หลิงอี้เทเลพอร์ตไปหาร่างชุดคลุมดำที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร
เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าชายชุดดำ
ชายชุดคลุมดำหยุดทันทีเมื่อเห็นผู้เล่นฆ่างูไฟเขาเดียวปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า
เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่มองคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ
“คิดจะขโมยหินราตรีของฉัน?” หลิงอี้ถาม
ชายชุดคลุมดำที่อยู่หน้าเขาห้อยสร้อยคอที่สลักคำว่า‘ศูนย์’และสวมหน้ากากสีดำ ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูเป็นคนน่าสงสัย
หลิงอี้ใช้ตาทิพย์มองตามความเคยชิน
[หน้ากากทมิฬ(C)]: ไม่สามารถมองผ่านได้ สามารถเปลี่ยนเสียงได้ตามต้องการ
'เกือบลืมเลยว่าต้องเห็นหน้าด้วย...ตอนนี้เห็นได้แค่เอฟเฟกต์ของหน้ากากเพราะอีกฝ่ายใส่หน้ากากอยู่’
หลิงอี้ขมวดคิ้วเพราะตรวจสอบข้อมูลของอีกฝ่ายไม่ได้
ผ่านไปไม่กี่วิอีกฝ่ายก็ตอบกลับอย่างนิ่งเฉย “เปล่า”
เป็นคำง่ายๆและไม่มีอารมณ์ในน้ำเสียง
เมื่อพูดจบชายชุดคลุมดำก็กลายเป็นแสงหายไปจากสายตาของเขา
'เร็วมาก!'
รูม่านตาของหลิงอี้หดลง
อีกฝ่ายรวดเร็วมาก!
เขามองแทบตามไม่ทัน ได้ยินแค่เสียง‘ฟึบ’และรู้สึกว่ามีบางอย่างแวบผ่านไปเท่านั้น
'ฉันโต้กลับไม่ทันแน่ถ้าอีกฝ่ายโจมตีด้วยความเร็วขนาดนี้!'
เขามีความว่องไวอยู่ที่135และเลเวลไม่สูงนัก นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความว่องไวของคนอื่นจะสูงกว่าเขา
สิ่งนี้ทำให้หลิงอี้ตื่นตัวเต็มที่
คุณสมบัติของเขามีไม่มากพอ! เขาต้องแข็งแกร่งที่สุด!
หลิงอี้รีบเปิดกระเป๋าเป้และใช้ค่าประสบการณ์บางส่วนที่เก็บไว้ใน‘บ่อประสบการณ์’
เลเวล30→เลเวล31!
เลเวล31→เลเวล32!
......
เลเวล38→เลเวล39!
เขาจำเป็นต้องอยู่ช่วงเลเวล30-39เป็นเวลาสามวัน ดังนั้นเลเวล39จึงเป็นจุดสูงสุดที่เพิ่มได้
เขาใช้ค่าประสบการณ์126,000แต้มในการเพิ่ม9เลเวลติดต่อกัน
ค่าประสบการณ์ในบ่อประสบการณ์เหลือแค่แสนกว่าๆเท่านั้น
เมื่อรวม45แต้มคุณสมบัติที่เพิ่งได้มา ตอนนี้เขามี195แต้มคุณสมบัติที่ยังไม่ได้ใช้
หลิงอี้เปิดแผงข้อมูลและคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็ลงความแข็งแกร่ง50แต้ม ความทนทาน50แต้ม และความว่องไว95แต้ม
คุณสมบัติทั้งห้าของเขาในตอนนี้——
ความแข็งแกร่ง88, พลังเวท1100, ความว่องไว230, ความทนทาน53, ร่างกาย263
พอรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นเขาก็กำหมัดด้วยความรู้สึกที่อยากสู้!
หลิงอี้เปิดการรับรู้อีกครั้งเพื่อหามอนสเตอร์ตัวต่อไป!
......
“เราคงอยู่ที่นี่ได้แค่ชั่วคราว”
บนหลังคาของอาคารห้าชั้นในเมืองอึ๋งหั่ว หยุนจีขอโทษเซี่ยหว่านชิงที่อยู่ด้านข้าง “ขอโทษนะ”
“ฉันคิดไม่ถึงว่ากิจกรรมครั้งนี้จะใช้เมืองแบ่งเขตเพื่อเริ่มกิจกรรม”
“เพราะอย่างนั้นเราเลยใช้ได้แค่หินราตรีของเมืองอึ๋งหั่ว”
ก่อนออกเดินทาง เธออยากกลับไปหาคนสองคนที่ช่วยชีวิตเธอและบอกลาพวกเขา
แต่ตอนนี้กฎของกิจกรรมจำกัดพวกเธอเอาไว้
ไม่ว่ายังไงก็ต้องเข้าร่วมกิจกรรมนี้นอกจากว่าไม่อยากแข็งแกร่งขึ้น
“ไม่เป็นไร”
เซี่ยหว่านชิงมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวในเมืองอึ๋งหั่วแล้วยิ้ม “สภาพแวดล้อมของที่นี่ดีกว่าเมื่อก่อนมาก ฉันไม่ได้ดูท้องฟ้าที่มีดวงดาวมากมายแบบนี้สักพักแล้ว”
ขณะที่ดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ใบหน้าของเธอก็แสดงให้เห็นว่ากำลังมีความสุขอยู่
“ซ่อนตัวที่นี่ก็ดีเหมือนกัน”
หยุนจียิ้มอย่างอ่อนโยน เธอมองเมืองนี้ที่มืดสนิทแล้วพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ถ้าเหนื่อยก็กลับมาพักที่นี่”
พอพูดจบจู่ๆเธอก็หันมาถามว่า “แล้วเธอมีผู้สนับสนุนหรือยัง?”
เซี่ยหว่านชิงตะลึงครู่หนึ่งแล้วส่ายหัว
“ไม่มี”
“ห๊ะ?”
เซี่ยหว่านชิงเงยหน้าดูท้องฟ้าและพูดเสียงเบา “ฉันไม่ต้องการการสนับสนุนจากผู้ชายคนอื่น”
“หืม!?”
ตาของหยุนจีเบิกกว้างเล็กน้อยและพูดด้วยความตกใจ “มันก็แค่การสนับสนุนเท่านั้นเอง เธอไม่จำเป็นต้องคุยหรือเห็นหน้าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ”
“ฉันรู้ แต่ก็ไม่อยากได้อยู่ดี”
“ทำไม?”
แม้จะถามแบบนั้นแต่หยุนจีก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว
เซี่ยหว่านชิงก้มหน้าเล็กน้อยและมองออกไปอย่างเหม่อลอย ในขณะเดียวเธอก็เริ่มพูด “ถึงฉันจะตัดสัมพันธ์กับตระกูลแล้ว แต่ครั้งหนึ่งตระกูลก็เคยยกฉันให้เขา”
น้ำเสียงของเธอแฝงด้วยความเกลียดชังที่มีต่อตระกูล
ถ้าพ่อแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ คนในตระกูลจะรังแกเธอแบบนี้ได้ยังไง?
“ฉันจะไปหาผู้สนับสนุนคนอื่นถ้าเขาปฏิเสธอย่างชัดเจน แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้นฉันจะเก็บตำแหน่งผู้สนับสนุนไว้ให้เขา”
พอได้ยินแบบนั้นหยุนจีก็คิดได้ทันทีว่าเป็นแบบนั้นจริงด้วย
ก่อนหน้านี้เธอเคยได้ยินคนพูดว่าผู้หญิงคนนี้ยึดหลักตามประเพณีดั้งเดิมและเป็นคนหัวรั้นมาก
ไม่ว่าใครก็โน้มน้าวในสิ่งที่เธอเชื่อไม่ได้
หยุนจีไม่พูดเรื่องนี้ต่อ เธอเดินไปอีกด้านหนึ่งและหันมาถามตรงๆ “แล้วตอนนี้เธอคิดยังไงกับเขาล่ะ? เธอคิดยังไงกับศูนย์หนึ่ง?”
เซี่ยหว่านชิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ดวงตาที่กำลังมองความมืดภายในเมืองส่ายไปมา
ไม่กี่วิต่อมาเธอตอบกลับอย่างช้าๆ “เคารพและขอบคุณ”
“ฉันจะไม่ทิ้งเขาต่อให้อีกฝ่ายอ้วนเป็นหมูก็ตาม”
“แล้วถ้าเขามีแฟนหรือครอบครัวแล้วล่ะ?”
“มันไม่สำคัญหรอก”
ระหว่างที่ทั้งคู่พูดคุยกัน พวกเธอไม่รู้เลยว่าห่างออกไปหลายสิบเมตรมีคนกำลังมองพวกเธออยู่
และคนนั้นคือหลิงอี้!
เขามีความสามารถในการรับรู้เสียงในวงกว้าง และตอนนี้เขามีคุณสมบัติพลังต่อสู้พลังเวท42,900(39x1,100) ซึ่งหมายความว่าระยะการรับรู้และได้ยินเสียงของเขาคือ42.9กิโลเมตร
แต่เขาไม่ได้ฟังเสียงของทุกคนและตั้งรหัสคำว่า ‘หลิง อี้’ (ศูนย์หนึ่งออกเสียงว่าหลิงอี้เหมือนกัน)
ตราบใดที่มีคนพูดสองคำนี้สายลมก็จะทำให้เขาได้ยิน พอได้ยินสองสามคำสุดท้ายที่พวกเธอพูดเขาจึงเทเลพอร์ตมาหาทันที พวกเขาอยู่ห่างกันประมาณพันเมตรเท่านั้น
หลิงอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้หญิงสองคนที่อยู่ไม่ไกลนัก
'หยุนจีกับ...เซี่ยหว่านชิง?'
ลั่วเหยาเคยส่งรูปถ่ายของเซี่ยหว่านชิงให้เขาดูโดยบอกว่ากลัวเขาจำเธอไม่ได้ถ้าเจอกันในอนาคต ดังนั้นเขาจึงรู้จักผู้หญิงคนนี้
'ตัวจริงสวยกว่าในรูปอีก...'
เขาแปลกใจกับความสวยของเซี่ยหว่านชิง เธอเทียบกับจักรพรรดิน้ำแข็งในร่างที่สองได้เลย
ในตอนนั้นเองเขาสัมผัสได้ว่ามีมอสเตอร์ปรากฏอยู่ใกล้ๆ
หลิงอี้ลังเลว่าจะไปฆ่ามอนสเตอร์หรือไปคุยกับเซี่ยหว่าชิงดี ทันใดนั้นเองเซี่ยหว่านชิงที่อยู่ไม่ไกลได้หันมาเห็นเขา
หยุนจีมองไปทางจุดที่เซี่ยหว่านชิงมอง
พอเธอเห็นหลิงอี้ นัยน์ตาสีทองที่ปกติเต็มไปด้วยความขี้เกียจก็เปลี่ยนเป็นประกายทันที เธอพูดอย่างมีความสุขว่า “ผู้มีพระคุณ!”
เธอเลิกสนใจเซี่ยหว่านชิงทันทีและกระโดดไปหาเขาโดยตรง
ทันทีที่มาถึงเธอก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ผู้มีพระคุณ ทำไมถึงปล่อยให้บัตรอัญเชิญถาวรที่ให้ไปไร้ประโยชน์ล่ะ?”
“ทุกคืนอันเงียบเหงามีคนรอการอัญเชิญจากคุณอยู่นะ”
น้ำเสียงของเธอมีความขุ่นเคืองเล็กน้อย
เมื่อเซี่ยหว่านชิงที่กระโดดตามมาได้ยินสิ่งที่หยุนจีพูด ใบหน้าของเธอก็แสดงความแปลกใจทันที
เธอมองผู้หญิงด้านข้างๆเธอด้วยสายตาแปลกใจเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้!
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved