[เซี่ยหว่านชิงไม่ยอมพูดแม้จะพูดไม่กี่คำก็สามารถบอกความในใจได้? ตอนอยู่คนเดียวเธอมักจะคิดถึงคู่หมั้นของเธอเสมอและหวังว่าจะได้ย้ายไปอยู่กับเขา]
“นี่...นี่นี่นี่...ไร้สาระ!” เซี่ยหว่านชิงพยายามใช้มือปัดแผงข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าเธอด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ข้อความเหล่านี้ไม่ได้กระจายไปตอนเธอปัด แต่หายไปเองหลังจากผ่านไปห้าวินาที
ในตอนนั้นเองหลินซูโหรวก็ลืมตามองเธอแล้วยิ้มให้ “ในเมื่อเธออยากย้ายมาอยู่ด้วย ถ้างั้นก็ย้ายมาเลยสิ”
“เธอหลับตาแล้วเห็นด้วยเหรอ?” หลิงอี้ประหลาดใจเล็กน้อย
“ใช่”
[แม้ว่าหลินซูโหรวจะพูดออกไปอย่างกล้าหาญ แต่เธอไม่ได้อยากให้เซี่ยหว่านชิงย้ายมาจริงๆ เธออยากใช้เวลาอยู่กับหลิงอี้แบบสองต่อสอง]
ทุกคน “....”
“ไม่เป็นไร แค่ฉันได้อยู่ข้างๆก็พอใจแล้ว” เซี่ยหว่านชิงต้องการแก้ไขความอับอายของตัวเอง
[แค่ได้อยู่ข้างๆก็พอ? ตลกไปใหญ่แล้ว]
ขณะที่เซี่ยหว่านชิงและหลินซูโหรวเม้มปากด้วยความอึดอัด หยุนจีที่อยู่ข้างๆก็หัวเราะแบบปากกว้างไปจนถึงรูหู
“น่าสนใจจริงๆ!”
เธอปรบมือและพูดอย่างตื่นเต้น “ถ้าคนอื่นรู้เรื่องไอเทมนี้ได้คงเริ่มสงครามแย่งชิงกัน”
“มันเป็นหายนะสำหรับการพูดคุย!”
“ถ้าเจ้านี่เป็นของฉัน ฉันจะเอามันไปพลิกโลก!”
[เธอคิดแบบนั้น]
หลังจากหลินซูโหรวหายอึดอัด เธอก็พูดกับเซี่ยหว่านชิงอย่างจริงใจ “ถึงฉันจะไม่มีความสุขเท่าไหร่ แต่เธอจะย้ายเข้ามาก็ได้นะ แต่ปกติแล้วฉันคงไม่ได้นอนห้องตัวเอง”
“ได้” เซี่ยหว่านชิงพยักหน้าแล้วเชื่อฟังความต้องการของตัวเอง
ต่อจากนั้นมองที่หยุนจีแล้วความคิด‘แก้แค้น’ก็ผุดขึ้นมา “บอกความจริงมาหยุนจี เธอเคยเพ้อฝันเรื่องหลิงอี้หรือเปล่า?”
“ห๊ะ!?” หยุนจีเบิกตากว้าง
เธอโดนเซี่ยหว่านชิง‘โจมตีกลับ’กะทันหัน
[จะไม่เคยจินตนาการเรื่องนี้ได้อย่างไร? ตอนเป็นวัยรุ่นเธอมักจินตนาการถึงเรื่องนี้เสมอ แต่พอโตขึ้นเธอกลับได้รับการปกป้องจากเสินลู่ซึ่งทำให้เธอต้องทนเหงาอยู่สิบปี หลิงอี้เป็นผู้ชายคนเดียวที่สัมผัสเธอได้และเขายังเป็นผู้ชายแบบที่เธอชอบด้วย ในใจเธอเห็นเขาเป็น‘เทพบุตรสุดหล่อ’ ถ้าไม่กลัวว่าเขาจะเกลียดเธอ เธอคงจับเขากดไปแล้ว]
[อันที่จริงเมื่อวานนี้...]
ทุกคนยังไม่ทันอ่านประโยคที่สอง หยุนจีก็รีบกดกริ่งเปลี่ยนรูปแบบทันที
กริ่งเปลี่ยนเป็นรูปแบบแรกจึงทำให้ข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าหายไป
พอทุกคนหันมามอง หยุนจีจึงพูดอย่างจริงจัง “ไอเทมชิ้นนี้สร้างความขัดแย้งมากเกินไป”
“หลิงอี้ นายต้องใช้มันด้วยความระวัง”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยสีหน้าที่แตกต่างกัน
มุมปากของหลิงอี้กระตุก เขาพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
แต่ข้อมูลที่เขาเพิ่งเห็นกลับประทับอยู่ในใจของเขา
'ในใจเธอฉันคือเทพบุตร?’
แก้มด้านซ้ายของหยุนจีถูกปิดด้วยผมสีดำสนิท แต่แก้มด้านขวาเปิดให้เห็นชัดเจน
พอหลิงอี้หันไปมอง เธอก็รีบหันหน้าหนีทันทีเพราะไม่กล้าสบตาเขา
......
เช้าวันรุ่งขึ้น
ในมุมตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหยุนฮว๋า ระหว่างภูเขาทั้งสองมีผู้เล่นจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ที่นี่
“ดินแดนลับใหญ่ศาลเจ้าป่ากำลังจะเปิด รอบนี้ฉันต้องได้ของดีแน่”
“ได้ยินมาว่าครั้งก่อนมีหลายคนที่ได้สมบัติระดับA ถ้านายโชคดีก็คงได้ติดมือกลับมาด้วย”
ดินแดนลับแบ่งเป็นสี่ระดับ:ต้น กลาง สูง และสูงสุด ซึ่งมีการจำกัดเลเวลของผู้เล่นที่เข้าไป
แต่ดินแดนลับใหญ่แตกต่างออกไปเพราะมันไม่จำกัดเลเวล
ปรากฏเดือนละครั้ง และปรากฏครั้งละหกชั่วโมง
หลังจากผ่านไปหกชั่วโมง ผู้เล่นด้านในจะถูกส่งออกไม่ว่าจะเก็บเกี่ยวได้หรือไม่ก็ตาม
ดังนั้นการหาสมบัติในระยะเวลาจำกัดจึงเป็นสิ่งเดียวที่ต้องทำในดินแดนลับใหญ่
หลิงอี้เดินเตร่อย่างไร้จุดหมายท่ามกลางผู้เล่น ดูดซับซึมคะแนนความรู้สึกในขณะที่ตรวจสอบโชคชะตาของพวกเขาด้วย‘สอดส่องโชคชะตา’
[ตอนเที่ยงวันที่15เดือน6 บนต้นเมเปิลสีแดงสูงสามเมตรที่มุมตะวันตกเฉียงใต้ของดินแดนลับใหญ่ศาลเจ้าป่า พบวัสดุคลาสBใบเมเปิลสีแดงซ่อนอยู่บนนั้น]
[ตอนเที่ยงวันที่15เดือน6 ภายในป่าดินแดงของดินแดนลับ ขุดเจอยาสมบัติระดับBเห็ดหลินจือ]
[...พบมอนสเตอร์หายากปลาวิญญาณที่ด้านล่างของทะเลสาบ ได้รับสกิลหายากระดับ6ดาว‘การเคลื่อนที่กลางน้ำ’จากมัน]
[...พบอาวุธระดับBจากหีบสมบัติซ่อมซ่อตรงมุมศาลเจ้า]
[…]
ข้อมูลที่ได้รับจากสอดส่องโชคชะตาไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหลิงอี้ มันไม่ใช่เรื่องตายตัวที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ดังนั้นสิ่งที่เห็นส่วนใหญ่จึงเป็นข้อมูลไร้ประโยชน์สำหรับเขา มีโอกาสแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น
แต่โอกาสเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหลิงอี้ เขาจะเก็บไว้ถ้าเข้าไปเจอ แต่จะไม่ไปหามันโดยเฉพาะ
หลังจากเดินเลี้ยวสั้นๆ เขาหยุดบนสนามหญ้าสะอาดและนั่งลงครู่หนึ่ง
เหลือเวลาอีกสองนาทีก่อนที่ดินแดนลับจะเปิด เขาตั้งใจจะสรุปสิ่งที่ต้องทำตอนเข้าไป
ขณะที่สรุปสิ่งที่ต้องทำ จู่ๆก็มีลมพัดมาจากด้านหลังเขา
กริ๊ง~
หลิงอี้หันกลับไปมอง เป็นหยุนจีที่มายืนด้านหลังเขา
เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ และรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่ มือหยกขาวถือร่มกระดาษสีแดงในแนวทแยงมุมและวางเสาร่มไว้บนไหล่ขวา
มีกระดิ่งสีทองห้อยอยู่ที่ติ่งหูของเธอ กระดิ่งจะส่งเสียง‘กริ๊ง’เมื่อมีลมพัดผ่าน
“กระดิ่งของเธอ...”
“อ้อ ฉันติดเองแหละ”
“เธอไม่รู้สึกว่ามันหนวกหูตอนเดินเหรอ?”
“ฉันชอบบรรยากาศครึกครื้น”
หยุนจียิ้มเล็กน้อยและเดินไปนั่งลงทางขวาของหลิงอี้
เธอวางร่มสีแดงบนไหล่ซ้ายแทนเพื่อกันแสงแดดให้เขา
“พวกเธอตัดสินใจไม่มาใช่ไหม”
“ใช่ พวกเธอรู้สึกว่ายังไม่แข็งแกร่งพอเลยไปฟาร์มมอนสเตอร์เพิ่มเลเวล”
ตอนที่เขากำลังจะออกมาพวกเธอถามเขาว่ากำลังจะไปไหน พอพวกเธอรู้ว่าเขากำลังไปที่ดินแดนลับ หลินซูโหรวกับเซี่ยหว่านชิงก็เกิดความลังเล
หลิงอี้ต้องการดูดซับคะแนนความรู้สึกจึงเดินทางมาก่อน
ตอนนี้มีแค่หยุนจีเท่านั้นที่มา เห็นได้ชัดว่าพวกเธอได้เลือกแล้ว
“ดินแดนลับกำลังจะเปิดแล้ว อยากให้ฉันไปกับนายด้วยไหม?”
“อืม...ไม่ดีกว่า ฉันมีจุดประสงค์แค่อย่างเดียวและทำมันให้ได้ด้วยตัวเอง”
“ได้”
หยุนจีพยักหน้า
จากมุมมองของเซี่ยหว่านชิงในช่างที่ผ่านมา มันง่ายมากที่จะเดาตัวตนของหลิงอี้
แต่อีกฝ่ายไม่ได้พูดออกมา เธอจึงไม่พูดเช่นกัน
เธอยังชอบความรู้สึก‘มีแค่ไม่กี่คนที่รู้ตัวตนแท้จริงของศูนย์หนึ่ง และฉันคือหนึ่งในนั้น’
ในไม่ช้า
เมื่อถึงเวลา12:00น. ทางเข้าดินแดนลับใหญ่ศาลเจ้าป่า วงกลมสีเขียวที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณห้าสิบเมตรก็ปรากฏขึ้นตรงกลางระหว่างภูเขา
“ดินแดนลับเปิดแล้ว!”
“เร็วเร็วเร็ว! รีบเข้าไป!”
ทางเข้าดินแดนลับเปิดแค่ห้านาทีเท่านั้น
ที่ผู้เล่นเหล่านี้รีบร้อนเข้าไปไม่ใช่เพราะว่ากลัวจะได้เข้าช้า แต่พวกเขากลัวว่าจะไม่ได้เข้าไปถ้าเข้าช้า
หลิงอี้กับหยุนจีลุกขึ้นพร้อมกัน พวกเขามองหน้ากัน หยุนจีพูดขึ้นว่า “ฉันเร็วกว่า ฉันจะพานายเข้าไป!”
ขณะที่พูดเธอก็ใช้มือโอบรอบเอวหลิงอี้แล้วบินข้ามฝูงชนเข้าไปในวงกลม
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved