ณ.เมืองหลวงอาณาจักรเซี่ย พระราชวังของจักรพรรดิมนุษย์
เซี่ยเฉิน กำลังนั่งขัดสมาธิ ร่างกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยแสงห้าสี
ตอนนี้เขากำลังทำการ ควบแน่นพลังปราณของธาตุทั้งห้าที่อยู่ภายในอวัยวะทั้งห้าของเขาเพื่อเปิดสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า
นี้ก็ผ่านไปสามเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่ เขากลับมาจากราชสำนักเผ่าหมาป่าเป่ยตี้
ในช่วงระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา เซี่ยเฉินได้ทำการฝึกฝน
เคล็ดวิชาลับสังเวยเทพเจ้าโบราณ ที่เขาได้รับมาจากการลงชื่อเช็คอินที่เมืองหลวงของเผ่าหมาป่าเป่ยตี้
หลังจากที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาลับสังเวยเทพเจ้าโบราณ มาได้สักพักหนึ่ง
เซ่ยเฉินก็เขาใจความหมายที่แท้จริงของเคล็ดวิชาลับสังเวยเทพเจ้าโบราณ หลังจากที่เขาขัดเกลาอวัยวะภายในทั้งห้ามาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อที่จะทำให้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าของเขาแข็งแกร่งมากขึ้น
และเต็มไปด้วยพลังเหนือธรรมชาติที่ทรงพลัง
ตามข้อมูลที่บันทึกไว้ใน เคล็ดวิชาลับสังเวยเทพเจ้าโบราณ
มีด้วยกันสองวิธี ในการฝึกฝน
วิธีการแรกนั้นโหดร้ายเป็นอย่างมาก โดยใช้พลังชีวิตของสัตว์หรือมนุษย์
ที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อทำการฝึกฝน และผู้ที่ฝึกฝนด้วยวิธีนี้ ย่อมเปิดสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าที่เต็มไปด้วยพลังที่ชั่วร้าย
และวิธีการฝึกฝนที่สองคือ ใช้ตัวเองเป็นเครื่องสังเวยและขัดเกลาอวัยวะภายในทั้งห้าเพื่อเปิดสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า
ที่อยู่ในร่างกายแต่ว่าวิธีการฝึนฝนเช่นนี้จำเป็นต้องใช้
พลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเป็นนอย่างมากในการฝึกฝน
แต่ว่า เซี่ยเฉิน นั้นมีพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว
เขาจึงเลือกที่จะฝึกฝนด้วย วิธีการฝึกฝนที่สอง
สังเวยพลังจิตวิญญาณของตนเองเพื่อขัดเกลาอวัยวะภายในทั้งห้า
ร่างจุติเทพเจ้าแห่งไฟ สมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นแรกของเขา
ที่เปิดขึ้นมานั้นก็เกิดจากการที่เขาสังเวยพลังจิตวิญญาณของเขาไปเป็นจำนวนมาก
แต่ว่าในตอนนั้นเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากแก่นแท้ของพลังปราณห้าธาตุด้วยทำให้
สมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นแรกมีพลังเหนือธรรมชาติที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
พลังเหนือธรรมชาติของสมบัติศักดิ์สิทธิ์
แต่ละชิ้นนั้นมีความสามารถที่แตกต่างกัน สามารถใช้ต่อสู้ ป้องกัน และรักษาชีวิต
โดยที่สามารถเรียกออกมาใช้งานได้ตลอดเวลา
และในการเดินทางไปที่เขตชายแดนทางตอนเหนือของอาณาจักรเซี่ย
ในครั้งก่อน เซี่ยเฉินก็พึ่งพาพลังเหนือธรรมชาติของร่างจุติเทพเจ้าแห่งไฟ
ในการทำลายล้างกองทัพนักรบหมาป่าหลายล้านนายให้แตกพ่าย และยังบุกเข้าไปที่ราชสำนักของเผ่าหมาป่าเป่ยตี้
เพื่อทำการสังหาร เหล่าขุนนาง หัวหน้าเผ่าต่างๆ สมาชิกราชวงศ์และจักรพรรดิหมาป่า
ด้วยพลังเหนือธรรมชาติของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นแรกของเขา
ตอนนี้เขาได้รับ เคล็ดวิชาลับสังเวยเทพเจ้าโบราณ
มาแล้ว ทำให้เขาสามารถเสริมความแข็งแกร่งของสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นแรกของเขาได้มากขึ้น
และในเวลาเพียงสามเดือน ร่างจุติเทพเจ้าแห่งไฟของเขาในตอนนี้นั้นแข็งแกร่งขึ้นมากว่าเมื่อก่อนถึงสิบเท่า
ฮัม!
เปลวไฟลุกโชนขึ้นมา นี้คือเปลวไฟที่แท้จริงที่เซี่ยเฉินดูดซับมาจากดวงอาทิตย์
มันกำลังหลั่งไหลเข้าไปที่สมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นแรกของเขาอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงความแข็งแกร่ง
หลังจากที่ฝึกฝนมาเป็นเวลานาน เซี่ยเฉิน ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาในดวงตาของเขปรากฏเปลวไฟขึ้นมาในดวงตาทั้งสองข้าง
“ตามที่คาดไว้การฝึกฝนด้วย เคล็ดวิชาลับสังเวยเทพเจ้าโบราณ
ช่างมีผลลัพธ์ที่น่าทึ่งมาก”
เขาพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ
หลังจากที่เขาสังเวยพลังจิตวิญญาณ ของเขาเป็นเวลาสามเดือน สมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นแรกของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมสิบเท่า
และเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นแรกของธาตุทั้งห้าที่เปิดขึ้นมา มันเติบโตขึ้นเป็นอย่างมากและน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง
ขั้นตอนต่อไปคือการควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นอื่นๆ
ที่เหลืออยู่อีกสี่ธาตุ ด้วยการสังเวยพลังจิตวิญญาณของเขา อย่างต่อเนื่องและทำให้สมบัติศักดิ์สิทธิ์อีกสี่ชิ้นควบแน่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
เมื่อเขาสามารถควบแน่น สมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าขึ้นมาได้ทั้งหมดแล้ว
เขาก็จะสามารถทะลวงไปยังขอบเขตที่สูงขึ้นได้นั้นก็คือ ขอบเขตเหนือธรรมชาติ
โดยทั่วไปแล้ว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าขึ้นมาได้
และเป็นเรื่องที่ดีมากแล้วที่บางคนสามารถควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้หนึ่งหรือสองชิ้น
ตัวอย่างเช่น จักรพรรดิทั้งห้าแห่งราชวงศ์เซี่ย
ผู้ที่สามารถควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์แห่งธาตุทั้งห้าขึ้นมาได้คนละหนึ่งชิ้น
เซี่ยเฉิน คาดเดาว่าจักรพรรดิทั้งห้านั้นสามารถควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ตรงกับธาตุของตัวเองขึ้นมาได้
เลยทำให้ถูกขนานนามว่าจักรพรรดิทั้งห้า
มันไม่ง่ายเลยที่จะควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นอื่นๆ คนส่วนใหญ่สามารถควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ได้เพียงชิ้นเดียวในช่วงชีวิตของพวกเขา
และบางคนไม่มีด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้
แต่พวกเขาก็ยังคงสามารถทะลวงระดับการบ่มเพาะของพวกขาได้
แต่ความแข็งแกร่งของพนเหล่านี้อ่อนแอลงเนื่องจากขาดการช่วยเหลือจากสมบัติศักดิ์สิทธิ์
มีอัจฉริยะบางคนที่สามารถควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้สองหรือสามชิ้น
อัจฉริยะเหล่านี้มีพรสวรรค์ที่ไม่มีใครเทียบได้ และคนที่สามารถควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าขึ้นมได้คือคนที่อยู่เหนือคนอัจฉริยะเหล่านี้มาก
เซี่ยเฉิน
มีความตั้งใจที่จะควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าขึ้นมา หลังจากที่เขาได้รับ
เคล็ดวิชาลับสังเวยเทพเจ้าโบราณ เขาก็มีความมั่นใจมากขึ้นว่าเขาสามารถทำได้
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ เซี่ยเฉิน ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งตารอ
"โชคดีที่ข้าได้สะสมโอสถวิญญาณหยวนตัน
เอาไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถช่วยให้เขามีพลังจิตวิญญาณมากพอที่จะฝึกฝน"
เซี่ยเฉิน ยิ้มออกมาและได้นำโอสถวิญญาณหยวนตัน
จำนวนมากที่เขาสะสมเอาไว้ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา
“วันนี้ ข้ายังไม่ได้ลงชื่อเช็คอินเลย”
หลังจากนั้น เซี่ยเฉินก็ค่อยๆ ลุกขึ้นและเดินออกจากวังจักรพรรดิของเขาไป
ระหว่างทาง เขาก็กำลังคิดว่าเขาจะไปลงชื่อเช็คอินที่ไหนดี
เพราะว่าเขามีโอสถวิญญาณหยวนตันเพียงพอแล้ว
“ไปที่ห้องโถงบูชาบรรพบุรุษก็แล้วกัน”
ในไม่ช้า เซี่ยเฉิน ก็มาถึงห้องโถงบูชาบรรพบุรุษ
“ระบบ ลงชื่อเช็คอินที่นี่!”
ทันทีที่เขาเข้ามาในห้องโถงบูชาบรรพบุรุษ เขาก็ออกคำสั่งกับระบบอย่างเงียบๆ
ภายในใจของเขา
ติ๊ง!
“เช็คอินสำเร็จ ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ด้วย
ท่านได้รับ : ค่ายกลหงส์เพลิง หนึ่งในสี่ค่ายกลสัตว์เทพ” (ปล.ค่ายกลซวนหวู่
ของเปลี่ยนเป็นค่ายกลเต่าดำนะครับ)
เสียงการแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น
ใบหน้าของเซี่ยเฉิน ก็เต็มไปด้วยความสุข และสังเกตเห็นรปแบบค่ายกลค่ายกลหงส์เพลิง
ที่กำลังลอบอยู่ในพื้นที่เก็บของของระบบ และนำมันออกมาถือเอาไว้ในมือของเขา
แผ่นจานค่ายกลนี้ มีสีแดงเพลิงและเป็นหนึ่งในสี่ค่ายกลสัตว์เทพ
“ค่ายกลหงส์เพลิง
ดูเหมือนว่าตอนนี้ข้าได้มาแล้วสองในสี่ค่ายกลสัตว์เทพ ยังเหลืออีกสองสัตว์เทพ
แต่ก็คงอีกไม่นาน”
ในตอนนี้ เซี่ยเฉิน นั้นอารมณ์ดีเป็นอย่างมากเขาได้เก็บ ค่ายกลหงส์เพลิง
จุดธูปสามดอก แล้วปักลงในกระถางธูปก่อนที่จะหันหลังกลับและเดินจากไป
ในส่วนลึกของห้องโถงบูชาบรรพบุรุษ บรรพบุรุษเฒ่าไม่ได้สังเกตเห็นการมาถึงของ
เซี่ยเฉิน เลยด้วยซ้ำ เขายังคงนั่งหลับตาและบ่มเพาะพลังของเขา
หลังจากที่ออกมาจากห้องโถงบูชาบรรพบุรุษแล้ว เซี่ยเฉิน
ก้ยังเดินเล่นไปรอบเขตพระราชวัง
“ช่วงนี้ข้ารู้สึกได้ว่าพลังปราณจิตวิญญาณของโลกแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ”
ขณะที่เซี่ยเฉิน
กำลังเดินเล่นอยู่นั้นเขาก็ครุ่นคิดถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังปราณจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ
ๆ
ตั้งแต่ที่เขากลับมาจากเขตชายแดนทางตอนใต้ เขาก็สังเกตเห็นว่าโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ประเด็นแรกคือพลังปราณจิตวิญญาณซึ่งได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ในแต่ละวัน และดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าพลังปราณจิตวิญญาณของโลกกำลังฟื้นตัวทีละน้อย
“ด้วยพลังปราณจิตวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์และการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คงจะมีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งและทรงพลังปรากฏตัวออกมาเป็นจำนวนมาก และผู้ที่ติดอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ขั้นสมบูรณ์
เป็นเวลานานคงจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพานได้ในไม่ช้าก็เร็ว”
เซี่ยเฉิน กำลังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
ดังนั้นเขาจึงมีลางสังหรณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะต้องมี
ผู้ฝึกตนขอบเขตนิพพานปรากฏตัวออกมา เป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน
“ข้าต้องใช้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของพลังปราณจิตวิญญาณ
ในครั้งนี้และรีบทะลวงผ่านไปยังขอบเขตนิพพานขั้นที่เก้าให้เร็วที่สุด”
หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว เซี่ยเฉิน
ก็เดินทางกลับไปที่พระราชวังจักรพรรดิ เพื่อฝึกฝนต่อไป และมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงการระดับการบ่มเพาะของเขา
“ยินดีที่ได้พบ องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์!”
ขณะที่เซี่ยเฉิน กำลังจะหันหลังกลับ เขาก็เห็น เฉียนเสวี่ย คุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา
เธอสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวบรรยากาศที่อยู่รอบๆร่างกายของเธอในตอนนี้นั้น
เต็มไปด้วยบรรยากาศที่หนาวเย็นแผ่ออกมาจากร่างกายของเธอซึ่งทำให้ ดอกไม้ และต้นไม้ที่อยู่โดยรอบก็กลายเป็นน้ำแข็ง
“เฉียนเสวี่ย เกิดอะไรขึ้น?” เซี่ยเฉินถามออกไปอย่างใจเย็น
เมื่อเขาสังเกตเห็นว่า เฉียนเสวี่ย
กำลังนั่งคุกเข่าเพื่อทำความเคารพ หลังจากนั้นเธอก็พูดออกมาว่า "รายงาน องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
ตอนนี้ข้าได้เรียนรู้บางอย่างจากการฝึกฝนของข้าเมื่อเร็วๆนี้ และข้าต้องการกลับไปที่
ภูเขาเทียนซานเพื่อบุกทะลวงขอบเขต"
"โอ้?" เซี่ยเฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
และเข้าใจได้ในทันทีหลังจากที่ใช้จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
ของเขาสำรวจการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของเฉียนเสวี่ย ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพาน
เมื่อตรวจสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเฉิน ก็พยักหน้าเล็กน้อย
"เจ้ามีกายาหิมะลึกลับ เหมาะสมแล้วที่กลับไปยังภูเขาเทียนซานเพื่อทำกรบุกทะลวงขอบเขต
เจ้ารีบไปเถอะ"
“ขอบคุณ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์!”
เฉียนเสวี่ย เอ่ยขอบคุณด้วยความตื่นเต้น จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นและบินขึ้นไปบนท้องฟ้าหายไปจากพระราชวังอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองดูเฉียนเสวี่ยที่จากไป เซี่ยเฉิน รู้ดีว่ากายาหิมะลึกลับจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกว่าเพื่อให้การบุกทะลวงขอบเขตประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
พรึบ!
ขณะที่เฉียนเสวี่ยจากไป ก็มีอีกคนหนึ่งบินลงมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขาอย่างเงียบๆ
“ยินดีที่ได้พบ องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์!”
คนที่มาใบหน้าของเธอ ถูกคลุมด้วยผ้าคลุมหน้า เธอเองก็กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้าเขา
เธอคือนักบุญหญิงเทียนมู่ แห่งศาลาสวรรค์ซึ่งเป็นผู้ติดตามจักรพรรดินีเซี่ยซี
เพื่อช่วยเธอจัดการกิจการของบ้านเมือง จู่ๆเธอก็มาพบเขาในวันนี้ เซี่ยเฉินก็สามารถคาดเดาได้ในทันทีว่าเธอต้องการอะไร
แน่นอนว่า เซี่ยเฉินสามารถสังเกตเห็นถึงการผันนผวนในร่างการของเธอได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นสัญญาณของการบุกทะลวงขอบเขตและก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
เช่นเดียวกับ Qianxue ทั้งสองดูเหมือนจะอยู่ในจุดสำคัญของการพัฒนา
และต้องการล่าถอยและบุกทะลวง
“บอกข้ามา ว่าเธอต้องการอะไร?” เซี่ยเฉินถามออกไปอย่างแผ่วเบา
แม้ว่าเขาจะรู้ แต่เขาก็ยังแสร้งทำเป็นไม่รู้
นักบุญหญิงเทียนมู่ ตอบตามความเป็นจริง "รายงาน องค์จักรพรรดิ์ศักดิ์สิทธิ์
ข้าต้องการกลับไปที่ศาลาสวรรค์"
"อืม เจ้ากลับไปได้" เซี่ยเฉินโบกมือโดยไม่ได้ใส่ใจและบอกให้เธอกลับไปที่ศาลาสวรรค์ได้
สิ่งนี้ทำให้นักบุญหญิงเทียนมู่ตกตะลึง ในตอนแรกเธอคิดว่ามันจะต้องยาก
แต่เธอไม่คิดเลยว่าจะไม่มีปัญหาเลย
เซี่ยเฉิน เองก็สังเกตเห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น
“ขอบคุณ องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์!”
นักบุญหญิงเทียนมู่ กล่าวขอบคุณอย่างตื่นเต้น เพราะหลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในพระราชวังแล้ว
ก็เป็นเรื่องยากที่จะกลับออกไป
ตอนนี้เธอได้รับการอนุญาตแล้ว จะไม่ทำให้เธอมีความสุขได้อย่างไร
เมื่อมองดูนักบุญหญิงเทียนมู่จากไป เซี่ยเฉิน ก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ
มันเป็นไปอย่างที่เขาคาดเดาเอาไว้
หลังจากที่พลังปราณจิตวิญญาณของโลกใบนี้ฟื้นคืนมา ผู้คนจำนวนมากที่ติดอยู่ในขอขวดมาเป็นเวลานาน
ก็จะสามารถบุกทะลวงไปยังขอบเขตที่สูงขึ้นได้
“โลกใบนี้กำลังจะตกอยู่ ในความสับสนวุ่นวาย”
เซี่ยเฉินถอนหายใจออกมาเบาๆ หันหลังกลับและกลับไปที่พระราชวังจักรพรรดิเพื่อบ่มเพาะพลังของเขาต่อไป
วันเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ในแต่ละวัน
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved