ตอนที่ 165

หนีก็หนีไม่พ้น ข้อมูลพื้นฐานถูกเปิดเผยไปแล้ว ศัตรูก็จ้องมองเขาอยู่

สถานการณ์เช่นนี้ ความอันตรายไม่ต่างอะไรกับตอนที่จูอู๋หยางพึ่งข้ามมิติมาที่นี่เลย

จูอู๋หยางรู้สึกกลัดกลุ้ม จูว่านจื่อก็เช่นกัน

“โชคดีที่ป้าไม่ได้บอกเรื่องพรสวรรค์และการเข้าใจอย่างถ่องแท้ของเจ้ากับใคร บอกแค่ว่าเจ้าเลื่อนระดับสู่ระดับฝึกลมปราณขั้นที่หกแล้ว ใกล้จะเลื่อนระดับสู่ขั้นที่เจ็ดแล้ว!”

ทันใดนั้น จูว่านจื่อก็ตบมือ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว “ในเมื่อเป็นแบบนี้ ต่อไปเราสามารถปิดบังเรื่องพรสวรรค์ในการเข้าใจอย่างถ่องแท้ของเจ้า บอกกับศัตรูว่าพลังของเจ้าเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้ เพราะได้กินยาและสิ่งของล้ำค่ามากมาย”

“วิธีนี้ใช้ได้เลยขอรับ” จูอู๋หยางพยักหน้า “ทำให้ตระกูลเจินเข้าใจผิดว่าข้าเป็นคนใจร้อน ไม่มีความรู้เรื่องการบ่มเพาะ จึงได้กินยาและสิ่งของล้ำค่ามากมายภายในเวลาไม่กี่ปี ทำให้พลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงระดับฝึกลมปราณขั้นที่หก ส่งผลให้รากฐานการบ่มเพาะไม่มั่นคง ในอนาคตคงยากที่จะเลื่อนระดับสู่ระดับสร้างรากฐานได้”

จูว่านจื่อพยักหน้าเห็นด้วย “ถูกต้อง ตอนนี้เจ้าควรทำตัวไม่โดดเด่น ถึงจะสามารถลดความสนใจจากตระกูลเจินลงได้ ทำให้เจ้าปลอดภัยมากขึ้น แต่รากฐานการบ่มเพาะของเจ้ามั่นคงขนาดนี้ แถมยังฝึกฝนคัมภีร์หยกเต๋าเริ่มต้น คัมภีร์อันดับหนึ่งของโลก คนที่ตาถึงย่อมต้องมองออก”

“เรื่องนี้ท่านป้าไม่ต้องกังวล ข้าเคยได้วิชาลับที่เกี่ยวกับการปกปิดพลังปราณมาโดยบังเอิญ เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนที่ก้าวสู่วิถีแห่งการบ่มเพาะจากวิถียุทธ แถมข้ายังฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว” จูอู๋หยางโกหกหน้าตาเฉย “ด้วยวิชาลับระดับต่ำบทนี้ นอกเสียจากว่าผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นปลายขึ้นไปจะจงใจตรวจสอบ มิฉะนั้น ก็ไม่มีใครสามารถมองทะลุข้าได้”

“ตราบใดที่ข้าปรับเปลี่ยนเล็กน้อย ในสายตาของผู้ฝึกตนคนอื่น รากฐานการบ่มเพาะของข้าก็จะดูไม่มั่นคง เหมือนกับใกล้จะพังทลายได้ทุกเมื่อ”

พูดจบ จูอู๋หยางก็เริ่มหมุนวิชามังกรลวงตา บรรยากาศรอบๆ ตัวเขาก็เริ่มผันผวน

จูว่านจื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ก็พบว่ารากฐานการบ่มเพาะของจูอู๋หยางที่เคยมั่นคง กลับกลายเป็นอ่อนแอ เหมือนกับใกล้จะพังทลายได้ทุกเมื่อ เหมือนกับผู้ฝึกตนที่ใช้ยาและสิ่งของล้ำค่าเพิ่มพูนพลังขึ้นมา ไม่มีความแตกต่างกันเลย

ต้องรู้ว่าเธอเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับฝึกลมปราณขั้นที่เก้า พลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนระดับฝึกลมปราณขั้นที่สิบ เพราะฝึกฝนมาเป็นร้อยปี วิชาลับที่ใช้ในการตรวจสอบของเธอก็แข็งแกร่งมาก

ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังถูกจูอู๋หยางหลอก จะเห็นได้ว่าวิชาลับของเขาแข็งแกร่งเพียงใด

จูว่านจื่อดีใจเป็นอย่างมาก “หลานรัก ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีวิชาลับที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ เกือบจะเทียบเท่ากับวิชาอาคมระดับกลางแล้ว ป้าเบาใจขึ้นเยอะเลย”

“แต่ยังมีอีกเรื่องที่เจ้าต้องระวัง ในการฝึกฝนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เจ้าต้องทำตัวไม่โดดเด่น และเวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสของตระกูล ก็ต้องทำแบบเดียวกัน ป้องกันไม่ให้ตระกูลเจินรู้ถึงพรสวรรค์ที่แท้จริงของเจ้า มิฉะนั้น จะเกิดเรื่องใหญ่ ฮ่าๆๆ...”

พูดถึงตรงนี้ จูว่านจื่อก็รู้สึกเขินอาย จึงหัวเราะแห้งๆ เพราะก่อนหน้านี้ เธอบอกกับจูอู๋หยางอย่างมั่นใจว่า พอไปถึงสำนักไป๋ตู้เหมินแล้ว เขาสามารถแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เข้าสำนักไป๋ตู้เหมิน เพื่อป้องกันไม่ให้จูอู๋หยางปิดบังพลัง จนส่งผลต่อการประเมินของผู้อาวุโสของตระกูล จูว่านจื่อยังกำชับเขาหลายครั้ง ให้เขาแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่

แต่พึ่งจะผ่านไปไม่กี่นาที คำพูดของจูว่านจื่อก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

การตบหน้าตัวเองอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทำให้จูว่านจื่อรู้สึกอับอายขายหน้า รู้สึกเหมือนหน้าของตัวเองบวมเป่ง

มองดูท่าทางเขินอายของจูว่านจื่อ จูอู๋หยางก็พยายามกลั้นหัวเราะ พยักหน้าแล้วพูดว่า “ขอรับ ข้าจำได้แล้ว แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะขอร้องท่านป้า”

“เรื่องอะไร?” จูว่านจื่อถาม

จูอู๋หยางมองหน้าเธอแล้วพูดว่า “ข้าอยากจะขอร้องท่านป้า อย่าบอกเรื่องพรสวรรค์และการเข้าใจอย่างถ่องแท้ของข้ากับใคร แม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูลจูก็อย่าบอก”

“หา...” เมื่อได้ยินจูอู๋หยางพูดแบบนั้น จูว่านจื่อก็อุทานออกมาอย่างตกใจ “แต่ถ้าทำแบบนั้น ผู้อาวุโสของตระกูลต้องเข้าใจเจ้าผิดแน่ๆ ถึงตอนนั้น พวกเขาจะไม่ยอมทุ่มเททรัพยากรมาสนับสนุนเจ้า เจ้าจะเลื่อนระดับได้อย่างไร”

จูอู๋หยางพูดด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น “สุภาษิตกล่าวไว้ว่า ‘ถ้าไม่อยากให้คนอื่นรู้ ก็อย่าทำ’ หากท่านป้าบอกเรื่องของข้ากับผู้อาวุโสของตระกูล ต่อไปพวกเขาก็ต้องดูแลข้าเป็นพิเศษ ถึงตอนนั้น จะไม่ทิ้งหลักฐานไว้ได้อย่างไร”

“หากตระกูลเจินรู้เข้า ก็จะเกิดอันตราย ปิดบังทุกอย่างไว้ยังปลอดภัยกว่า เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ตระกูลจะมอบให้แล้ว ข้าคิดว่าในช่วงแรก ความปลอดภัยยังคงสำคัญกว่า”

สำหรับจูอู๋หยางแล้ว เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ตระกูลมอบให้ สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือ คัมภีร์และวิชาอาคมต่างๆ ที่เก็บไว้ในหอคัมภีร์ของสำนักไป๋ตู้เหมิน

สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดนี้ เพียงแค่เข้าสำนักไป๋ตู้เหมินก็สามารถได้มา ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อาวุโสของตระกูลรู้ถึงพรสวรรค์ของเขา

ดังนั้น เมื่อเทียบกับการได้รับความสำคัญจากตระกูลแล้ว จูอู๋หยางอยากจะมีชีวิตอยู่รอดอย่างปลอดภัยมากกว่า เขาไม่รับทรัพยากรเหล่านี้ก็ได้ แต่ขอให้ความปลอดภัยของเขาเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ไม่ได้รับทรัพยากรเหล่านี้ในตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ได้รับมัน เมื่อพลังของเขาแข็งแกร่งขึ้น ของทุกอย่างในสำนักไป๋ตู้เหมินก็จะเป็นของเขา เหมือนกับวังหลวง

หินทะลวงขีดจำกัดที่ควรจะได้ จูอู๋หยางไม่มีทางพลาดอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นว่าจูอู๋หยางยืนกราน จูว่านจื่อก็มีสีหน้าซับซ้อน “เด็กดี ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าสามารถเลื่อนระดับได้เร็วขนาดนี้ สมกับเป็นอัจฉริยะคนแรกในรอบพันปี เมื่อเทียบกับเจ้าแล้ว ป้ายังคงคิดเล็กคิดน้อยเกินไป ในเมื่อเป็นแบบนี้ ป้าจะช่วยปิดบังเรื่องนี้ให้เจ้าเอง ไม่ต้องพูดถึงผู้อาวุโสของตระกูล แม้แต่ลูกๆ ของป้า ป้าก็จะไม่บอก เจ้าจงตั้งใจฝึกฝน ปิดบังความสามารถของตัวเอง ป้าจะรอวันที่เจ้าทะยานสู่ฟ้า เหมือนกับตอนที่อยู่ที่แคว้นจิ่วเจา กวาดล้างศัตรูให้สิ้นซาก”

จูว่านจื่อไม่ได้พูดประโยคหลังออกมา ความจริงแล้วเธออยากจะพูดต่อว่า บางทีอาจต้องใช้เวลานานมาก สิบปี ยี่สิบปีไม่พอ ร้อยปี สองร้อยปีก็อาจจะยังไม่พอ เมื่อเทียบกับการฝึกฝนวิทยายุทธแล้ว วิถีแห่งการบ่มเพาะนั้นยากลำบากกว่ามาก เวลาที่ต้องใช้ก็มากเกินกว่าจะจินตนาการได้

บรรพบุรุษของตระกูลจูก็ปาเข้าไปเกือบสามร้อยปี ถึงจะสามารถเลื่อนระดับสู่ขั้นแก่นทองคำเทียมได้ มีพลังมากพอที่จะปราบปรามตระกูลเจิน

ถึงแม้ว่าจูอู๋หยางจะมีพรสวรรค์ แต่หากต้องการไปถึงขั้นนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้เวลามากกว่าสองร้อยปี

ยิ่งไปกว่านั้น จูอู๋หยางยังเป็นคนที่ก้าวสู่วิถีแห่งการบ่มเพาะจากวิถียุทธ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ฝึกตนแบบนี้มักจะมีรากวิญญาณเซียนที่ย่ำแย่ เพราะเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาภายหลัง แม้ว่าในช่วงระดับฝึกลมปราณจะเลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานแล้ว ความเร็วในการเลื่อนระดับจะลดลงอย่างมาก แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลื่อนระดับสู่ระดับแก่นทองคำเทียม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับแก่นทองคำ

แต่จูว่านจื่อไม่มีทางรู้เลยว่า ต่อไปจูอู๋หยางจะเลื่อนระดับได้เร็วมาก เร็วมากจนเขาเองยังตกตะลึง

ดูเหมือนว่า... เขาจะทำเรื่องผิดพลาดให้กลายเป็นเรื่องดีอีกแล้ว!