ตอนที่ 123

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ฤดูหนาวผ่านไป ความหนาวเย็นลดน้อยลง และทุกสรรพสิ่งก็เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา

ภายในพระราชวัง สวนจักรพรรดิ มีร่างเพรียวบางยืนอยู่ที่นั่น

ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเขาฟื้นคืนพลังชีวิตกลับมา

เซี่ยเฉิน ตระหนักได้ถึงพลังชีวิตของสรรพสิ่งที่กำลังพื้นคืนกลับมาอย่างเงีบๆ

และมีความเข้าใจที่ลึกซึ่งมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับทักษะดัชนีชิงตี้เซินมู่

ร่างกายของเขาในตอนนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยพลังชีวิตที่หนาแน่น

ที่แผ่ออกมาจาก ดอกไม้ และต้นไม้ทั้งหมดที่อยู่ในสวนจักรพรรดิแห่งนี้

พลังชีวิตเหล่านี้ได้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเซี่ยเฉินอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ เซี่ยเฉิน

รู้สึกได้ว่าพลังชีวิตเหล่านี้กำลังสะสมอยู่ภายในร่างกายของเขาทีละน้อย

หลังจากการฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ระดับการบ่มเพาะของเขาก็ได้มาถึง

ขอบเขตนิพานขั้นที่สี่ขั้นสมบูรณ์

แต่ว่าเซี่ยเฉินก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะทะลวงไปยังขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้าในตอนนี้

เซี่ยเฉิน ต้องการที่จะปรับปรุงความแข็งแกร่งของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามปี

เขาถึงจะทะลวงไปยังขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้า

หลังจากนั้นไม่กี่เดือน โอสถนิพพานที่

เซี่ยเฉิน ได้สะสมไว้ก่อนหน้านี้ก็ถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว

และในขณะเดี่ยวกันหลังจากที่เขาเข้ามาอยู่ในพระราชวังเขาก็ได้รับโอสถนิพพาน มาอีกบางส่วนแต่ก็ได้ถูกใช้ไปจนหมดแล้วเช่นกัน

แม้แต่สมบัติแห่งสวรรค์และโลกที่เขาได้รับมาบางส่วนก็ได้ถูกใช้ไปหมดแล้ว

หลังจากที่เขาลงชื่อเช็คอินในวังมาได้ระยะเวลาหนึ่ง นอกจากโอสถ

สมบัติแห่งสวรรค์และโลกแล้ว ก็ยังมีทักษะและเคล็ดวิชาเป็นจำนวนมาก

เขาได้เก็บสะสมทักษะและเคล็ดวิชาเหล่านี้เอาไว้

เพื่อเป็นรากฐานของทักษะที่เขากำลังจะสร้างขึ้นมาเป็นของตัวเอง

ตอนนี้ร่างกายของเขานับว่าแข็งแกร่งมากที่สุด ด้วยความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขา

เขาสามารถบดขยี้ผู้ฝึกตนขั้นไหนก็ได้ที่อยู่ในขอบเขตนิพพาน และยังมีความรู้สึกว่าเขาสามารถท้าทายผู้ฝึกตนขอบเขตเหนือธรรมชาติได้

พลังจิตวิญญาณและจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์

ของเขาเองก็มีความก้าวหน้าอย่างมากเช่นกัน และเป็นเพียงแค่เรื่องง่ายๆเลยในตอนนี้สำหรับเขาที่จะสังหารศัตรูที่อยู่ห่างออกไปหลายพั้นลี้

ด้วยดาบ

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ของเขาก็คือ

เขาไม่มีทักษะเป็นของตัวเองแต่ว่าเขาก็กำลังสะสมทักษะที่เขาได้รับมาจากการลงชื่อเช็คอินในแต่ล่ะครั้งเอาไว้เป็นจำนวนมาก

เพื่อที่จะสร้าทักษะของตนเองขึ้นมา

“ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้ายังขาดทักษะอีกเพียงแค่เล็กน้อย

หลังจากที่นำแก่นแท้ของทักษะทั้งหมดที่ข้าได้รับมาหลอมรวมกัน

ข้าก็จะสามารถสร้างทักษะที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่เป็นของตัวข้าเองขึ้นมาได้”

เซี่ยเฉินพึมพำกับตัวเอง หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ดูดซับพลังชีวิที่อยู่รอบๆตัวของเขาเข้าไป

เขาเข้าใจดีว่าเมื่อเขาต้องการที่จะสร้างทักษะที่เป็นของตัวเอง

เขาต้องพึ่งพากายาพิเศษ โดยอาศัยพลังลึกลับของกายาจักรพรรดิมนุษย์ เพื่อสร้างทักษะแบบใหม่ขึ้นมา

คาดว่าภายในสองหรือสามเดือน ข้าคงจะสามารถเริ่มสร้างทักษะขึ้นมาให้เป็นรูเป็นร่างได้บางแล้วบ้างส่วน

“ดูเหมือนว่าการก่อสร้างพระราชวังแห่งใหม่ของข้า

ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ข้าคงต้องไปดูสักหน่อย”

หลังจากที่คิดเกี่ยวกับแผ่นการบ่มเพาะในอานาคตของเขาเสร็จแล้ว

เซี่ยเฉิน ก็นึกถึงวังจักรพรรดิแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่

ว่ามันใกล้ที่จะสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาก็เลยอยากเดินไปดูสักเล็กน้อย

เซี่ยเฉิน เดินไปอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังไปยังบริเวณใจกลางของเขตพระราชวัง

ซึ่งเป็นที่ก่อสร้างพระราชวังแห่งใหม่ของเขา

พระราชวังทั้งหมดมีความวิจิตรงดงาม แผ่กลิ่นอายที่ดูสูงส่ง

และวังจักรพรรดิแห่งใหม่นี้มีความสูงถึงเก้าชั้น และยอดของพระราชวังจักรพรรดิมันก็มีความสูงมากกว่าหอคอยโหราศาสตร์มาก

เมื่อเดินขึ้นไปที่ยอดของพระราชวังจักรพรรดิ ก็จะสามารถมองเห็นสถานการณ์ทั้งหมดของเมืองหลวงจักรพรรดิได้

“ถวายบังคม เพค่ะองค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์!”

ทันทีที่เขามาถึง เขาก็เห็นกลุ่มสาวใช้และทหารองครักษ์คุกเข่าและทำความเคารพ

"ลุกขึ้น"

เซี่ยเฉินพยักหน้าเล็กน้อยและยืนอยู่ที่ด้านหน้าพระราชวังจักรพรรดิแห่งใหม่

“พี่ชายเก้า ท่านมาได้เวลาพอดี พระราชวังจักรพรรดิหลังนี้ได้สร้างเสร็จแล้ว

ท่านพึ่งพอใจหรือไม่และต้องการตั้งชื่อพระราชวังจักรพรรดิของท่านว่าอะไร”

ในเวลานี้เอง องค์หญิสิบได้เดินเข้ามาจากทางด้านหลังของเซี่ยเฉิน

ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสุขและถามพี่ชายของเธอออกมาในทันทีหลังจากที่เธอเห็นว่าพี่ชายของเธอนั้นได้มายืนอยู่ที่นี้แล้ว

เมื่อได้ยินสิ่งที่น้องสาวของเขาถาม เซี่ยเฉินก็ยิ้มและเงยหน้าขึ้นมอง

ความประทับใจแรกที่มีต่อพระราชวังจักรพรรดิแห่งใหม่นี้คือ ศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขาม

และเต็มไปด้วยความวิจิตรงดงามที่ไม่มีที่สิ้นสุด

"ดี ดีมาก"

เซี่ยเฉิน รู้สึกพอใจเป็นอย่างมากและพูดขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

"เสี่ยวซี น้องทำงานได้ดีมาก

หลังจากนี้น้องจงมอบรางวัลให้แก่ทุกคนที่สร้างพระราชวังจักรพรรดิแห่งนี้ด้วย"

“พี่เก้า ไม่ต้องกังวล ข้าได้จัดเตรียมรางวัลเอาไว้หมดแล้ว”

องค์หญิงสิบพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

"ดีแล้ว."

เซี่ยเฉิน ยิ้มออกมาเล็กน้อยและรู้สึกพึงพอใจมาก ที่องค์หญิงสิบมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ

และมีความรู้ในการป้องปรามที่ยอดเยี่ยม

บางทีอาจเป็นเพราะว่าเธอได้จัดการกับกิจการของแผ่นดินทุกวัน

และค่อยๆ ฝึกฝนจิตวิญญาณของจักรพรรดิของเธอ

ถูกต้องแล้ว ในตอนนี้องค์หญิงสิบได้ค่อยๆ

หล่อเลี้ยงออร่าของจักรพรรดิ ขึ้นมาได้บางส่วนแล้ว

บางทีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า องค์หญิงสิบคงจะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงและกลายเป็นจักรพรรดินีที่แท้จริง

“พี่เก้า ท่านตัดสินใจเรื่องชื่อของพระราชวังจักพรรดิหลังใหม่นี้ได้แล้วหรือยัง?” องค์หญิงสิบถามขึ้นมาอีกครั้ง

เซี่ยเฉินคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองไปที่พระราชวังจักรพรรดิ อันวิจิตรงดงามที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเขา

และครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และในตอนนี้เองเขาก็มีคำตอบอยู่ในใจของเขาเรียบร้อยแล้ว

หึง......!

ได้มีดาบที่ดูธรรมดาปรากฏขึ้นในมือซ้ายของเขา แม้ว่ามันจะดูเรียบง่ายและดูธรรมดาไปบางแต่แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากดาบนั้น

ทำให้ผู้คนที่อยู่ในบริเวรรู้สึกได้ถึงความกดดันและรู้สึกถูกกดขี่อย่างอธิบายไม่ได้

ดาบเล่มนี้คือ ดาบแห่งจักรพรรดิ

“ข้าจะตังชื่อพระราชวังจักรพรรดิแห่งนี้ว่า พระราชวังจักรพรรดิมนุษย์”

เซี่ยเฉิน พึมพำกับตัวเอง หลังจากนั้นก็ชักดาบออกจากฝัก

หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงของดาบที่คมชัด "เฉียง" หลังจากที่เซี่ยเฉิน

ได้ดึงดาบออกมาจากฝักแล้วเขาก็ลอบขึ้นไปบนท้องฟ้าด้านหน้าพระราชวังจักรพรรดิแห่งใหม่

และแกะสลักตัวอักษรตัวใหญ่สามตัวไว้ตรงกลางพระราชวัง

พระราชวังจักรพรรดิมนุษย์!

ตัวอักษรใหญ่ทั้งสามได้แผ่กลิ่นอายที่กดขี่และบีบบังคับออกมา

หลังจากที่ทุกคนได้เงยหน้าขึ้นไปมองตัวอักษรทั้งสาม

พวกเขาต่างก็รู้สึกราวกับว่าพวกเขาได้พบเจอกับจักรพรรดิ ทำให้กิดความรู้สึกที่น่าเกรงขามอันแรงกล้าภายในจิตใจของพวกเขา

เมื่อผุ้ฝึนตนได้พบเห็นตัวอักษรทั้งสามตัวนี้ พวกเขาก็จะสัมผัสได้ถึงเจตจำนงของจักรพรรดิผู้มีอำนาจสูงสุด

จิตใจของพวกเขาสั่นไหว และจิตวิญญาณของพวกเขาก็ต้องสั่นสะท้านภายใต้การบีบบังคับของเจตจำนงแห่งจักรพรรดิที่อยู่บนตัวอักษรทั้งสามตัวนั้น

“พระราชวังจักรพรรดิมนุษย์?” องค์หญิงสิบยังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอพึมพำออกมากับตัวเอง จิตใจของเธอสั่นไหว

ในตอนนี้เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ เธอได้มองเห็นภาพมายาของชายที่แข็งแกร่งกำลังยืนอยู่ในความว่างเปล่า

เขาดูสง่างาม ยิ่งใหญ่และคาดเดาไม่ได้ เธอได้รู้สึกถึงความเคารพอย่างลึกซึ้งที่ผุดขึ้นมาในหัวใจของเธอ

“เสี่ยวซี เข้าไปดูข้างในกับข้ากันเถอะ”

หลังจากนั้นเซี่ยเฉิน ก็เก็บดาบแห่งจักรพรรดิเข้าไปยังทะเลแห่งจิตวิญญาณของเขา

และเรียกให้องค์หญิงสิบรู้สึกตัว

เธอจ้องมองไปที่แผ่นหลังของพี่ชายของเธอ อย่างว่างเปล่า พร้อมกับปรากฏแววตาประหลาดใจขึ้นมา เธออยากรู้มากว่าพี่ชายของเธอเอาดาบเล่มนี้ออกมาจากที่ไหน

และตอนนี้มันหายไปไหนแล้ว

ดูเหมือนว่าพี่ชายของเธอคนนี้จะซ่อนความลับเอาไว้มากมาย

แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ ไม่ว่าพี่ชายของเธอจะซ่อนความลับอะไรเอาไว้ก็ตาม

เธอรู้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือพี่ชายของเธอรักเธอมากที่สุด

“บอกข้ามาสิ ที่เจ้ามาหาข้าแบบนี้เจ้ากำลังมีเรื่องลำบากใจอยู่ใช่มั้ย?”

ในพระราชวังจักรพรรดิ เซี่ยเฉิน มองไปที่องค์หญิงสิบที่อยู่ข้างๆเขาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ตอนนี้น้องสาวของเขายุ่งมากและไม่มีเวลามาพบเขาได้ทุกวัน เมื่อเธอมาหาเขาเธอจะต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

และก็เป็นอย่างที่เซี่ยเฉินคาดเดาเอาไว้จริงๆ

เพราะว่าในตอนนี้ใบหน้าขององค์หญิงสิบนี้นดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

หลังจากนั้นเธอก็พูดออกมาอย่างแผ่วเบาว่า “พี่เก้า ข้ามีเรื่องบางอย่างที่จะต้องปรึกษากับท่านจริงๆข้าถึงได้มาหาท่าน"

“บอกข้ามาว่ามีเรื่องอะไร?” เซี่ยเฉินพยักหน้าเมื่อเห็นว่าเป็นไปตามสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้

หลังจากนั้นองค์หญิงสิบก็พูดออกมา "เมื่อพระราชโองการของท่านพี่ได้ถูกประกาศออกไปและนำมาใช้อย่างจริงจัง

ประชาชนทุกคนต่างก็พากันชื่นชมและสนับสนุน แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ปฏิบัติตามนโยบายใหม่

และยังทำการขัดขวางนโยบายใหม่ของท่านในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้”

"โอ้?" เซี่ยเฉินเข้าใจและยิ้มออกมา

"ถ้าให้ข้าเดา

คนเหล่านี้น่าจะเป็นคนของราชวงศ์ที่เป็นเจ้าเมืองในที่ดินศักดินาของตัวเองใช่หรือไม่?"

“ใช่แล้ว พี่เก้า ท่านไม่รู้หรอกว่าพวกเขาน่ารังเกียจแค่ไหน” องค์หญิงสิบพูดด้วยความโกรธ

ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเย็นชา เธอพูดออกมาทีละคำ

"คนในตระกูลเหล่านั้นรวมตัวกันเพื่อต่อต้านท่าน และยังเชิญเหล่าผู้อาวุโสในของราชวงศ์จำนวนมากออกมาเพื่อทวงความยุติธรรม

โดยที่พวกเขาบอกว่าท่าน ทำร้ายผลประโยชน์ของราชวงศ์ และทำร้ายผลประโยชน์ของคนของราชวงศ์ทั้งหมดอีกด้วย”

“และสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดคือพวกเขาได้รวมตัวกันกับราชาจากทุกหัวเมือง

เพื่อทำการประชุมและปรึกษาหารือกันอย่างลับๆ

ซ่องสุ่มกองกำลังทหารและทำการต่อต้านพระราชโองการของท่านอย่างเปิดเผย แม้กระทั่งปฏิเสธที่จะยอมสละอำนาจทางทหารของพวกเขา”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ องค์หญิงสิบก็รู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก

หลังจากที่เธอได้รับรู้เรื่องของคนในราชวงศ์

ลุกขึ้นมาต่อต้านพระราชโองการของพี่ชายของเธอ

“สามาชิกของราชวงศ์ ราชาจากหัวเมืองต่างๆ

คนของเผ่าพันธุ์อื่น และนิกายน้อยใหญ่ ผู้คนเหล่านี้ต่างก็เป็นหนอนและมะเร็งของอาณาจักร

และจักรวรรดิเซี่ยจริงๆ”

เซี่ยเฉิน กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

แต่ว่าภายใต้ความสงบนั้น ได้มีจิตสังหารแผ่ออกมาเล็กน้อย

แน่นอนว่าคนเหล่านี้ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของตนเอง

พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถแข่งขันกับเซี่ยเฉินได้ หากว่าพวกเขาผนึกกำลังกัน

แต่ว่าความเป็นจริงนั้นโหดร้าย

องค์หญิงสิบคิดถึงบางสิ่งบางอย่างออกมาได้อย่างกะทันหัน และพูดออกมาอย่างรวดเร็ว

“ข้าคิดว่าข้าจะไปพบกับบรรพบุรุษเฒ่าที่อยู่ในห้องโถงบูชาบรรพบุรุษ

และบอกให้เขาออกไปจัดการสังหารคนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านให้หมด”

ดวงตาของ เซี่ยเฉิน จริงจังมากขึ้นเล็กน้อยและเขาก็พูดอออกมาด้วยรอยยิ้ม

"ดูเหมือนว่าบรรพบุรุษเฒ่าผู้นี้จะมีความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับราชวงศ์เจ้าไม่จำเป็นต้องไปหาเขาหรอกข้าคิดว่าเขาคงไม่เต็มใจที่จะลงมือ

แต่ว่าเจ้าไม่ต้องคิดมากเดี่ยวข้าจะช่วยเจ้าทำความสะอาดให้เอง"

“เจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อม หากจำเป็นข้าจะดำเนินการจัดการสมาชิคของราชวงศ์

เผ่าพันธุ์ต่างๆและนิกายใหญ่ทั้งหลายเหล่านี้ให้หมด

ถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำความสะอาดโลกใบนี้ เพราะว่าโลกใบนี้ขุ่นมัวเกินไป”

ในตอนนี้ เซี่ยเฉิน ได้เดินมายืนอยู่ที่ชั้นบนสุดของพระราชวังจักรพรรดิ

และมองลงไปเขาเห็นสถานที่ทั้งหมดที่อยู่ในเขตพระราชวังหรือแม้แต่ที่อยู่ด้านนอกของเขตพระราชวัง

และตัดสินใจที่จะกำจัดมะเร็งร้ายเหล่านี้ออกไปจากโลกใบนี้

“ค่ะ พี่เก้า”

เมื่อเธอได้ยินคำพูดเหล่านี้ องค์หญิงสิบก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที

“อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ระดับการบ่มเพาะของเจ้าไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นมาเลย”

จู่ๆ เซี่ยเฉินก็พูดอะไรบางอย่างออกมา ทำให้องค์หญิงสิบต้องหยุดชะงัก

และรู้สึกละอายใจและเขินอายเล็กน้อย

“พี่เก้า ข้ารู้แล้ว”

เธอดูเคร่งขรึมมากขึ้น ท่าทางของเธอในตอนนี้กลับมาเต็มไปด้วยความหมั่นใจอีกครั้ง

หลังจากผ่านไปหลายเดือน เซี่ยเฉิน

รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยกับความก้าวหน้าดังกล่าวของน้องสาวของเขา

ดังนั้นเขาจึ้งสั่งให้เธอบ่มเพาะพลังของเธอในวันนี้เพื่อที่จะทำการบุกทะลวงของเขตของเธอ

เพราะว่าเซี่ยเฉินได้สังเกตเห็นแล้วว่า ในตอนนี้น้องสาวของเขาได้มาถึงขอบเขตปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ขั้นสมบูรณ์แล้วและพร้อมที่จะบุกทะลวงเข้าสู้ขอบเขตนิพพานได้แล้ว

“ระบบ ลงชื่อเช็คอินที่พระราชวังจักรพรรดิมนุษ์”

เมื่อเซี่ยเฉิน เห็นว่าน้องสาวของเขาได้จากไปแล้ว

เขาก็ได้ออกคำสั่งกับระบบในทันทีอย่างเงียบๆ ภายในใจของเขา

เขาอยากรู้ว่าเขาจะสามารถ ลงชื่อเช็คอินในพระราชวังจักรพรรดิที่สร้างขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่?