ตอนที่ 133

3/4

Ep.133 -

เมืองเฉิงหยาง

“ว่าแต่เธอจะเอายังไงต่อหลังจากจบงานสวนล่าใบไม้ร่วง

ตั้งใจจะอยู่ที่สถาบันระดับสูงต่อรึเปล่า?” เติ้งเหนียนเอ่ยถาม

ฉินเฟิงตอบตามตรงอย่างไม่ลังเล “แน่นอน

เพราะที่นี่ยังมีอะไรอีกมากให้ผมได้เรียนรู้!”

ถึงจะกล่าวแบบนั้น

แต่ที่เจ้าตัวตั้งใจจะทำก็คือ เร่งเรียนข้ามระดับให้มันจบๆ

แล้วหันไปทุ่มเทกับธุระของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม

เติ้งเหนียนไม่สนใจกระบวนการเหล่านั้น เพียงได้ยินคำยืนยันของฉินเฟิง

ท่าทีของเขาก็ดูมีความสุขขึ้นทันตา

“ถ้าอย่างนั้น

ฉันคงไม่สามารถปล่อยให้เธอเป็นนักเรียนต่อไปได้ … ไม่ใช่ว่าฮั่นเจียนเองก็ยกตำแหน่งร้อยเอกกิตติมศักดิ์ให้เธอหรอกหรอ?

งั้นทางฉันเองก็จะมอบตำแหน่งอาจารย์กิตติมศักดิ์พ่วงให้ด้วยเลยเป็นไง?!”

เติ้งเหนียนยิ้ม เขาวาดมือออก

กล่องใบหนึ่งปรากฏขึ้นบนโต๊ะ

“นี่คือพิธีเข้ารับตำแหน่งอาจารย์กิตติมศักดิ์

นอกจากนี้ยังถือเป็นของที่ฉันใช้สนับสนุนเธอในกิจกรรมสวนล่าใบไม้ผลิปีนี้”

พิธีเข้ารับตำแหน่ง?

ด้วยความสงสัย ฉินเฟิงเปิดกล่องออก

และเขาพบว่ามีถุงมือบรรจุอยู่ภายใน

ถุงมือนี้งดงามเป็นอย่างยิ่ง

เกือบทั้งหมดเป็นสีแดงทับทิม ขนาดก็ค่อนข้างใหญ่ ถ้าสวมใส่คงสามารถคลุมได้ทั้งแขน

นอกจากนี้ยังมีเล็บแหลมอยู่ตรงปลายนิ้ว

หากจะกล่าวว่าถุงมือ

สมควรเรียกว่าเป็นสนับกรงเล็บแหลมคงจะเหมาะกว่า

บนหลังมือ

ถูกติดตั้งเอาไว้ด้วยแก่นอบิลิตี้สีแดงขนาดเท่าก้อนกรวด

ขณะเดียวกันก็มีเส้นสายมากมายเชื่อมต่อกับแก่นอบิลิตี้นี้

แผ่กระจายออกไปทั่วทั้งถุงมือ

พอได้ลองพลิกถุงมือกลับไปอีกด้าน

พบว่าข้างในมันแข็งมาก ดูสภาพคร่าวๆแล้วน่าจะทานทนต่อกระสุนและอาวุธทั่วๆไป

“นี่มันอุปกรณ์รูนอบิลิตี้”

ฉินเฟิงประหลาดใจ ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์รูนนี้ ยังสาดแสงสีม่วงออกมา

ดวงตาของเขาเปล่งประกายเมื่อเห็นว่าบนอุปกรณ์รูนอบิลิตี้นี้เขียนว่า :

กรงเล็บเพลิงสีชาด F5!

นี่คืออุปกรณ์รูนที่สร้างขึ้นจากแก่นอบิลิตี้ของนายพลสัตว์ร้ายเลเวล

F5

และ ‘อุปกรณ์รูนอบิลิตี้’ หากเทียบกับ

‘อุปกรณ์รูนวรยุทธโบราณ’ มันมีราคาที่สูงกว่ามาก เพราะท้ายที่สุดแล้ว

แก่นอบิลิตี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะครอบครอง

แต่ตอนนี้

เติ้งเหนียนกลับมอบมันให้แก่ฉินเฟิงชิ้นหนึ่ง

ยังไม่พอ

เพียงสังเกตก็จะเห็นได้ทันทีว่านี่คือถุงมือสำหรับใช้กับมือข้างซ้าย

นั่นเพราะมือขวาของฉินเฟิง

มักถูกใช้ไปกับการกวัดแกว่งมีดกษัตริย์คราม

ชัดเจนว่าเติ้งเหนียนศึกษาเรื่องการต่อสู้ของฉินเฟิงมาเป็นอย่างดี

“อาจารย์ใหญ่ นี่มันมีค่ามากเกินไป

ผมรับเอาไว้ไม่ได้หรอก” ฉินเฟิงตอบปฏิเสธ

การสร้างอุปกรณ์รูนอบิลิตี้

จำเป็นต้องใช้เวลากว่าครึ่งเดือน เกรงว่าเมื่อเติ้งเหนียนกลับมาถึง เขาคงจะหาคนเพื่อเริ่มสร้างมันทันที

ด้วยความตั้งใจนี้ ทำให้ฉินเฟิงรู้สึกว่าเขาได้รับความเอ็นดูจากเติ้งเหนียน

“ฮ่าฮ่า หลังจากนี้ไปเราคือพวกเดียวกัน

ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก!”

เติ้งเหนียนผลักถุงมือกลับไป

เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงยอมรับของ เขาก็หัวเราะอย่างมีความสุข

….

ในวันถัดมา

สถาบันระดับสูงคึกคักและมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง

พ่อแม่หลายคนถึงกับมายืนส่งลูกๆด้วยตัวเอง

เพราะการเดินทางสู่สวนล่าใบไม้ผลิ

น่าจะเป็นครั้งแรกของพวกนักเรียนที่ได้ออกสู่ทุ่งล่า แม้จะมีโอกาสตาย

และก้าวสู่ทุ่งล่าช้ากว่าหากเทียบกับผู้ใช้พลังคนอื่นๆแล้ว แต่ในวันนี้

สุดท้ายพวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน!

“เฟิงน้อย ระมัดระวังตัวด้วยนะ”

พ่อของโจวฮ่าวตะโกนเตือน

“คุณลุงไว้ใจผมได้เลยครับ

พวกเราจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัย!”

ในจุดรับส่ง

รถกว่าสิบคันเริ่มสตาร์ทเครื่อง ขับเคลื่อนไปยังประตูทางทิศใต้

นี่เป็นครั้งแรกที่พวกปี 1

ออกสู่ทุ่งล่า ดังนั้นนักเรียนทุกคนเลยตื่นเต้นกันมาก

ทั้งหมดต่างส่งเสียงฮือฮา

สนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทว่าเมื่อออกสู่อาณาเขตของทุ่งล่า

เกือบทั้งหมดก็กลายเป็นเงียบงัน

เพราะมันไร้ซึ่งตึกรามสูงเสียดฟ้า

ตลอดทั้งสวรรค์และโลกกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา

จ้าวหยูเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า

อดไม่ไหวต้องทอดถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “แปลกจัง

ทำไมจู่ๆฉันรู้สึกได้ถึงความอิสระอย่างไม่เคยพบเจอมาก่อน”

คำพูดนี้แท้จริงแล้วไม่ผิด

เพราะภายในสถานที่ชุมชนน่ะมันก็เหมือนกับกรงขัง! มีเพียงการออกสู่ภายนอกเท่านั้น

ถึงจะรับรู้ได้ถึงอิสระภาพอันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง!

เพียงแต่อิสระที่ว่า

จำเป็นต้องใช้เลือดเพื่อแลกเปลี่ยนให้ได้มันมา

เดินทางได้ไม่นาน

พวกนักเรียนก็เริ่มตระหนักถึงราคาของอิสระภาพที่ต้องจ่าย

และความน่าหวาดกลัวของทุ่งล่า

“ปัง ปัง ปัง ปัง!”

เสียงกระสุนปืนดังขึ้นอย่างกระทันหัน

เหล่านักเรียนเบิกตากว้าง หันไปมองรอบๆ

“ดูนั่น!

ด้านหน้ามีอะไรบางอย่างกำลังขวางถนนอยู่!”

เนื่องจากรถคันของฉินเฟิงอยู่แถวหลัง

เขาจึงไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มีหลายคนชะโงกหน้าออกไปเพื่อดูเหตุการณ์ข้างหน้า

แล้วก็ต้องพบกับหัวขนาดมหึมาที่ในดวงตาสาดแสงสีแดงฉาน กำลังควบวิ่งเข้ามาโดยมีเขี้ยวแหลมอยู่เบื้องหน้า

“นั่นมันหมูป่ากลายพันธ์!”

หมูป่ากลายพันธ์ เป็นสัตว์ร้ายเลเวล G6

แม้จะเลเวลน้อย แต่เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่โต มันจึงครอบครองพลังโจมตีที่ทรงพลัง

ไหนจะผิวที่หยาบและหนา จนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้กระสุนธรรมดาๆเข้าต่อกร

ยิ่งไปกว่านั้นหมูป่ากลายพันธ์ยังมีความว่องไวเป็นอย่างยิ่ง

เพียงเสี้ยววินาทีมันก็ทะยานมาถึงพาหนะคันแรก

นักเรียนที่ชะโงกหัวออกมาครึ่งตัวกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว มุดกลับเข้ามา

แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นเขี้ยวหมูป่าไปได้

พรวด!

เขี้ยวหมูป่ากลายพันธ์เฉียดผ่านไหล่ของนักเรียนคนนั้น

เลือดและเนื้อชิ้นใหญ่ถูกเกี่ยวติดไปกับปลายแหลม หากมิใช่เพราะมีรั้วของรสบัสกั้นอยู่ล่ะก็

ที่เกี่ยวไปได้คงไม่ใช่แค่เนื้อ หากแต่คงแทงทะลุเข้าหัวใจโดยตรง

“อ๊าาาา!!!”

นักเรียนคนนั้นกรีดร้องลั่น เสียงของเขาดังฟังชัด

กระจายมาถึงรถอีกหลายคันที่กำลังขับตามหลังในจุดที่ไกลออกไป

ในหัวใจของนักเรียนปี 1

เริ่มรู้สึกหวาดผวา

ไม่ว่าจะเพราะหมูป่ากลายพันธ์ ,

เลือดที่สาดกระจาย

หรือเสียงกรีดร้องน่าสังเวชของเพื่อนร่วมชั้นปีผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น

โชคยังดีที่จำนวนหมูป่าไม่เยอะจนเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอาจารย์เลเวล F คอยตามมาคุ้มครอง

ปัญหาจึงได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม …

บรรยากาศในหมู่นักเรียนกลับกลายเป็นหนักอึ้งไปเสียแล้ว

มีกระทั่งนักเรียนหญิงบางคนตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว

“ไม่เป็นไรนะ

ทุกอย่างโอเคแล้ว”จางเทียนที่ไม่เอ่ยคำใดเลยตั้งแต่ต้นเริ่มปลอบประโลม

“เธอต้องเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าทีมสิ ยิ่งไปกว่านั้นคนที่เหลือในทีมของพวกเราก็ล้วนเป็นผู้ใช้วรยุทธโบราณ

เธอมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีสัตว์ร้ายตัวไหนเข้ามาใกล้ได้แน่นอน!”

พอได้ฟัง

สีหน้าที่ซีดเซียวของจ้าวหยูจึงค่อยดีขึ้น

“อื้ม!”

“จงเชื่อในสหาย

จงเชื่อใจเพื่อนร่วมทีมของเธอ” ฉินเฟิงกล่าว “เพราะในทุ่งล่าน่ะ

มันไม่เคยเป็นสถานที่สำหรับต่อสู้เพียงลำพังอยู่แล้ว … ”

นี่แหละคือเหตุผล

ที่ทางสถาบันบอกให้ทำการจัดตั้งทีม

หลังจากเหตุการณ์นี้

การเดินทางต่อก็เป็นไปอย่างราบรื่น ในไม่ช้า ก็เริ่มปรากฏกำแพงสูงของเมืองเฉิงหยางสู่สายตา

มันเป็นกำแพงเมืองที่สูงกว่าสามสิบเมตร

แม้มองจากระยะไกล ก็ยังสามารถเห็นถึงแสงจางๆแผ่กระจายออกมาจากตัวกำแพง

ก่อร่างเป็นเครือข่ายที่ดูเลือนลาง

และ ณ ศูนย์กลางของเครือข่ายนี้

คืออุปกรณ์รักษาเสถียรภาพมิติขนาดใหญ่รูปดาวหกแฉก ที่กำลังฉายรังสีแสงสีเงินออกมา

“นั่นอุปกรณ์รักษาเสถียรภาพมิติระดับเมือง!”

“ดูเครือข่ายพลังงานของมันสิ โอ้สวรรค์

เครือข่ายพลังงานใหญ่ขนาดนี้ ต้องใช้เสียพลังงานต่อวันมากถึงขนาดไหนกันนะ!”

“ดูนั่น! มันคือปืนใหญ่พลังงานระดับ 3

! เป็นปืนใหญ่พลังงานที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงที่สุด

สามารถระเบิดพลังโจมตีในระดับเดียวกับผู้ใช้พลังเลเวล E ออกมาในคราวเดียว! แถมยังมีติดตั้งเอาไว้มากมาย!”

ทุกคนต่างร้องอุทานด้วยความตกตะลึง

อันที่จริงกำแพงเมืองเฉิงหยาง

หากเทียบกับสถานชุมชนเฉิงเป่ย ก็ไม่ได้สูงไปกว่ากันมากนัก

เพราะเกรงว่าหากสูงกว่านี้

มันคงจะไม่มีบทบาทให้ผู้ใช้พลังที่คอยรักษาการณ์ได้แสดงฝีมือ!

อย่างไรก็ตาม

กำแพงนี้หนาแน่นทนทานมากพออย่างแน่นอน

เมื่อใกล้เข้าไปเรื่อยๆ

ทุกคนก็รู้สึกราวกับว่ากำลังขับลอดผ่านอุโมงค์ และเคลื่อนเข้าสู่ภายในเมืองเฉิงหยาง

ในสายตา

ปรากฏให้เห็นถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ สิ่งปลูกสร้างที่ดูหรูหรา ต้นไม้เขียวขจี

ถนนสะอาดสะอ้าน ทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นถึงความงดงามของเมืองใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้น ตามข้างทาง

ยังมีผู้ใช้พลังเดินกันอยู่ทุกที่ กระทั่งการดำรงอยู่ในเลเวล E

ซึ่งเป็นสถานะสูงสุดในเขตเฉิงเป่ยก็มีให้เห็น

มันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจใดๆสำหรับที่นี่

ส่วนผู้ใช้พลังเลเวล F มีอยู่ทั่วไป

ขณะที่ผู้ใช้พลังเลเวล G พบเจอได้ทุกหนแห่ง!

ฉากเบื้องหน้านี้

ทำให้นักเรียนบนรถต่างพากันกรีดร้องอุทาน

นี่นับว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยได้พบได้เจอมาก่อน

นอกเหนือไปจากพวกอาจารย์แล้ว

คนที่ยังคงสงบอยู่ เกรงว่าคงมีแค่ฉินเฟิง!