ตอนที่ 704

Ep.704 - เทคนิคฝึกฝนเลเวล S

ตัวเลขหนึ่งผุดออกจากปากซางฮัน และจำนวนนี้

เทียบเท่ากับจำนวนครึ่งหนึ่งที่ฉินเฟิงเก็บรวบรวมมาได้

ช่วงที่เขาอยู่กับตงหยางพร้อมเลเวล A คนอื่นๆ

กล่าวได้ว่ามันไม่เป็นจำนวนมากพอให้ฉินเฟิงต้องเก็บมาใส่ใจ

ช่วงเวลานั้นเขาลดทอนความเร็วในการเก็บรวบรวมทรายลง ซึ่งเมื่อเทียบกับทรายธารเวลาที่ฉินเฟิงรวบรวมเอง

หรือได้มาจากปีศาจขุนเขาและพรายทารกครวญในตอนท้าย

ปริมาณที่ซางฮันขอมันเป็นแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง!

แต่ฉินเฟิงยังแสดงท่าทีขมวดคิ้วเหมือนคิดหนัก และกล่าวว่า

“งั้นทางผมจะได้รับหุ้นเท่าไหร่?”

ซางฮัน “5%!”

ฉินเฟิงหัวเราะฮ่าทันที จากนั้นกล่าวเสียงหม่น

“ข้อตกลงนี้ผมเสียเปรียบไม่น้อยเลย คนเราเวลาทำธุรกิจ

ไม่มีใครเขายอมรับข้อเสนอที่ขาดทุนหรอกนะครับ”

แต่ซางฮันชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย เร่งเปิดปากกล่าวว่า

“รายได้จากภาษีประจำปีของเมืองเป่ยหัวอยู่ที่ 100 ล้านล้าน ส่วนของคุณ 5%

ก็เท่ากับ 5 ล้านล้าน! นั่นคือจำนวนเงินที่เลเวล B

ต้องใช้เวลานานหลายปีในการสะสม!”

ฉินเฟิงปรามอีกฝ่ายและกล่าว “คุณค่าของทรายธารเวลาไม่ธรรมดา

หากผมเอาสิ่งนี้ออกชาย มูลค่าของมันไม่ต่ำกว่า 100 ล้านล้านแน่นอน

ขณะเดียวกันถ้าผมทำสัญญากับจ้าวพรมแดนซาง ผมจะต้องใช้เวลา 20 ปีถึงจะได้รับเงินก้อนนี้คืน

ไหนคุณลองบอกผมอีกที ว่าแบบนี้ใครเป็นฝ่ายเสียเปรียบ?”

“ฉินเฟิง ฉันสามารถเปิดสิทธิ์อื่นๆเพิ่มเติมแก่คุณได้

ตัวอย่างเช่น บ้านสมบัติของเมืองเป่ยหัว

ที่นั่นมีกระบวนท่าวรยุทธชั้นสูงเก็บรวบรวมเอาไว้มากมาย!”

ฉินเฟิงถาม “นั่นรวมไปถึงส่วนของเลเวล S ด้วยรึเปล่า?”

คราวนี้ กลายเป็นซางฮันอับจนถ้อยคำ

กระบวนท่าวรยุทธหรือเทคนิคอบิลิตี้เลเวล S

ของภูมิภาคเหนือมีไม่มากนัก ไม่ต้องกล่าวถึงพวกมันทั้งหมดล้วนเป็นรากฐานของที่นี่!

หรือสามารถพูดได้อีกอย่างว่า … พวกมันคือสมบัติของตระกูลซาง

มิใช่ของเมืองเป่ยหัว

“ตอนนี้คุณยังเป็นแค่เลเวล B กระบวนท่าวรยุทธเลเวล S สำหรับคุณ

มันยังห่างไกลเกินไป”

ฉินเฟิงหัวเราะและกล่าว “มันอาจจะไกลเกินไปจริงๆ

แต่จ้าวพรมแดนซางดูเหมือนจะยังไม่เชื่อมั่นใจตัวผม

ผมสามารถรับประกันได้ว่าภายในหนึ่ง ผมจะขึ้นไปเหยียบเลเวล A ได้แน่นอน

ดังนั้นข้อตกลงจะเป็นแบบนี้ ผมจะไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบไปมากกว่านี้อีก”

ซางฮันพอได้ยินคำของฉินเฟิง สีหน้าของเธอต้องแปรเปลี่ยนไป

เธอไม่รู้ว่าที่ฉินเฟิงกล่าวคือเรื่องโม้เหม็นขี้ฟัน

หรือมีความมั่นใจจริงๆกันแน่ ทว่าท่ามกลางความรู้สึกที่กำลังกระหน่ำในใจซางฮัน

จู่ๆเธอกลับเชื่อในตัวฉินเฟิงขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ซางฮันกัดฟันกล่าว “ก็ได้ ฉันจะเปิดสิทธิ์นั้นให้คุณด้วย

แต่คุณไม่สามารถนำพวกกระบวนท่าวรยุทธออกไป อนุญาตให้แค่คัดลอกเท่านั้น!

และหลังจากเรียนรู้ คุณต้องทำลายพวกมันทันที และห้ามส่งต่อให้คนอื่นเด็ดขาด”

“ผมรับปาก!” ฉินเฟิงพยักหน้า

เพราะคำขอเหล่านี้ของซางฮันไม่ได้มากเกินไป

นับตั้งแต่ฉินเฟิงเกิดใหม่จนถึงปัจจุบันนี้

เขาครอบครองเทคนิคฝึกยุทธเลเวล S แค่ทักษะเดียว นั่นคือทักษะลับกลืนดารา

ส่วนกระบวนท่าวรยุทธเลเวล S ที่เหลือในโลกใบนี้

ล้วนไม่เคยได้รับมันเลย คุณสามารถจินตนาการได้ว่ามันมีค่าเพียงใด

ในแง่ของวรยุทธโบราณ ฉินเฟิงอาศัยเพียงเทคนิคมีดผลาญสวรรค์ ,

เทคนิคก้าวมังกร ฯลฯ แต่ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขา

กระบวนท่าวรยุทธเหล่านี้เริ่มไม่มีประสิทธิภาพแล้ว

หากไม่มีมีดกษัตริย์คราม ,

กำลังภายในที่มากกว่าผู้อื่นหลายเท่า และประสบการณ์ต่อสู้จากชีวิตก่อนนับสิบปี

อาศัยเพียงกระบวนท่าของฉินเฟิงในปัจจุบัน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะโค่นศัตรู

จากนั้น ฉินเฟิงกับซางฮันได้ลงนามทำสัญญากัน

ในความเป็นจริงแล้วหุ้นจำนวนนี้

มีเพื่อซื้อสิทธิ์แก่ฉินเฟิงให้เข้าถึงกระบวนท่าเลเวล S เท่านั้น

เพราะสิ่งที่กล่าวมา มันคือการดำรงอยู่ระดับตำนาน

ดังนั้นต้องทะนุถนอมเป็นอย่างดี

“ยินดีที่ได้ร่วมมือ!”

“ยินดีที่ได้ร่วมมือ!”

เซ็นสัญญาเสร็จสิ้น

ฉินเฟิงแทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นกระบวนท่าวรยุทธซึ่งเป็นสมบัติของเมืองเป่ยหัว

“แต่ยังมีเรื่องที่ฉันอยากให้คุณเป็นนายพลอีก

ดังนั้นพวกเราคงต้องรีบ ฉันคงต้องขอพาตัวคุณไปเดี๋ยวนี้”

ว่าจบซางฮันก็หยิบศิลาสีฟ้าที่ดูเป็นเอกลักษณ์ออกมา

ฉินเฟิงรู้สึกได้ถึงความผันผวนของอักษรรูนมิติที่ลอยอยู่บนมัน

นี่คล้ายกับบัตรหยกสุสานเทพสงครามในมือฉินเฟิง

จากนั้น ซางฮันก็มอบมันให้แก่ฉินเฟิงชิ้นหนึ่ง

“ไป๋หลี รอฉันที่นี่ก่อนแปปนึง”

“ตกลง ไปดีมาดีล่ะ”

ซางฮันกับฉินเฟิงถ่ายเทกำลังภายในของตนลงไปยังศิลาฟ้า

ไม่นานทั้งสองก็ถูกล้อมรอบไปด้วยอักษรรูนมิติ ลืมตาขึ้นอีกที

ก็โผล่มาอีกสถานที่หนึ่งแล้ว

ที่นี่คือศาลา อันที่จริงแล้วคงต้องเรียกว่าศาลากลางน้ำ

ปรากฏหอคอยสูงอยู่ไกลๆ

ซางฮันเดินนำทางให้เขา ทั้งสองตรงเข้าสู่หอคอยสูงอย่างรวดเร็ว

“สถานที่แห่งนี้กล่าวได้ว่าเป็นห้องสมุดของเมืองเป่ยหัว

มันเก็บเฉพาะกระบวนท่าวรยุทธและเทคนิคอบิลิตี้เหนือเลเวล C ขึ้นไป

ห้องสมุดจะแบ่งเป็นทั้งหมดสามชั้น ยอดปลายแหลมด้านบนสุดคือที่เก็บหนังสือเลเวล S

ซึ่งในเมืองเป่ยหัวทั้งหมด มันมีแค่สามเล่ม!”

ฉินเฟิงพอได้ฟังว่ามีแค่สามเล่ม ก็ต้องขมวดคิ้วทันที

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะมีเท่านี้ ถ้าเป็นในกรณีนั้น

มีโอกาสสูงมากที่จะไม่พบทักษะที่เหมาะกับฉินเฟิง

“ไปดูกัน!”

เมื่อมาถึงยอดหอคอย ซางฮันก็หยิบมันออกมาและแสดงแก่ฉินเฟิง

ชั่วพริบตา ฉินเฟิงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่โถมเข้าใส่

ปรากฏว่ามันทะลักออกมาจากหนังสือทั้งสามเล่ม

นี่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไร นั่นเพราะหนังสือทั้งสามเล่ม

ทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นจากหนังของสัตว์ร้ายเลเวล S !

ในอาณาเขตเมืองเป่ยหัวที่ซางฮันอาศัยอยู่

ครั้งอดีตเคยถูกก่อตั้งขึ้นโดยเลเวล S ดังนั้นหนังสือเลเวล S

ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ก็สมควรเป็นสิ่งที่คนๆนั้นเคยเป็นเจ้าของ

ผู้ก่อตั้งเมืองแข็งแกร่ง มีความสามารถกระทั่งสังหารสัตว์ร้ายเลเวล S

แล้วจัดการเลาะหนังของมันมาทำหนังสือ เพื่อให้กลายเป็นมรดกตกทอด คงอยู่มาช้านาน

ฉินเฟิงยื่นมือออกไป จับหนังสือเล่มแรกขึ้นมา

เพียงแค่เริ่มเปิดอ่าน ฉินเฟิงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายหนาแน่นของทะเล

ไหลผ่านใบหน้าเขา

ฉินเฟิงมองเห็นอักษรใหญ่เขียนเอาไว้บนปก : ทักษะเสมือนนที

“ทักษะเสมือนนที เป็นทักษะฝึกฝนกำลังภายในเลเวล S

ที่ตกทอดกันมาของตระกูลซาง หากฝึกฝนจนบรรลุ

ความแข็งแกร่งจะทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด นั่นคือสาเหตุสำคัญว่าทำไมตระกูลซางของพวกเราจึงสามารถครอบครองภูมิภาคเหนือได้ตลอดมา

พ่อของฉันเอง ก็สามารถขึ้นเป็นเลเวล A ได้ก่อนอายุ 30 ปี

ทั้งยังเคยได้รับการวิเคราะห์ว่าจะกลายเป็นผู้ใช้วรยุทธโบราณเลเวล S

ได้ภายในระยะเวลา 10 ปี!”

แต่ช่างน่าเสียดาย ที่พ่อของซางฮัน

ดันจบชีวิตลงในหุบเหวตอนเหนือ!

“พรสวรรค์ของฉันไม่ดีเท่าพ่อ กว่าจะขึ้นเป็นเลเวล A

อายุก็ปาเข้าไป 40 ปีแล้ว และกว่ามาถึง A5 อายุก็ล่วงเลยถึง 55 ปี

การฝึกฝนโดยทักษะเสมือนนที หากมีอายุมาก ก็ยิ่งยากจะตัดผ่านในแต่ละระดับ

ดังนั้นมันจึงเป็นทักษะยุทธที่ทั้งยากและง่ายในเวลาเดียวกัน กล่าวว่าแม้ครอบครองเทคนิคฝึกฝนเลเวล

S แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถฝึกฝนมันไปถึงเลเวล S ได้ หากให้เวลาฉันอีกสัก 30 ปี

บางทีฉันอาจทำได้”

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของโลกล้วนไม่เที่ยง ยากจะคาดเดา

ท่ามกลางหายนะยุคโลกาวินาศ ใครกันจะสามารถรับประกันว่าชีวิตตนจะมั่นคง อยู่รอดปลอดภัยไปอีก

30 ปี?

ในชีวิตก่อนของฉินเฟิง ช่วงเวลาที่เขาเสียชีวิต

ซางฮันยังไม่สามารถไปถึงเลเวล S อิงตามเวลา ฉินเฟิงตายในปี 226

ยุครอยแยกมิติครั้งใหญ่ แต่ตอนนี้ก็เป็นปี 219 แล้ว แม้ในอีก 7 ปีต่อจากนี้

ซางฮันก็ยังยกระดับได้แค่ผู้ใช้พลังเลเวล A7 เท่านั้น

ซึ่งนี่สอดคล้องกับการคาดเดาของซางฮันเอง

ว่ากว่าจะเข้าถึงเลเวล S คงใช้เวลา 30 ปี แต่ก็นั่นแหละ ในยุคสมัยนี้

ใครจะรู้ว่าอีก 30 ปีต่อมา เหตุการณ์จะเป็นเช่นไร?

“คุณต้องใช้เวลานานถึง 30 ปีเพื่อก้าวสู่เลเวล S …

ก่อนหน้านี้คงใช่ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานถึงขนาดนั้นแล้ว!” ฉินเฟิงกล่าว

ซางฮันแสดงออกถึงสีหน้าสงสัย

ฉินเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อย่าลืมสิว่าคุณยังมีทรายธารเวลา!”

ขนาดตงหยางที่แก่หงำเหงือกยังสามารถยกระดับขึ้นเป็นเลเวล S

ได้เลย แล้วซางฮันจะทำไม่ได้ ได้อย่างไร?

พูดก็พูดเถอะ อายุ 55 ปีแล้วไง มันยังไม่สายเกินไป!

ฉินเฟิงวาง ‘ทักษะเสมือนนที’ ลง

เห็นได้ชัดว่าเทคนิคกำลังภายในนี้ไม่เหมาะกับเขา

เพราะฉินเฟิงยังมีทักษะลับกลืนดาราอยู่

จากนั้น ฉินเฟิงก็มองไปยังหนังสืออีกสองเล่ม

พบว่าหนึ่งเป็นเทคนิคฝ่ามือ อีกหนึ่งเป็นเทคนิคดาบ

แต่ไม่มีอันไหนเหมาะกับฉินเฟิงเลย

ไม่คาดคิดเลย ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้

เมื่อเห็นฉินเฟิงวางหนังสือทั้งสามเล่มลง

ซางฮันบังเกิดความงงงวย “ฉินเฟิง ไม่มีอันไหนที่คุณสนใจเลยหรือ?

ฉันนึกว่าหนังสือวิชาฝ่ามือจะเหมาะกับคุณเสียอีก”

เทคนิคฝ่ามือนี้ เป็นเทคนิคฝึกฝนฝ่ามือแบบคู่ขนาน

แน่นอนว่าฉินเฟิงสามารถใช้มันฝึกยุทธได้

อย่างไรก็ตาม

หากโลภมากเกินไปคุณจะเคี้ยวเนื้อชิ้นใหญ่ได้ไม่พอดีคำ

ฉินเฟิงมีหลายสิ่งมากเกินไปในตอนนี้ แต่ยังไงซะเขาควรแลกเปลี่ยน

“ถึงแม้มันจะผิดหวังไปบ้าง แต่นั่นไม่สำคัญ อีกอย่างผมคิดว่า …

ผมน่าจะสามารถค้นหาเทคนิคฝึกยุทธที่เหมาะกับตัวเองได้!”