ตอนที่ 228

ชื่อของวิชาเพลงจิตศักดิ์สิทธิ์แม้จะดูแปลกประหลาด แถมยังชวนให้คิดลึกไปไกล แต่กลับมีประโยชน์กับจูอู๋หยางอย่างมาก

ยิ่งพลิกอ่านและครุ่นคิด จูอู๋หยางก็ยิ่งค้นพบบางอย่าง นั่นคือเพลงจิตศักดิ์สิทธิ์มีหลายจุดที่สอดคล้องกับเทคนิคน้ำแข็งสวรรค์อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งสองอย่างสามารถผสานเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ก่อเกิดเป็นวิชาลมปราณจิตขั้นสูงที่น่าเกรงขาม

จูอู๋หยางเผลอปล่อยใจจมดิ่งไปกับมัน ในหัวเต็มไปด้วยความคิดนับพันที่ผุดขึ้นมาไม่หยุด ผสานเพลงจิตศักดิ์สิทธิ์และเทคนิคน้ำแข็งสวรรค์เข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน ก่อร่างเป็นวิชาลมปราณจิตที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

เดิมทีเพลงจิตศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นวิชาลมปราณจิตขั้นสูงที่ร้ายแรงอยู่แล้ว บัดนี้เมื่อหลอมรวมเข้ากับเทคนิคน้ำแข็งสวรรค์ ขจัดจุดอ่อนและข้อบกพร่องออกไป ยิ่งทำให้เทคนิคน้ำแข็งสวรรค์น่าหวั่นเกรงมากขึ้นไปอีก

จูอู๋หยางเข้าสู่สภาวะตระหนักรู้เป็นครั้งที่สอง!

"ยินดีด้วย โฮสต์เข้าสู่สภาวะตระหนักรู้เป็นครั้งที่สอง ได้รับหินทะลวงขีดจำกัด 1,000 ก้อน..."

"ยินดีด้วย โฮสต์หลอมรวมวิชาเซียนขั้นสูงสำเร็จเป็นครั้งแรก ได้รับหินทะลวงขีดจำกัด 1,000 ก้อน..."

"ยินดีด้วย โฮสต์หลอมรวมวิชาลมปราณจิตขั้นสูงสำเร็จเป็นครั้งแรก ได้รับหินทะลวงขีดจำกัด 900 ก้อน..."

...

เสียงแจ้งเตือนจากระบบโอกาสพิเศษดังขึ้นไม่หยุด ในชั่วพริบตาจูอู๋หยางก็ได้รับหินทะลวงขีดจำกัดมมากมาย ทว่าด้วยพลังของวิชามายาเซียนที่คอยควบคุม หินทะลวงขีดจำกัดเหล่านี้จึงยังไม่สามารถก่อคลื่นลมใดๆ ได้ เพราะมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่ถูกส่งผ่านเข้าสู่ร่างกายของเขา

จูอู๋หยางยังคงจมดิ่งอยู่ในภวังค์ ประสิทธิภาพในการตระหนักรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดิมทีเขาก็มีพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวอยู่แล้ว บัดนี้เมื่อได้พลังแห่งการตระหนักรู้มาเสริม ความเร็วในการครุ่นคิดและหลอมรวมวิชาจึงแทบจะเทียบเท่ากับความเร็วแสง

หากโอวหยางหมิงอี้ได้เห็นเข้า คงต้องตะลึงจนตาค้างและตื่นเต้นจนตัวสั่นเป็นแน่

การตระหนักรู้ในครั้งนี้กินเวลานานหลายชั่วโมง เมื่อสิ้นสุดลง เพลงจิตศักดิ์สิทธิ์และเทคนิคน้ำแข็งสวรรค์ก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ก่อเกิดเป็นวิชาลมปราณจิตขั้นสูงที่เรียกได้ว่าอยู่ระดับแนวหน้า

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือวิชาลมปราณจิตขั้นสูงบทนี้สอดคล้องกับร่างกายของจูอู๋หยางอย่างยิ่ง เพราะเขาสร้างมันขึ้นมาโดยอ้างอิงจากร่างกายของตัวเอง ดังนั้นเมื่อฝึกฝน ผลลัพธ์ที่ได้จึงมากเป็นทวีคูณ

เดิมทีพรสวรรค์ของจูอู๋หยางก็โดดเด่นอยู่แล้ว ยังมีหินทะลวงขีดจำกัดคอยช่วยเสริม บัดนี้เมื่อบวกกับสิ่งนี้เข้าไป ความเร็วในการสะสมพลังลมปราณจิตของเขาในภายภาคหน้าจะต้องเหนือขีดจำกัดอย่างแน่นอน

คัมภีร์เซียนน้ำแข็ง!

นี่คือชื่อที่จูอู๋หยางตั้งให้กับวิชาลมปราณจิตบทใหม่ คำว่า "เซียน" ไม่ได้หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด แต่หมายถึงพลังลมปราณจิตที่บ่มเพาะจากคัมภีร์เซียนน้ำแข็งนั้นบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ สามารถปราบภูตผีปีศาจได้

ส่วนคำว่า "น้ำแข็ง" นั้นหมายถึงพลังลมปราณจิตที่บ่มเพาะจากคัมภีร์เซียนน้ำแข็งมีผลพิเศษอย่างหนึ่ง คือทำให้ผู้ฝึกฝนมีจิตใจสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด คล้ายน้ำแข็งที่เยือกเย็น ช่วยป้องกันการเดินพลาดเข้าสู่วิถีมารได้เป็นอย่างดี

พลังลมปราณจิตที่บ่มเพาะจากคัมภีร์เซียนน้ำแข็งนั้น ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ มั่นคงและทรงประสิทธิภาพ ยิ่งช่วยเสริมรากฐานพลังลมปราณจิตของจูอู๋หยางให้แข็งแกร่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นในระหว่างที่เข้าสู่สภาวะตระหนักรู้และสร้างคัมภีร์เซียนน้ำแข็งขึ้นมา จูอู๋หยางก็ได้ฝึกฝนมันจนถึงขั้นสมบูรณ์ ทำให้ลมปราณจิตของเขากว้างใหญ่ไพศาลถึงหนึ่งพันสามร้อยเมตร และที่ก้นบึ้งของลมปราณจิตที่สงบนิ่งดุจผืนน้ำ ก็มีประกายผลึกปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง

นั่นคือผลึกลมปราณจิต!

ผลึกลมปราณจิตคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อลมปราณจิตถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด

สิ่งที่จูอู๋หยางต้องทำต่อไปคือบีบอัดลมปราณจิตทั้งหมดให้กลายเป็นผลึกลมปราณจิต ปล่อยให้มันกระจายไปทั่วปลายประสาท

เมื่อใดที่ผลึกลมปราณจิตแผ่ขยายไปทั่วปลายประสาท ขั้นตอนต่อไปคือการหลอมผลึกให้กลายเป็นลมปราณ รู้สึกคุ้นๆ ไหม เหมือนตอนที่ก้าวสู่วิถีเซียน ผู้ฝึกตนก็ต้องหลอมผลึกปราณในร่างกายให้กลายเป็นลมปราณ บ่มเพาะจนกลายเป็นพลังลมปราณที่แท้จริง

ทว่าการหลอมผลึกลมปราณจิตให้กลายเป็นลมปราณนั้นอันตรายและน่าหวั่นเกรงกว่าการหลอมผลึกปราณมากนัก ยิ่งไปกว่านั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ใช่ลมปราณบริสุทธิ์หรือลมปราณเทพเจ้า แต่เป็นพลังวิญญาณ

พลังวิญญาณเหนือกว่าพลังลมปราณจิต เป็นสิ่งที่แข็งแกร่งกว่ามาก ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานต้องมีพลังวิญญาณ จึงจะมีโอกาสก้าวสู่ระดับแก่นทองคำ กลายเป็นเซียนแก่นทองคำ มีอายุขัยนับพันปี

เช่นเดียวกับตอนที่ก้าวสู่วิถีเซียน หากต้องการบรรลุถึงระดับแก่นทองคำ สิ่งที่ต้องมาก่อนคือลมปราณจิต หรือจะพูดให้ถูกก็คือพลังวิญญาณ

เมื่อมีพลังวิญญาณแล้ว จึงจะสามารถควบคุมพลังปราณที่รุนแรงและน่ากลัวกว่าเดิมได้ จากนั้นจึงค่อยหลอมผลึกปราณให้กลายเป็นลมปราณ บ่มเพาะจนกลายเป็นแก่นทองคำ

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของคัมภีร์เซียนน้ำแข็ง พลังลมปราณจิตของจูอู๋หยางก็ก้าวข้ามขั้นลมปราณจิตไปสู่ขั้นผลึกลมปราณจิต

หลังจากนี้ก็แค่บีบอัดลมปราณจิตทั้งหมดให้กลายเป็นผลึกลมปราณจิต สุดท้ายจึงหลอมผลึกให้กลายเป็นลมปราณ บ่มเพาะจนกลายเป็นพลังวิญญาณ

การตระหนักรู้ในครั้งนี้ช่วยประหยัดเวลาของจูอู๋หยางไปได้กว่าครึ่งเดือน แถมยังทำให้การฝึกฝนพลังลมปราณจิตในภายภาคหน้าเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

นี่มันกำไรเห็นๆ!

จูอู๋หยางยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเริ่มศึกษาคัมภีร์และวิชาเซียนเล่มอื่นๆ เผื่อว่าจะเจอของดีแบบเพลงจิตศักดิ์สิทธิ์อีก

น่าเสียดายที่เขาอ่านได้ไม่นาน โอวหยางหมิงอี้ก็มาตาม บอกว่าได้เวลาจัดพิธีสืบทอดตำแหน่งประมุขสำนักไป๋ตู้เหมินแล้ว

นับจากนี้ไป จูอู๋หยางก็คือประมุขคนใหม่ของสำนักไป๋ตู้เหมิน

"ยินดีด้วย โฮสต์ได้เป็นประมุขสำนักไป๋ตู้เหมินเป็นครั้งแรก ได้รับหินทะลวงขีดจำกัด 3,000 ก้อน..."

แม้จะเป็นเพียงสำนักบ่มเพาะเซียนขนาดกลาง แต่สำนักไป๋ตู้เหมินก็คือสำนักบ่มเพาะเซียนอยู่ดี พวกเขามีอำนาจควบคุมหลายราชวงศ์ มีอำนาจและพลังงานที่เรียกได้ว่าสะเทือนฟ้าสะเทือนดินในโลกมนุษย์ ดังนั้นการได้เป็นประมุขคนใหม่ของสำนักไป๋ตู้เหมินจึงทำให้จูอู๋หยางได้รับหินทะลวงขีดจำกัดถึงสามพันก้อน

ครั้งแรกก็ได้หินทะลวงขีดจำกัดมากมายขนาดนี้ แล้วครั้งที่สอง ครั้งที่สามล่ะ จะได้หินทะลวงขีดจำกัดอีกเท่าไหร่กันนะ พอถึงตอนที่อยากจะสละตำแหน่ง ค่อยหาเรื่องกลับมาเป็นประมุขอีกรอบก็ได้ สามเข้าสามออกเป็นเรื่องปกติ

มองดูจูอู๋หยางค่อยๆ เดินไปยังตำแหน่งประมุขที่ตั้งตระหง่านอยู่ในตำหนักใหญ่บนยอดเขาอู๋เป่า สายตาของเหล่าสมาชิกตระกูลเจินที่จูอู๋หยางสังหารผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานไปหลายสิบคน เหล่าผู้ฝึกตนขั้นฝึกลมปราณอีกกว่าพันคน สายตาของเหล่าสมาชิกตระกูลจูที่โดนชุดคอมโบสามอย่างเล่นงานจนผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานหายไปเกือบครึ่ง แถมยังโดนขโมยทรัพยากรกับสมบัติไปกว่าครึ่ง สายตาของเหล่าสมาชิกอีกตระกูลหนึ่งที่โดนชุดคอมโบสามอย่างเล่นงานจนผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานหายไปจนหมด แถมยังโดนขโมยทรัพยากรกับสมบัติไปกว่าเจ็ดส่วน...

ทุกคนล้วนมีรอยยิ้มเปี่ยมล้นบนใบหน้า มีความซาบซึ้งใจอยู่เต็มเปี่ยม ต่างก็ยินดีปรีดาที่จูอู๋หยางได้ก้าวขึ้นเป็นประมุขคนใหม่ของสำนักไป๋ตู้เหมิน พวกเขาคาดหวังว่าจูอู๋หยางจะสามารถนำพาสำนักไป๋ตู้เหมินไปสู่ยุครุ่งเรืองยิ่งกว่าที่เคย

จูอู๋หยาง ผู้ที่เกือบจะทำให้สำนักไป๋ตู้เหมินล่มสลาย กำลังเดินไปสู่บัลลังก์แห่งใหม่ของเขา ท่ามกลางเสียงเชียร์ เสียงโห่ร้อง และเสียงต้อนรับอย่างล้นหลาม

นับจากนี้ไป สำนักไป๋ตู้เหมินอันกว้างใหญ่แห่งนี้จะเป็นของเขา เขาจะได้ช่วยเหลือเหล่าสมาชิกสำนักไป๋ตู้เหมินในการพัฒนาสำนัก บูรณะสถานที่ต่างๆ ให้สำนักไป๋ตู้เหมินกลายเป็นแดนสวรรค์ และแน่นอนว่าในระหว่างที่ดำเนินโครงการก่อสร้างต่างๆ จูอู๋หยางก็จะได้รับหินทะลวงขีดจำกัดจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

กล่าวโดยสรุปคือ ต่อไปนี้ไม่ว่าเรื่องใดจะส่งผลกระทบยอดเยี่ยมเพียงใด จูอู๋หยางก็พร้อมที่จะลงมือทำ

สำนักไป๋ตู้เหมินจะเป็นเพียงทางผ่านของเขา ในช่วงเวลานี้ เขาจะพยายามเพิ่มพลังของตัวเองให้มากที่สุด รวบรวมหินทะลวงขีดจำกัดให้ได้มากพอ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางสู่โลกกว้างที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในอนาคต