ตอนที่ 127

หลิงอี้เทเลพอร์ตไปหาร่างชุดคลุมดำที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร

เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าชายชุดดำ

ชายชุดคลุมดำหยุดทันทีเมื่อเห็นผู้เล่นฆ่างูไฟเขาเดียวปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า

เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่มองคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ

“คิดจะขโมยหินราตรีของฉัน?” หลิงอี้ถาม

ชายชุดคลุมดำที่อยู่หน้าเขาห้อยสร้อยคอที่สลักคำว่า‘ศูนย์’และสวมหน้ากากสีดำ ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูเป็นคนน่าสงสัย

หลิงอี้ใช้ตาทิพย์มองตามความเคยชิน

[หน้ากากทมิฬ(C)]: ไม่สามารถมองผ่านได้ สามารถเปลี่ยนเสียงได้ตามต้องการ

'เกือบลืมเลยว่าต้องเห็นหน้าด้วย...ตอนนี้เห็นได้แค่เอฟเฟกต์ของหน้ากากเพราะอีกฝ่ายใส่หน้ากากอยู่’

หลิงอี้ขมวดคิ้วเพราะตรวจสอบข้อมูลของอีกฝ่ายไม่ได้

ผ่านไปไม่กี่วิอีกฝ่ายก็ตอบกลับอย่างนิ่งเฉย “เปล่า”

เป็นคำง่ายๆและไม่มีอารมณ์ในน้ำเสียง

เมื่อพูดจบชายชุดคลุมดำก็กลายเป็นแสงหายไปจากสายตาของเขา

'เร็วมาก!'

รูม่านตาของหลิงอี้หดลง

อีกฝ่ายรวดเร็วมาก!

เขามองแทบตามไม่ทัน ได้ยินแค่เสียง‘ฟึบ’และรู้สึกว่ามีบางอย่างแวบผ่านไปเท่านั้น

'ฉันโต้กลับไม่ทันแน่ถ้าอีกฝ่ายโจมตีด้วยความเร็วขนาดนี้!'

เขามีความว่องไวอยู่ที่135และเลเวลไม่สูงนัก นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความว่องไวของคนอื่นจะสูงกว่าเขา

สิ่งนี้ทำให้หลิงอี้ตื่นตัวเต็มที่

คุณสมบัติของเขามีไม่มากพอ! เขาต้องแข็งแกร่งที่สุด!

หลิงอี้รีบเปิดกระเป๋าเป้และใช้ค่าประสบการณ์บางส่วนที่เก็บไว้ใน‘บ่อประสบการณ์’

เลเวล30→เลเวล31!

เลเวล31→เลเวล32!

......

เลเวล38→เลเวล39!

เขาจำเป็นต้องอยู่ช่วงเลเวล30-39เป็นเวลาสามวัน ดังนั้นเลเวล39จึงเป็นจุดสูงสุดที่เพิ่มได้

เขาใช้ค่าประสบการณ์126,000แต้มในการเพิ่ม9เลเวลติดต่อกัน

ค่าประสบการณ์ในบ่อประสบการณ์เหลือแค่แสนกว่าๆเท่านั้น

เมื่อรวม45แต้มคุณสมบัติที่เพิ่งได้มา ตอนนี้เขามี195แต้มคุณสมบัติที่ยังไม่ได้ใช้

หลิงอี้เปิดแผงข้อมูลและคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็ลงความแข็งแกร่ง50แต้ม ความทนทาน50แต้ม และความว่องไว95แต้ม

คุณสมบัติทั้งห้าของเขาในตอนนี้——

ความแข็งแกร่ง88, พลังเวท1100, ความว่องไว230, ความทนทาน53, ร่างกาย263

พอรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นเขาก็กำหมัดด้วยความรู้สึกที่อยากสู้!

หลิงอี้เปิดการรับรู้อีกครั้งเพื่อหามอนสเตอร์ตัวต่อไป!

......

“เราคงอยู่ที่นี่ได้แค่ชั่วคราว”

บนหลังคาของอาคารห้าชั้นในเมืองอึ๋งหั่ว หยุนจีขอโทษเซี่ยหว่านชิงที่อยู่ด้านข้าง “ขอโทษนะ”

“ฉันคิดไม่ถึงว่ากิจกรรมครั้งนี้จะใช้เมืองแบ่งเขตเพื่อเริ่มกิจกรรม”

“เพราะอย่างนั้นเราเลยใช้ได้แค่หินราตรีของเมืองอึ๋งหั่ว”

ก่อนออกเดินทาง เธออยากกลับไปหาคนสองคนที่ช่วยชีวิตเธอและบอกลาพวกเขา

แต่ตอนนี้กฎของกิจกรรมจำกัดพวกเธอเอาไว้

ไม่ว่ายังไงก็ต้องเข้าร่วมกิจกรรมนี้นอกจากว่าไม่อยากแข็งแกร่งขึ้น

“ไม่เป็นไร”

เซี่ยหว่านชิงมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวในเมืองอึ๋งหั่วแล้วยิ้ม “สภาพแวดล้อมของที่นี่ดีกว่าเมื่อก่อนมาก ฉันไม่ได้ดูท้องฟ้าที่มีดวงดาวมากมายแบบนี้สักพักแล้ว”

ขณะที่ดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ใบหน้าของเธอก็แสดงให้เห็นว่ากำลังมีความสุขอยู่

“ซ่อนตัวที่นี่ก็ดีเหมือนกัน”

หยุนจียิ้มอย่างอ่อนโยน เธอมองเมืองนี้ที่มืดสนิทแล้วพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ถ้าเหนื่อยก็กลับมาพักที่นี่”

พอพูดจบจู่ๆเธอก็หันมาถามว่า “แล้วเธอมีผู้สนับสนุนหรือยัง?”

เซี่ยหว่านชิงตะลึงครู่หนึ่งแล้วส่ายหัว

“ไม่มี”

“ห๊ะ?”

เซี่ยหว่านชิงเงยหน้าดูท้องฟ้าและพูดเสียงเบา “ฉันไม่ต้องการการสนับสนุนจากผู้ชายคนอื่น”

“หืม!?”

ตาของหยุนจีเบิกกว้างเล็กน้อยและพูดด้วยความตกใจ “มันก็แค่การสนับสนุนเท่านั้นเอง เธอไม่จำเป็นต้องคุยหรือเห็นหน้าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ”

“ฉันรู้ แต่ก็ไม่อยากได้อยู่ดี”

“ทำไม?”

แม้จะถามแบบนั้นแต่หยุนจีก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

เซี่ยหว่านชิงก้มหน้าเล็กน้อยและมองออกไปอย่างเหม่อลอย ในขณะเดียวเธอก็เริ่มพูด “ถึงฉันจะตัดสัมพันธ์กับตระกูลแล้ว แต่ครั้งหนึ่งตระกูลก็เคยยกฉันให้เขา”

น้ำเสียงของเธอแฝงด้วยความเกลียดชังที่มีต่อตระกูล

ถ้าพ่อแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ คนในตระกูลจะรังแกเธอแบบนี้ได้ยังไง?

“ฉันจะไปหาผู้สนับสนุนคนอื่นถ้าเขาปฏิเสธอย่างชัดเจน แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้นฉันจะเก็บตำแหน่งผู้สนับสนุนไว้ให้เขา”

พอได้ยินแบบนั้นหยุนจีก็คิดได้ทันทีว่าเป็นแบบนั้นจริงด้วย

ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินคนพูดว่าผู้หญิงคนนี้ยึดหลักตามประเพณีดั้งเดิมและเป็นคนหัวรั้นมาก

ไม่ว่าใครก็โน้มน้าวในสิ่งที่เธอเชื่อไม่ได้

หยุนจีไม่พูดเรื่องนี้ต่อ เธอเดินไปอีกด้านหนึ่งและหันมาถามตรงๆ “แล้วตอนนี้เธอคิดยังไงกับเขาล่ะ? เธอคิดยังไงกับศูนย์หนึ่ง?”

เซี่ยหว่านชิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ดวงตาที่กำลังมองความมืดภายในเมืองส่ายไปมา

ไม่กี่วิต่อมาเธอตอบกลับอย่างช้าๆ “เคารพและขอบคุณ”

“ฉันจะไม่ทิ้งเขาต่อให้อีกฝ่ายอ้วนเป็นหมูก็ตาม”

“แล้วถ้าเขามีแฟนหรือครอบครัวแล้วล่ะ?”

“มันไม่สำคัญหรอก”

ระหว่างที่ทั้งคู่พูดคุยกัน พวกเธอไม่รู้เลยว่าห่างออกไปหลายสิบเมตรมีคนกำลังมองพวกเธออยู่

และคนนั้นคือหลิงอี้!

เขามีความสามารถในการรับรู้เสียงในวงกว้าง และตอนนี้เขามีคุณสมบัติพลังต่อสู้พลังเวท42,900(39x1,100) ซึ่งหมายความว่าระยะการรับรู้และได้ยินเสียงของเขาคือ42.9กิโลเมตร

แต่เขาไม่ได้ฟังเสียงของทุกคนและตั้งรหัสคำว่า ‘หลิง อี้’ (ศูนย์หนึ่งออกเสียงว่าหลิงอี้เหมือนกัน)

ตราบใดที่มีคนพูดสองคำนี้สายลมก็จะทำให้เขาได้ยิน พอได้ยินสองสามคำสุดท้ายที่พวกเธอพูดเขาจึงเทเลพอร์ตมาหาทันที พวกเขาอยู่ห่างกันประมาณพันเมตรเท่านั้น

หลิงอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้หญิงสองคนที่อยู่ไม่ไกลนัก

'หยุนจีกับ...เซี่ยหว่านชิง?'

ลั่วเหยาเคยส่งรูปถ่ายของเซี่ยหว่านชิงให้เขาดูโดยบอกว่ากลัวเขาจำเธอไม่ได้ถ้าเจอกันในอนาคต ดังนั้นเขาจึงรู้จักผู้หญิงคนนี้

'ตัวจริงสวยกว่าในรูปอีก...'

เขาแปลกใจกับความสวยของเซี่ยหว่านชิง เธอเทียบกับจักรพรรดิน้ำแข็งในร่างที่สองได้เลย

ในตอนนั้นเองเขาสัมผัสได้ว่ามีมอสเตอร์ปรากฏอยู่ใกล้ๆ

หลิงอี้ลังเลว่าจะไปฆ่ามอนสเตอร์หรือไปคุยกับเซี่ยหว่าชิงดี ทันใดนั้นเองเซี่ยหว่านชิงที่อยู่ไม่ไกลได้หันมาเห็นเขา

หยุนจีมองไปทางจุดที่เซี่ยหว่านชิงมอง

พอเธอเห็นหลิงอี้ นัยน์ตาสีทองที่ปกติเต็มไปด้วยความขี้เกียจก็เปลี่ยนเป็นประกายทันที เธอพูดอย่างมีความสุขว่า “ผู้มีพระคุณ!”

เธอเลิกสนใจเซี่ยหว่านชิงทันทีและกระโดดไปหาเขาโดยตรง

ทันทีที่มาถึงเธอก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ผู้มีพระคุณ ทำไมถึงปล่อยให้บัตรอัญเชิญถาวรที่ให้ไปไร้ประโยชน์ล่ะ?”

“ทุกคืนอันเงียบเหงามีคนรอการอัญเชิญจากคุณอยู่นะ”

น้ำเสียงของเธอมีความขุ่นเคืองเล็กน้อย

เมื่อเซี่ยหว่านชิงที่กระโดดตามมาได้ยินสิ่งที่หยุนจีพูด ใบหน้าของเธอก็แสดงความแปลกใจทันที

เธอมองผู้หญิงด้านข้างๆเธอด้วยสายตาแปลกใจเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้!