ตอนที่ 116

“ยินดีด้วยที่โฮสต์ลักพาตัวพระสนมจางหมิงลี่เป็นครั้งแรกในชีวิตได้รับ 20 ล้านจุดทะลวงขีดจำกัด...”

“ยินดีด้วยที่โฮสต์ข่มขู่พระสนมจางหมิงลี่เป็นครั้งแรกในชีวิตได้รับ 30 ล้านจุดทะลวงขีดจำกัด...”

“ยินดีด้วยที่โฮสต์ตัดนิ้วพระสนมจางหมิงลี่เป็นครั้งแรกในชีวิตได้รับ 60 ล้านจุดทะลวงขีดจำกัด...”

...

ไม่ผิดคาดการกระทำของจูอู๋หยางทำให้เขาได้รับจุดทะลวงขีดจำกัดจำนวนมากในเวลาอันสั้นก็ได้รับจุดทะลวงขีดจำกัดมากกว่าร้อยล้านจุดแล้วรอจนกระทั่งดูดซับจุดทะลวงขีดจำกัดเหล่านี้เสร็จสิ้นความแข็งแกร่งของจูอู๋หยางจะต้องพัฒนาขึ้นอย่างมากแน่นอน

เห็นว่าจูอู๋หยางกล้าลงมือโหดเหี้ยมกับนางจริง ๆจางหมิงลี่ก็ไม่กล้าพูดจาเหลวไหลอีกต่อไปเมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของจูอู๋หยางนางก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าชื่อจางหมิงลี่”

“ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่” จูอู๋หยางถามต่อ

ถึงแม้ว่าจางหมิงลี่จะรู้สึกแปลกใจกับคำถามของจูอู๋หยางแต่ก็ยังคงตอบกลับทันทีว่า “สี่สิบหกปี”

“มีลูกกี่คนแล้ว” จูอู๋หยางถาม

จางหมิงลี่ตอบว่า “สองคนคนหนึ่งชื่อจูเมิ่งเจี๋ยอีกคนชื่อจูหลี่ปัว”

...

ในระหว่างที่จูอู๋หยางเค้นถามจางหมิงลี่คำแจ้งเตือนระบบต่าง ๆ ก็ปรากฏขึ้นไม่หยุดล้วนเป็นการแจ้งเตือนว่าจูอู๋หยางได้รับจุดทะลวงขีดจำกัดไปเท่าไหร่เช่น การบังคับให้จางหมิงลี่สารภาพเป็นครั้งแรกการรู้จักอายุของจางหมิงลี่เป็นครั้งแรกการรู้ว่าจางหมิงลี่มีลูกกี่คนเป็นครั้งแรก...

ทว่าการกระทำพิเศษเหล่านี้ได้รับจุดทะลวงขีดจำกัดค่อนข้างน้อยหรือไม่ก็ธรรมดาเกินไปจูอู๋หยางจึงไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ (ที่จริงก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้นักอ่านรู้สึกว่าผู้เขียนกำลังแต่งเติมเนื้อหาคำแจ้งเตือนระบบหลายอย่างผู้เขียนมือใหม่จึงไม่ได้เขียนออกมาขอให้ทุกท่านอย่าถือสาถ้าบางครั้งเห็นจำนวนจุดทะลวงขีดจำกัดไม่ตรงกันไม่ต้องคิดว่าเป็นบั๊ก)

หลังจากถามคำถามไร้สาระไปหลายข้อได้รับจุดทะลวงขีดจำกัดไปไม่น้อยจูอู๋หยางก็เริ่มถามเข้าเรื่อง “ได้ยินมาว่าจูเมิ่งเจี๋ยลูกสาวของเจ้าเป็นผู้ฝึกตนงั้นรึ”

“ใช่แล้วจูเมิ่งเจี๋ยลูกสาวของข้าตอนอายุเจ็ดขวบตรวจพบรากวิญญาณเซียนจึงถูกส่งไปฝึกฝนวิถีแห่งเต๋าที่สำนักไป๋ตู้เหมินจนถึงตอนนี้ก็ยี่สิบกว่าปีแล้ว” จางหมิงลี่รีบกล่าว “ขอท่านโปรดเห็นแก่ลูกสาวของข้าไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด”

จูอู๋หยางไม่ตอบว่าตกลงหรือไม่ถามอย่างสนใจว่า “สำนักไป๋ตู้เหมินเป็นสำนักฝึกตนใดทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”

“สำนักไป๋ตู้เหมินเป็นพลังฝ่ายธรรมะที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังแคว้นจิ่วเจาสูงส่งน่าเกรงขามอย่างยิ่งควบคุมราชวงศ์อยู่หลายแห่ง” จางหมิงลี่กล่าว “แคว้นจิ่วเจาก็เป็นแค่หนึ่งในราชวงศ์เหล่านั้นตระกูลจูเป็นหนึ่งในสามพลังหลักของสำนักไป๋ตู้เหมินจึงสามารถมอบแคว้นจิ่วเจาให้กับลูกหลานที่ไม่มีรากวิญญาณเซียนบริหารจัดการได้”

แววตาของจูอู๋หยางเป็นประกาย “ถ้าเช่นนั้นหลายปีมานี้ที่ได้ยินมาว่ามีลูกหลานราชวงศ์หลายคนถูกส่งตัวออกไปตอนอายุเจ็ดขวบพวกเขาน่าจะเป็นลูกหลานตระกูลจูที่มีรากวิญญาณเซียนจึงถูกส่งไปยังสำนักไป๋ตู้เหมินสินะ”

“ใช่แล้ว” จางหมิงลี่พยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ลูกหลานตระกูลจูที่มีรากวิญญาณเซียนจะถูกตรวจพบตอนอายุเจ็ดขวบส่งไปฝึกฝนที่สำนักไป๋ตู้เหมินเพราะผู้ฝึกตนคือผู้ปกครองที่แท้จริงของโลกใบนี้เหนือกว่าคนธรรมดาในโลกีย์วิสัย”

“ทว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อความวุ่นวายการมีอยู่ของผู้ฝึกตนจึงถูกปกปิดอย่างจงใจเว้นแต่จะได้พบเจอโดยบังเอิญมิฉะนั้นคนทั่วไปยากที่จะล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของผู้ฝึกตน”

“ยินดีด้วยที่โฮสต์ได้รับความรู้เกี่ยวกับโลกของการฝึกตนเป็นครั้งแรกในชีวิตได้รับ 80 ล้านจุดทะลวงขีดจำกัด...”

ดูเหมือนว่าโฮสต์เดิมจะไม่มีรากวิญญาณเซียนมิฉะนั้นคงถูกตรวจพบไปตั้งแต่อายุเจ็ดขวบถูกส่งไปฝึกฝนที่สำนักไป๋ตู้เหมินแล้วไม่ใช่มาวนเวียนอยู่ในแคว้นจิ่วเจาเช่นนี้

ทว่าด้วยการข้ามมิติมาของจูอู๋หยางจูอู๋หยางที่ถูกระบบโอกาสพิเศษหล่อรากฐานเต๋าไร้ตำหนิย่อมมีรากวิญญาณเซียนแน่นอนและระดับรากวิญญาณเซียนต้องไม่ต่ำ

ถ้าเรื่องนี้ถูกสำนักไป๋ตู้เหมินที่อยู่เบื้องหลังแคว้นจิ่วเจาล่วงรู้จะอธิบายอย่างไรดี

จูอู๋หยางรู้สึกกังวลอยู่บ้างแต่ก็ยังคงถามต่อว่า “ถ้าไม่มีรากวิญญาณเซียนก็ไม่สามารถฝึกตนได้งั้นรึ”

“นี่...” จางหมิงลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งกล่าวอย่างไม่แน่ใจว่า “ไม่เชิงเช่นนั้นได้ยินมาว่าถ้าหากยอดฝีมือในยุทธจักรสามารถฝึกฝนวิถีมารจนถึงขีดสุดก็มีโอกาสใช้วิชายุทธเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าก้าวขึ้นสู่เส้นทางการฝึกตนได้แต่การทำเช่นนั้นยากมากในบรรดายอดฝีมือระดับปรมาจารย์นับแสนอาจไม่มีใครทำสำเร็จแม้แต่คนเดียว”

“ฮ่องเต้... ไม่สิฝ่าบาทก็คือตอนที่ฝึกฝนวิถีมารจนถึงขีดสุดในระหว่างที่ใช้วิชายุทธเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าเกิดบาดเจ็บที่จิตวิญญาณไม่เพียงแต่จะไม่สามารถใช้วิชายุทธเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าได้สำเร็จกลับยังเกิดผลข้างเคียงจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หายดี”

“ยินดีด้วยที่โฮสต์ได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับอาการวิกลจริตของจูเจินอู่เป็นครั้งแรกในชีวิตได้รับ 100 ล้านจุดทะลวงขีดจำกัดเนื่องจากความสำคัญของความแข็งแกร่งจึงใช้จุดทะลวงขีดจำกัดห้าในสิบส่วนยกระดับความแข็งแกร่งของโฮสต์โดยอัตโนมัติ!”

จูอู๋หยางรู้สึกตกตะลึงเพิ่งจะรู้ความจริงที่ทำให้ฮ่องเต้จูเจินอู่กลายเป็นแบบนี้ที่แท้ก็เป็นเพราะเพื่อทะลวงประตูสววรค์จึงได้บาดเจ็บที่ศีรษะกลายเป็นคนวิกลจริตช่างเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงจริง ๆ

ทว่าจากตรงนี้ก็สามารถมองเห็นได้ถึงความอันตรายของการใช้วิชายุทธเข้าสู่วิถีแห่งเต๋า

“ถ้าเช่นนั้นฮ่องเต้จูเจินอู่น่าจะมีวิธีใช้วิชายุทธเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าสินะ” จูอู๋หยางมองไปที่จางหมิงลี่แววตาเป็นประกาย

จางหมิงลี่รีบกล่าว “มี ๆ ๆอยู่ที่หอสมุดหลวงชั้นที่สี่ลูกสาวของข้าเคยมีโอกาสได้เห็นครั้งหนึ่งได้ยินว่าชื่อเต๋า... เต๋าอะไรสักอย่างจำชื่อเต็ม ๆ ไม่ได้ข้างในมีวิธีใช้วิชายุทธเข้าสู่วิถีแห่งเต๋า”

“ยินดีด้วยที่โฮสต์ทราบที่อยู่ของตำราลับว่าด้วยการใช้วิชายุทธเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าเป็นครั้งแรกในชีวิตได้รับ 100 ล้านจุดทะลวงขีดจำกัด...”

จูอู๋หยางยิ้มไม่คิดเลยว่าจะได้ยินข่าวที่แน่นอนเกี่ยวกับวิธีใช้วิชายุทธเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าจากปากของจางหมิงลี่ระบบโอกาสพิเศษก็ยืนยันเรื่องนี้แล้วดูเหมือนว่าเคล็ดวิชาทะเลไร้ขอบเขตของเขาจะไม่ได้เรียนมาเสียเปล่า

“เจ้าหาวิธีเอาออกมาได้หรือไม่” จูอู๋หยางถามอย่างลองเชิง

“นี่...” จางหมิงลี่ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ท่านมองข้าสูงไปแล้วแม้แต่หอสมุดหลวงชั้นที่สามข้ายังไม่มีคุณสมบัติเข้าไปแล้วจะเข้าไปชั้นสี่ได้อย่างไรต่อให้ตัดหัวข้าข้าก็เอาตำราว่าด้วยการใช้วิชายุทธเข้าสู่วิถีแห่งเต๋านั่นมาไม่ได้”

จูอู๋หยางไม่ได้บังคับจากนั้นก็ถามจางหมิงลี่อีกหลายอย่าง

สำหรับคำถามของจูอู๋หยางจางหมิงลี่ตอบทุกอย่างไม่กล้าปกปิดแม้แต่น้อยเห็นได้ชัดว่าถูกจูอู๋หยางข่มขวัญจนขยาดแล้วรู้ว่าถ้าไม่พูดวันนี้นางต้องตายแน่

เพื่อรักษาชีวิตน้อย ๆ ของตัวเองจางหมิงลี่จึงพยายามอย่างเต็มที่แม้แต่แรงกินนมก็ยังงัดออกมาใช้สิ่งที่ควรพูดไม่ควรพูดต่างก็พรั่งพรูออกมาทั้งหมด

ถ้าหากจูอู๋หยางไม่ได้รังเกียจนางเกรงว่าต่อให้ต้องสละความบริสุทธิ์ของตัวเองจางหมิงลี่ก็ยอมเพื่อให้จูอู๋หยางไม่ลงมือโหดเหี้ยมกับนางส่วนการทำเช่นนี้จะทำให้ฮ่องเต้ต้องสวมหมวกเขียวหรือไม่นั้นยามเผชิญหน้ากับความเป็นความตายการที่ฮ่องเต้ต้องสวมหมวกเขียวจะนับเป็นอะไรเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

น่าเสียดายที่จูอู๋หยางรังเกียจนางต่อให้นางงดงามมากจริง ๆมิฉะนั้นฮ่องเต้คงไม่เลือกนางเป็นพระสนมหรอก