ตอนที่ 244

4/4

Ep.244 -

พลาดโอกาสที่ดีที่สุด

“บัดซบ!”

เมื่อพลาดโอกาสที่ดีที่สุดไป

ฉินเฟิงก็โมโหจนแทบทนไม่ไหว

แต่เรื่องนี้มันก็ช่วยไม่ได้

เพราะอีกฝ่ายคือเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญาในระดับราชันย์

ดังนั้นเลยไม่แปลกอะไรที่ฉินเฟิงจะไม่สามารถกำจัดมันได้อย่างง่ายดาย!

“จงกลับมา!”

เปลวเพลิงทั้งหมดโดยรอบถูกเรียกกลับคืน

มังกรไฟเองว่ายวนในอากาศอีกเล็กน้อย ก่อนกลับเข้าสู่ร่างกายของฉินเฟิง

เมื่อไร้ซึ่งอบิลิตี้

ฝูงชนโดยรอบถึงค่อยกลับมาสูดลมหายใจได้อีกครั้งหนึ่ง

แรงกดดันของมัน

น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง

ผู้ชายคนนี้

ไม่คาดคิดเลยว่าจะครอบครองความแข็งแกร่งที่น่าตกตะลึง

ในผิงหยุนมีตัวตนทรงอำนาจถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

ในเวลาเดียวกัน

สมาชิกของหน่วยลาดตระเวนที่เหลืออยู่แค่สามคน ทั้งหมดสบตากันด้วยใจที่สั่นสะท้าน

ต่างมองมาทางฉินเฟิงด้วยความหวาดกลัว

พวกเขาไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ทำไมมีหลายคนจู่ๆก็เลือกที่จะวิ่งหนีไป แต่ที่รู้แน่ๆ

คืออำนาจของฉินเฟิงเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวง

ทั้งสามไม่แน่ใจว่าสมควรทำอย่างไรดี

ในเวลานั้นเอง

อีกสองสามร่างก็ถลาเข้ามาสมทบอย่างรวดเร็ว

ก่อนฉินเฟิงจะเกิดใหม่หลังจากรอยแยกปรากฏขึ้นในชุนชมผิงหยุน

มันก็ถูกปิดลงทันทีเหมือนกัน แต่ปีศาจเสพวิญญาณสามารถซ่อนตัวได้เป็นอย่างดี

ไม่เอะอะใดๆ ดังนั้นทุกคนเลยไม่มีใครสามารถตระหนักถึงมัน

แต่ปัจจุบัน

ฉินเฟิงทำเสียงอึกทึกครึกโครม ตัวตนระดับสูงทั้งหมดของสถานชุมชนเลยรู้สึกตัว

และพากันออกมา

คนควบคุมรถไฟของกลุ่มซ่งเฉิงที่กำลังหยุดพักผ่อนในศูนย์กลางการขนส่งก็มาด้วย

เพื่อดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น

พอได้เห็นฉินเฟิงในฐานะผู้ใช้อบิลิตี้เลเวล

E ที่กำลังเรียกมังกรไฟขนาดใหญ่กลับคืน หัวใจของทั้งหมดก็ฟุ้งไปด้วยความตกใจ

“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

“เป็นใครที่ทำให้ท่านผู้ใหญ่ต้องโกรธเคือง!”

“พวกแกรู้เรื่องอะไรบ้าง พูดมาให้หมด

บอกมาว่าใครไปล่วงเกินท่านผู้ใหญ่คนนี้? ยังไม่ได้ไปลากตัวมันมาขอโทษอีก!”

เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาได้แต่ก้มหน้ารับคำตำหนิ

อันที่จริงระดับสูงพอจะรู้คร่าวๆว่าเป็นฉินเฟิงนั่นแหละที่อาละวาด แต่เขาคือเลเวล

E ทั้งยังเป็นผู้ใช้อบิลิตี้ที่แข็งแกร่งมาก

ดังนั้นไม่มีใครในผิงหยุนสามารถล่วงเกิน ทุกคนไม่กล้าตำหนิเขา

ในเวลานั้นเอง

เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับคำถาม ทั้งยังเป็นเสียงที่คุ้นเคย

“ผู้ว่าการฉิน!”

ฉินเฟิงเลื่อนสายตาตามเสียง

แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเป็นตันหยู

“ผู้ว่าการฉิน ทำไมคุณถึงมาที่นี่?”

เมื่อครึ่งเดือนก่อนในเมืองไห่

ตันหยูยังเรียกชื่อฉินเฟิงห้วนๆอยู่เลย แต่เวลานี้ เขาไม่กล้าอีกแล้ว!

เพราะฉินเฟิงสามารถสังหาร 8

วายร้ายจากองค์กรมืดได้ในคราวเดียว

หลังจากนั้นสถานชุมชนเฟิงหลีก็ถูกผู้มีชื่อเสียงอย่างไซคลอปส์ , ปรมาจารย์หยิน

และราชาคลั่งไปก่อกวน แต่ทั้งหมดถูกหั่นศีรษะโดยฉินเฟิง

กลายเป็นรางวัลจากการต่อสู้ไปซะอย่างนั้น

ในเวลานี้ เลยมีผู้คนจำนวนมาก

ต้องการไปช็อปปิ้งที่สถานชุมชนเฟิงหลี!

“ตันหยูงั้นหรอ? มาได้จังหวะพอดีเลย!”

แม้ฉินเฟิงจะเป็นเลเวล E

แต่ก็ยังไม่มีอำนาจในการโน้มน้าวระดับผู้นำในผิงหยุนได้ เขาพูดอะไรไป

คนอื่นๆอาจไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง

“กองทัพทุ่งล่าในเฉิงเป่ยได้แจ้งข้อมูลบางอย่างให้แก่ฉัน

ฉันก็เลยตัดสินใจออกมายืดเส้นยืดสายสักเล็กๆน้อยๆ แล้วแวะผ่านมาที่นี่!”

ประโยคข้างต้น

คือข้ออ้างที่ฉินเฟิงเตรียมเอาไว้

เป็นธรรมดาที่ตันหยูจะไม่สงสัย

เขาเร่งถามต่อ “ว่าแต่ก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?”

ตันหยูไม่นึกเลยว่าฉินเฟิงจะถึงขั้นใช้ไม้ตายอย่างเทคนิคมังกรไฟ

เพราะนี่คือเทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ใช้อบิลิตี้

มันจำเป็นต้องใช้พลังสมาธิมหาศาลในการเรียกมังกรแต่ละครั้ง

อย่างไรก็ตาม

เรื่องที่ตันหยูไม่รู้ก็คือ เทคนิคมังกรไฟน่ะมันยากสำหรับคนอื่นๆ แต่เป็นเรื่องง่ายสำหรับฉินเฟิง

ดังนั้นหากคิดจะใช้มันเมื่อไหร่ ก็สามารถทำได้อย่างอิสระ!

เมื่อได้ยินตันหยูเอ่ยถาม

ฉินเฟิงก็อธิบายออกไปทันที “มีการแจ้งเตือนจากอุปกรณ์รักษาเสถียรภาพมิติ

ฉันเองก็รู้สึกถึงอันตราย เลยแวะมาดู และดันพบกับเผ่าพันธุ์ต่างมิติที่มีสติปัญญาระดับสูง!”

“ว่ายังไงนะ!?”

เวลานี้ ไม่เพียงตันหยูที่ตกใจ

กระทั่งผู้คนรอบๆที่กำลังรับฟัง ต่างก็ตะลึงงัน

เพราะเผ่าพันธุ์ที่ครอบครองสติปัญญาระดับสูง ถือเป็นการดำรงอยู่ที่น่ากลัวมาก

“แล้วศัตรูคือตัวอะไร?”

บางคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม

ฉินเฟิงกล่าวเสียงหม่น

“มันคือปีศาจเสพวิญญาณเลเวล E3 , ทรงภูมิปัญญา , ไม่หวาดกลัวการโจมตีทางกายภาพใดๆ

แต่มันแพ้อบิลิตี้ไฟและแสง ยังไงก็เถอะ สำหรับพวกคุณ คงไม่อยากรู้มากไปกว่านี้!”

ฉินเฟิงสูดหายใจลึก และเอ่ยปากอีกครั้ง

“เพราะปีศาจเสพวิญญาณที่ว่า มันอยู่ในระดับราชันย์!”

ระดับราชันย์!?

ได้ยินสองคำนี้ ฝูงชนก็แทบลืมหายใจ

เพราะกระทั่งสัตว์ร้ายเลเวล E

ระดับสามัญ พวกเขายังต้องถึงขั้นต้องใช้ปืนใหญ่ป้องกันเมืองเพื่อสังหารมัน

และที่สำคัญก็คือ ผู้ใช้พลังที่แข็งแกร่งที่สุดในชุนชมผิงหยุนอยู่แค่ในเลเวล F

เท่านั้น

หมายความว่าผู้คุมรถไฟ

หรือหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน ก็ไม่ใช่คู่มือของอีกฝ่าย

ซึ่งตอนนี้

ฉินเฟิงได้บอกกับพวกเขาออกไป ว่าเผ่าทรงภูมิปัญญาเลเวล E ที่บุกเข้ามา

เป็นระดับราชันย์!

แค่ได้ยินชื่อก็น่าหวาดกลัวมากพอแล้ว

พวกเขาไม่กล้าที่จะจินตนาการเลย ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

ทั้งหมดต่างรู้สึกราวกับมีกิโยตินห้อยอยู่เหนือศีรษะ พร้อมสะบั้นลงมาตลอดเวลา

“มีใครเห็นหรือรู้จักคนสุดท้ายที่วิ่งหนีไปไหม?

พวกเราต้องเริ่มตามหาตัว และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้คนอื่นอยู่ใกล้เขา!

ไม่อย่างนั้นคนอื่นๆอาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้!” ฉินเฟิงถามหน่วยลาดตระเวน

แต่ในเวลานั้นเอง

ฟางหยูที่สั่นไปทั้งกายได้เอ่ยปากออกมา “ไม่ว่าจะฉันหรือคุณต่างก็รู้จักเขา …

เป็นกวงเสี่ยวกัง!”

--ที่แท้คนสุดท้ายที่ถูกปีศาจเสพวิญญาณเข้าสิง

และสามารถหลบหนีไปได้ก็คือกวงเสี่ยวกัง!

ชายคนนี้เป็นหนึ่งในชาวมุง ณ

ที่เกิดเหตุ

คือตัวตนที่ครอบครองสถานะแข็งแกร่งที่สุดรองลงมาจากเฉียนหยวนซึ่งกำลังบาดเจ็บอยู่

และผลสุดท้าย

ก็ตกเป็นภาชนะให้กับปีศาจเสพวิญญาณ

สีหน้าของฉินเฟิงหม่นทะมึนลง

“ฉันจำได้ว่าเคยบอกให้ไปให้พ้นแล้วไม่ใช่หรือ?

ทำไมยังไม่รีบไปกันอีก?”

เวลานี้ ไม่ใช่แค่พี่น้องฟาง

กระทั่งเฉียนหยวนก็ไม่กล้าเอ่ยปาก

ก็พวกเขาอยากจะรู้นี่นาว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เพราะจู่ๆฉินเฟิงก็ทิ้งพวกเขาไปจากห้องอาหาร

สุดท้ายพอเจอฉินเฟิงอีกทีก็เห็นว่าเขากำลังต่อสู้กับปีศาจเสพวิญญาณแล้ว

และใครมันจะไปคิดกัน

ว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตนั่น จะเป็นระดับราชันย์

ทว่าเมื่อลองย้อนนึกดูดีๆว่าฉินเฟิงสามารถโค่นระดับราชันย์ลงได้

นี่มิได้หมายความว่าเขาคือการดำรงอยู่ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าหรอกหรือ?

ชายที่ชื่อฉินเฟิง

จริงๆแล้วเป็นใครกันแน่?

“ตอนนี้ปีศาจเสพวิญญาณไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว

ดังนั้นพวกเธอต้องรีบออกจากผิงหยุน ไม่อย่างนั้น จะตายเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวลา!”

“แต่ … ” ฟางหยูลังเลอย่างเห็นได้ชัด

เพราะพวกเธอเพิ่งเผชิญหน้ากับนายพลสัตว์ร้ายในทุ่งล่ามา

อีกทั้งเวลานี้ก็เริ่มมืดแล้ว

มิอาจรับประกันได้ว่าจะเจอสิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าหรือไม่

ฉะนั้นไม่อยากจะเสี่ยงใดๆ

“มิสเตอร์ฉิน ให้พวกเราติดตามคุณไปด้วยเถอะ

แบบนั้นคงปลอดภัยกว่า!” ฟางหลิงกล่าวเสริม

ฉินเฟิงหัวเราะเย็นชา “จะตามฉันมา?

ตามมาแล้วกลายเป็นตัวเกะกะเหมือนกับกวงเสี่ยวกังเมื่อกี้ใช่ไหม?

รู้รึเปล่าว่าต่อให้ฉันจับตัวปีศาจเสพวิญญาณได้

แต่ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเธอในตอนนี้ ถึงจับมันไปย่างกิน ก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนักหรอก!”

ฉินเฟิงประชดประชัน

เขาทราบดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่แค่หวาดกลัว แต่ยังต้องการผลประโยชน์แอบแฝง

ขณะนั้นเอง ใครบางคนก็เอ่ยแทรกขึ้นมา

“สวัสดีท่านผู้ใหญ่

ฉันคือผู้นำของชุมชนผิงหยุน ชื่อว่าหยูกัง”

ชายร่างท้วมก้าวแทรกเข้ามาพร้อมตราโลโก้เลเวล

F8 ที่โชว์หราบนหน้าอก เขามีอายุอย่างน้อยน่าจะสัก 40 - 50 ปี

แม้ว่าจะยังคงมีกำลังภายในอยู่

แต่ฉินเฟิงสามารถรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายค่อนข้างละเลยการออกกำลังกาย!

ฉะนั้นในฐานะผู้นำ

คงมิใช่รับผิดชอบในการต่อสู้ แต่เป็นทางด้านธุรกิจซะมากกว่า

อีกทั้งเขายังเป็นดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการของกลุ่มซ่งเฉิน

เวลานี้ตามตัวหยูกังส่งกลิ่นฉุนของยาสูบและแอลกอฮอล์

ระคายจมูกสิ้นดี

“สวัสดี ผมชื่อฉินเฟิง

เป็นผู้นำของสถานชุมชนเฟิงหลีภายใต้เขตอำนาจของเมืองเฉิงหยาง”

ฉินเฟิงยื่นมือไปเชคแฮนอีกฝ่าย กล่าวแนะนำตัว

“เฟิงหลี?” ได้ยินสองคำนี้

แววตาของหยูกังก็เบิกกว้างทันใด ---เนื่องจากโฆษณาของสถานชุมชนเฟิงหลีเมื่อไม่นาน

ทำให้ทางผิงหยุนเองก็ได้รับออเดอร์มากมายให้ไปส่งที่เฟิงหลี

“ยินดี … ยินดีที่ได้รู้จัก!”

หยูกังเชคแฮนด์อย่างแรง เขย่าไม่หยุด