ตอนที่ 118

วันรุ่งขึ้น ทันทีที่ข่าวการล้มสลายของนิกายเทียนเจี้ยนแพร่กระจายออกไป

โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง

เจ็ดนิกายใหญ่และนิกายต่างๆพากันรู้สึกไม่สบายใจ

ตอนนี้โลกตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน และผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ

หลังจากที่ได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ขึ้นมา

“นิกายเทียนเจี้ยน

ได้พยายามที่จะล้มล้างกราปกครองของราชวงศ์เซี่ย ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดได้ถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน

ทำลายลงไปแล้วและไม่มีนิกายเทียนเจี้ยนอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป”

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทั้งโหดร้ายและทรงพลัง”

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ สังหารอย่างไม่เลือกหน้า

ไม่คู่ควรกับชื่อของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์”

ข่าวของจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งอาณาจักรเซี่ยเริ่มแพร่กระจายออกไป มีข่าวลือมากมายนับไม่ถ้วน ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก

สิ่งนี้เคยทำให้เกิดความตื่นตระหนก และคลื่นใต้น้ำนับไม่ถ้วนเริ่มปรากฏขึ้นภายในราชวงศ์เซี่ยที่ยิ่งใหญ่

ท้ายที่สุดแล้ว จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ลงสังหารอย่างโหดเหี้ยม

จนทำให้ผู้คนทั้งโลกตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก

ข่าวลือเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และในไม่ช้าข่าวลือนับไม่ถ้วนเหล่านี้ก็มาถึงหูของคนในพระราชวัง

"ไอ้พวกสารเลว!"

ในห้องโถงใหญ่ของพระราชวัง องค์หญิงสิบที่สวมชุดคลุมของราชวงศ์รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก

เหตุผลที่ทำให้เธอโกรธ เป็นเพราะว่าโลกภายนอกนั้นได้แพร่กระจายข่าวลือที่เสียหายนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

และจงใจใส่ร้ายพี่เก้าของเธอ ซึ่งเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบัน จึงทำให้รู้รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก

“พวกเจ้าจงไปตรวจสอบ ว่าใครเป็นคนที่ปล่อยข่าวลือเหล่านี้ออกมา

และตรวจสอบด้วยว่ามีใครอยู่เบืองหลังมันผู้นี้หรือไม่

หลังจากตรวจสอบเรียบร้อยแล้วเจ้าจงทำการประหารพวกมันทั้งเก้าชั่วโคตร”

เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของราชวงศ์และจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

พวกมันต้องการใส่ร้ายจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทำให้องค์หญิงสิบเซี่ยซี ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของอาณาจักรเซี่ย

เต็มไปด้วยความโกรธ

พี่ชายคนที่เก้า ซึ่งเป็นคนที่เธอสนิทด้วยมากที่สุดและเป็นคนที่รักเธอมากที่สุด

เธอจะไม่ยอมทนให้ใครมาใส่ร้ายพี่ชายของเธอ

เหล่าขุนนางต่างพากกันสั่นสะท้าน

อำนาจของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็เพิ่มขึ้นทุกวัน

ไม่ว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จะทำอะไรก็ตาม ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะจัดการเรื่องเล็กและใหญ่ทั้งหมด ทั่วทั้งห้องโถงว่าราชการต่างก็พากันตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งที่

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์รับสั่งออกมา

“พระราชโองการ ของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มาถึงแล้ว!”

ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนที่คมชัดดังมาจากด้านนอกของห้องโถงใหญ่

เหล่าขุนนางต่างก็หันไปมองยังทิศทางของเสียง พวกเขาเห็นหญิงสาวที่สวมใส่ผ้าคลุมหน้าเดินเข้ามาพร้อมกับถือพระราชโองการของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือ

หญิงสาวผู้นี้คือ นักบุญหญิงเทียนมู่ แห่งศาลาสวรรค์ และตอนนี้เธอเป็นสาวใช้ส่วนตัวของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

“องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทรงตรัสว่า ในตอนนี้โลกกำลังเกิดความสับสนวุ่นวาย

เขตชายแดนได้มีคนของต่างเผ่าพันธุ์เข้ามารุกราน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไปทั่วทั้งแผ่นดินดังนั้น

ข้าจะขอยกเลิกการเก็บภาษีจากประชาชน มอบรางวัลให้กับเหล่าเกษตรกร ส่งเสริมการทำการค้าและส่งเสริมเจ้าหน้าที่ทุกระดับที่มีผลงานเพื่อที่จะได้ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ…”

“หากมีการฝ่าฝืนคำสั่ง คนผู้นั้นจะถูกลงโทษสถานหนัก

จบราชโองการ”

ทันทีที่นักบุญหญิงเทียนมู่ อ่านพระราชโองการจบลง เหล่าขุนนาง

ข้าราชการพลเรือนและนายพล พวกเขาต่างก็มองหน้าของกันและกัน ด้วยความตกตะลึง เนื้อหาของพระราชโองการนั้นทำให้พวกเขาตกใจ

ขุนนางบางคนต้องการที่จะคัดค้าน

แต่ว่าช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่พวกเขาสังเกตเห็นตราประทับของจักรพรรดิ

ที่ประทับอยู่บนม้วนหนังสือพระราชโองการที่ปลดปล่อยแรงกดดันและบีบบังคับที่รุนแรงออกมา

จึงทำให้ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาคัดค้านเรื่องนี้เลยแม้แต่คนเดี่ยว

ไม่มีใครมีความกล้ามากพอที่จะละเมิด คำสังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

“เอาล่ะ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปทำตามคำสั่งได้แล้ว!”

“น้อมรับราชโองการของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ขอให้พระองค์มีอายุยืนยาว!”

หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันออกไปทำตามคำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

ทีละคนไม่มีใครคัดค้าน เพราะพวกเขาไม่กล้า ทุกคนอยากมีชีวิตอยู่ต่อ

สิ่งที่พวกเขาต้องทำนั่นเป้นเพียงแค่เรื่อง่ายๆ

ทำตามคำสั่งขององค์จักรพรรดิด้วยใจ แล้วพวกเขาก็จะสามารถมีเงินมากมายให้ใช้อย่างแน่นอน

นี้ถือว่าเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของพวกเขา

ใครก็ตามที่กล้ากระโดดออกมาคัดค้านในเวลานี้จะต้องถูกตัดออกไปอย่างแน่นอน

ในขณะที่พระราชโองการฉบับแรกของจักรพรรดิแพร่กระจายไปออกไปทั่วโลก ก็ได้มีพระราชโองการฉบับใหม่ประกาศออกมาอีกครั้ง

ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนนับไม่ถ้วนตกตะลึง และโลกทั้งใบก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง

แต่ว่าครั้งนี้พระราชโองการนั้นแตกต่างจากฉบับที่แล้ว

พระราชโองการที่ประกาศออกมาในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้คนทั่วโลก และได้จุดประกายความหวัง

ความกระตือรือร้นของผู้คนจากทั่วโลกในทันที

ในฐานะนักเดินทางข้ามเวลา เซี่ยเฉิน รู้ดีที่สุดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในโลก

ไม่ใช่ครอบครัว ไม่ใช่นิกาย หรือสิ่งอื่นใด แต่เป็นผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในโลกใบนี้

ดังสุภาษิตที่ว่า น้ำสามารถล่มเรือให้จมลงได้ก็สามารถบรรทุกเรือได้เช่นกัน

ตราบใดที่ราชวงศ์สามารถทำให้คนที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ดำรงชีวิตและทำงานอย่างสงบสุข

กินอิ่ม นอนหลับ มีเสื้อผ้าดีๆใส่ แล้วจะมีใครลุกขึ้นมาต่อต้าน?

เขาจึงได้ออกพระราชโองการฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อทำให้โลกเกิดเสถียรภาพขึ้นมา

มอบรางวัลให้เกษตรกร ยกเลิกการเก็บภาษีประชาชน ส่งเสริมการค้าขาย

เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคลังของอาณาจักร

เมื่อมีการประกาศใช้พระราชโองการฉบับใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดความฮือฮาไปทั่วโลก

พระราชโองการฉบับใหม่นี้ เป็นประโยชน์ต่ออาณาจักรเซี่ยและประชาชน

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทรงพระเจริญ!”

“พระองค์ทรงรักประชาชนเหมือนลูกหลาน!”

เมื่อพระราชโองการฉบับใหม่นี้เริ่มแพร่กระจายออกไปทั่งโลกแล้ว ผู้คนทั่วโลกต่างก็พากันร้องเพลงและเต้นรำอย่างมีความสุข

พระราชโองการฉบับใหม่นี้

ได้รับความสนับสนุนจากผู้คนทั่งทั้งแผ่นดิน

จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ที่แสนดีเช่นนี้ พวกเขาจะไม่รักได้อย่างไร?

ข่าวร้ายและข่าวลือที่แพร่กระจายไปทั่วเกี่ยวกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ถูกระงับอย่างรวดเร็ว

ตราบใดที่มีคนพูดอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

มันก็ดึงดูดความโกรธแค้นของผู้คนนับไม่ถ้วนในทันที และพวกเขาก็จะถูกผู้คนเขารุมทำร้ายราวกับว่าเป็นสุนักข้างถนน

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ช่วยระงับข่าวลือนับที่กำลังแพร่กระจายออกไปนับไม่ถ้วนทันที

ประชาชนต่างก็พากันคิดว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้มีความเมตา

และผู้ที่ต้องการทำให้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เสื่อมเสียชื่อเสียง ก็ได้ถูกจับกุมและส่งตัวไปให้กับทางการ

เมื่อได้รับรายงานข่าวทั้งหมด องค์หญิงสิบที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ภายในห้องโถงใหญ่ว่าราชการแผ่นดดิน

ก็มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข

“พี่เก้า พี่เก้า ข้ามีข่าวดีจะมารายงานให้ท่านฟัง”

เธอเดินเข้ามายังห้องโถงวังจักรพรรดิ ด้วยความท่าทางตื่นเต้น พร้อมกับรอยยิ้มที่มีความสุขบนใบหน้าของเธอ

"ทำไม เจ้าถึงมีดูท่าทางมีความสุขมาก?" เซี่ยเฉินตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าของน้องสาวที่เต็มไปด้วยความสุข

หลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาจากการบ่มเพาะ

องค์หญิงสิบพูดด้วยท่าทางที่ดูตื่นเต้น "พี่เก้า ผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินต่างตะโกนร้องเพลงสรรเสริญให้กับท่าน

ว่าเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ผู้ที่มีเมตา และข่าวลือที่เสียหายเกี่ยวกับท่านก็สลายหายไป"

“ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่ทางการ ได้รายงานเขามาแล้วว่าสามารถจับกุมตัวคนที่ปล่อยข่าวลือของท่านได้แล้ว

พวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ฝึกตนชั่วร้ายท่านต้องการจะประหารพวกเขาทั้งหมดหรือไม่”

เมื่อองค์หญิงสิบ รายงานเรื่องใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเย็นชา

เซี่ยเฉินส่ายหัวเล็กน้อย “อย่าพึ่งใจร้อน คนพวกนี้เป็นเพียงแค่เบี้ยที่ใช้แล้วทิ้ง

ข้าต้องการรู้ว่ามีใครอยู่เบื้องหลังคนเหล่านี้หรือไม่

และต้องการรู้ว่าเป็นฝีมือของนิกายใหญ่ทั้งเจ็ด หรือว่า

เป็นฝีมือของเผ่าพันธุ์อื่น ข้าจะได้ลงมือกำจัดเนื้อร้ายเหล่านี้ออกไปให้หมด

จะได้ไม่มีภัยคุกคามต่อราชวงศ์เซี่ยของเราอีกต่อไป”

“และตัวเจ้าต้องจดจำเอาไว้ว่าแผ่นดินนี้เป็นของประชาชนทุกคน

หากว่าไม่มีประชาชน ถึงจะมีจักรพรรดิก็ไม่มีความหมาย”

เซี่ยเฉิน พูดออกมาอย่างจริงจัง ทำให้องค์หญิงสิบตกอยู่ในการครุ่นคิดและไตร่ตรอง

“แผ่นดินนี้คือของประชาชนทุกคน?”

เธอพึมพำกับตัวเองราวกับว่าเธอเข้าใจอะไรบางอย่าง

แต่เธอไม่มีความเข้าใจที่เฉพาะเจาะจง

เซี่ยเฉินพูดออกมาเบาๆ "เจ้าคิดตามสิ่งที่พี่กำลังจะพูดให้เจ้าฟัง

ถ้าแผ่นดินนี้เปรียบเสมือนทะเลอันกว้างใหญ่ ราชวงศ์เซี่ยของเราเปรียบเสมือนเป็นเรือลำใหญ่ที่ลอยอยู่ทามกลางทะเล

และจักรพรรดิคือผู้ที่บังคับเรือลำนี้

มีผู้คนจำนวนมากอยู่บนเรือลำนี้เมื่อเรือต้องประสบกับพายุหรือคลื่นโหมกระหน่ำที่รุนแรง

ผู้คนที่อยู่บนเรือก็ต้องได้รับบาดเจ็บและได้รับความทุกร้อนต่างๆ

และต้องต่อสู้เพื่อดิ้นรนให้ตัวเองมีชีวิตรอด”

“มีเพียงหนทางเดี่ยวที่จะทำให้ทุกคนสามารถรอดชีวิตไปจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้คือ

ผู้คนที่อยู่บนเรือจะต้องมีจิตใจเดียวกันถึงจพสามารถผ่านพ้นภัยพิบัติในครั้งนี้ไปได้

และเดินทางไปถึงจุดหมายปรายทางที่ตั้งไว้”

“เมื่อแผ่นดินมั่นคง ผู้คนเจริญรุ่งเรือง

ความแข็งแกร่งของอาณาจักรรุ่งเรือง ทุกคนในอาณาจักรเป็นเหมือนมังกร และทุกคนต่างก็รักอาณาจักรของตนเอง

เมื่อนั้นราชวงศ์และอาณาจักรก็จะคงอยู่ตลอดไป”

เมื่อได้ยินคำพูดของ เซี่ยเฉิน ทำให้องค์หญิงสิบตกตะลึง

หัวใจของเธอได้รับผลกระทบอย่างมาก และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคำพูดที่ลึกซึ้งอย่างไม่มีใครเทียบได้

บรรยายถึงการจัดการแผ่นดินได้อย่างเหมาะสม

“พี่เก้า ข้าเข้าใจแล้ว” องค์หญิงสิบ กล่าวออกมาด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม

เธอเข้าใจสิ่งที่พี่ชายของเธอต้องการจะสื่อ ได้อย่างคลุมเครือ และรู้สึกชื่นชมพี่เก้าของเธอมากยิ่งขึ้นภายในจิตใจ

เซี่ยเฉินยิ้มออกมาและกล่าวต่ออีกว่า "เจ้าจงฝึกฝนตัวเองให้ดี

และเมื่อถึงเวลา ข้าจะสละราชสมบัติและปล่อยให้เจ้าขึ้นครองบัลลังก์ จากนั้นเจ้าก็จะสามารถปกครองแผ่นดินนี้ได้อย่างแท้จริง"

“ข้าไม่ต้องการ พี่เก้า ท่านเป็นจักรพรรดินะดีแล้วและตัวข้าจะค่อยช่วยเหลือท่าน”

องค์หญิงสิบส่ายหัวทันทีและปฏิเสธที่จะเป็นจักรพรรดิอย่างแข็งขัน

เพราะว่าสิ่งที่เธอทำอยู่ในทุกวันนี้ดีมากแล้ว

เธอต้องการให้พี่ชายของเธอเป็นจักรพรรดิ และเธอเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีอำนาจในการบริหารแผ่นดิน

แค่นี้เธอก็รู้ว่ามันช่างวิเศษเหลือเกิน

“อีกอย่างพี่เก้า ข้าได้สั่งให้คนทำชุดคลุมและมงกุฎของจักรพรรดิเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เหลือแค่รอฤกษ์ยามที่ดีและวันมงคล เพื่อจัดพิธีบรมราชาภิเษกในการขึ้นครองราชของท่าน”

องค์หญิงสิบ รายงานเรื่องนี้ออกมา

เมื่อ เซี่ยเฉิน ได้ยินเขาก็ส่ายหัวและพูดออกมาว่า "เจ้าไม่จำเป็นต้องจัดพิธีบรมราชาภิเษก

เจ้ามีหน้าที่จัดการเรื่องอะไรก็ไปทำหน้าที่ของเจ้า"

“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเราคุยกันเสร็จแล้ว ข้าจะให้คนออกไปส่งเจ้า”

องค์หญิงสิบถอนหายใจออกมาเล็กน้อย พี่เก้าดีเกือบทุกอย่าง

ยกเว้นเรื่องเดี่ยวเขาขี้เกียจเกินไป ไม่คิดแม้จะเดินออกไปส่งเธอด้วยตนเอง

เธอรู้สึกว่าพี่ชายของเธอขี้เกียจเกินไป

หลังจากพูดคุยกันสักพัก องค์หญิงสิบก็จากไป เธอมีงานต้องทำอีกมากมายและเธอเองก็ยุ่งมาก

หลังจากที่ส่งองค์หญิงสิบออกไปแล้ว เซี่ยเฉินก็เดินเข้าไปที่ห้องนอนและเปิดประตูห้องลับเดินเข้าไปข้างใน

ซึ่งภายในห้องลับได้มี แผ่นหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่

มันคืออนุสาวรีย์ดาบทงเทียน ที่ถูกเขานำกลับมาด้วยหลังจากที่ทำลายนิกายเทียนเจี้ยน

“หลังจากที่ ข้าทำการศึกษาและค้นคว้ามาตลอดระยะเวลาสามวันข้าก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆเลย”

เซี่ยเฉิน จ้องมองไปที่อนุสาวรีย์ดาบทงเทียน ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเขา

เขารู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรเขาก็ไม่สามารถมองไม่เห็นความลับที่ซ่อนอยู่ภายในอนุสาวรีย์ดาบทงเทียนได้เลย

“ดูเหมือนว่า คงต้องใช้เวลาอีกนานในการศึกษามัน”

หลังจากเฝ้าดูอนุสาวรีย์ดาบทงเทียน อยู่เป็นเวลานานเซี่ยเฉินก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

"ลืมเรื่องนี้ไปก่อนก็แล้วกัน

ตอนนี้ข้าคงต้องทำความเข้าใจ ค่ายกลซวนหวู่ก่อนดีกว่า"

เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ เซี่ยเฉินก็หันหลังและเดินจากไป เขาเตรียมพร้อมที่จะทำการศึกษาค่ายกลซวนหวู่

เพราะว่าเขาได้รับค่ายกลนี้มาก่อนหน้านี้

และในตอนนี้เขาพึงจะมีเวลาได้ศึกษาการทำงานและการติดตั้งค่ายกลซวนหวู่