ตอนที่ 193

“ทำไมถึงมีคนอื่นด้วย”

หลิวเซิ่งผู้หน้าตาดีและผมสีบลอนด์ส่ายหัวด้วยความไม่พอใจเมื่อเห็นพวกเขาทั้งสอง

ครั้งนี้ลั่วหยวนกับหนานกงฮั่นมาที่ถ้ำนี้เพื่อตามหาสมบัติด้วยกัน เขาโชคดีที่รู้ข่าวนี้จึงวางแผนตามไปเก็บสมบัติที่ทั้งสองไม่ต้องการ

แต่ตอนนี้กลับมีคนมากขึ้นซึ่งอาจจะทำให้เขาได้สมบัติน้อยลง จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะไม่พอใจ

ด้านข้างเขาคือหลันเจ๋อ เพื่อนของเขากำลังมองแก้มของหยุนจีด้วยสายตาล่องลอย

หยุนจีสัมผัสได้ถึงการจ้องมองของเขา เธอขมวดคิ้วแล้วฮึอย่างเย็นชา ทันใดนั้นเองหลันเจ๋อก็กระเด็นไปกระแทกกับกำแพงดัง‘ตึง’

“!? หลันเจ๋อ!” หลิวเซิ่งรีบไปด้านข้างเพื่อช่วยพยุงให้ลุกขึ้น

พอเห็นว่าเพื่อนมีเลือดกำเดาไหล หลิวเซิ่งเลยมองหยุนจีและพูดอย่างไม่พอใจ “เขาแค่มองเธอแป๊บเดียวเองไม่ใช่เหรอ? จำเป็นต้องรุนแรงขนาดนี้เลยหรือไง?”

ผมสีดำหนาปกคลุมใบหน้าครึ่งหนึ่งของหยุนจี ส่วนแก้มที่เปิดเผยให้เห็นนั้นในเวลานี้มันเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง

เธอไม่ตอบกลับแต่เดินไปใกล้หลิงอี้จนทั้งสองเกือบตัวติดกัน

ต่อหน้าเจ้านายทั้งสอง หลิวเซิ่งต้องเสแสร้งให้ดี

ดังนั้นหลังจากช่วยเพื่อนเพื่อแสดงลักษณะนิสัยที่ดีแล้ว เขาก็รีบหยิบกุญแจหินออกมาจากกระเป๋าและพูดด้วยรอยยิ้มขณะที่เดินไป “นักบุญดาบให้กุญแจฉันไว้เปิดประตู”

เขาเดินไปที่ประตูหินและใช้กุญแจหินสอดรูกุญแจ แต่ที่น่าแปลกใจคือรูกุญแจเล็กเกินกว่าที่เขาจะสอดกุญแจเข้าไปได้

ลั่วหยวนและคนอื่นด้านข้างที่เห็นสถานการณ์นี้ก็เลยเดินเข้ามาหา

“แปลก มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ กุญแจมันเสียบไม่เข้าได้ยังไง?” ลั่วหยวนหยิบกุญแจมาลองด้วยตัวเองและพบว่าลูกกุญแจใหญ่กว่าแม่กุญแจจริงๆ

“หรือว่าจะมีกุญแจดอกที่สอง?” หนานกงฮั่นกอดอกคาดเดา

“แต่ข้อมูลที่เราได้มามีแค่ดอกเดียวเท่านั้น...เราจะทำยังไงดี?”

“ฉันจะลองใช้ดาบฟันดู”

ความยากลำบากของพวกลั่วหยวน หยุนจีก็มองหลิงอี้ด้วยท่าทางขบขัน

ทุกคนประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นหนานกงฮั่นเรียกอาวุธวิญญาณออกมาฟันประตูหินกับกุญแจหิน

นักบุญดาบคนนี้...ลงมือทำจริงๆ

“ไปกันเถอะ มันเปิดไม่ออก!”

หลังจากฟันไปสองสามครั้งหนานกงฮั่นก็หันหลังกลับ

พอเห็นเขาทำบางอย่างที่ต่างไปจากโชคชะตาเดิม หลิงอี้เลยดูโชคชะตาของเขาอีกครั้งและพบว่ามันเปลี่ยนแปลงไป

[เขาถูกราชาเงามองว่าเป็นคนไร้ประโยชน์เพราะไม่สามารถเปิดประตูถ้ำได้ ถูกราชาเงาฆ่าตายบนหน้าผา]

ตายเร็วขึ้น!

“เดี๋ยวก่อน!”

หลิงอี้หยุดเขาไว้

ท่ามกลางสายตาของทุกคน เขาหยิบเข็มที่หยุนจีเพิ่งยื่นให้เขาเดินไปที่ประตูหิน “บางทีฉันอาจจะเปิดได้”

เขาสอดเข็มเข้าไปในรูกุญแจของกุญแจหิน

เมื่อเสียง‘คลิก’ดังขึ้น กุญแจก็หลุดออกมาอย่างรวดเร็ว

เรื่องนี้เกิดขึ้นเร็วมากจนทุกคนตะลึง

“นี่...”

ลั่วหยวนมองหน้าหลิงอี้อย่างพูดไม่ออกชั่วขณะหนึ่ง

คนนั้นเข้าได้แต่พวกเขาเข้าไม่ได้

เชื่อไหมว่าพวกเขาที่มาทีหลังจะเป็นพวกอันธพาล?

หนานกงฮั่นตกตะลึงยิ่งกว่า เขาเป็นเหมือนสายลมแล้วไปโผล่ตรงหน้าหลิงอี้ เขาอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดเหล่านั้นกลับไป

สุดท้ายเขาก็ตบไหล่หลิงอี้แล้วพูดว่า “ทำได้ดีมาก ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไร เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว”

“หลังจากเข้าห้องเกบสมบัติของถ้ำแล้วฉันกับลั่วหยวนต้องการแค่ยาวิญญาณแท้เท่านั้น ส่วนที่เหลือนายอยากได้อะไรก็เอาไปเลย”

หนานกงฮั่นพูดอย่างกล้าหาญ

แม้ว่าลั่วหยวนจะคิดไม่ถึงว่าหนานกงฮั่นจะหักหลังเขาเร็วขนาดนี้ แต่เขาเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้

หลังจากประตูหินถูกเปิดออก ทุกคนก็เข้าไปอย่างรวดเร็ว

......

'พี่ฉิน คุณคิดว่าหลิวเซิ่งเป็นยังไง?’

ขณะเดินอยู่บนสะพานที่นำไปสู่ด่านห้า จู่ๆลั่วเหยาก็ถามฉินเมิ่งหย่าด้วยความคิด

ฉินเมิ่งหย่าประหลาดใจเล็กน้อยและถามกลับ “แปลก ทำไมจู่ๆเธอถึงถามเรื่องเขา?”

'ฉันได้ยินผู้คนอื่นพูดเสมอว่าเขาสมบูรณ์แบบและเป็นคู่แต่งงานที่ยอดเยี่ยม”

'ครั้งนี้ที่พ่อฉันให้เขามาด้วยอาจเป็นเพราะอยากเห็นระดับแท้จริงของเขา’

ลั่วเหยาชำเลืองมองหลิวเซิ่งจากนั้นหันไปมองหลิงอี้ที่อยู่ไม่ไกลและพูดต่อ ‘แต่ฉันรู้สึกว่าเขาด้อยกว่าผู้เล่นธรรมดาอย่างหลิงอี้’

พอได้ยินลั่วเหยาพูดแบบนั้นฉินเมิ่งหย่าก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก

“ใช่! เธอมองเรื่องพวกนี้ออกแล้ว ดูแล้วเธอคงไม่โดนหลอกง่ายเหมือนเมื่อก่อน”

เธอพูดอย่างจริงจังด้วยความรวดเร็ว “ฉันจะใช้ข้อมูลของสี่ด่านก่อนหน้านี้พูดเรื่องนี้”

“เชือกบินรับกุญแจในด่านแรก พอหลิวเซิ่งเห็นว่าเธอกับหลิงอี้ได้รับกุญแจอย่างปลอดภัยเขาก็โหนเชือกตามไปด้วย แต่ผ่านไปครึ่งทางเขาก็เกือบโดนธนูยิงตาย ถ้าไม่ได้เพราะพ่อเธอไปช่วยผู้ชายคนนั้นคงตายไปแล้ว นี่คือการทำสิ่งที่เกินกำลัง”

“รังมอนสเตอร์ในด่านสอง เขาไม่สนใจสิ่งรอบข้างในระหว่างสู้จนเกือบทำให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บไปด้วย ไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งได้รับบทเรียนจากพันธมิตรเสินด้วยเหตุผลนี้ ตอนนั้นเขาสัญญาเขาจะสนใจสิ่งรอบข้างให้มากกว่าเดิม แต่นี่คืออะไร? มันคือความประมาท ไม่ซื่อสัตย์ ไม่สำนึกผิด”

“อาณาเขตลวงตาคิดสังหารในด่านที่สาม แม้ว่าการใช้เวลาครึ่งนาทีในการออกจากภาพลวงตาจะถือว่าใช้ได้ แต่หลิงอี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ ถ้าเขาไม่ได้นิสัยดีเหมือนคนอื่นก็ไม่เป็นไร แต่เขากลับตั้งคำถามคนอื่นเมื่อตอนที่ออกมา นี่คือกบก้นบ่อที่ใช้คำพูดไม่ถูก”

“ในด่านที่สี่ของถ้ำสมบัติ ผลงานค่อนข้างน่าพอใจ ไม่มีอะไรต้องพูด”

หลังจากฟังฉินเมิ่งหย่าอยู่เงียบๆ ดวงตาของลั่วเหยาก็เป็นประกาย

อันที่จริงเธอไม่ได้สังเกตอะไรมากนัก เธอแค่รู้สึกว่าพฤติกรรมของเขามีข้อบกพร่องเล็กน้อย

แต่พอพี่ฉินพูดแบบนั้นความประทับใจที่มีต่อเขาจึงลดลง

'แล้วหลันเจ๋อล่ะ?’

“เป็นตัวเลวร้ายที่ในสมองมีแต่เรื่องผู้หญิง มันน่าขยะแขยงที่ต้องมองเขา”

ลั่วเหยาพยักหน้าจากนั้นหันไปมองหลิงอี้ที่อยู่ไม่ไกลและถามในใจ 'พี่คิดว่าหลิงอี้เป็นยังไง? '

“ไม่เลว”

ฉินเมิ่งหย่ากอดอกส่ายหัวพูดด้วยรอยยิ้ม “พูดได้คำเดียวว่าที่หยุนจีชอบเขาเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้ว ถ้าฉันฟื้นคืนชีพได้บางทีฉันอาจจะมีความรู้สึกดีๆให้เขาด้วย”

“ในการเดินทางครั้งนี้ฉันคอยสังเกตเขามากที่สุด ผู้ชายคนนี้เป็นคนสบายๆ เป็นคนช่างสังเกตและมีความเข้าใจที่ยอดเยี่ยม นอกจากอารมณ์ดีเป็นพิเศษแล้วยังเป็นคนเข้าถึงได้ง่ายและใจกว้าง”

“อารมณ์ที่แสดงออกทางสายตาของเขาใสซื่อบริสุทธิ์แต่ในนั้นก็มีความเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ข้อกังขา เป็นคนที่มีเป้าหมายและขีดเส้นตายชัดเจน”

“ถ้าลองสังเกตดีๆเธอจะพบว่าแม้เขาจะไม่ค่อยพูดหรือแสดงออก แต่ทุกครั้งที่พูดหรือลงมือทำเขาจะให้วิธีแก้ปัญหาแบบไร้ที่ติเพื่อแก้ปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

ฉินเมิ่งหย่าหยุดชั่วขณะหนึ่ง หลังจากคิดอยู่ในใจก็ได้ข้อสรุปว่า “เขาเป็นคนที่มีนิสัยสมบูรณ์แบบและเป็นผู้ชายที่ยากจะหยั่งถึง”

“แม้แต่หยุนจีที่เย่อหยิ่งยังถูกเขาฝึกจนเชื่องและคอยติดตามเขาอย่างเชื่อฟัง เขาไม่ง่ายอย่างที่เห็นแน่นอน!”

ลั่วเหยาคิดไม่ถึงว่าพี่ฉินผู้เข้มงวดและรอบคอบมาโดยตลอดจะประเมินเขาสูงแบบนี้

เธอไม่เคยสังเกตเลยว่าฉินเมิ่งหย่าจะมองรายละเอียดได้ชัดเจนขนาดนี้ ตอนนี้เธอจึงเริ่มนึกรายละเอียดทุกอย่างจากประสบการณ์ในด่านทั้งสี่ที่ผ่านมา

'จะว่าไปแล้วหลิงอี้ก็อยู่ในเขต66เหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นเขาน่าจะมีเลเวล10กว่าๆน่ะสิ แล้วเขามาทำอะไรที่นี่?’