟิงเอ่ยถาม

“ทางฉันยังสบายดี ตอนนี้ไม่มีใครไล่ตามมา

แต่ฉันว่าจะใช้เวลาฝึกฝนในทุ่งล่าอีกสักนิดๆหน่อยๆ มาดูกันว่าจะสามารถตัดผ่านเลเวล

E ได้รึเปล่า”

มีเฉพาะแค่ในทุ่งล่าเท่านั้น

ที่จะมอบประสบการณ์มากพอให้สามารถพัฒนาการขึ้นอย่างรวดเร็วได้

ฉินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม

จู่ๆโจวฮ่าวจากปลายสายก็เปลี่ยนเรื่องอย่างกระทันหัน

“แต่ตอนนี้มีคนติดต่อหาฉันมาเยอะมาก นอกจากนี้บางส่วนยังเป็นถึงเลเวล E พวกเขาต้องการจะขอซื้อเทคนิคลับเหิงหลงขั้น

2 จากมือฉัน”

เทคนิคลับเหิงหลงขั้น 2 อยู่ในส่วนของเลเวล E

ทั้งยังเป็นเทคนิคลับคู่ขนาน เป็นธรรมดาที่จะดึงดูดใจผู้คน

“ไม่มีใครคุกคามนายใช่ไหม?” ฉินเฟิงเริ่มวิตก

“ไม่หรอก มีเสี่ยวหวงอยู่ด้วย ถ้าพวกเขาคุกคามฉัน อย่าหวังจะได้กลับไป!”

สัตว์ร้ายระดับราชันย์ มิใช่สิ่งที่ง่ายจะต่อกร

มันสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก!

“อืม ฉันแนะนำให้บอกทุกคนไปเลยว่าจะขาย

‘พรสวรรค์มักจะทำให้ผู้คนรู้สึกอิจฉา

การเก็บสมบัติล้ำค่าไว้แต่เพียงผู้เดียวถือเป็นอาชญากรรม’ ฉะนั้นจะเป็นการดีที่สุดถ้านายขายให้หลายๆคนพร้อมกันในคราวเดียว

เพราะต่อมา แม้พวกเขาจะปล่อยเทคนิคนี้ออกไปในอนาคต มันก็ไม่เสียหายอะไร

ยังไงนายก็ได้เงินมาแล้ว เจ้าสิ่งนี้ไม่สามารถใช้หากินได้ตลอดชีวิต ”

“ตกลง ฉันจะขายมัน” โจวฮ่าวหัวเราะ

“ฉันเริ่มรู้สึกว่าตัวร่ำรวยซะแล้วสิ งั้นเทคนิคฝึกยุทธเลเวล E ขอขายมันในราคาสัก

100 ล้านก็แล้วกัน!”

หากมีคนขอซื้อเขาสัก7 - 8 คน

นี่ถือว่าทำกำไรได้มหาศาลชนิดขัดต่อเจตจำนงสวรรค์แล้ว!

ยกตัวอย่างง่ายๆ

เช่นเกาหลิงฮานแห่งสถานชุมชนเฉิงเป่ยเองก็เป็นเลเวล F เหมือนกัน

แต่แค่ได้รับภารกิจรางวัล 7 หลัก เขาก็รู้สึกภาคภูมิใจโคตรๆแล้ว

แต่ตอนนี้โจวฮ่าวถือได้ว่าบดขยี้เขาอย่างสมบูรณ์

เป็นธรรมดาที่เจ้าตัวจะรู้สึกมีความสุข!

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับฉินเฟิง

มันก็ยังห่างชั้นกันเกินไปอยู่ดี

เพราะสำหรับการเก็บเกี่ยวของฉินเฟิงในครั้งนี้

จำนวนเงินมันอยู่ที่หลักแสนล้าน!

นี่ยังไม่นับรวมศิลาควบคุมเขตแดน

และแหล่งรายได้อีกหนึ่งรายการของฉินเฟิงที่เพิ่มเข้ามา

นั่นคือการเพาะเมล็ดบัวพิสุทธิ์ ซึ่งจะออกผลใน 1 ปี

จำนวนเงินจากมันน่าจะหลักหลายพันถึงหมื่นล้าน

หลังจากสนทนากับโจวฮ่าว ฉินเฟิงก็วางสาย และติดต่อหาซูซิงฝู

ซูซิงฝูรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้รับโทรศัพท์จากฉินเฟิง

“ผู้ว่าการ ไม่ใช่ว่าคุณกำลังเดินทางไปฝึกฝนอยู่หรอกหรอ?”

“ใช่แล้ว” ฉินเฟิงพยักหน้าตอบรับ และกล่าวต่อ

“และตอนนี้ผมได้มาถึงเลเวล D เป็นที่เรียบร้อย!”

ซูซิงฝูตะลึงงัน จากนั้นดวงตาของเขาสั่นไหวราวกับระฆังทอง

แผดร้องเสียงหลง

“ว่าไงนะ!!!”

ไม่อยากจะเชื่อเลย!

คือฉินเฟิงเพิ่งอายุเท่าไหร่กัน? พิจารณาตามทุกอย่าง

เขาอายุแค่ 17 ปีไม่ใช่หรอ

ไม่อาจจินตนาการได้เลย ว่าสามารถไปถึงเลเวล D ได้แล้ว!

นั่นมันระดับเดียวกันกับเทศมนตรีเฉิงหยาง , ฟูเฉิง

และเมืองไห่เลยนะ!!

“ผู้ว่าการ คุณ … คุณคงไม่ได้โกหกฉันหรอกนะใช่ไหม?

แน่ใจหรือว่าไปถึงเลเวล D แล้ว … คุณรอก่อนนะ

เดี๋ยวฉันจะตามไปพิสูจน์เดี๋ยวนี้ล่ะ” ซูซิงฝูต้องการยืนยันด้วยตนเอง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่ถือเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนจิตใจ!