ตอนที่ 128

2/4

Ep.128 -

เขาคือฉินเฟิง

ภายในอาคารสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

“ผู้อำนวยการ

ผมคงต้องรบกวนคุณอีกแล้วในครั้งนี้”

“ อย่าพูดแบบนั้นสิ

เธอช่วยได้มากเลยต่างหาก!” หลินเต๋อหรงถอนหายใจด้วยอารมณ์

เขาส่งบางคนออกไปจัดการเรื่องพวกเด็กๆที่ฉินเฟิงนำมา

“ฉินเฟิง ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด

พัฒนาการของเธอมันก้าวกระโดดซะจนทำให้ฉันรู้สึกทึ่ง ยังไงก็ตาม จดจำเอาไว้ให้ดี

ว่าต้นไม้งอกงามเร็วเพียงใด สักวันมันก็จะถูกพายุทำลายได้เร็วเท่านั้น

เธอต้องระมัดระวังตัว รู้จักเก็บงำความสามารถเอาไว้บ้างก็ดี!”

ฉินเฟิงยิ้ม

หากเป็นในชีวิตก่อนหน้า

คำกล่าวนี้ก็คงจะถูกต้อง

แต่ในชีวิตนี้

มันแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ฉินเฟิงต้องการเก็บกำความสามารถก็จริง

แต่นั่นมันในส่วนของอบิลิตี้ธาตุมืดเท่านั้น

ขณะเดียวกันในบางครั้ง

เขาก็จำเป็นต้องเผยความสามารถอันยอดเยี่ยมออกมา

“หากต้นไม้อยากจะเติบใหญ่จนสูงตระหง่าน

บางครั้งมันก็ต้องแย่งสารอาหารจากต้นไม้ต้นอื่นๆเหมือนกัน

แต่นั่นทำไปเพราะต้องการปกป้องบรรดานกน้อยที่ทำรังใต้ร่มของมัน

ผู้อำนวยการไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน!”

หลินเต๋อหรงอึ้งไป

แต่จากนั้นก็หัวเราะอย่างช่วยไม่ได้

“นั่นสินะ ทำตามที่เธอเห็นสมควรเถอะ”

ฉินเฟิงมอบเงิน 5 ล้านทิ้งไว้

พร้อมกับเนื้อมังกรดิน และจากไป

บรรยากาศของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในตอนนี้ดูหดหู่มาก

แม้โศกนาฏกรรมที่ฉินเฟิงประสบในชีวิตก่อนหน้าจะไม่เกิดขึ้น

แต่ฉินเฟิงไม่ได้กลับมาเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน

ดังนั้นภูมิคุ้มกันของเด็กบางคนเลยทนต่อโรคมืดไม่ไหว เริ่มจับไข้หนาวสั่น

ติดเชื้อไวรัส และสุดท้ายจากไปกว่า 20 ชีวิต

แม้เทียบกับในชีวิตใหม่ของฉินเฟิง

ผลลัพธ์อาจจะดีกว่ามาก แต่เรื่องที่พวกเด็กๆจากไปก็ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ดี

สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเลยดูหม่นหมองลง

อย่างไรก็ตาม ด้วยเด็กใหม่ที่มาเข้าร่วม

ฉินเฟิงเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถสร้างความสุขให้เกิดขึ้นใหม่ได้

แน่นอน

ว่าทั้งหมดยังต้องเผชิญกับแรงกดดันอีกมากเพื่อความอยู่รอด

แต่เรื่องนี้ฉินเฟิงพอจะช่วยเหลือได้

เอาไว้รอจนสถานชุมชนเฟิงหลีสร้างเสร็จเมื่อไหร่

เด็กๆจะได้บ้านหลังใหม่ที่ดีกว่า

พอออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

ฉินเฟิงก็หามุมอับที่ไร้ซึ่งผู้คน บอกให้ไป๋หลีนำรถศึกล่องเวหาออกมา

รถศึกคันนี้

เดิมจอดอยู่หน้าร้านอุปกรณ์ของหลิวเซินซาน หลังจากเกิดรอยแยกมิติ

ฉินเฟิงก็ขอให้ไป๋หลีเก็บมันไว้ จนปัจจุบัน ในที่สุดมันก็ได้ต้องแสงตะวันอีกครั้ง

กลับไปที่สวนชิงหู

เป็นเวลานานแล้วที่ฉินเฟิงไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

เขานอนแช่ตัวสบายๆบนอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ในห้องใต้หลังคา

โดยมีไป๋หลีในชุดบิกินี่แช่อยู่เคียงข้าง

อ่า … เธอช่างร้อนแรง

และชวนให้ผู้คนรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน

ในคราวนี้ ฉินเฟิงรู้สึกขอบคุณเสี่ยวเหลียนจริงๆ

ที่เคยด่าไป๋หลีว่าหน้าอกแบน จนเธอตัดสินใจเพิ่มขนาดหน้าอกตัวเอง

พอได้พักผ่อนหนึ่งคืนเต็ม เช้าวันต่อมา

ฉินเฟิงก็ถูกปลุกด้วยสายโทรเข้าจากโจวฮ่าว

“ไอ้บ้า

ไม่ใช่นายบอกว่ากลับมาแล้วหรอกหรอ? วันนี้คือวันทดสอบและเลือกเพื่อนร่วมทีมแล้วนะ

นายจะพลาดมันไม่ได้!”

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ฉินเฟิงกับโจวฮ่าวโทรหากันหลายครั้ง และทุกครั้งโจวฮ่าวก็ย้ำเตือนเขา

ว่าถ้ายังชักช้าแบบนี้ เขาจะพลาดงานสวนล่าใบไม้ผลิ!

โชคยังดีที่ฉินเฟิงรีบกลับมาทัน

ปัจจุบัน

ไป๋หลีเปลี่ยนร่างเป็นจิ้งจอกน้อยอีกครั้ง นั่งลงข้างคนขับ

พอได้อยู่ในร่างมนุษย์นานๆ

ไป๋หลีก็ไม่ค่อยอยากจะเปลี่ยนเป็นจิ้งจอกแล้ว และเพื่อที่จะคงอยู่ในร่างมนุษย์

เธอจำเป็นต้องรักษารูปลักษณ์ทางกายภาพ

หรือกล่าวสั้นๆง่ายๆว่ารักษารูปร่างให้ดูดีอยู่เสมอโดยไม่ต้องพึ่งทักษะเปลี่ยนร่างนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น สิบนิ้วของมนุษย์สะดวกต่อการหยิบจับสิ่งของเป็นอย่างมาก

---มันง่ายต่อการออกกำลังมากกว่าในร่างจิ้งจอก

แม้ว่าการเดินทางไปยังเมืองหาน

ไป๋หลีจะได้รับแก่นพลังงานของราชันย์สัตว์ร้ายมา และความแข็งแกร่งของเธอก็เพิ่มขึ้นเหมือนกัน

แต่เธอแทบไม่ได้ออกโรงเลย

ไป๋หลีกลับมาให้ฉินเฟิงดูแลในฐานะสัตว์เลี้ยงอีกครั้ง

เขาวางเธอลงบนไหล่ ไป๋หลีม้วนขดรอบคอของฉินเฟิง อ้าปากหาวแล้วหลับไป

ฉินเฟิงลงจากรถ ก้าวเข้าสู่สถาบัน

และสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ต่างออกไป

หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้

ฉินเฟิงเป็นเพียงนักเรียนคนหนึ่งท่ามกลางนักเรียนจำนวนมาก

ไม่มีอะไรพิเศษหรือผิดปกติ

ทว่าเวลานี้ ไม่ว่าใครเห็นเขา

ทั้งหมดต่างกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นราวกับเจอซุปตาร์

“กรี๊ด! นั่นฉินเฟิง!”

“อ๊า!

ใช่ฉินเฟิงที่เรียนคลาสผู้ใช้อบิลิตี้ แต่กลับสามารถใช้พลังวรยุทธโบราณได้รึเปล่า?”

“เขาโคตรจะแกร่งเลย!”

ท่ามกลางฝูงชนที่กรี๊ดกร๊าด

มีกระทั่งวัยรุ่นสาวคนหนึ่งรวบรวมความกล้าก้าวเข้ามา

“เพื่อนร่วมสถาบันฉิน

วันนี้นายมาเพื่อรับการทดสอบใช่ไหม กำลังมองหาทีมอยู่รึเปล่า?”

ฉินเฟิงเองก็ไม่ใช่คนเย็นชาเกินไป

เขาหยุดฝีเท้า และตอบคำถามของอีกฝ่าย “ใช่แล้ว”

“งั้นหรอ น่าเสียดายจัง

ที่ฉันเป็นนักเรียนปี 2 แต่ว่านะ …

ถ้าหลังจากที่นายกลับมาจากงานสวนล่าใบไม้ผลิแล้ว และทีมที่อยู่ถูกยุบ

หวังว่านายจะเก็บฉันไว้พิจารณานะ”

ฉินเฟิง “ …

เอาไว้ถึงเวลานั้นพวกเราค่อยคุยกันอีกที”

ช่างเป็นการปฏิเสธแบบสุภาพและมีไหวพริบ!

“อา ขอบใจมากนะเพื่อนร่วมสถาบันฉิน!”

แล้วนักเรียนสาวก็วิ่งกระโดดจากไปอย่างมีความสุข

ระหว่างทางก็อ้าปากตะโกนก้อง “เพื่อนร่วมสถาบันฉินบอกว่าจะให้โอกาสฉันล่ะ!”

ฉินเฟิง “ …

ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย”

อย่างไรก็ตาม

เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นจุดสนใจมากเกินไป ฉินเฟิงเดินต่อได้เพียงก้าวเดียว

คนอื่นๆก็พุ่งเข้ามา พยายามเอ่ยขอเขาเผื่อจะได้รับโอกาสบ้าง

แต่ฉินเฟิงไม่ยอมพลาดท่าซ้ำสอง เขาเอี้ยวตัวหลบคนเหล่านั้น ไม่ยอมเอ่ยปากพูดจาใดๆอีก

….

ฉินเฟิงมาถึงชั้นเรียนอย่างรวดเร็ว

และเวลานี้

เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

“ฉินเฟิง

งานสวนล่าใบไม้ผลิกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วนะ นายสนใจจะเข้าร่วมทีมกับพวกเราไหม?”

“ฉินเฟิง พาฉันไปด้วยสิ

ตอนนี้ฉันเรียนรู้วิธีการใช้อบิลิตี้ลมแล้วนะ

มันสามารถช่วยเพิ่มความว่องไวให้กับนายได้อย่างมหาศาลเลยล่ะ!”

“หลีกไปเลย!

นายเป็นผู้ใช้อบิลิตี้ลมไม่ใช่รึไง

อย่าทำตัวเหมือนกับว่าตัวเองเป็นฝ่ายสนับสนุนอย่างธาตุน้ำสิ!”

ฉินเฟิงเริ่มขมวดคิ้ว

เฝ้ามองดูเพื่อนร่วมชั้นถกเถียง

ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้พวกนายเกลียดฉันหรอกหรือ?

แล้วทำไมตอนนี้ถึงอยากมาเข้าร่วมงานสวนล่าใบไม้ผลิด้วยกันซะอย่างงั้น?

แต่ฉินเฟิงไม่ได้แสดงความรู้สึกนี้ออกไป

เขาเพียงตอบปฏิเสธอ้อมๆแบบสุภาพ

“ขอโทษที

ถ้าเรื่องนี้ฉันคงต้องปรึกษากับเพื่อนร่วมทีมอีกคนของฉันซะก่อน” ฉินเฟิงกล่าว

“เพื่อนร่วมทีมของนาย? ใครกัน?

ใช่เพื่อนร่วมสถาบันโจวฮ่าวที่อยู่ในคลาสวรยุทธโบราณรึเปล่า?”

“โอ้สวรรค์

ถ้าโจวฮ่าวกับฉินเฟิงร่วมมือกันล่ะก็ … พวกเขาจะต้องคว้าที่ 1 ได้แน่ๆ!”

ปัจจุบัน

สายตาของคนทั้งกลุ่มมองฉินเฟิงด้วยความกระตือรือร้นสุดๆ

เพราะยังไงซะ

ทีมของฉินเฟิงน่ะแข็งแกร่งเกินไป ใครๆก็รู้ว่าโจวฮ่าวไม่เพียงมีพรสวรรค์

แต่เขายังเป็นผู้ใช้วรยุทธโบราณที่ได้รับการรับรองเป็นผู้ใช้พลังเลเวล G !

หลังจากฉีดยากระตุ้นได้ 2 เดือน

และเข้าร่วมสถาบันเพียง 1 เดือน ในสายตาของพวกนักเรียน

โจวฮ่าวถือว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งมากแล้ว แต่ฉินเฟิงกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่า และพวกเขาคงคาดไม่ถึงว่าฉินเฟิงได้ก้าวขึ้นสู่เลเวล

F แล้ว

แม้จะได้เห็นโฆษณาออกอากาศทุกวันก็ตาม

แต่พวกเขาทุกคนแค่คิดกันไปว่า

ฉินเฟิงคงมีความแข็งแกร่งที่สามารถท้าทายคนที่เหนือกว่าเท่านั้น

แต่ก่อนที่พวกเพื่อนๆในคลาสจะทันได้พูดอะไรไปมากกว่านี้

เฉิงเฉา อาจารย์ประจำคลาสอบิลิตี้ก็เข้ามาเสียก่อน คนที่ห้อมล้อมฉินเฟิงเลยแยกย้ายกันไป

“อ้าวฉินเฟิง เธอกลับมาแล้วหรอ?

รู้รึเปล่าวว่าฉันกังวลแค่ไหนว่าเธอจะมาไม่ทันเข้าร่วมงานสวนล่าใบไม้ผลิ”

เห็นได้ชัดว่าเฉิงเฉามีความสุขมากที่ได้เห็นเขา

“เอาล่ะ ทุกคนเตรียมตัวกันให้พร้อม

อีกสักพักพวกเราจะเป็นห้องแรกที่ทำการทดสอบภาคสนาม ผลงานในครั้งนี้มีความสำคัญมาก

ฉันหวังว่าพวกเธอจะไม่ทำเสียหน้า เพราะถ้าคะแนนของพวกเธอออกมาไม่ดี

เธออาจถึงขั้นไม่สามารถหาทีมได้เลย!”

“อะไรน้าาาา!!”

นักเรียนทั้งชั้นกรีดร้องลั่นพร้อมกัน

ไม่ทันจะขาดคำ

ก็มีประกาศกระจายไปทั้งโรงเรียนดังขึ้น ว่าให้คลาสผู้ใช้อบิลิตี้ไปยังจตุรัสกลาง

ทุกคนทั้งชั้นปีที่1ต่างก็ถูกบังคับให้เข้าร่วม

เวลานี้มีนักเรียนใหม่มากกว่า 300 กำลังคนนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ข้างจตุรัส

แน่นอน

ว่าเนื่องจากจตุรัสกลางก็เหมือนกับชื่อของมัน ที่ตั้งอยู่ใจกลางอาคารเรียนทั้งหมด

นั่นหมายความว่าคนจากในอาคารเรียนเอง ก็สามารถมองเห็นฉากบนจตุรัสได้เช่นกัน

บนอัฒจันทร์เหนือขึ้นไปจากคลาสเรียนของฉินเฟิง

ท่ามกลางคลาสผู้ใช้อบิลิตี้ หลี่เหยาเหยาเองก็เป็นหนึ่งในผู้สังเกตการณ์เช่นกัน