ตอนที่ 487

2/5

Ep.487 - มองภาพใหญ่

บังเกิดความโกลาหลขึ้นในบรรดาฝูงชนที่ไม่รู้เรื่องราว

“นี่ .. นี่มันเป็นไปได้ยังไง จะรวดเร็วเกินไปแล้ว!”

พิธีกรเร่งกล่าวจนลิ้นแทบพัน แน่นอน

อันที่จริงเขารู้ว่าทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ถัดจากเขา

คือแขกรับเชิญเลเวล D สองคนที่ถูกเชิญมาเป็นกรรมการตัดสิน

ดังนั้นเลยต้องให้อีกฝ่ายได้อธิบาย

“เป็นจุดบอด ฉินเฟิงสามารถค้นพบจุดบอดของฝ่ามือวายุเยือกแข็งได้

เลยสามารถใช้ออกเพียงกลยุทธ์เดียว สยบการเคลื่อนไหวของศัตรู”

หยางเหมาอธิบายตามทันที “แน่นอน ว่าจุดบอดเช่นนี้ หากเป็นในการต่อสู้จริง

อาจเกี่ยวพันถึงชีวิต ทว่าการค้นหามันก็เป็นเรื่องยากเย็นมากเช่นกัน แต่การที่ฉินเฟิงสามารถเจอมันได้ในระยะเวลาอันสั้น

บ่งบอกว่าเขาคือคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาก”

ขณะกล่าว หยางเหมาก็รู้สึกกระดากปากตัวเอง จนนึกคำต่อไปไม่ออก

เป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งงั้นหรอ? ก็ใช่ไง

แถมยังแกร่งเกินไปซะด้วย

คนอื่นๆที่รู้เรื่องราวก็เหมือนจะรู้สึกไม่ต่างกัน ผู้ใช้พลังเลเวล

C ปัดป้องการโจมตีจากเลเวล E ความแข็งแกร่งมันแตกต่างกันเกินไป

ขณะนั้นเอง หลายคนบนอัฒจรรย์ ที่รู้ถึงสถานะของฉินเฟิง

ก็เอ่ยออกมา “อันที่จริงแล้วการได้ต่อสู้กับท่านผู้การรัฐก็มีข้อดีเหมือนกัน

อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ได้รับรู้ถึงจุดอ่อนของกระบวนท่าของตัวเอง

ในอนาคตจะแก้ไขมันย่อมง่าย กล่าวได้ว่าท่านผู้การรัฐช่วยชี้ทางสว่างให้รอดตายแล้ว”

“ถูกต้อง นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ใช้วรยุทธโบราณ

เป็นโอกาสทองในชีวิตชัดๆ”

“เจ้าเด็กตี๋เฉินนั่นจะโชคดีเกินไปแล้ว

เขาได้รับการชี้แนะจากท่านผู้การรัฐเป็นการส่วนตัว!”

“เห็นด้วยอย่างยิ่ง”

ฝูงชนไม่มีใครเห็นอกเห็นใจตี๋เฉินเลย ตรงกันข้าม

ทุกคนต่างมองกันและกันด้วยความอิจฉา

มีเพียงตี๋เฉินบนสังเวียน ที่ในสมองอื้ออึง

รู้สึกเหมือนกำลังจะอาเจียนเป็นเลือดออกมา

“บังเอิญ … เมื่อกี้บังเอิญแน่ๆ ฉันไม่เชื่อหรอก

มาลองกันอีกซักตั้ง!”

ตี๋เฉินดีดตัวลุกขึ้น ควบรวมกำลังภายในอีกครั้ง

ทะยานเข้าหาฉินเฟิง ใช้ออกด้วยกระบวนท่าอันทรงพลังโถมเข้าโจมตีอีกครั้ง

ทว่าฉินเฟิงยังคงยืนเฉย ไร้ซึ่งความลังเล

ทุกกระบวนท่าของศัตรูถูกเขาทะลวงโดยนิ้วเดียว ไม่ต้องกล่าวถึงผู้ใช้พลังเลเวล E

มิอาจใช้งานปราณกำลังภายในได้ ดังนั้นแทบไม่ต่างจากการถูกโจมตีฝ่ายเดียว

ตี๋เฉินปลิวกระเด็น ล้มลงกับพื้น 4 - 5 ครั้ง เขาก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกเลย

สำหรับคนอื่นๆ บางทีนี่อาจเป็นเหมือนการให้คำชี้แนะ

แต่สำหรับตี๋เฉิน มันเหมือนกับการยึดเอาชัยชนะตลอดช่วงอายุ 19 ปีของเขา

ทำลายชื่อเสียงในฐานะอัจฉริยะ จนยากจะปีนป่ายกลับมายังจุดเดิมอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากเขาคิดได้

และฉุดรั้งตนเองกลับมาลุกขึ้นใหม่ได้เมื่อไหร่

เมื่อนั้นเจ้าตัวย่อมโจนทะยานสู่ฟากฟ้า

แต่ช่างน่าเสียดาย ที่ในชีวิตก่อนของฉินเฟิง

เขาไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับตัวตนทรงพลังที่มีชื่อเสียงของตระกูลตี๋เลย อาจเพราะบางที

รุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมงานประลองในปีนี้ สุดท้ายอาจตายกันหมดด้วยน้ำมือของซงหยวน

ด้วยเหตุนี้ สำหรับการต่อสู้กับตี๋เฉิน

ฉินเฟิงจึงไม่รู้สึกถึงแรงกดดันเลย แน่นอน ว่าฉินเฟิงยั้งมือ

ควบคุมพละกำลังยามใช้ออกอย่างเหมาะสม มิฉะนั้นต่อให้เขาโจมตีด้วยนิ้วเดียว

ตี๋เฉินคงไม่มีทางรอดไปได้

การประลองจบลงอย่างรวดเร็ว

หลังตี๋เฉินใช้ออกด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เขาก็ลงไปนอนกอง

เสียงอิเล็กทรอนิกส์นับถอยหลังจนครบ 10 วินาที และเกมรอบแรกก็จบลง

แม้ฉินเฟิงจะใช้ออกเพียงไม่กี่กระบวนท่า

แต่กลับสามารถสยบกระบวนท่านับร้อยของตี๋เฉิน

ทั้งยังทำให้ผู้ชมนับไม่ถ้วนรู้สึกมีอารมณ์ร่วม ต่างส่งเสียงโห่ร้อง แน่นอน

ว่ามีบางคนที่ตะโกนโห่ไล่ตี๋เฉินว่าเป็นขยะเช่นกัน

และคนเหล่านั้นทั้งหมดคือคนที่วางเงินเดิมพันฝั่งเขา!

ม่านพลังงานถูกกางออก ตี๋เล่ยเร่งรุดขึ้นไปบนสังเวียนทันที

ตรวจสอบอาการเบื้องต้นของตี๋เฉิน

เขาพบว่าแม้ไม่ได้รับบาดเจ็บภายใน

แต่ใบหน้าและตามตัวที่ถูกโจมตีของตี๋เฉิน ฟกช้ำและบวมคล้ำ

รูปลักษณ์ราวกับถูกซ้อมนี้ นับเ็นความเสื่อมเสียแก่ตระกูลตี๋แล้ว

แม้ในหัวใจจะหวาดกลัวฉินเฟิง แต่ตี๋เล่ยก็ยังเอ่ยปาก

“ผู้การรัฐ คุณทำแบบนี้มันมากเกินไป คุณเข้าร่วมงานประลองได้ยังไง

มันไม่ยุติธรรมต่อคนอื่นๆเลย แบบนี้ถือว่าฟาวน์ ไม่นับคะแนน!”

“หืม?” ฉินเฟิงที่กำลังเดินจากไป หันไปมองหน้าตี๋เล่ย

เอ่ยถามคำหนึ่ง “ผมอายุต่ำกว่า 20 ปีถูกไหม?”

“ … ก็ถูก”ตี๋เล่ยที่เพิ่งขึ้นมา

ไม่ทันคาดคิดว่าฉินเฟิงจะสวนกลับมา

อายุยังไม่ถึง 20 ปี เพิ่ง 17 เท่านั้น

แต่ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปีหลังปลุกพลัง

กลับสยายปีกทะยานสู่ฟากฟ้าได้สูงถึงเพียงนี้--

--ต้องเป็นสัตว์ประหลาดแบบไหนกัน!

“แล้วผมก็มีเลเวล E ขึ้นไป นี่ก็ตามกฏใช่ไหม?”

“เรื่องนั้น … ”

ตี๋เล่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับ

ฉินเฟิงกล่าว

“ในเมื่อผมมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขการประลองทุกอย่าง

ฉะนั้นผมย่อมสามารถเข้าร่วมงานประลองได้ มีอะไรผิดหรือ?”

“เอ่อ .. ก็ใช่ คุณมีสิทธิ์ได้โควต้า

แต่ไม่จำเป็นต้องประลองกับคนอื่นๆก็ได้” ตี๋เล่ยกล่าว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งดันมาเจอกับรุ่นเยาว์ของเขาในรอบแรก

อันที่จริงแล้วตี๋เฉินยังพอมีหวังได้เดินทางไปยังเมืองหลวงมังกร

เปิดวิสัยทัศน์ให้แก่ตนเอง แต่ดันถูกกำจัดตั้งแต่ในเกมแรกแบบนี้

มันเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของตระกูลตี๋มากเกินไป!

“นี่มันไม่ยุติธรรมถือเป็นการฟาวน์ ไม่นับคะแนนงั้นหรือ?

ผมเองก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสี่เมืองทะเลเหนือรึเปล่า

แต่นี่คุณกำลังจะบอกให้การประลองในครั้งนี้ไม่นับ

คิดใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวงั้นหรือ!” ฉินเฟิงตอกกลับคำพูดของตี๋เล่ยก่อนหน้านี้

ตี๋เล่ยกลายเป็นบื้อใบ้ แม้ปากจะอ้า แต่มิอาจเปล่งคำใดได้อีก

ฉินเฟิงก้าวลงจากสังเวียน

ตี๋เล่ยทำได้เพียงพยุงตี๋เฉินลงมาอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อเดินกลับมายังที่พักนักสู้ คนอื่นๆต่างฮือฮา

เร่งถามเกี่ยวกับฉินเฟิงด้วยความตกใจ

“ท่านอาวุโส ฉินเฟิงคนนั้น เป็นใครกัน”

“ใช่ เขาถึงขั้นสามารถเอาชนะตี๋เฉินได้”

ฝูงชนต่างมองไปยังอาวุโสด้วยความคาดหวัง

ตั้งอกตั้งใจฟังไม่เว้นกระทั่งตี๋เฉินที่เวลานี้ฟุ้งไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อน

หมดแรงอยู่ข้างๆ

ในหัวใจของตี๋เฉินย้อนนึกไปถึงคำพูดของตัวเองบนสังเวียน

ที่เอ่ยปากว่าเขาไม่สนใจที่จะรู้ชื่อเสียงของผู้พ่ายแพ้

อาวุโสยิ้มบิดเบี้ยวและกล่าว “งานประลองอีกสองเกมจากนี้

ถ้าใครก็ตามถูกจับคู่ให้สู้กับฉินเฟิง ขอให้เอ่ยปากยอมแพ้โดยตรง”

“ทำไมกัน! เขาโค่นตี๋เฉินได้

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะโค่นคนอื่นๆได้นี่

อย่างพวกเราบางคนก็เป็นผู้ใช้อบิลิตี้เลเวล E น่าจะสามารถใช้โล่พลังสมาธิป้องกันเขาได้เหมือนกัน”

“ใช่”

อาวุโสส่ายหัว “โล่พลังสมาธิของพวกเธอ ป้องกันเขาไม่ได้หรอก

รู้รึเปล่าว่าเขาคือใคร --คนๆนั้นคือผู้การรัฐคนใหม่ของพวกเรา!”

ตลอดทั้งที่นั่งนักสู้ พลันเงียบเป็นเป่าสาก

รุ่นเยาว์ที่เข้าร่วม รู้สึกเกิดอาการหลอนในหู

“ผู้การรัฐงั้นหรอ? เงื่อนไขของมัน … ไม่ใช่ว่าต้องเป็นเลเวล C

?”

“แต่ ผู้การรัฐอายุ 17 ปี นี่ … แบบนี้มันเป็นไปไม่ได้หรอก!”

“ผายลมเถอะ ถ้าเขาเป็นผู้การรัฐจริงๆ

ฉันจะยอมมุดไปอยู่ในท้องหมาเลย!”

พรวดดด! ตี๋เฉินที่กำลังรับฟังอยู่ข้างๆ

อดไม่ได้ที่จะกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง

เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บภายใน แต่ที่กระอักเลือดออกมา

คงเพราะถูกคำพูดของเพื่อนๆกรีดแทงหัวใจ

งานประลองยังคงดำเนินต่อไป ในวันแรกมีทั้งสิ้น 40 เกม

ใช้เวลาวันเดียวก็จบลง

แน่นอน นี่เป็นเกมการประลองที่แสนจะตื่นเต้นสำหรับคนทั่วไป

แต่สำหรับฉินเฟิง มันจืดสนิท น่าเบื่อสิ้นดี

ในวันถัดมาของงานประลอง ฉินเฟิงไม่ได้เข้าร่วมแต่อย่างใด

ทว่าคนที่ถูกสุ่มเลือกให้สู้กับเขา

ในความเป็นจริงต้องการได้รับคำชี้แนะจากฉินเฟิงอยู่บ้าง แต่น่าเสียดาย ที่ฉินเฟิงไม่มา

ทว่าแม้มิได้เข้าร่วม แต่คู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้าม อย่างไรไม่กล้ายืนบนสังเวียน

ตัดสินใจเอ่ยปากขอยอมแพ้ไป

เพราะต่อให้คุณชนะด้วยวิธีนี้

แต่นั่นจะไม่ทำให้ผู้ใช้พลังเลเวล C เกิดความขุ่นเคืองหรือ?

เรื่องแบบนั้น ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นหรอก!

หลังจากการคัดเลือกได้สิ้นสุดลง ในบรรดาสิบคนที่ถูกเลือก

ไม่น่าแปลกใจเลยว่ามีชื่อของฉินเฟิง

โจวฮ่าวกับจิ่นเฟยในฐานะม้ามืด

ก็สามารถเป็นตัวแทนของสี่เมืองทะเลเหนือได้เช่นกัน บวกกับฉินเฟิง

เท่ากับเฟิงหลีมีตัวแทนสามคน

ในลำดับถัดมา ก็เป็นหนึ่งต่อหนึ่งเมือง จากสี่เมืองทะเลเหนือ

และอีกสามคนจากตระกูลผู้ใช้วรยุทธโบราณ

ในหมู่ตระกูลผู้ใช้วรยุทธโบราณ ในเวลานี้ แต่ละคนใบหน้ามืดมน

“เจ้าฉินเฟิง มันต้องมีเจตนาแอบแฝงแน่นอน

ในอดีตตระกูลผู้ใช้วรยุทธโบราณของพวกเรา เดิมได้รับโควต้ามาครอบครองถึง 8 ตำแหน่ง

แต่ตอนนี้ กลับเหลือแค่ 3 !”

“แต่ถ้าลองมองในภาพใหญ่ เขาอาจกำลังรักษาสมดุลก็ได้นะ”

“ทำแบบนี้ เขาไม่กลัวท่านผู้นำของพวกเราหรือ?”

“บางที … อาจจะไม่กลัวจริงๆ”

เมื่อหารือกันถึงช่วงท้าย ทุกคนต่างพากันถอนหายใจ

และส่งข้อมูลไปยังผู้นำที่แยกตัวออกไป

หลังจากที่รอมาหลายวัน ข่าวที่พวกเขาได้รับกลับมา

ก็เล่นเอาเจ้าตัวทำอะไรไม่ถูก

ด้วยการปรากฏตัวของฉินเฟิง ท้องฟ้าในสี่เมืองทะเลเหนือ

ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง