ตอนที่ 295

1/4

Ep.295 -

เทคนิคลับเหิงหลง

“อักขระพวกนี้มันเขียนว่าอะไรกัน

ดูซับซ้อนจัง” บางอักษรโจวฮ่าวก็พอรู้ แต่มันสลักไว้ยาวเหยียด

แค่มองก็ชวนให้เวียนหัว ยากจะแปล

แต่เขาทราบว่าฉินเฟิงมีความรู้เกี่ยวกับภาษาวรยุทธโบราณไม่เลว ฉะนั้นจะคิดเองทำไม

ถามฉินเฟิงไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?

“มันเขียนว่า : เลือดมังกรช่วยเสริมสร้างร่างกาย

ขณะเดียวกันก็มีไว้เพื่อทดสอบความสามารถของรุ่นเยาว์ที่เข้ามาเพื่อรับมรดก

ว่าเพียบพร้อมเพียงใด”

ฉินเฟิงเอี้ยวตัว ชี้ไปทางเบื้องหลัง

“สวนก่อนหน้านี้เองก็ปลูกดอกไม้ที่ชวนให้เกิดความละโมภเอาไว้

ดอกบัวพิสุทธิ์ที่ผ่านมา คือด่านทดสอบจิตใจ”

“แต่ด่านทั้งสองที่ว่ามา

มันเพิ่งจะแค่เริ่มต้น” ฉินเฟิงสรุปให้ฟัง

“นั่นถือเป็นบททดสอบหรอ?

ฉันว่ามันเหมือนกับการมอบผลประโยชน์ให้ซะมากกว่า!” โจวฮ่าวประหลาดใจ

ไม่ว่าจะเป็นเลือดมังกรหรือเมล็ดบัวพิสุทธิ์ ล้วนเป็นสมบัติทั้งนั้น

“สำหรับพวกเรามันอาจจะเป็นของดี

แต่สำหรับเทพสงคราม บางทีของพวกนี้อาจไม่นับว่าเป็นสิ่งใด” ฉินเฟิงกล่าว

“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ … ”

โจวฮ่าวพยักหน้าว่าเข้าใจ

ฉินเฟิงเอ่ยเสริมอีกครั้ง “เข้าไปเถอะ

นายจะได้เรียนรู้กระบวนท่าวรยุทธซักที”

ดวงตาของโจวฮ่าวทอประกายขึ้นทันใด

“กระบวนท่าวรยุทธอะไร?”

ฉินเฟิงเผยรอยยิ้มจางๆ

“กระบวนท่าวรยทุธเลเวล A

เทคนิคลับเหิงหลง”

“ว่าไงนะ!?” โจวฮ่าวอ้าปากค้าง

กระบวนท่าวรยุทธเลเวล A  ถือเป็นความใฝ่ฝันของผู้ใช้วรยุทธโบราณ

หนึ่งในเทคนิคคู่ขนาน*

สำหรับฝึกฝนร่างกายที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ‘เหิงหลง’

มีต้นกำเนิดมาจากสุสานเทพสงคราม

*(เทคนิคคู่ขนาน

ตัวอย่างเช่นฝึกแบบเส้าหลินในช่วงต้นๆ)

มันคือเทคนิคลับที่กลายเป็นที่นิยมในยุคต่อมา

ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม จวบจนกระทั่งในปีที่ฉินเฟิงจบชีวิตลง

เทคนิคคู่ขนานนี้ ก็ยังไม่ถูกเผยโฉมออกมาทั้งหมด

เนื่องจากไม่มีใครสามารถผ่านเงื่อนไขของมันได้

กล่าวกันว่ากระบวนท่าวรยุทธเลเวล A

เป็นวรยุทธอันเลิศเลอ เป็นวรยุทธที่สามารถใช้ต่อกรกับศัตรูในเลเวล A ได้

ยกตัวอย่างเช่น ทักษะกำลังภายในน่องวายุที่ฉินเฟิงมอบให้กับโจวฮ่าว

ระดับที่มันสามารถต่อกรและก้าวไปสูงสุดคือเลเวล B

ในขณะที่เทคนิคลับกลืนดารา  สามารถฝึกฝนไปได้ถึงเลเวล S

แต่ตรงส่วนนี้เป็นเพียงการคาดเดาของผู้คนเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว

หลุยเมิ่งผู้ครอบครองมันในชีวิตก่อนหน้า สามารถยกระดับได้อย่างต่อเนื่อง

จนเกือบจะตัดผ่านเข้าสู่เลเวล S อยู่รอมร่อแล้ว

“มาเถอะ ไปสำรวจข้างในกัน”

โจวฮ่าวแทบอดใจรอไม่ไหว

ฉินเฟิงพยักหน้า

เดินตามโจวฮ่าวเลาะกำแพงไป จนมาถึงส่วนหลังของสถานที่

ค้นพบว่าที่นี่คือห้องศิลาขนาดใหญ่

เบื้องหน้าห้องศิลา มีประตูอยู่ทั้งสิ้นหกบาน

ประตูแรกอยู่ทางซ้ายสุด สลักไว้ด้วยลวดลายยากพรรณนา

แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นแผนภาพของกระบวนท่าวรยุทธ

ท่วงท่าบนแผนภาพค่อนข้างแปลกตา

คาดว่าน่าจะเป็นท่าสำหรับใช้ฝึกฝนกำลังภายใน

“เงื่อนไขของมันคือ

ต้องการกำลังภายในรูปแบบหมอก ข้อนี้พวกเราทุกคนสามารถฝึกได้ ประตูที่ 2

เองก็คงจะเหมือนกัน การทดสอบพวกนี้ เหมือนจะไม่ยากอย่างที่คิด ...” โจวฮ่าวกล่าว

“อืม ..

ฉันแนะนำว่าถ้านายอยากเปิดประตูที่สอง

นายต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเรียนรู้ขั้นที่สองซะก่อน

อย่างน้อยต้องฝึกขั้นแรกจนเข้าใจถ่องแท้ จำไว้ให้ดี การฝึกเทคนิคคู่ขนานน่ะ

มันจำเป็นต้องใช้ความแข็งแกร่ง”

“งั้นมัวรออะไรกันอยู่

เริ่มกันได้แล้ว!” โจวฮ่าวแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะฝึกฝน

ฉินเฟิงเองก็เริ่มฝึกบ้าง

อันที่จริงในชีวิตก่อน เขาเคยได้สัมผัสกับเทคนิคลับเหิงหลงมาก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม เทคนิคลับที่ว่า

มันเป็นในส่วนของเลเวล F , E , D เท่านั้น เหนือขึ้นไปอย่างเลเวล C

เป็นอะไรที่หาซื้อได้ยากมาก ในขณะที่เลเวล B ไม่เคยมีใครได้รับมันมาก่อนเลย

ฉะนั้นไม่ต้องกล่าวถึงเทคนิคลับเหิงหลง ขั้นสุดท้ายอย่างเลเวล A

ด้วยเหตุนี้เองในอนาคต

บางคนถึงขั้นให้การสนับสนุนแก่อัจฉริยะรุ่นเยาว์เป็นพิเศษ

แล้วส่งพวกเขามายังสุสานเทพสงคราม เพื่อคว้าเทคนิคเหิงหลง

ขั้นสูงมาครอบครองโดยเฉพาะ

แต่ในตอนนี้ เมื่อได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง

ฉินเฟิงมองการณ์ไกล คิดจะไขว่คว้าเทคนิคทั้งหมดมาด้วยตัวเอง

จึงเร่งฝึกฝนอย่างรวดเร็ว

แค่สิบนาที

ฉินเฟิงก็สามารถเรียนรู้เทคนิคลับเหิงหลงขั้นแรก ซึ่งเป็นในส่วนของเลเวล F

ได้สำเร็จ ถึงจะบอกว่าเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วๆไป แต่ด้วยระยะเวลาเท่านี้ถือว่าเร็วมาก!

“ท่วงท่ามันประหลาดพิกล

แต่หลอดเส้นลมปราณได้ถูกขยาย และเสริมแกร่งด้วยเลือดมังกรมาก่อนแล้ว

ฉะนั้นการฝึกเทคนิคคู่ขนานนี้ ไม่น่าจะยากจนเกินไป” โจวฮ่าวยิ้มยิงฟัน

ก่อนจะเริ่มทำสมาธิ ใช้สมองฝึกฝนเรียนรู้มัน

แต่เพียงไม่นาน อีกคนหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นในห้องศิลา

--เป็นโหวฟาง!

ในฐานะบุคลที่สามที่มาถึงแท่นบูชาดอกบัวพิสุทธิ์

เขาจึงสามารถคว้าเมล็ดบัวกว่า 5 เม็ดมาในครอบครอง หลังจากรับประทานมันลงไปแล้ว

เลยช่วยป้องกันอาการหลอนได้ส่วนหนึ่ง แม้ระดับความหลอนจะหนักกว่าโจวฮ่าว

แต่เขาก็ได้สติในเวลาไม่นาน ใช้เวลาเดินอีกนิดๆหน่อยๆก็มาถึงที่นี่

เมื่อเห็นเทคนิคลับเหิงหลง

เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว

ที่คือกระบวนท่าที่ถูกระบุว่าเป็นกระบวนท่าวรยุทธเลเวล A

ฉินเฟิงส่งเสียงหุ้มกำลังภายในแก่โจวฮ่าว

“นายฝึกที่นี่ไปก่อน ฉันขอตัวไปฝึกขั้นสองต่อ”

โจวฮ่าวพยักหน้าให้ฉินเฟิง

ฉินเฟิงลุกขึ้นแล้วเดินไปยังประตูสอง

ไม่จำเป็นต้องออกแรงใดๆ

ฉินเฟิงสามารถผลักประตูศิลาได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว

โหวฟางที่เพิ่งมาถึง

ก็พบว่าฉินเฟิงออกไปแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก

“นั่นเขาฝึกขั้นแรกเสร็จแล้วหรอ?”

โหวฟางหันไปถามโจวฮ่าว

เนื่องจากฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน

อีกทั้งโจวฮ่าวและฉินเฟิงยังเป็นสหาย เป็นธรรมดาที่เขาจะตอบกลับไปอย่างภาคภูมิใจ

“ถูกต้อง”

“เป็นเขาที่นำหน้าคนอื่นอีกแล้ว!

บลัดฮันเตอร์เป็นสัตว์ประหลาดปลอมแปลงมารึเปล่าเนี่ย!” โหวฟางอดไม่ได้ที่จะกล่าว

“ถ้าเรื่องนั้น

บอกตามตรงฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” โจวฮ่าวตอบ อันที่จริงเขารู้ดีที่สุด

ว่าฉินเฟิงน่ะสัตว์ประหลาดของแท้ แต่ไม่คิดบอกโหวฟางไป

โจวฮ่าวแสร้งทำเป็นเอ่ยอย่างลึกล้ำ

“บางคนเป็นลูกรักของพระเจ้า ไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาอย่างพวกเราจะเทียบได้หรอก”

โหวฟางกลายเป็นบื้อใบ้

ต้องรู้นะว่าโหวฟางได้รับการยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก

เขาสามารถก้าวขึ้นสู่เลเวล F4 ได้ตอนอายุ 18 ปี เป็นคนที่ถูกคาดหวังเอาไว้สูงมาก

เช่นเดียวกับเกาหลิงฮานแห่งสถาบันระดับสูงเฉิงเป่ย

แต่จู่ๆดันบังเอิญพบกับตัวตนสยองเกล้า

--พอได้มาเจอกับสัตว์ประหลาดที่แท้จริง โหวฟางรู้สึกว่าตนเป็นเพียงกบในกะลา

“ช่างเหอะ ฉันไม่อยากรู้แล้ว

ขอตัวไปตั้งใจฝึกดีกว่า”

โหวฟางนั่งลง และเริ่มฝึกฝนแผนภาพขั้นแรก

20 นาทีต่อมา ก็มีอีก 2 คนเข้ามาในห้อง

ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ฉินเฟิงออกจากประตูศิลาที่สอง

และเดินไปยังประตูศิลาที่สาม เช่นเคย!

เขาสามารถผลักเปิดมันได้ด้วยมือเดียว

บังเกิดความตกตะลึงในแววตาของทั้งสี่คนที่กำลังนั่งอยู่

หลังจากฉินเฟิงหายเข้าไปในประตูที่สาม

ผู้คนก็เริ่มสนทนากัน

“ฉันรู้สึกว่าตัวเองเกือบจะบรรลุเทคนิคเหิงหลงในขั้นแรกแล้ว

บางทีอาจจะทดลองไปฝึกขั้นที่สองดู อย่างน้อยก็ขอยลโฉมวิธีการฝึกมาก่อนก็ยังดี”

รุ่นเยาว์คนหนึ่งเอ่ย ผุดลุกขึ้น และเดินไปยังประตูศิลาบานที่สอง ใช้ 2 มือนาบลงบนประตู

และพยายามผลักมัน

ทว่าประตูศิลากลับนิ่งสนิท

ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย!

“ย๊ากกกก”

รุ่นเยาว์รีดเร้นพละกำลังทั้งหมดที่ตนมี แต่ก็ไม่อาจทำให้มันขยับเขยื้อน

ในตอนนั้นเอง

จู่ๆแสงสีเงินพลันกระพริบไหว วัยรุ่นที่พยายามเปิดประตูหายวับไป

ก่อนจะโผล่ออกมาอีกครั้งในตำแหน่งที่ห่างออกไปจากประตูศิลากว่า 10 เมตร

ทั้งยังอยู่ในสภาพเดิม คือท่ากำลังผลักดันไปข้างหน้า

ผลคือล้มกลิ้งเป็นลูกสุนัขทันใด

ท่าทางของเขาดูตลกมาก มีเพียงโจวฮ่าวเท่านั้นที่ยิ้ม

ในขณะที่คนอื่นๆขำไม่ออก

นั่นเพราะทุกคนต่างก็เห็นว่าฉินเฟิงสามารถผลักประตูศิลาด้วยมือเพียงข้างเดียว

“ไหนขอฉันลองบ้าง!”

วัยรุ่นอีกคนยืนขึ้น พุ่งเข้าหาประตู

ระเบิดพลังสุดแรง แต่หลังจากที่สัมผัสกับประตูศิลา ใบหน้าของเขาก็กลายเป็นซีดเซียว

ไม่อาจฝืนต่อ ต้องถอยออกมา

“สหายโหว สนใจจะลองดูหน่อยไหม?”

วัยรุ่นหันไปถามโหวฟาง

โหวฟางแน่นอนไม่กล้าลอง!

“ไม่ล่ะ

ฉันขอฝึกต่ออีกสักหน่อยก่อนดีกว่า”

ครึ่งชั่วโมงผ่าน

จำนวนคนภายในห้องศิลาก็เพิ่มขึ้นจนถึง 10 คน

ครืน …

ฉินเฟิงเดินออกมาจากประตูศิลาสาม

เวลานี้ แม้สภาพเขาจะดูน่าอนาถ แต่ก็ยังเดินเข้าสู้ประตูสี่อย่างสงบ

คราวนี้ใช้สองมือออกแรงดัน

ครืนนนน

ประตูศิลาเปิดออกอีกครั้ง!

สามชั่วโมงต่อมา

ฉินเฟิงก็ออกจากประตูสี่ และเดินไปผลักเปิดประตูห้า

ปัจจุบัน ภายในห้องศิลา รุ่นเยาว์กว่า

20 คนต่างเฝ้ามองเขาอย่างเหม่อลอย

ห้าชั่วโมงต่อมา

จำนวนคนในห้องศิลาเพิ่มมาเป็น 30 คน บางคนที่ล่าช้าจากน้ำตกหัวมังกรก็มาถึงแล้ว

อิงตามเวลาเปิดสุสาน นี่มันก็ผ่านไปกว่า 20 ชั่วโมงแล้ว

บอกตามตรงว่าทุกคนต่างเหนื่อยล้า! อ่อนเพลียตาแทบจะปิด

ครืนนน

และแล้วประตูที่ห้าก็เปิดออก

ฉินเฟิงก้าวตรงไปยังประตูศิลาบานที่หก