ตอนที่ 194

จู่ๆลั่วเหยาก็นึกคำถามนี้ขึ้น

พ่อของเธอพาเธอมาที่นี่

ส่วนหลิงอี้กับหยุนจี ไม่ว่าจะมองอย่างไรหลิงอี้ก็เป็นผู้นำ

ขณะที่เธอกำลังสับสน จู่ๆเธอก็นึกถึงยันต์แบบใช้ครั้งเดียวที่หยุนจีเพิ่งส่งมาให้พวกเธอ...

......

หลังจากข้ามสะพานมาแล้ว พวกเขาก็หยุดอยู่ด้านหน้าทางแยกสิบทาง

“นี่เป็นด่านสุดท้ายแล้ว ด้านหลังนี้จะเป็นห้องเก็บสมบัติของถ้ำ”

ลั่วหยวนหันกลับมามอง “เส้นทางทั้งสิบเป็นเขาวงกตขนาดเล็ก มีแค่เส้นทางเดียวที่พาไปห้องเก็บสมบัติ”

“ฉันกับนักบุญดาบจะแยกกันไป พวกคุณจะตามใครไปก็ได้ ถ้าไม่อยากตามไปก็ไปตามทางของตัวเอง”

พอพูดจบลั่วหยวนก็พาลั่วเหยาเข้าไปในถ้ำมืดที่สามและหายไปจากสายตาของทุกคน

นักบุญดาบเดินไปถ้ำแรก หลิงอี้กับหยุนจีเดินไปถ้ำที่หก

ตอนนี้เหลือแค่หลิวเซิ่งหลันเจ๋อและราชาเงาที่ปลอมตัวเป็นชายชรา

“เสี่ยวเซิ่ง เราจะไปทางไหนดี?” หลันเจ๋อถามหลิวเซิ่ง

หลิวเซิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นส่ายหัว “รออยู่ที่นี่ก่อน พวกเขาสามกลุ่มเดินไปสามทางแล้ว อย่างน้อยต้องมีสองกลุ่มที่ผิดแล้วกลับมา”

“รอไปก่อน เดี๋ยวเส้นทางที่ถูกต้องจะมาหาเอง”

ภายในถ้ำเต็มไปด้วยหมอกดำที่ปิดกั้นการรับรู้และเสียงทำให้ใช้ไอเทมรับรู้ไม่ได้

มีแต่ต้องไปด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะเจอเส้นทางที่ถูกต้อง

ราชาเงาที่ปลอมตัวเป็นชายชราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงนั่งลงด้านข้างพร้อมกับหลับตาลงเริ่มพักผ่อน

เขาไม่รีบร้อนเพราะห้องเก็บสมบัติต้องใช้กุญแจสาม และหนึ่งในนั้นอยู่กับเขา

หากคนเหล่านั้นต้องการเข้าไปในห้องสมบัติ พวกเขาต้องกลับมาหาเขา

อย่างไรก็ตาม

สิ่งที่พวกเขาทั้งสามไม่รู้ก็คือคนที่เดินเข้ามาก่อนกำลังไปรวมตัวกัน!

หลิงอี้, หยุนจี, ลั่วหยวน, ลั่วเหยา และหนานกงฮั่น ทั้งห้าคนกำลังเดินอยู่ด้วยกันในถ้ำที่เก้า!

“หยุนจี ที่เธอแอบส่งยันต์ให้พวกเราในด่านสามเพราะอยากให้พวกเรามาที่นี่แล้วเดินไปที่ถ้ำเดียวกัน?”

ลั่วหยวนแสดงสีหน้าสับสนและถามด้วยความสงสัย “ถ้ำมืดนี้พาไปห้องสมบัติ? แล้วทำไมเธอทิ้งสามคนนั้นไว้ที่นั่น”

หนานกงฮั่นมองเธอด้วยความสงสัย

หยุนจีมองทั้งสองคนและพูดอย่างจริงจัง “ถ้ำมืดนี้พาไปห้องเก็บสมบัติจริงๆ แต่ทำไมสามคนถึงถูกทิ้งไว้น่ะเหรอ...เฮอะ เพราฉันไม่อยากให้พวกเขาตามมา”

“ฉันพอเข้าใจเรื่องหลิวเซิ่งกับหลันเจ๋อ แต่ชายชราคนนั้นล่ะ?”

“หายชราคนนั้นตามมาไม่ได้ เขาไม่ใครอื่นนอกจากผู้นำโลกแห่งเงาองค์กรมืดอันดับสอง ราชาเงา!”

“ว่าไงนะ!?”

ลั่วหยวนกับหนานกงฮั่นหยุดชะงักแล้วมองหน้ากัน สิ่งแรกที่พวกเขาคิดคือหยุนจีพูดเล่น

“เธอกำลังพูดถึงราชาเงาที่จะแอบเข้ามาในเสินเซี่ยเพื่อมาเอาความคิดลึกลับใช่ไหม?” ลั่วหยวนถามอย่างไม่แน่ใจ

“ใช่”

“มั่นใจได้ยังไง?” หนานกงฮั่นหรี่ตาลงนึกถึงการกระทำของชายชราอย่างรวดเร็ว

แต่ชายชรามักจะยืนอยู่ด้านหลังเขาจึงให้ความสนใจเพียงเล็กน้อย ในความทรงจำของเขาแทบไม่มีเรื่องของชายชราคนนั้นเลย

หยุนจีส่ายหัว “ฉันตัดสินเรื่องนี้ด้วยสกิลพิเศษ คงพิสูจน์ให้พวกคุณเห็นไม่ได้”

——อันที่จริงเธอไม่มีสกิลพิเศษ แต่นี่เป็นสิ่งที่หลิงอี้บอกเธอ

ตอนที่เพิ่งเข้ามาหลิงอี้ได้รู้เนื้อหาของด่านทั้งห้าผ่านการสนทนาของพวกเขา หลังจากนั้นเขาก็บอกให้หยุนจีใช้แผนนี้ทิ้งราชาเงาไว้ข้างหลัง

เขาเทเลพอร์ตยันต์ไปให้ลั่วหยวนกับคนอื่นอย่างลับๆโดยบอกให้แยกทางกันไปแล้วค่อยมารวมตัวกัน

“ไม่ว่าชายชราคนนั้นจะเป็นราชาเงาหรือเปล่า แต่เขามีกุญแจ! ถ้าไม่มีเขาเราก็เข้าไปไม่ได้!” ลั่วหยวนขมวดคิ้ว

ประตูห้องสมบัติมีกุญแจสามอันและต้องใช้กุญแจสามดอกสีแดง น้ำเงิน และสีเหลืองในการเปิด

“ไม่ต้องห่วง”

ในตอนนั้นเอง

หลิงอี้ที่อยู่ข้างๆหยิบกุญแจสีเหลืองออกมาจากกระเป๋าและพูดด้วยรอยยิ้ม “กุญแจสีเหลืองอยู่กับฉันแล้ว”

“นี่...”

ลั่วหยวนกับหนานกงฮั่นมองหน้ากัน ทั้งคู่ต่างเห็นความแปลกใจและความสับสนในแววตาของกันและกัน

กุญแจสามดอกนี้อยู่ในหีบสมบัติสามใบในด่านแรก หลิงอี้กับลั่วเหยาได้มาคนละดอก เห็นได้ชัดว่ากุญแจสีเหลืองดอกที่สามถูกชายชราเอาไป

แล้วทำไมมันถึงอยู่ในมือเขาได้?

พอเห็นแววตาสงสัยของทั้งสอง หลิงอี้จึงอธิบายด้วยรอยยิ้ม “อันที่จริงในด่านแรก หลังจากโหนเชือกข้ามไปที่แท่นไฟแล้วฉันไม่ได้เจอแค่กุญแจสีน้ำเงิน แต่ยังเจอกุญแจสีเหลืองด้วย”

“ฉันเก็บกุญแจสีเหลืองแล้วใช้ยันต์เปลี่ยนรูปสร้างกุญแจสีเหลืองที่เหมือนกันไปวางแทน จากนั้นเดินออกมาแล้วทำเป็นหาไม่เจอเพื่อให้ราชาเงาไปหยิบกุญแจสีเหลือง”

“ทำไมเธอทำแบบนั้น?” หนานกงฮั่นถาม

“วิธีนี้จะทำให้ราชาเงาไม่ไปไหนหลังจากพวกเราเข้าไปในถ้ำมืด”

พอได้ยินแบบนั้นลั่วหยวนกับหนานกงฮั่นก็แปลกใจไม่น้อย “เธอรู้ตัวตนราชาเงาตั้งแต่ด่านแรกแล้วใช่ไหม?”

“ใช่”

หลิงอี้พยักหน้า

ห้องเก็บสมบัติน่าจะมีวัสดุ‘แหล่งอากาศจักรวาล’ที่เขาต้องการ ลั่วหยวนกับหนานกงฮั่นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าตราบใดที่พวกเขาได้ยาวิญญาณแท้ สามคนนั้นจะไม่มีทางแย่งของจากเขาได้

แม้ว่าจะมีลั่วเหยาเพิ่มขึ้นมา แต่เขาก็ยังมั่นใจว่าจะได้รับมันจากหญิงสาวใสสื่อคนนี้

ผ่านไปสิบนาที

พวกเขาออกจากเขาวงกตและมาถึงประตูเหล็กสูงสามเมตร

“ถ้ำนี้เป็นทางที่ถูกจริงด้วย...” ลั่วหยวนพูดเสียงเบาแล้วมองหยุนจีกับหลิงอี้อย่างชื่นชม

แม้จะไม่รู้ว่าสองคนนี้รู้ได้ยังไง แต่มันทำให้เขาประหยัดเวลาได้มากจริงๆ เขาตั้งใจว่าจะใช้เวลากับที่นี่แค่หนึ่งชั่วโมง

“ฮ่าฮ่า จริงๆแล้วหลิงอี้เป็นคนเจอเส้นทางนี้” หยุนจีรีบปัดความดีความชอบ

ในเวลาเดียวกัน

หลิงอี้ที่โดนลั่วหยวนชมมุมปากกระตุกและฝืนยิ้มออกมา

'อันที่จริงฉันรู้เส้นทางนี้ก็เพราะดูโชคชะตาของคุณ’

เขาเริ่มดูโชคชะตาของลั่วหยวนอีกครั้ง

[หลังจากใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ในที่สุดก็เจอประตูสมบัติที่ปลายทางของถ้ำมืดที่เก้า]

พอเห็นแบบนั้นหลิงอี้ก็รู้สึกแปลกๆ

“เธอเป็นคนเปิดประตูถ้ำและยังเป็นคนพาไปห้องเก็บสมบัติอีก รู้สึกเหมือนพวกเรากำลังเอาเปรียบเธอเลย ฮ่าฮ่า”

หนานกงฮั่นเดินหัวเราะไปด้านข้างหลิงอี้แล้วตบไหล่เขา “ไม่เลวเลยพ่อหนุ่ม สมแล้วที่เธอค้นพบการทำงานของรูปปั้นได้ พอมีความสามารถอยู่บ้าง!”

“เธอมั่นใจหรือเปล่าว่าครั้งนี้จะค้นพบการทำงานของรูปปั้นอีก?”

“อาจจะ” หลิงอี้พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

“โอ้?” พอเห็นท่าทางมั่นใจของชายหนุ่มคนนี้ หนานกงฮั่นก็หันไปมองลั่วหยวน

ทั้งคู่เห็นความคิดเดียวกันในสายตาของกันและกัน ‘เด็กคนนี้มีสกิลพิเศษบางอย่าง!’

‘นี่คือพรสวรรค์!’

ทุกคนไม่พูดอะไรต่อแล้วรีบไขกุญแจ

ไม่มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น ประตูห้องสมบัติเปิดออกอย่างราบรื่น