ตอนที่ 162

2/6

Ep.162 -

หยั่งเชิง

สุดท้ายหลิวซูก็อดร่วมภารกิจกับฉินเฟิง

มีเพียงวังเฉินร่วมเดินทางกับเขาสู่สถานชุมชนเฉิงเป่ย เพื่อเตรียมรับภารกิจ

แน่นอนว่าวังเฉินได้รับของขวัญจากฉินเฟิง

เป็นเกราะในที่ทำจากแม่พันธุ์แมงมุม

ของขวัญนี้ทำให้วังเฉินรู้สึกว่ามั่นใจมากขึ้นว่าตนตัดสินใจถูก

: การติดตามฉินเฟิง นับว่าคุ้มค่า ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ

วันถัดมา

ทุกคนที่ตั้งใจจะเดินทางสู่เมืองหาน ทั้งหมดมารอแต่เช้า

โดยตำแหน่งที่รออยู่ห่างจากเมืองเฉิงเป่ยเป็นระยะทางกว่า 10 ไมล์

ระหว่างกำลังเฝ้ารอ

“นี่พวกเราก็มารอในทุ่งล่าตั้งนานแล้วนะ

ทำไมพวกเขาถึงยังไม่มารับสักที

ยิ่งช้ามันก็ยิ่งมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันขึ้นไม่ใช่รึไง!”

โจวฮ่าวขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้

“ไม่น่าจะมีปัญหาหรอก

เพราะที่นี่ยังอยู่ภายในอาณาเขตของหน่วยรักษาการณ์” จางเทียนกล่าว

ในคราวนี้

ทางสถานชุมชนเฉิงเป่ยส่งกำลังพลไปเป็นจำนวนผู้ใช้พลังเลเวล G 300 คน และเลเวล F

ราวๆ 10 คน และอื่นๆที่ยังไม่มีตราเลเวล G

จำนวนคนจากทางสถาบันระดับสูงก็ไม่น้อยเช่นกัน

ทั้งสามชั้นปี มีผู้ใช้พลังเลเวล G กว่า 30 คน ที่สำคัญในบรรดาพวกเขา

ยังมีแกนนำคนสำคัญรวมอยู่ด้วย!

“ฉินเฟิง ทำไมนายถึงมารอนั่งรวมกับพวกเราในชั้นธรรมดาล่ะ?”

จ้าวหยูเอ่ยถามอย่างสงสัย “ได้ยินมาว่าเลเวล F

จะได้นั่งในชั้นพิเศษที่มีห้องแยกออกไปนี่นา”

ฉินเฟิงพยักหน้าอย่างไม่แยแส

“จะนั่งที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ ยังไงซะก็รถไฟขบวนเดียวกัน

สุดท้ายก็ใช้เวลา 20 ชั่วโมงเท่ากันอยู่ดี”

ในครั้งที่ฉินเฟิงออกจากเมืองหานกลับสู่สถานชุมชนเฉิงเป่ย

เขานั้นได้นำคนธรรมดาจำนวนมากเดินทางกลับมาด้วย

จึงจำเป็นต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เลยใช้เวลาเดินทางอยู่หลายวัน  แต่ในครั้งนี้

เขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นอีกต่อไป

“หวอ~~~~ ”

จู่ๆเสียงไซเรนยาวก็ดังขึ้น

นี่ฟังคล้ายเป็นเสียงกรีดร้องของสัตว์ร้าย

เสียงของมันดังจนก่อให้เกิดคลื่นโซนิคบูมสั่นสะเทือน

ส่งผลให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน

คลื่นเสียงดังกล่าว

สามารถช่วยขับไล่สิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่า เลเวล E ไปได้

ช่วงเวลาต่อมา ยักษ์ใหญ่สีดำพลันปรากฏขึ้นบนเส้นขอบฟ้า

ยามใกล้เข้ามา พบว่ามันมีความกว้างกว่า 10 เมตร

แต่กลับยาวจนไม่เห็นปลายสุด และกำลังขับเคลื่อนด้วยความสูงเหนือพื้นดิน 10

เมตร

--เป็นรถไฟล่องเวหา!

ตรงส่วนหัวจักรของรถไฟ

สลักไว้ด้วยตราสัญลักษณ์หงส์ร่อนมังกรรำ

เป็นกลุ่มซ่งเฉิง!

กลุ่มซ่งเฉิง

คือกลุ่มที่ยิ่งใหญ่พอจะเทียบเคียงได้กับกลุ่มหวันซ่ง ในแง่ของขนาดองค์กร

แต่สินค้าหลักของพวกเขาคือรถไฟล่องเวหา

นี่คือช่วงโลกาวินาศ

ที่ทุกหนแห่งถูกกลืนกินไปด้วยรอยแยกมิติ การสัญจรลำบากเป็นอย่างยิ่ง

มีเพียงขบวนรถไฟของกลุ่มซ่งเฉิงเท่านั้นที่สามารถข้ามฝ่าพื้นที่ทุ่งล่าในระยะไกลได้อย่างปลอดภัย

ไม่นาน ขบวนรถไฟล่องเวหาก็ลดความเร็วลง

และจอดลงเบื้องหน้าฝูงชน

พวกที่แต่งกายด้วยชุดต่อสู้

นำพนักงานที่ส่วนใหญ่เป็นเลเวล F พากันลงจากรถไฟ

แม้มิได้เอ่ยวาจา เพียงยืนอยู่รอบๆ

ก็สร้างความน่าพรั่นพรึงเป็นอย่างยิ่ง

พนักงานรถไฟ ประชาสัมพันธ์หญิงเลเวล G

กวาดมองฝูงชนด้วยรอยยิ้ม

“สำหรับท่านที่เป็นผู้ใช้พลังเลเวล F

กรุณาขึ้นรถไฟชั้น 1 เพื่อเข้าพักในห้องส่วนตัวของคุณ ส่วนท่านผู้ใช้พลังเลเวล G

และคนที่เหลือเชิญขึ้นชั้นธรรมดา แล้วหาที่นั่งประจำที่”

เมื่อเสียงดังขึ้น

ฝูงชนจึงค่อยได้สติจากอาการตกตะลึง แล้วทยอยกันก้าวขึ้นไปบนรถไฟ

โจวฮ่าวเดินข้างๆฉินเฟิงและกล่าว “เฮ้

นายเพิ่งไปทดสอบรับรองเลเวล F มาใช่ไหม แล้วทำไมถึงไม่ติดมันล่ะ?”

แม้ปัจจุบันฉินเฟิงจะแข็งแกร่ง

แต่เขากลับยังคงสวมโลโก้ผู้ใช้พลังเลเวล G กระทั่งไป๋หลีเองก็ยังไม่สวมมัน

แต่แน่นอน ว่ายังมีคนอีกมากมายที่ไม่ติดตราโลโก้เหมือนไป๋หลี

เพราะพวกทั้งหมดต้องการไปเมืองหาน เพื่อเข้าทดสอบรับตราโลโก้นี่แหละ!

ฉินเฟิงยังไม่ทันเอ่ยปาก

เจ้าหน้าที่รถไฟก็มองมาทางเขา และชิงเอ่ยเสียก่อน “คุณคือมิสเตอร์ฉินใช่ไหม?

ทางเราได้จัดห้องเตียงคู่ไว้เป็นพิเศษสำหรับคุณแล้ว โปรดเชิญทางนี้”

ฉินเฟิงเลิกคิ้ว

เขาไม่คิดว่าหน่วยข่าวกรองของกลุ่มซ่งเฉิงจะทำงานขยันถึงขนาดนี้

ถึงขั้นรู้มาก่อนล่วงหน้าว่าตนจะเข้าร่วมภารกิจเมืองหาน

ดังนั้นจึงจัดเตรียมห้องพักไว้เป็นพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ฉินเฟิง

“อ่า … ก็ได้!”

ฉินเฟิงไม่ต้องการให้ไป๋หลีลำบากนั่งบนรถบัสศึกเป็นเวลานาน

ดังนั้นเขาจึงเดินตามอีกฝ่ายขึ้นขบวนแรกไป

นักเรียนคนอื่นๆมองตามด้วยความอิจฉา

และในบรรดาพวกที่อิจฉา

มีอยู่คนหนึ่งที่อิจฉาจนดวงตาลุกเป็นไฟ!

มิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นเกาหลิงฮาน!

เกาหลิงฮานเองก็ได้ทดสอบรับรองว่าเป็นผู้ใช้พลังเลเวล

F เช่นกัน แน่นอนว่าเกาหลิงฮานไม่ได้อิจฉาที่ฉินเฟิงได้ขึ้นขบวนชั้น 1  แต่อิจฉาตรงที่ฉินเฟิงกลายเป็นจุดเด่น

เป็นเป้าสายตาของทุกคนต่างหาก

ตั้งแต่ที่ได้เจอกับฉินเฟิงคนนี้

ทุกเสียงที่ลอยเข้ามาในหูของเกาหลิงฮาน ล้วนมีแต่คำสรรเสริญฉินเฟิง

สิ่งนี้ทำให้เกาหลิงฮานซึ่งคิดว่าตนเป็นอัจฉริยะมาโดยตลอด รู้สึกไม่อึดอัด

ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ทุกคนทยอยกันขึ้นรถไฟ

ไม่มีใครสนใจสีหน้าของเกาหลิงฮาน เจ้าตัวทำได้เพียงกลั้นหายใจ

เริ่มก้าวตามคนอื่นๆไป

ระหว่างเดินนำฉินเฟิง

พนักงานก็เอ่ยกับเขา

“มิสเตอร์ฉิน ฉันชื่อว่าตันหยู

เป็นสมาชิกของกลุ่มซ่งเฉิง ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยพบกับมิสเตอร์ฉินมาก่อน

ไม่น่าเชื่อเลยว่ามิสเตอร์ฉินจะยังเด็กถึงขนาดนี้”

ฉินเฟิงเผยรอยยิ้มจางๆ “มิสเตอร์ตัน

คุณเรียกผมว่าฉินเฟิงเฉยๆก็ดี”

“ฮ่าฮ่าฮ่า

งั้นคุณก็ห้ามเรียกฉันว่ามิสเตอร์ตันเหมือนกัน ตกลงไหม?”

ทั้งสองสนทนากัน

และเริ่มเกิดความคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว

“ฉันเคยได้ยินมาว่าคุณฉินสามารถชนะติดต่อกันได้ถึง

20 ครั้งในศูนย์ประลองเมืองเฉิงหยาง ฉันรู้ว่าคุณทรงพลัง

แต่ไม่คิดว่าจะเด็กถึงขนาดนี้

ฉันเชื่อสุดหัวใจว่าในอนาคตคุณจะเติบใหญ่กลายเป็นยอดคน แต่ว่านะ

ยอดคนที่ว่าน่ะต้องการทรัพยากรมหาศาล …

ฉันเลยอยากจะขอถามว่าคุณสนใจเข้าร่วมกับกลุ่มซ่งเฉิงของพวกเราไหม?”

ตันหยูหยั่งเชิง

ลองยื่นกิ่งไม้ออกไปทดสอบดูว่าอีกฝ่ายจะคว้าจับเอาไว้หรือไม่

แต่ฉินเฟิงกลับส่ายหัวและกล่าว

“ตอนนี้ผมไม่สามารถเข้าร่วมด้วยได้ คุณเองก็รู้ ว่าผมมีสถานชุมชนเป็นของตัวเอง

และสถานชุมชนที่ว่าอย่างน้อยในตอนนี้ยังตกอยู่ภายใต้สังกัดเมืองเฉิงหยาง”

เหนือเมืองเฉิงหยาง

ยังคงมีกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ซึ่งตรงส่วนนี้ค่อนข้างซับซ้อน แม้กลุ่มซ่งเฉิงจะทรงพลัง

แต่ก็ไม่ได้มีสถานชุมชนเป็นของตนเอง

จำเป็นต้องอาศัยการดำรงอยู่ของสถานชุมชนอื่น

ตันหยูแม้ถูกปฏิเสธก็ดูไม่ผิดหวังอะไร

“เข้าใจแล้ว แต่ถ้ามีปัญหาอะไร

คุณสามารถติดต่อกับฉันได้ทันที พวกเราจะได้ช่วยเหลือกันและกัน!”

ทั้งสองได้แลกเปลี่ยนเบอร์อุปกรณ์สื่อสาร

ตันหยูเลิกชักชวนอีกต่อไป เขาหันมาขอคำชี้แนะเรื่องกระบวนท่าวรยุทธโบราณแทน

เมื่อได้จังหวะเหมาะ

ตันหยูก็ชิงเอ่ยถาม “ฉินเฟิง กำลังภายในของคุณแข็งแกร่งในระดับคงกระพัน

ไม่ทราบว่าคุณกำลังฝึกฝนทักษะกำลังภายในอะไรอยู่หรือ ทำไมมันถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้!”

สีหน้าของฉินเฟิงเรียบเฉย

เขาเพียงยิ้มมุมปากและกล่าว “เป็นทักษะกำลังภายในที่ค้นพบโดยบังเอิญ

มันสามารถฝึกฝนได้สูงสุดถึงเลเวล B

นี่เองคือเหตุผลที่ผมสามารถยกระดับได้อย่างรวดเร็ว

และระเบิดกำลังภายในได้อย่างมหาศาลในทุกๆครั้ง”

ดวงตาของตันหยูเปล่งประกาย

“ทักษะฝึกฝนเลเวล B อย่างงั้นหรอ?

ร้ายกาจ! ว่าแต่ทักษะที่ว่า ตอนนี้ได้รับการเผยแพร่แล้วหรือยัง?

ถ้ามีแล้วจะซื้อได้ที่ไหน?”

สำหรับผู้ใช้พลังเลเวล F

มันเป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกฝนทักษะเลเวล B อย่างไรก็ตาม

ทักษะขั้นสูงบางอย่างก็มีการซื้อขายกันในเครือข่ายนักสู้

และมูลค่าของมันสูงเทียมฟ้า

“ยังไม่ได้มีการเผยแพร่” ฉินเฟิงกล่าว

“ถ้าอย่างนั้นนะฉินเฟิง

คุณก็เป็นคนที่โชคดีมากที่ได้ครอบครองทักษะฝึกฝนนี้

แต่เมื่อไหร่ที่คุณมีทรัพยากรไม่เพียงพอ แล้วสนใจที่จะขายมัน

ได้โปรดอย่าลืมที่จะติดต่อฉัน!” ตันหยูกล่าว

ฉินเฟิงหัวเราะ

เขาผงกศีรษะตกลงเล็กน้อย ตันหยูนี่ทำตัวเหมือนกับงูโดยแท้ ระหว่างสนทนายังไม่วายวกมาฉกหยั่งเชิงเขาหลายครั้งหลายครา

เฝ้ารอจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินออกจากห้องไป

บัดนี้ใบหน้าของฉินเฟิงกลับมาไร้อารมณ์ดังเดิม

“ที่รักของฉันช่างแข็งแกร่ง

พรสวรรค์เลิศเลอจนกระตุ้นความอิจฉาของผู้คน” ไป๋หลีแซว

ฉินเฟิงเองก็ทราบดีเหมือนที่ไป๋หลีกล่าว

เขาเปล่งประกายสะดุดตาเกินไป ทำให้ใครบางคนต้องเบนความสนใจมาเหลียวมอง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว

ช่วงเวลาที่ปลุกพลังให้ตื่นขึ้น มันผ่านมาได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น

แต่เขากลับยกระดับมาถึงเลเวล F6 ไหนจะครอบครองกำลังภายในระดับคงกระพัน

เลยเป็นธรรมดาที่ผู้คนจะพาลคิดกันไปว่า

นี่เป็นเพราะทักษะฝึกฝนกำลังภายในของฉินเฟิง ที่ทรงอำนาจชนิดต่อต้านสวรรค์

ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณทักษะลับกลืนดารา

ยังไงก็ตาม ทักษะดังกล่าวไม่สมควรถูกเผยแพร่ หรือปล่อยให้เล็ดลอดออกไป

“โชคดีจริงๆที่ในชีวิตนี้

ทักษะลับกลืนดาราตกอยู่ในมือของฉัน ไม่ได้หลุดไปอยู่ในมือคนชั่วร้าย!”