ตอนที่ 256

2/4

Ep.256 -

กองทัพเมืองไห่

แม้ในทุกๆครั้งที่ฉินเฟิงออกไป

เขาจะกลับมาพร้อมทรัพยากรล้ำค่า แต่สำหรับซูซิงฝู … เมื่อฉินเฟิงไม่อยู่

นั่นเท่ากับไม่มีใครคอยปกป้องสถานชุมชนเฟิงหลี

เรื่องนี้ทำให้เขากังวลเป็นอย่างมาก

เพราะธุรกิจเองก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เป็นธรรมดาที่จะต้องรับความเสี่ยงมากขึ้น

“ใช่แล้วล่ะ

พอดีว่าเมืองไห่เชิญผมเข้าร่วมปราบปรามกองทัพสัตว์ร้ายจากทะเลน่ะ” ฉินเฟิงตอบ

ซูซิงฝูอ้าปากอุทานออกมาทันที

พยายามโน้วน้าวฉินเฟิง

“เมืองไห่เพิ่งเปลี่ยนเทศมนตรีคนใหม่

ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้นำสายตรงของกลุ่มเล่ยถัง ท่านผู้ว่าการ จำไม่ได้หรือว่าทรัพยากรมหาศาลที่ได้มาในคราวก่อน

คุณยังไม่จ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่พวกเขาเลย

นั่นเท่ากับเป็นการละเมิดกฏของพวกเขาชัดๆ

ฉะนั้นฉันมั่นใจว่าพวกเขาจะต้องไม่พอใจคุณ”

ซูซิงฝูสามารถมองได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ

ในจุดนี้ หลิวเฮ็งเทียบกับเขาไม่ได้เลย

“อืม ผมเข้าใจดี

แต่เรื่องนั้นพวกเขาไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองสักหน่อย

อีกทั้งยังหมกตัวอยู่แต่ในเมือง ทำตัวเหมือนลูกสะใภ้ถูกขังไม่ให้ออกจากบ้าน …

ผมเลยว่าจะแวะไปเยี่ยมเยือนซักหน่อย”

“ผู้ว่าการ

คุณก็รู้ดีว่าที่นั่นมันถ้ำเสือ แล้วทำไมถึงเลือกก้าวเข้าไปอีก!”

ฉินเฟิงโต้กลับ

“แล้วคุณจะขโมยลูกเสือได้อย่างไรหากไม่เข้าไป?

ทรัพยากรมหาศาลกำลังรอพวกให้พวกเราไขว่คว้าอยู่นะ”

“ถ้าเฉพาะเรื่องนี้

คุณไม่จำเป็นต้องเข้าถ้ำเสือก็ได้ นี่ยังไม่นับรวมเรื่องที่คุณต้องสู้อีก

---ผู้ว่าการไม่อยากจะพักผ่อนบ้างเลยหรือ?”

ฉินเฟิงส่ายหัว “คุณเคยเห็นว่าผมหยุดพักรึไง

ถ้าผมพัก ผลลัพธ์มันคงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้”

ซูซิงฝูพอได้ยินคำฉินเฟิง

ภาพความทรงจำในอดีตก็ไหลย้อนกลับมาในวิสัยทัศน์ของเขา

เจ้าตัวได้พบกับฉินเฟิงครั้งแรกก็ราวๆครึ่งปีก่อน

เวลานั้นอีกฝ่ายเพิ่งได้รับการฉีดยาปลุกพลัง แม้ตกอยู่ท่ามกลางเหตุรอยแยกมิติ

กลับยังคงสงบ และเจรจราราวกับผู้ใหญ่

การพบกันครั้งที่สอง

ฉินเฟิงเพิ่งกลับจากการออกไปต่อสู้ในทุ่งล่า และได้รับวัตถุดิบนายพลสัตว์ร้ายกลับมา

ปัจจุบัน

ฉินเฟิงกลายเป็นผู้ว่าการของสถานชุมชนไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สถานชุมชนที่ว่า

ไม่เพียงกลายเป็นที่รู้จัก แต่ยังเจริญเฟื่องฟูขึ้นในทุกๆวัน

กระแสของผู้คนหลั่งไหลเข้ามา เป็นสัญญาณที่ดี

บ่งบอกว่าสถานชุมชนแห่งนี้มีแนวโน้มว่าจะรุ่งเรืองในอนาคต

และความสำเร็จถึงขนาดนี้ของฉินเฟิง

ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล มีหลากหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น พรสวรรค์ โชค ฯลฯ

ที่อยู่รวมกันในตัวเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เด้นชัดมากๆเลยก็คือ

---เขาไม่เคยหยุดนิ่ง!

“นั่นก็จริง … ”

ซูซิงฝูโดนคำพูดของฉินเฟิงสวนกลับจนเถียงไม่ออก แต่ท่าทีที่แสดง

ชัดเจนว่ายังกังวลอยู่

“บางที

อาจเป็นคุณที่ต้องปรับปรุงความแข็งแกร่งของตัวเอง

เพราะตราบใดที่คุณทะยานขึ้นมาถึงเลเวล E

ต่อให้จะไม่มีประสบการณ์ต่อสู้มากนักก็ตาม แต่คุณก็ยังพอที่จะข่มผู้คนได้

อุตส่าห์ทำเงินได้มากถึงขนาดนี้ อย่าเก็บมันไว้ให้เสียเปล่าเลย!” กลับกลายเป็นซูซิงฝูที่ถูกฉินเฟิงโน้มน้าวซะเอง

จริงๆแล้วในชีวิตก่อนหน้า

ระดับของซูซิงฝูก็ไม่เลวเช่นกัน แต่สิ่งที่มีชื่อเสียงมากกว่า

ก็คือความสามารถในด้านธุรกิจของเขา

ส่วนในแง่ของความสามารถในการต่อสู้

ฉินเฟิงไม่เคยเห็นอีกฝ่ายลงมือมาก่อน

อย่างไรก็ตาม

มีคนจำนวนมากคาดเดากันว่าเขาคือพวกแกร่งแต่ภายนอก เปราะภายใน

ซึ่งฉินเฟิงเองก็คิดเช่นนั้น

โดยเฉพาะพอยิ่งได้รู้จักกับซูซิงฝู

เขาก็ยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะขยันฝึกฝนเอาซะเลยจริงๆ

“เรื่องนั้นคุณก็พูดถูก เอ่อ …

ไม่ใช่ว่าฉันจะอิดออดหรอกนะ แต่ฉันคงไม่จำเป็นต้องฝึกฝนหรอก

เพราะตอนนี้เฟิงหลีเต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว ส่วนฉันน่ะอาวุโสแล้ว

ดังนั้นคอยสนับสนุนอยู่ห่างๆก็พอ” ซูซิงฝูกล่าวกระด้างกระเดื่องเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ฉินเฟิงเน้นย้ำอีกครั้ง

“ผมเข้าใจว่าจุดแข็งของคุณไม่ใช่เรื่องฝึกฝนวรยุทธ คุณไม่จำเป็นต้องก้าวให้ทันกับพวกคนอื่นๆหรอก

ขอแค่ไม่หละหลวมจนเกินไปก็พอแล้ว เอาไว้ผมจะช่วยเหลือคุณเอง”

“ตกลง ตกลง!” ซูซิงฝูพยักหน้าหงึกๆ

จนไขมันกระเพื่อม

ด้วยความแข็งแกร่งของฉินเฟิง

คำกล่าวนี้ จึงมีความน่าเชื่อถือพอสมควร

วันถัดมา รถไฟล่องเวหาก็มาถึง

รับผู้คนจากเขตเมืองเฉิงหยาง พาไปยังเมืองไห่

แต่เหตุการณ์คราวนี้แตกต่างจากเมืองหาน

ตรงที่ว่าไม่จำเป็นต้องมีการโฆษณาเชิญชวน เพราะในทุกๆปี

จะมีผู้คนที่เฝ้ามองหาโอกาส เดินทางเข้าร่วมปราบปรามภัยพิบัติของเมืองไห่อยู่แล้ว

เริ่มแรก

คลื่นกองทัพขนาดใหญ่จะซัดสาดเข้าใส่ชายฝั่งของเมืองไห่ และหลังจากการปิดล้อมจบลง

ทุกสิ่งอย่างที่ถูกซัดตามมาก็จะติดอยู่บนฝั่ง

ไม่ว่าจะเป็นหอยมุกเงิน

กระทั่งหอยมุกทองก็อาจปรากฏขึ้นได้ ซึ่งหากผู้ใช้พลังเลเวล G ได้รับมัน

ทรัพยากรดังกล่าวก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยส่งเสริมให้ก้าวขึ้นไปยังเลเวล F

ยังไงก็ตาม

ในปีนี้ดูเหมือนจะไม่เหมือนเดิม เนื่องจากเหตุตัวเชื่อมมิติของกลุ่มหวันซ่ง

ทำให้สามเฉิงสูญเสียตัวตนระดับสูงไปมากมาย ถือเป็นความเสียหายที่ร้ายแรง

ด้วยเหตุนี้

สถานชุมชนหลายแห่งจึงเกิดความไม่พอใจต่อเมืองไห่ และปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการปราบปรามกองทัพจากท้องทะเลในครั้งนี้

แม้เรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนของผู้ใช้พลังระดับต่ำ

แต่เมื่อไม่มีผู้ใช้พลังระดับสูง หากปรากฏสัตว์ร้ายระดับนายพลขึ้นมา

กองทัพปราบปรามอาจถึงขั้นแตกพ่ายโดยสมบูรณ์

และนี่เองคือเหตุผล ที่แม้ฉินเฟิงจะยื่นเงื่อนไขโหดร้าย

แต่อีกฝ่ายก็ยังตอบรับคำขอของเขา

แต่สิ่งที่ฉินเฟิงยังไม่ล่วงรู้ก็คือ

ในเวลานี้ กลางเมืองไห่กำลังประชุมหารือกันอยู่

“คนจากองค์กรมืดครั้งก่อนที่เรียกตัวมา

ยังไม่สามารถทำให้ฉินเฟิงตกตายลงได้ก็จริง แต่คราวนี้ล่ะ เขาจะต้องตายชนิดไม่มีดินกลบฝัง!”

“ท่านรองเทศมนตรีโปรดวางใจ

พวกเราได้เตรียมการเอาไว้แล้ว ตราบใดที่ฉินเฟิงกล้ามา

พวกเราขอรับประกันว่าเขาจะไม่ได้กลับไป!”

ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งยืนยันหนักแน่น

และบอกเล่าแผนการออกไป

ชายที่นั่งฟังอยู่พยักหน้าด้วยความพอใจ

แต่ก็ยังหลงเหลือร่องรอยของความขุ่นเคืองในแววตา

ชายคนนี้ถูกเรียกว่าหวังจื่อเฉา

อายุประมาณ 35 ปี ครอบครองความแข็งแกร่งในเลเวล E8 ซึ่งไม่อ่อนแอเลย

ในอนาคตมีโอกาสทะยานขึ้นไปถึงเลเวล D เขาเป็นอันดับหนึ่งรองจากเล่ยเฉิน

ปัจจุบันจึงดำรงตำแหน่งเป็นรองเทศมนตรีไปโดยปริยาย

ครั้งก่อนหวังจื่อเฉาทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อจ้างปรมาจารย์หยินและคนอื่นๆ

โดยยื่นเงื่อนไขว่าให้ก่อความวุ่นวายและสังหารฉินเฟิง

แต่ไม่คาดหวังเลย

ว่าทั้งสามคนจะไร้ประโยชน์ถึงขนาดนี้ ไม่เพียงมิอาจสังหารฉินเฟิงลงได้

ยังมอบอุปกรณ์ทุกอย่างที่พกติดตัวไปตกอยู่ในมือของฉินเฟิงอีก

ส่งผลให้ธุรกิจตลาดมืดของสถานชุมชนเฟิงหลีมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าเดิม

เดิมทีสิ่งของพวกนั้นที่หวังจื่อเฉามอบให้ไป

เขากะว่าหลังจากทั้งสามจัดการฉินเฟิงลงได้แล้ว

เจ้าตัวจะสังหารพวกมันและนำกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ตอนนี้ ทุกอย่างมันผิดแผนไปหมด!

“ฉินเฟิง …

หวังว่าในครั้งนี้แกจะเอาของดีพกติดตัวมาบ้างนะ ไม่อย่างงั้น ฉันคงขาดทุนแย่!”

แน่นอน อันที่จริงฉินเฟิงจะพกอะไรมาก็ไม่สำคัญ  เพราะหากสังหารฉินเฟิงลงได้

หุ้นในส่วนของสถานชุมชนเฟิงหลี ก็จะตกเป็นของหวังจื่อเฉา

เฉพาะเรื่องนี้มันก็คุ้มค่าพอที่จะชดเชยที่เสียไปได้แล้ว!

ครั้งนี้ทุกอย่างถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี

ทว่าคนอย่างฉินเฟิง จะถูกสังหารได้ง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ?

ช่วงเวลาเดียวกัน

บนรถไฟล่องเวหา

ฉินเฟิงได้พบกันตันหยูอีกครั้ง

เนื่องจากตันหยูรับผิดชอบเส้นทางสายนี้

ดังนั้นการพบกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ยังไงก็ตาม

บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลับไม่กลมกลืนเหมือนครั้งที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด

อย่างแรกเลย ชื่อเสียงของฉินเฟิงโด่งดังขึ้นไปอีกขั้น

ในขณะที่ตันหยูยังคงเป็นแค่ผู้คุมขบวนรถไฟดังเดิม

ดังนั้นเมื่อเจอฉินเฟิง จำเป็นต้องให้เกียรติและสุภาพ

นอกจากนี้

ยังมีเรื่องที่เกิดขึ้นในผิงหยุนอีก ทั้งๆที่ฉินเฟิงช่วยเหลือชุมชนของอีกฝ่าย

แต่ตันหยูกับคนอื่นๆดันหวาดกลัวว่าฉินเฟิงจะถูกครอบงำโดยปีศาจเสพวิญญาณ

ปฏิเสธที่จะเข้าใกล้ฉินเฟิง

เมื่อถูกตันหยูสรุปให้เป็นแบบนั้น

ฉินเฟิงก็รู้สึกไม่พอใจ และไม่คิดอธิบายใดๆ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว

เขาคือผู้ใช้พลังในเลเวล E

ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้กับคนๆหนึ่งที่อยู่แค่เลเวล F

“เอาล่ะ คุณไม่ต้องมาคอยดูแลที่นี่หรอก

ไปทำงานอย่างอื่นเถอะ” ฉินเฟิงกล่าว ตัดโอกาสให้ตันหยูพูดแก้ตัว

ตันหยูทำได้เพียงเก็บประโยคมากมายไว้ในหัว

สุดท้ายลดศีรษะลงและกล่าว “ตกลง” และออกจากห้องส่วนตัวสุดหรูของฉินเฟิงไป

ไป๋หลีมองตามตันหยู

ก่อนสลับมามองฉินเฟิงด้วยความฉงน

“คุณยังไม่หายโกรธเขาอีกหรือ?”

ไป๋หลีเอ่ยถาม

ฉินเฟิงได้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้กับไป๋หลีแล้ว

ดังนั้นไม่ต้องกล่าวถึง เจ้าตัวเพียงอธิบายเพิ่มเติมถึงความคิดของตัวเอง

“ฉันไม่เก็บเรื่องในอดีตมาใส่ใจหรอก

แต่มันติดปัญหาตรงที่พวกเขาเห็นว่าอบิลิตี้มืดไม่สามารถทำอะไรฉันได้เนี่ยสิ

อย่าลืมนะว่าเรื่องฉันครอบครองอบิลิตี้มืดไม่อาจเปิดเผยได้

ตอนนี้กลุ่มซ่งเฉินคงกำลังสงสัยฉัน และส่งตันหยูมาคอยจับตาดูอย่างลับๆเป็นแน่

และฉันไม่อยากให้มีเรื่องแบบนั้นมากวนใจ”

ดังนั้น

ฉินเฟิงเลยไม่สามารถสนิทสนมกับตันหยูได้มากกว่านี้

เพราะยิ่งพูดก็ยิ่งอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาด

ดังนั้นพูดให้น้อยลงก็ยิ่งดี บางทีเกรงว่าจากนี้ไป ฉินเฟิงอาจจะไม่ได้สนทนากับตันหยูอีกแล้ว

แต่เดิม

ฉินเฟิงต้องการผู้มีพรสวรรค์มากมายมาเข้าร่วมกับเฟิงหลี

โดยไม่สนว่านั่นจะเป็นการขโมยตัวคนมีความสามารถมาจากเมืองอื่นหรือไม่

และตันหยูเองก็หนึ่งในตัวเลือกที่ดี

แต่ตอนนี้ คงทำได้เพียงยอมแพ้

กรณีดังกล่าว

แน่นอนว่ามิใช่ฉินเฟิงที่ขาดทุน หากแต่เป็นตันหยูต่างหากที่พลาดโอกาสดีๆไป