ตอนที่ 180

"ใบแลกเปลี่ยนทรายวิญญาณ? นั่นมันอะไร? เจ้าคิดขึ้นมาเองหรือ? เจ้าจะรับประกันเองหรือ?"

จูจวิ้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ "ยังไงก็ยังเป็นอัตรา 10 จิน ต่อ 1 ตำลึง เหมือนเดิม งั้นข้าจะไปล่ะ"

"ไหนๆ ที่ไหนก็ขายในอัตรา 10 จิน ต่อ 1 ตำลึงอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองขายให้ข้าดูบ้างล่ะ? ยังไงก็ไม่ขาดทุน" เฉินโม่กล่าวขึ้นอีกครั้ง

คนปลูกพืชวิญญาณที่กำลังจะดันรถเข็นออกไปในตอนแรก หยุดลงและกล่าวด้วยความกล้าหาญว่า

"ตกลง! แต่ถ้าตอนนั้นเจ้าไม่รับประกัน ข้าจะไปฟ้องถึงจวนของท่านเจ้าตลาด!"

"ไม่ต้องกังวลไป" เฉินโม่โบกมือ "ชั่งน้ำหนักได้เลย"

"ทั้งหมด 612 จิน เอากลับไป 12 จิน ตามที่ตกลงกันไว้แล้ว"

"จ่ายเงิน"

หงเยี่ยนไม่รอช้า หยิบ 60 ตำลึงทรายวิญญาณจากแหวนเก็บของแล้วส่งให้คนปลูกพืชวิญญาณทันที

คนปลูกพืชวิญญาณตรงหน้าซึ่งเช่าที่ดินอย่างน้อย 5 ไร่ และมีพลังถึงระดับสามของขั้นฝึกปราณ ถือว่าเป็นมือดีในหมู่คนปลูกพืชวิญญาณ

จากนั้น เฉินโม่ก็หยิบกระดาษสีเหลืองขนาดฝ่ามือสองแผ่น โดยใช้หมึกสีแดงเขียนไว้ว่า "5" และ "1" ดูเรียบง่ายมาก

"ทั้งหมด 6 ตำลึงในรูปแบบใบแลกเปลี่ยนทรายวิญญาณ"

จูจวิ้นมองกระดาษสีเหลืองที่ยื่นมา ใบหน้าเริ่มแดงขึ้น คล้ายกับว่าโดนหลอก

"นี่… นี่มันอะไรกัน? ข้าวาดเองก็ได้!"

"ส่วนที่เหลือเจ้าก็ไม่ต้องกังวล รอให้ครบ 10 ตำลึงแล้วค่อยเอามาแลก"

เฉินโม่ยิ้มแล้วกล่าว ใบแลกเปลี่ยนทรายวิญญาณนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาคิดขึ้นสุ่มๆ แต่เป็นการเตรียมพร้อมไว้ก่อน

ตลาดขายพืชวิญญาณทุกร้านในย่านนี้ต้องมีข้อได้เปรียบบางอย่าง หากต้องการยืนหยัดอยู่ได้

ดังนั้นเขาจึงคิดหาวิธีที่จะดึงดูดให้ผู้คนมาขายพืชวิญญาณให้กับเขาแทนที่จะไปขายให้คนอื่น

ซ่งหยุนซีเคยสัญญากับหลัวอี้ว่าจะไม่ขายเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ของเขา ทำให้เฉินโม่คิดหาวิธีที่จะปรับราคาซื้อพืชวิญญาณ

แต่ราคาถูกกำหนดไว้ตายตัว เจ้าตลาดไม่อนุญาตให้ร้านใดขึ้นราคาตามใจชอบ เส้นทางนี้จึงถูกตัดขาด แต่กลับดูเหมือนว่านี่จะเป็นเส้นทางเดียวที่เขาเดินได้

ดังนั้นเฉินโม่จึงลองใช้ใบแลกเปลี่ยนเพื่อทดสอบตลาดก่อน ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?

ใครจะบอกได้ว่าระบบของโลกมนุษย์จะใช้ได้ทุกที่ในยุคนี้?

นอกจากนี้ ทรายวิญญาณและหินวิญญาณเพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้มากนัก

มองไปที่คนปลูกพืชวิญญาณที่ลากรถออกไป หงเยี่ยนยื่นแหวนเก็บของให้

"ครึ่งเดือนที่ผ่านมา เราเก็บพืชวิญญาณได้ 400 จิน พอรวมกับ 600 จินนี้ก็ครบ 1,000 จินพอดี"

เธอรู้สึกอับอายเล็กน้อย

"ท่านเจ้าของร้านมอบร้านขนาดใหญ่มาให้ แต่เพิ่งจะเก็บได้แค่ 1,000 จิน"

"ไม่เป็นไร ยังไงก็แค่ทดลองดู" เฉินโม่ยกมือขึ้นและพูดอย่างไม่ใส่ใจ

การเปิดร้านนี้ แม้ภายนอกจะดูเหมือนเป็นการทำกำไรจากทรายวิญญาณและหินวิญญาณ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการฝึกฝนทักษะการบริหารให้หงเยี่ยน และที่สำคัญเบื้องหลังยังมีจุดประสงค์อื่น

เมื่อมีร้านเป็นของตัวเอง เขาก็จะมีที่ให้ขายพืชวิญญาณที่ไม่ค่อยมีใครต้องการได้

"นี่เอาไว้ใช้" เฉินโม่หยิบใบแลกเปลี่ยนทรายวิญญาณชุดหนึ่งที่มีตัวเลข "5" "2" "1" เขียนไว้

มันก็คือกระดาษยันต์สีเหลืองที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ อย่างเรียบร้อย

หงเยี่ยนมองด้วยความสงสัย แล้วฟังคำอธิบายของเจ้าของร้าน

"ถ้ามีใครมาขายของให้ เจ้าใช้คำพูดแบบที่ข้าบอกไป และหากมีคนถือใบแลกเปลี่ยน 10 ตำลึงมา เจ้าก็ให้เขาแลก 10 ตำลึงทรายวิญญาณ"

"ถ้ามีคนวาดเลียนแบบล่ะ…"

"เจ้าลองส่งพลังวิญญาณเข้าไปสัมผัสดูสิ" เฉินโม่กล่าว

ทันใดนั้น หงเยี่ยนก็เบิกตาโตขึ้นมา

"พลังวิญญาณ?"

"ถ้าคู่แข่งไม่ใช่ผู้ใช้คาถาวงเวทย์ โอกาสที่จะลอกเลียนแบบนั้นต่ำมาก" เฉินโม่หัวเราะ

จะสำเร็จหรือไม่ เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ ดังนั้นเขาจึงยังไม่ได้คิดวิธีป้องกันการปลอมแปลงในตอนนี้

หากใบแลกเปลี่ยนนี้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นจริง ค่อยคิดหาวิธีป้องกันในภายหลังก็ยังไม่สาย

เฉินโม่เชื่อว่าการทำสิ่งใดๆ ต้องลองผิดลองถูก การเลียนแบบเพียงอย่างเดียวแทบไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ

หงเยี่ยนพยักหน้า แม้ว่าเธอจะมีข้อสงสัยมากมายในใจ แต่ก็ยังเลือกที่จะเชื่อโดยไม่ถามอะไร

หลังจากพูดคุยกันเสร็จ เฉินโม่ก็อยู่ที่ร้านอีก 2 วันก่อนจะกลับบ้าน ก่อนฤดูใบไม้ผลิ

เขาซื้อลูกหมูวิญญาณ 10 ตัว ในราคา 4 ก้อนหินวิญญาณระดับต่ำต่อ 1 ตัว รวมเป็น 40 ก้อน

ในตอนแรก ซุนอี้หมิงยังลังเลเกี่ยวกับหมูวิญญาณ 10 ตัวนี้

จนกระทั่งเฉินโม่ยื่นขาหมูที่ห่อด้วยน้ำมันให้เขา เขาจึงตกลงซื้อโดยไม่ลังเล

หลังจากขายหมูวิญญาณเสร็จ เฉินโม่ก็ไปที่หอค่ายกล นำจิ้งจกห้ายอดระดับหนึ่งชั้นห้า 4 ตัวมอบให้อวี้หยุน

ฝ่ายนั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องการเลี้ยงอีกต่อไป ดูเหมือนในความคิดของเธอ การที่จิ้งจกพวกนี้จะln[พันธุ์ในระยะเวลาอันสั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ การติดต่อระหว่างเฉินโม่กับอวี้หยุนจึงสิ้นสุดลง จะได้เจอกันอีกหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในยอดเขาจื่อหยุน ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเขา แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนไม่เกี่ยวข้อง

ข่าวการที่หลี่ฉุนเฟิง เจ้าสำนักคนปัจจุบันจะเข้าไปในดินแดนลับ กลายเป็นประเด็นร้อนในสำนัก ทุกฝ่ายต่างรวมกลุ่มและวางเดิมพันว่าใครจะเป็นผู้นำในอนาคตของยอดเขาจื่อหยุน

แน่นอน พวกเขาหวังว่าท่านเจ้าสำนักหลี่จะสามารถบรรลุระดับขั้นทองได้สำเร็จ!

หากเป็นเช่นนั้น ยอดเขาจื่อหยุนก็จะกลายเป็นยอดเขาที่มีผู้บรรลุขั้นทองในรอบ 100 ปี และสถานะของยอดเขาก็จะยิ่งสูงขึ้น

ทรัพยากรที่จัดสรรภายในยอดเขาก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในขณะที่หัวหน้าวิหารและผู้อาวุโสแต่ละคนต่างยุ่งอยู่กับการจัดการเรื่องต่างๆ เรียกได้ว่าแต่ละคนต่างก็แสดงความสามารถอย่างเต็มที่

ยอดเขาจื่อหยุนตอนนี้ครึกครื้นเป็นพิเศษ

ไม่เพียงเท่านั้น ไม่รู้ว่าข่าวรั่วไหลออกไปหรือว่ายอดเขาชิงหยางตั้งใจปล่อยข่าว แต่เรื่องดินแดนลับที่ยอดเขาจื่อหยุนก็กลายเป็นความลับที่ถูกเปิดเผยในสำนักชิงหยาง

ไม่ว่าจะเป็นผู้บ่มเพาะขั้นฝึกปราณหรือขั้นสร้างรากฐาน ต่างก็เตรียมตัวพร้อมที่จะเข้าไปในดินแดนลับ เพียงรอให้หลี่ฉุนเฟิงออกจากดินแดนลับ พวกเขาก็พร้อมจะเข้าไปเสี่ยงโชคทันที

ตลาดไป๋เซอที่เชิงเขาจื่อหยุน ตอนนี้มีศิษย์จากยอดเขาอื่นๆ ทยอยเข้ามา

แน่นอน ส่วนมากจะเป็นผู้บ่มเพาะขั้นฝึกปราณ

สำหรับพวกเขาแล้ว การฝึกฝนที่ไหนก็เหมือนกัน พวกเขาต้องการฉวยโอกาสนี้ก่อนที่ผู้อาวุโสจะตัดสินใจ

เพื่อจะได้เข้าไปในดินแดนลับเป็นคนแรก

โชคชะตามิได้รอผู้ใดหากเข้าไปช้า นอกจากจะไม่พบโอกาสดีๆ อาจถึงขั้นถูกปิดไม่ให้เข้าไปเลย

ฤดูหนาวนี้ ตลาดไป๋เซอกลับมาคึกคักอีกครั้ง

ศิษย์จากยอดเขาต่างๆ ของสำนักชิงหยางมารวมตัวกันที่นี่ แม้แต่ธุรกิจในเวินเซียงเก๋อก็เจริญขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโลกภายนอกจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่เกี่ยวข้องกับเฉินโม่

ตั้งแต่เขามีผลไม้สีทองที่แทบกินไม่หมด เวลาของเขาในแต่ละวันหมดไปกับการฝึกฝนและการศึกษาค่ายกล

ในเมื่อไม่มีอาจารย์ เขาจึงต้องศึกษาหนังสือ คัมภีร์วงเวทย์วิญญาณระดับหนึ่ง ซ้ำไปซ้ำมาและทดสอบความคิดของตัวเอง

ส่วนใบแลกเปลี่ยนทรายวิญญาณที่เขาคิดขึ้นมานั้น ก็เป็นผลลัพธ์จากความคิดสร้างสรรค์ของเขาเอง

แน่นอน สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการเล่นสนุกของเขาเท่านั้น

แต่สิ่งที่เขาต้องวิจัยอย่างจริงจังนั้นก็คือ ศาสตร์แห่งการซ้อนค่ายกล!

วิธีที่จะซ้อนวงเวทย์ภาพลวงตาน้ำไหลกับวงเวทย์กำจัดหญ้าและต่อยอดด้วยวงเวทย์คูจี้

หรือแม้แต่ซ้อนค่ายกลเก้าผนึกและค่ายกลเจ็ดลี้ล้างชีวิตเข้าไปด้วย!

หากทำได้เช่นนั้น สัตว์วิญญาณในสวนหลังก็จะได้สัมผัสกับบรรยากาศสี่ฤดูอีกครั้ง