ตอนที่ 153

[เซี่ยหว่านชิงไม่ยอมพูดแม้จะพูดไม่กี่คำก็สามารถบอกความในใจได้? ตอนอยู่คนเดียวเธอมักจะคิดถึงคู่หมั้นของเธอเสมอและหวังว่าจะได้ย้ายไปอยู่กับเขา]

“นี่...นี่นี่นี่...ไร้สาระ!” เซี่ยหว่านชิงพยายามใช้มือปัดแผงข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าเธอด้วยใบหน้าแดงก่ำ

ข้อความเหล่านี้ไม่ได้กระจายไปตอนเธอปัด แต่หายไปเองหลังจากผ่านไปห้าวินาที

ในตอนนั้นเองหลินซูโหรวก็ลืมตามองเธอแล้วยิ้มให้ “ในเมื่อเธออยากย้ายมาอยู่ด้วย ถ้างั้นก็ย้ายมาเลยสิ”

“เธอหลับตาแล้วเห็นด้วยเหรอ?” หลิงอี้ประหลาดใจเล็กน้อย

“ใช่”

[แม้ว่าหลินซูโหรวจะพูดออกไปอย่างกล้าหาญ แต่เธอไม่ได้อยากให้เซี่ยหว่านชิงย้ายมาจริงๆ เธออยากใช้เวลาอยู่กับหลิงอี้แบบสองต่อสอง]

ทุกคน “....”

“ไม่เป็นไร แค่ฉันได้อยู่ข้างๆก็พอใจแล้ว” เซี่ยหว่านชิงต้องการแก้ไขความอับอายของตัวเอง

[แค่ได้อยู่ข้างๆก็พอ? ตลกไปใหญ่แล้ว]

ขณะที่เซี่ยหว่านชิงและหลินซูโหรวเม้มปากด้วยความอึดอัด หยุนจีที่อยู่ข้างๆก็หัวเราะแบบปากกว้างไปจนถึงรูหู

“น่าสนใจจริงๆ!”

เธอปรบมือและพูดอย่างตื่นเต้น “ถ้าคนอื่นรู้เรื่องไอเทมนี้ได้คงเริ่มสงครามแย่งชิงกัน”

“มันเป็นหายนะสำหรับการพูดคุย!”

“ถ้าเจ้านี่เป็นของฉัน ฉันจะเอามันไปพลิกโลก!”

[เธอคิดแบบนั้น]

หลังจากหลินซูโหรวหายอึดอัด เธอก็พูดกับเซี่ยหว่านชิงอย่างจริงใจ “ถึงฉันจะไม่มีความสุขเท่าไหร่ แต่เธอจะย้ายเข้ามาก็ได้นะ แต่ปกติแล้วฉันคงไม่ได้นอนห้องตัวเอง”

“ได้” เซี่ยหว่านชิงพยักหน้าแล้วเชื่อฟังความต้องการของตัวเอง

ต่อจากนั้นมองที่หยุนจีแล้วความคิด‘แก้แค้น’ก็ผุดขึ้นมา “บอกความจริงมาหยุนจี เธอเคยเพ้อฝันเรื่องหลิงอี้หรือเปล่า?”

“ห๊ะ!?” หยุนจีเบิกตากว้าง

เธอโดนเซี่ยหว่านชิง‘โจมตีกลับ’กะทันหัน

[จะไม่เคยจินตนาการเรื่องนี้ได้อย่างไร? ตอนเป็นวัยรุ่นเธอมักจินตนาการถึงเรื่องนี้เสมอ แต่พอโตขึ้นเธอกลับได้รับการปกป้องจากเสินลู่ซึ่งทำให้เธอต้องทนเหงาอยู่สิบปี หลิงอี้เป็นผู้ชายคนเดียวที่สัมผัสเธอได้และเขายังเป็นผู้ชายแบบที่เธอชอบด้วย ในใจเธอเห็นเขาเป็น‘เทพบุตรสุดหล่อ’ ถ้าไม่กลัวว่าเขาจะเกลียดเธอ เธอคงจับเขากดไปแล้ว]

[อันที่จริงเมื่อวานนี้...]

ทุกคนยังไม่ทันอ่านประโยคที่สอง หยุนจีก็รีบกดกริ่งเปลี่ยนรูปแบบทันที

กริ่งเปลี่ยนเป็นรูปแบบแรกจึงทำให้ข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าหายไป

พอทุกคนหันมามอง หยุนจีจึงพูดอย่างจริงจัง “ไอเทมชิ้นนี้สร้างความขัดแย้งมากเกินไป”

“หลิงอี้ นายต้องใช้มันด้วยความระวัง”

ทุกคนมองหน้ากันด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน

มุมปากของหลิงอี้กระตุก เขาพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”

แต่ข้อมูลที่เขาเพิ่งเห็นกลับประทับอยู่ในใจของเขา

'ในใจเธอฉันคือเทพบุตร?’

แก้มด้านซ้ายของหยุนจีถูกปิดด้วยผมสีดำสนิท แต่แก้มด้านขวาเปิดให้เห็นชัดเจน

พอหลิงอี้หันไปมอง เธอก็รีบหันหน้าหนีทันทีเพราะไม่กล้าสบตาเขา

......

เช้าวันรุ่งขึ้น

ในมุมตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหยุนฮว๋า ระหว่างภูเขาทั้งสองมีผู้เล่นจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ที่นี่

“ดินแดนลับใหญ่ศาลเจ้าป่ากำลังจะเปิด รอบนี้ฉันต้องได้ของดีแน่”

“ได้ยินมาว่าครั้งก่อนมีหลายคนที่ได้สมบัติระดับA ถ้านายโชคดีก็คงได้ติดมือกลับมาด้วย”

ดินแดนลับแบ่งเป็นสี่ระดับ:ต้น กลาง สูง และสูงสุด ซึ่งมีการจำกัดเลเวลของผู้เล่นที่เข้าไป

แต่ดินแดนลับใหญ่แตกต่างออกไปเพราะมันไม่จำกัดเลเวล

ปรากฏเดือนละครั้ง และปรากฏครั้งละหกชั่วโมง

หลังจากผ่านไปหกชั่วโมง ผู้เล่นด้านในจะถูกส่งออกไม่ว่าจะเก็บเกี่ยวได้หรือไม่ก็ตาม

ดังนั้นการหาสมบัติในระยะเวลาจำกัดจึงเป็นสิ่งเดียวที่ต้องทำในดินแดนลับใหญ่

หลิงอี้เดินเตร่อย่างไร้จุดหมายท่ามกลางผู้เล่น ดูดซับซึมคะแนนความรู้สึกในขณะที่ตรวจสอบโชคชะตาของพวกเขาด้วย‘สอดส่องโชคชะตา’

[ตอนเที่ยงวันที่15เดือน6 บนต้นเมเปิลสีแดงสูงสามเมตรที่มุมตะวันตกเฉียงใต้ของดินแดนลับใหญ่ศาลเจ้าป่า พบวัสดุคลาสBใบเมเปิลสีแดงซ่อนอยู่บนนั้น]

[ตอนเที่ยงวันที่15เดือน6 ภายในป่าดินแดงของดินแดนลับ ขุดเจอยาสมบัติระดับBเห็ดหลินจือ]

[...พบมอนสเตอร์หายากปลาวิญญาณที่ด้านล่างของทะเลสาบ ได้รับสกิลหายากระดับ6ดาว‘การเคลื่อนที่กลางน้ำ’จากมัน]

[...พบอาวุธระดับBจากหีบสมบัติซ่อมซ่อตรงมุมศาลเจ้า]

[…]

ข้อมูลที่ได้รับจากสอดส่องโชคชะตาไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหลิงอี้ มันไม่ใช่เรื่องตายตัวที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ดังนั้นสิ่งที่เห็นส่วนใหญ่จึงเป็นข้อมูลไร้ประโยชน์สำหรับเขา มีโอกาสแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น

แต่โอกาสเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหลิงอี้ เขาจะเก็บไว้ถ้าเข้าไปเจอ แต่จะไม่ไปหามันโดยเฉพาะ

หลังจากเดินเลี้ยวสั้นๆ เขาหยุดบนสนามหญ้าสะอาดและนั่งลงครู่หนึ่ง

เหลือเวลาอีกสองนาทีก่อนที่ดินแดนลับจะเปิด เขาตั้งใจจะสรุปสิ่งที่ต้องทำตอนเข้าไป

ขณะที่สรุปสิ่งที่ต้องทำ จู่ๆก็มีลมพัดมาจากด้านหลังเขา

กริ๊ง~

หลิงอี้หันกลับไปมอง เป็นหยุนจีที่มายืนด้านหลังเขา

เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ และรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่ มือหยกขาวถือร่มกระดาษสีแดงในแนวทแยงมุมและวางเสาร่มไว้บนไหล่ขวา

มีกระดิ่งสีทองห้อยอยู่ที่ติ่งหูของเธอ กระดิ่งจะส่งเสียง‘กริ๊ง’เมื่อมีลมพัดผ่าน

“กระดิ่งของเธอ...”

“อ้อ ฉันติดเองแหละ”

“เธอไม่รู้สึกว่ามันหนวกหูตอนเดินเหรอ?”

“ฉันชอบบรรยากาศครึกครื้น”

หยุนจียิ้มเล็กน้อยและเดินไปนั่งลงทางขวาของหลิงอี้

เธอวางร่มสีแดงบนไหล่ซ้ายแทนเพื่อกันแสงแดดให้เขา

“พวกเธอตัดสินใจไม่มาใช่ไหม”

“ใช่ พวกเธอรู้สึกว่ายังไม่แข็งแกร่งพอเลยไปฟาร์มมอนสเตอร์เพิ่มเลเวล”

ตอนที่เขากำลังจะออกมาพวกเธอถามเขาว่ากำลังจะไปไหน พอพวกเธอรู้ว่าเขากำลังไปที่ดินแดนลับ หลินซูโหรวกับเซี่ยหว่านชิงก็เกิดความลังเล

หลิงอี้ต้องการดูดซับคะแนนความรู้สึกจึงเดินทางมาก่อน

ตอนนี้มีแค่หยุนจีเท่านั้นที่มา เห็นได้ชัดว่าพวกเธอได้เลือกแล้ว

“ดินแดนลับกำลังจะเปิดแล้ว อยากให้ฉันไปกับนายด้วยไหม?”

“อืม...ไม่ดีกว่า ฉันมีจุดประสงค์แค่อย่างเดียวและทำมันให้ได้ด้วยตัวเอง”

“ได้”

หยุนจีพยักหน้า

จากมุมมองของเซี่ยหว่านชิงในช่างที่ผ่านมา มันง่ายมากที่จะเดาตัวตนของหลิงอี้

แต่อีกฝ่ายไม่ได้พูดออกมา เธอจึงไม่พูดเช่นกัน

เธอยังชอบความรู้สึก‘มีแค่ไม่กี่คนที่รู้ตัวตนแท้จริงของศูนย์หนึ่ง และฉันคือหนึ่งในนั้น’

ในไม่ช้า

เมื่อถึงเวลา12:00น. ทางเข้าดินแดนลับใหญ่ศาลเจ้าป่า วงกลมสีเขียวที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณห้าสิบเมตรก็ปรากฏขึ้นตรงกลางระหว่างภูเขา

“ดินแดนลับเปิดแล้ว!”

“เร็วเร็วเร็ว! รีบเข้าไป!”

ทางเข้าดินแดนลับเปิดแค่ห้านาทีเท่านั้น

ที่ผู้เล่นเหล่านี้รีบร้อนเข้าไปไม่ใช่เพราะว่ากลัวจะได้เข้าช้า แต่พวกเขากลัวว่าจะไม่ได้เข้าไปถ้าเข้าช้า

หลิงอี้กับหยุนจีลุกขึ้นพร้อมกัน พวกเขามองหน้ากัน หยุนจีพูดขึ้นว่า “ฉันเร็วกว่า ฉันจะพานายเข้าไป!”

ขณะที่พูดเธอก็ใช้มือโอบรอบเอวหลิงอี้แล้วบินข้ามฝูงชนเข้าไปในวงกลม