วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ข่าวการล้มสลายของนิกายเทียนเจี้ยนแพร่กระจายออกไป
โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง
เจ็ดนิกายใหญ่และนิกายต่างๆพากันรู้สึกไม่สบายใจ
ตอนนี้โลกตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน และผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
หลังจากที่ได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ขึ้นมา
“นิกายเทียนเจี้ยน
ได้พยายามที่จะล้มล้างกราปกครองของราชวงศ์เซี่ย ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดได้ถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน
ทำลายลงไปแล้วและไม่มีนิกายเทียนเจี้ยนอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป”
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทั้งโหดร้ายและทรงพลัง”
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ สังหารอย่างไม่เลือกหน้า
ไม่คู่ควรกับชื่อของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์”
ข่าวของจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งอาณาจักรเซี่ยเริ่มแพร่กระจายออกไป มีข่าวลือมากมายนับไม่ถ้วน ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก
สิ่งนี้เคยทำให้เกิดความตื่นตระหนก และคลื่นใต้น้ำนับไม่ถ้วนเริ่มปรากฏขึ้นภายในราชวงศ์เซี่ยที่ยิ่งใหญ่
ท้ายที่สุดแล้ว จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ลงสังหารอย่างโหดเหี้ยม
จนทำให้ผู้คนทั้งโลกตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
ข่าวลือเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และในไม่ช้าข่าวลือนับไม่ถ้วนเหล่านี้ก็มาถึงหูของคนในพระราชวัง
"ไอ้พวกสารเลว!"
ในห้องโถงใหญ่ของพระราชวัง องค์หญิงสิบที่สวมชุดคลุมของราชวงศ์รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก
เหตุผลที่ทำให้เธอโกรธ เป็นเพราะว่าโลกภายนอกนั้นได้แพร่กระจายข่าวลือที่เสียหายนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
และจงใจใส่ร้ายพี่เก้าของเธอ ซึ่งเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบัน จึงทำให้รู้รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก
“พวกเจ้าจงไปตรวจสอบ ว่าใครเป็นคนที่ปล่อยข่าวลือเหล่านี้ออกมา
และตรวจสอบด้วยว่ามีใครอยู่เบืองหลังมันผู้นี้หรือไม่
หลังจากตรวจสอบเรียบร้อยแล้วเจ้าจงทำการประหารพวกมันทั้งเก้าชั่วโคตร”
เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของราชวงศ์และจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
พวกมันต้องการใส่ร้ายจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทำให้องค์หญิงสิบเซี่ยซี ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของอาณาจักรเซี่ย
เต็มไปด้วยความโกรธ
พี่ชายคนที่เก้า ซึ่งเป็นคนที่เธอสนิทด้วยมากที่สุดและเป็นคนที่รักเธอมากที่สุด
เธอจะไม่ยอมทนให้ใครมาใส่ร้ายพี่ชายของเธอ
เหล่าขุนนางต่างพากกันสั่นสะท้าน
อำนาจของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
ไม่ว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จะทำอะไรก็ตาม ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะจัดการเรื่องเล็กและใหญ่ทั้งหมด ทั่วทั้งห้องโถงว่าราชการต่างก็พากันตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งที่
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์รับสั่งออกมา
“พระราชโองการ ของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มาถึงแล้ว!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนที่คมชัดดังมาจากด้านนอกของห้องโถงใหญ่
เหล่าขุนนางต่างก็หันไปมองยังทิศทางของเสียง พวกเขาเห็นหญิงสาวที่สวมใส่ผ้าคลุมหน้าเดินเข้ามาพร้อมกับถือพระราชโองการของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ
หญิงสาวผู้นี้คือ นักบุญหญิงเทียนมู่ แห่งศาลาสวรรค์ และตอนนี้เธอเป็นสาวใช้ส่วนตัวของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
“องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทรงตรัสว่า ในตอนนี้โลกกำลังเกิดความสับสนวุ่นวาย
เขตชายแดนได้มีคนของต่างเผ่าพันธุ์เข้ามารุกราน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไปทั่วทั้งแผ่นดินดังนั้น
ข้าจะขอยกเลิกการเก็บภาษีจากประชาชน มอบรางวัลให้กับเหล่าเกษตรกร ส่งเสริมการทำการค้าและส่งเสริมเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่มีผลงานเพื่อที่จะได้ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ…”
“หากมีการฝ่าฝืนคำสั่ง คนผู้นั้นจะถูกลงโทษสถานหนัก
จบราชโองการ”
ทันทีที่นักบุญหญิงเทียนมู่ อ่านพระราชโองการจบลง เหล่าขุนนาง
ข้าราชการพลเรือนและนายพล พวกเขาต่างก็มองหน้าของกันและกัน ด้วยความตกตะลึง เนื้อหาของพระราชโองการนั้นทำให้พวกเขาตกใจ
ขุนนางบางคนต้องการที่จะคัดค้าน
แต่ว่าช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่พวกเขาสังเกตเห็นตราประทับของจักรพรรดิ
ที่ประทับอยู่บนม้วนหนังสือพระราชโองการที่ปลดปล่อยแรงกดดันและบีบบังคับที่รุนแรงออกมา
จึงทำให้ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาคัดค้านเรื่องนี้เลยแม้แต่คนเดี่ยว
ไม่มีใครมีความกล้ามากพอที่จะละเมิด คำสังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
“เอาล่ะ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปทำตามคำสั่งได้แล้ว!”
“น้อมรับราชโองการของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ขอให้พระองค์มีอายุยืนยาว!”
หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันออกไปทำตามคำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
ทีละคนไม่มีใครคัดค้าน เพราะพวกเขาไม่กล้า ทุกคนอยากมีชีวิตอยู่ต่อ
สิ่งที่พวกเขาต้องทำนั่นเป้นเพียงแค่เรื่อง่ายๆ
ทำตามคำสั่งขององค์จักรพรรดิด้วยใจ แล้วพวกเขาก็จะสามารถมีเงินมากมายให้ใช้อย่างแน่นอน
นี้ถือว่าเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของพวกเขา
ใครก็ตามที่กล้ากระโดดออกมาคัดค้านในเวลานี้จะต้องถูกตัดออกไปอย่างแน่นอน
ในขณะที่พระราชโองการฉบับแรกของจักรพรรดิแพร่กระจายไปออกไปทั่วโลก ก็ได้มีพระราชโองการฉบับใหม่ประกาศออกมาอีกครั้ง
ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนนับไม่ถ้วนตกตะลึง และโลกทั้งใบก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ว่าครั้งนี้พระราชโองการนั้นแตกต่างจากฉบับที่แล้ว
พระราชโองการที่ประกาศออกมาในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั่วโลก และได้จุดประกายความหวัง
ความกระตือรือร้นของผู้คนจากทั่วโลกในทันที
ในฐานะนักเดินทางข้ามเวลา เซี่ยเฉิน รู้ดีที่สุดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในโลก
ไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่นิกาย หรือสิ่งอื่นใด แต่เป็นผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในโลกใบนี้
ดังสุภาษิตที่ว่า น้ำสามารถล่มเรือให้จมลงได้ก็สามารถบรรทุกเรือได้เช่นกัน
ตราบใดที่ราชวงศ์สามารถทำให้คนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ดำรงชีวิตและทำงานอย่างสงบสุข
กินอิ่ม นอนหลับ มีเสื้อผ้าดีๆใส่ แล้วจะมีใครลุกขึ้นมาต่อต้าน?
เขาจึงได้ออกพระราชโองการฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อทำให้โลกเกิดเสถียรภาพขึ้นมา
มอบรางวัลให้เกษตรกร ยกเลิกการเก็บภาษีประชาชน ส่งเสริมการค้าขาย
เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคลังของอาณาจักร
เมื่อมีการประกาศใช้พระราชโองการฉบับใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดความฮือฮาไปทั่วโลก
พระราชโองการฉบับใหม่นี้ เป็นประโยชน์ต่ออาณาจักรเซี่ยและประชาชน
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทรงพระเจริญ!”
“พระองค์ทรงรักประชาชนเหมือนลูกหลาน!”
เมื่อพระราชโองการฉบับใหม่นี้เริ่มแพร่กระจายออกไปทั่งโลกแล้ว ผู้คนทั่วโลกต่างก็พากันร้องเพลงและเต้นรำอย่างมีความสุข
พระราชโองการฉบับใหม่นี้
ได้รับความสนับสนุนจากผู้คนทั่งทั้งแผ่นดิน
จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ที่แสนดีเช่นนี้ พวกเขาจะไม่รักได้อย่างไร?
ข่าวร้ายและข่าวลือที่แพร่กระจายไปทั่วเกี่ยวกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ถูกระงับอย่างรวดเร็ว
ตราบใดที่มีคนพูดอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
มันก็ดึงดูดความโกรธแค้นของผู้คนนับไม่ถ้วนในทันที และพวกเขาก็จะถูกผู้คนเขารุมทำร้ายราวกับว่าเป็นสุนักข้างถนน
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ช่วยระงับข่าวลือนับที่กำลังแพร่กระจายออกไปนับไม่ถ้วนทันที
ประชาชนต่างก็พากันคิดว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้มีความเมตา
และผู้ที่ต้องการทำให้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เสื่อมเสียชื่อเสียง ก็ได้ถูกจับกุมและส่งตัวไปให้กับทางการ
เมื่อได้รับรายงานข่าวทั้งหมด องค์หญิงสิบที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ภายในห้องโถงใหญ่ว่าราชการแผ่นดดิน
ก็มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข
“พี่เก้า พี่เก้า ข้ามีข่าวดีจะมารายงานให้ท่านฟัง”
เธอเดินเข้ามายังห้องโถงวังจักรพรรดิ ด้วยความท่าทางตื่นเต้น พร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุขบนใบหน้าของเธอ
"ทำไม เจ้าถึงมีดูท่าทางมีความสุขมาก?" เซี่ยเฉินตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าของน้องสาวที่เต็มไปด้วยความสุข
หลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาจากการบ่มเพาะ
องค์หญิงสิบพูดด้วยท่าทางที่ดูตื่นเต้น "พี่เก้า ผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินต่างตะโกนร้องเพลงสรรเสริญให้กับท่าน
ว่าเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ผู้ที่มีเมตา และข่าวลือที่เสียหายเกี่ยวกับท่านก็สลายหายไป"
“ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่ทางการ ได้รายงานเขามาแล้วว่าสามารถจับกุมตัวคนที่ปล่อยข่าวลือของท่านได้แล้ว
พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ฝึกตนชั่วร้ายท่านต้องการจะประหารพวกเขาทั้งหมดหรือไม่”
เมื่อองค์หญิงสิบ รายงานเรื่องใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเย็นชา
เซี่ยเฉินส่ายหัวเล็กน้อย “อย่าพึ่งใจร้อน คนพวกนี้เป็นเพียงแค่เบี้ยที่ใช้แล้วทิ้ง
ข้าต้องการรู้ว่ามีใครอยู่เบื้องหลังคนเหล่านี้หรือไม่
และต้องการรู้ว่าเป็นฝีมือของนิกายใหญ่ทั้งเจ็ด หรือว่า
เป็นฝีมือของเผ่าพันธุ์อื่น ข้าจะได้ลงมือกำจัดเนื้อร้ายเหล่านี้ออกไปให้หมด
จะได้ไม่มีภัยคุกคามต่อราชวงศ์เซี่ยของเราอีกต่อไป”
“และตัวเจ้าต้องจดจำเอาไว้ว่าแผ่นดินนี้เป็นของประชาชนทุกคน
หากว่าไม่มีประชาชน ถึงจะมีจักรพรรดิก็ไม่มีความหมาย”
เซี่ยเฉิน พูดออกมาอย่างจริงจัง ทำให้องค์หญิงสิบตกอยู่ในการครุ่นคิดและไตร่ตรอง
“แผ่นดินนี้คือของประชาชนทุกคน?”
เธอพึมพำกับตัวเองราวกับว่าเธอเข้าใจอะไรบางอย่าง
แต่เธอไม่มีความเข้าใจที่เฉพาะเจาะจง
เซี่ยเฉินพูดออกมาเบาๆ "เจ้าคิดตามสิ่งที่พี่กำลังจะพูดให้เจ้าฟัง
ถ้าแผ่นดินนี้เปรียบเสมือนทะเลอันกว้างใหญ่ ราชวงศ์เซี่ยของเราเปรียบเสมือนเป็นเรือลำใหญ่ที่ลอยอยู่ทามกลางทะเล
และจักรพรรดิคือผู้ที่บังคับเรือลำนี้
มีผู้คนจำนวนมากอยู่บนเรือลำนี้เมื่อเรือต้องประสบกับพายุหรือคลื่นโหมกระหน่ำที่รุนแรง
ผู้คนที่อยู่บนเรือก็ต้องได้รับบาดเจ็บและได้รับความทุกร้อนต่างๆ
และต้องต่อสู้เพื่อดิ้นรนให้ตัวเองมีชีวิตรอด”
“มีเพียงหนทางเดี่ยวที่จะทำให้ทุกคนสามารถรอดชีวิตไปจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้คือ
ผู้คนที่อยู่บนเรือจะต้องมีจิตใจเดียวกันถึงจพสามารถผ่านพ้นภัยพิบัติในครั้งนี้ไปได้
และเดินทางไปถึงจุดหมายปรายทางที่ตั้งไว้”
“เมื่อแผ่นดินมั่นคง ผู้คนเจริญรุ่งเรือง
ความแข็งแกร่งของอาณาจักรรุ่งเรือง ทุกคนในอาณาจักรเป็นเหมือนมังกร และทุกคนต่างก็รักอาณาจักรของตนเอง
เมื่อนั้นราชวงศ์และอาณาจักรก็จะคงอยู่ตลอดไป”
เมื่อได้ยินคำพูดของ เซี่ยเฉิน ทำให้องค์หญิงสิบตกตะลึง
หัวใจของเธอได้รับผลกระทบอย่างมาก และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคำพูดที่ลึกซึ้งอย่างไม่มีใครเทียบได้
บรรยายถึงการจัดการแผ่นดินได้อย่างเหมาะสม
“พี่เก้า ข้าเข้าใจแล้ว” องค์หญิงสิบ กล่าวออกมาด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม
เธอเข้าใจสิ่งที่พี่ชายของเธอต้องการจะสื่อ ได้อย่างคลุมเครือ และรู้สึกชื่นชมพี่เก้าของเธอมากยิ่งขึ้นภายในจิตใจ
เซี่ยเฉินยิ้มออกมาและกล่าวต่ออีกว่า "เจ้าจงฝึกฝนตัวเองให้ดี
และเมื่อถึงเวลา ข้าจะสละราชสมบัติและปล่อยให้เจ้าขึ้นครองบัลลังก์ จากนั้นเจ้าก็จะสามารถปกครองแผ่นดินนี้ได้อย่างแท้จริง"
“ข้าไม่ต้องการ พี่เก้า ท่านเป็นจักรพรรดินะดีแล้วและตัวข้าจะค่อยช่วยเหลือท่าน”
องค์หญิงสิบส่ายหัวทันทีและปฏิเสธที่จะเป็นจักรพรรดิอย่างแข็งขัน
เพราะว่าสิ่งที่เธอทำอยู่ในทุกวันนี้ดีมากแล้ว
เธอต้องการให้พี่ชายของเธอเป็นจักรพรรดิ และเธอเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีอำนาจในการบริหารแผ่นดิน
แค่นี้เธอก็รู้ว่ามันช่างวิเศษเหลือเกิน
“อีกอย่างพี่เก้า ข้าได้สั่งให้คนทำชุดคลุมและมงกุฎของจักรพรรดิเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เหลือแค่รอฤกษ์ยามที่ดีและวันมงคล เพื่อจัดพิธีบรมราชาภิเษกในการขึ้นครองราชของท่าน”
องค์หญิงสิบ รายงานเรื่องนี้ออกมา
เมื่อ เซี่ยเฉิน ได้ยินเขาก็ส่ายหัวและพูดออกมาว่า "เจ้าไม่จำเป็นต้องจัดพิธีบรมราชาภิเษก
เจ้ามีหน้าที่จัดการเรื่องอะไรก็ไปทำหน้าที่ของเจ้า"
“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเราคุยกันเสร็จแล้ว ข้าจะให้คนออกไปส่งเจ้า”
องค์หญิงสิบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย พี่เก้าดีเกือบทุกอย่าง
ยกเว้นเรื่องเดี่ยวเขาขี้เกียจเกินไป ไม่คิดแม้จะเดินออกไปส่งเธอด้วยตนเอง
เธอรู้สึกว่าพี่ชายของเธอขี้เกียจเกินไป
หลังจากพูดคุยกันสักพัก องค์หญิงสิบก็จากไป เธอมีงานต้องทำอีกมากมายและเธอเองก็ยุ่งมาก
หลังจากที่ส่งองค์หญิงสิบออกไปแล้ว เซี่ยเฉินก็เดินเข้าไปที่ห้องนอนและเปิดประตูห้องลับเดินเข้าไปข้างใน
ซึ่งภายในห้องลับได้มี แผ่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่
มันคืออนุสาวรีย์ดาบทงเทียน ที่ถูกเขานำกลับมาด้วยหลังจากที่ทำลายนิกายเทียนเจี้ยน
“หลังจากที่ ข้าทำการศึกษาและค้นคว้ามาตลอดระยะเวลาสามวันข้าก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆเลย”
เซี่ยเฉิน จ้องมองไปที่อนุสาวรีย์ดาบทงเทียน ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเขา
เขารู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรเขาก็ไม่สามารถมองไม่เห็นความลับที่ซ่อนอยู่ภายในอนุสาวรีย์ดาบทงเทียนได้เลย
“ดูเหมือนว่า คงต้องใช้เวลาอีกนานในการศึกษามัน”
หลังจากเฝ้าดูอนุสาวรีย์ดาบทงเทียน อยู่เป็นเวลานานเซี่ยเฉินก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
"ลืมเรื่องนี้ไปก่อนก็แล้วกัน
ตอนนี้ข้าคงต้องทำความเข้าใจ ค่ายกลซวนหวู่ก่อนดีกว่า"
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ เซี่ยเฉินก็หันหลังและเดินจากไป เขาเตรียมพร้อมที่จะทำการศึกษาค่ายกลซวนหวู่
เพราะว่าเขาได้รับค่ายกลนี้มาก่อนหน้านี้
และในตอนนี้เขาพึงจะมีเวลาได้ศึกษาการทำงานและการติดตั้งค่ายกลซวนหวู่
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved