ตอนที่ 101

เมื่อข่าวการตายของจักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท

แพร่กระจายออกไปทำให้ผู้คนในเมืองหลวงรู้สึกสับสนและเกิดความวุ่นวายขึ้นมาทั้งภายในและภายนอก

องค์หญิงสิบที่ถือครองตราจักรวรรดิและตราพยัคฆ์แห่งกองทัพเซี่ย

เธอใช้เวลาหนึ่งวันในการควบคุมทหารองครักษ์ของจักรวรรดิเซี่ย และจัดการกับคนบางกลุ่มที่ลุกขึ้นมาต่อต้านเธอ

ในช่วงเวลาสั่นๆนั้นก็ได้รับการจัดการอย่างเรียบร้อย

เขตพระราชวังทั้งหมดถูกทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นขันที

สาวใช้ประจำวังทั้งหมดตั้งแต่ตำแหน่งต่ำที่สุดไปจนถึงตำแหน่งสูงที่สุด

ต่างก็ถูกจัดการผลัดเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดภายในครั้งเดียว

จนถึงตอนนี้ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงวันเดียว ถึงแม้ว่าองค์หญิงสิบจะเป็นผู้หญิง

แต่วิธีการจัดการของเธอก็ไม่เลวเลย

เซี่ยเฉิน นั่งอยู่ภายในพระราชวังตะวันตกอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้ลงมือเขาไปแทรกแซง

แต่ปล่อยให้องค์หญิงสิบจัดการเรื่องทุกอย่างไปทีล่ะขั้นที่ละตอนด้วยความสามารถของตัวเธอเอง

สำหรับเขาแล้ว ตราบใดที่เขาสามารถอาศัยอยู่ภายในพระราชวังได้อย่างปลอดภัยและลงชื่อเช็คอินได้อย่างสบายใจ

ใครจะขึ้นเป็นจักรพรรดิก็เหมือนกัน

แต่เป็นการดีกว่าสำหรับเขาที่จะปล่อยให้องค์หญิงสิบที่มีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดกับเขาขึ้นเป็นจักรพรรดิ

ท้ายที่สุดแล้วเขาไม่จำเป็นต้องทำงานหนักและขึ้นเป็นจักรพรรดิด้วยตนเอง

สำหรับการคัดค้านของคนอื่น ไม่มีกลุ่มของคนในราชวงศ์เซี่ยคนใดที่กล้าออกมาคัดค้าน

เนื่องจากจักรพรรดิเซี่ยองค์ก่อนได้สิ้นพระชนไปแล้ว และบรรพบุรุษเฒ่าก็ออกมารับรองด้วยตนเอง

เพียงหนึ่งคำของบรรพบุรุษเฒ่าทำให้คนในราชวงศ์ทั้งหมดต่างก็พากันหุบปากพร้อมกัน

ในเมื่อบรรพบุรุษเฒ่าออกปากพูดด้วยตนเอง ถ้าใครไม่กล้าเชื่อฟังก็ต้องคิดถึงผลที่จะตามมา

ด้วยเหตุนี้เอง อุปสรรคแรกของจักรพรรดินีเซี่ยซี จังได้รับการแก้ไขและไม่มีใครกล้าที่จะออกมาคัดค้าน

สำหรับโลกภายนอกในตอนนี้

ยังไม่มีใครที่ได้รัข่าวการเสียชีวิตของจักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท

ข่าวทั้งหมดภายในเขตพระราชวังในตอนนี้ได้ถูกปิดกันอย่างสมบูรณ์

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ องค์หญิงสิบ ที่ถือครองตราพยัคฆ์แห่งกองทัพเซี่ยได้เขาควบคุมกองทหารองครักษ์แต่ละกองและปราบกองทหารองครักษ์

ทั้งหกที่คอยปกป้องเมืองหลวงจักรพรรดิอย่างลับๆ

แน่นอนว่ากระบวนการนี้ไม่ได้ราบรื่นมากนัก แต่ภายใต้การยับยั้งของตราพยัคฆ์แห่งกองทัพเซี่ยและตราประทับจักรพรรดิ

และความแข็งแกร่งขององค์หญิงสิบในที่สุดเธอก็เข้าควบคุ้มกองทหารทั้งหมดได้เสร็จสิ้น

ในวันนี้ องค์หญิงสิบ ได้เดินทางมาหาเซี่ยเฉินและพาเขาย้ายไปอยู่ที่พระราชวังตะวันออก

“พี่เก้า ในตอนนี้พระราชวังทั้งหมดได้รับการทำความสะอาดและอยู่ภายใต้การควบคุมของข้าอย่างสมบูรณ์แล้ว”

เธอรายงานข่าวให้เขารู้ทันที ที่เธอเดินเข้ามาและมันก็เป็นข่าวดี

ด้วยการสนับสนุนของบรรพบุรุษเฒ่า ไม่มีใครกล้ากระโดดออกมาเพื่อคัดค้านเธอในการขึ้นเป็นจักรพรรดิ

และเขตพระราชวังก็เกือบจะถูกทำความสะอาดหมดแล้ว และคนที่เข้ามาใหม่ส่วนมากก็เป็นคนขององค์หญิงสิบ

ทหารราชองครักษ์ทั้งแปดพันคนที่เฝ้าพระราชวังต่างรวมตัวกันและยอมจำนน

นอกจากกองทหารทั้งหกที่คอยปกป้องเมืองรอบนอกแล้ว ก็ยังมีกองทหารม้าอีกทั้งหมด

100,000 นายที่ถูกปราบปราม

และขั้นตอนต่อไปของเธอก็สำคัญมาก

นั่นก็คือการกระจายข่าวเรื่อง

ที่เธอจะขึ้นเป็นองค์จักรพรรดินีหญิงองค์แรกของราชวงศ์เซี่ยออกไป

"ดีมาก คงจะไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว" เซี่ยเฉินพยักหน้าเล็กน้อยหลังจากที่ได้รับฟังข่าวที่เซี่ยซีมารายงานให้เขาฟัง

ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะต้องพูดเกี่ยวกับการยึดอำนาจของพวกเขาในครั้งนี้

เพราะว่าเพื่อที่จะเตรียมพร้อมให้กับองค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์

จักรพรรดิเซี่ย เคยได้จัดคนของเขาเข้าไปปะปนกับเหล่าขุนนางในราชสำนัก

ให้ขุนนางและนายพลที่เป็นคนของเขาคอยสนับสนุนองค์รัชทายาทอย่างลับๆเพื่อต่อสู้แย่งชิงอำนาจ

แต่ขุนนางบางพวกไม่รู้ พวกเขาต่างก็ถูกจัดการโดยจักรพรรดิเซี่ย เพียงเพราะว่าจักรพรรดิเซี่ยไม่ต้องการให้เกิดอะไรผิดผลาดขึ้นมา

เขาได้ปูทางสู่การขึ้นครองบัลลังก์อย่างราบรื่น หลังจากที่เขายึดครองร่างกายขององค์ชายสิบเอ็ดได้

แต่ว่าช่างน่าเสียดายที่แผนการทั้งหมดของเขาล้มเหลว

เพราะว่าหลังจากที่ เซี่ยเฉิน รับรู้เรื่องทั้งหมด

จักรพรรดิเซี่ยก็ได้ถูกเซี่ยเฉินสังหารในทันที

“พี่เก้า ข้าพร้อมแล้วที่จะเผยแพร่ข่าวที่ข้าจะขึ้นเป็นจักรพรรดิหญิงองค์แรกของจักรวรรดิเซี่ย

ออกไปทั่วโลก”

ท่าทางของ องค์หญิงสิบดูจริงจัง และค่อยๆแผ่กลิ่นอายของจักรพรรดิที่มีสง่าราศีออกมาจากร่างกายของเธอ

เธอได้ตัดสินใจแล้วที่ จะเปิดเผยข่าวนี้ออกไป เนื่องจากเธอได้รับการสนับสนุนจากพี่เก้าของเธอ

ให้ขึ้นเป็นจักรพรรดินี หญิงองค์แรกของราชวงศ์เซี่ย

เซี่ยเฉินพยักหน้าเล็กน้อยและเอ่ยเตือน “ส่วนเรื่องการตายของจักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท

เจ้ารู้ใช่ไหมว่าต้องจัดการอย่างไรเกี่ยวกับการกระจายข่าว”

“พี่เก้า ไม่ต้องเป็นห่วงข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไร”

องค์หญิงสิบ ดูเคร่งขรึมและพูดยืนยันออกมาว่า "ข้าได้เตรียมพระราชโองการ

ของจักรพรรดิเอาไว้แล้ว และเตรียมพร้อมที่จะประกาศให้โลกรู้ว่าราชทูตของเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้

ลักลอบเข้ามาในเขตพระราชวังในเวลากลางคืนเพื่อลอบสังหารองค์จักรพรรดิและองค์รัชทายาท

“และข้าก็ยังได้ออกราชโองการให้

ล่าสังหารคนของเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้ทั้งหมด ที่อยู่ในอาณาจักรเซี่ย”

หลังจากที่ฟังแผนการขององค์หญิงสิบ เซี่ยเฉินก็พยักหน้าเล็กน้อย

อย่างน้อยก็พวกเขาก็สร้างความสนใจและพุ่งเป้าไปที่คนของเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้

ด้วยเหตุการณ์ลอบสังหารเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญเป็นอย่างมาก และพวกเขาได้เข้ามาลอบสังหารจักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท

หม้อสีดำใบใหญ่นี้

เซี่ยเฉินต้องการมอบให้เผ่าหมาป่าเป่ยตี้เป็นของขวัญ (หม้อสีดำ หมายถึง

โยนความผิดให้คนอื่นแบกรับ)

เมื่อข่าวการลอบสังหารจักรพรรดิและองค์รัชทายาท แพร่กระจายออกไป

มันจะต้องสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกอย่างแน่นอน

.............................................................................

และแน่นอนว่าเมื่อมีข่าวแพร่กระจายออกมาจากพระราชวังว่าจักรพรรดิเซี่ย

และ องค์รัชทายาทได้ถูกลอบสังหาร ชั่วขณะหนึ่งผู้คนทั้งเมืองหลวงต่างก็รู้สึกสั่นสะเทือนกับข่าวที่พวกเขาได้รับ

และในตอนนี้โลกทั้งใบกำลังเดือดดาล

“อะไรนะ ฝ่าบาททรงถูกลอบสังหาร?”

“องค์รัชทายาทเองก็ถูกลอบสังหารเช่นกัน”

ผู้นำนิกายเทียนเจี้ยน เมื่อได้รับข่าวเขาก็รู้สึกตกตะลึง

คนสองคนได้ถูกลอบสังหารและเสียเสียชีวิตพร้อมกัน

สำหรับการตายของจักรพรรดิเซี่ยนั้นไม่นับว่าเป็นอะไร

เพราะว่าอย่างน้องก้ยังมีองค์รัชทายาทที่จะต้องขึ้นครองบัลลังก์

อย่างน้อยก็สามารถทำให้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นสงบและมั่นคงขึ้นมาได้

แต่ว่าในตอนนี้ แม้แต่องค์รัชทายาทก็ถูกลอบสังหารและเสียชีวิตไปพร้อมกับจักรพรรดิเซี่ย

แล้วข้าต้องทำยังไงดี?

เมืองหลวงจะต้องตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย

และกองทหารรักษาการณ์ทั้งหกก็เริ่มทำการเฝ้าระวังประตูหลักของเมืองหลวงอย่างแน่นหนา

ปิดประตูเมืองและห้ามคนเดินทางเข้าและออก อย่างเคร่งครัด

“จักพรรดิเซี่ย และ องค์รัชทายาทถูกลอบสังหารเสียชีวิตในทันที”

เมื่อข่าวนี้แพร่กระจ่ายออกไป ก็เกิดความโกลาหลขึ้นในเมืองหลวงจักรพรรดิ

ประชาชนทั้งจักรวรรดิพากันตกตะลึง และผู้คนนับไม่ถ้วนก็รู้สึกตกตะลึงเช่นกัน

จักรพรรดิเซี่ยสิ้นพระชนม์แล้ว และองค์รัชทายาทก็เช่นกัน ซึ่งทำให้เหล่าขุนนาง

นายพล และแม้แต่กองกำลังใหญ่ของตระกูลใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนตกตะลึงหลังจากได้รับข่าว

“เสด็จพ่อ เสียชีวิตแล้ว?”

องค์ชายสอง ที่ได้รับข่าวก็ตกตะลึง

และสิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่านั้นคือแม้แต่องค์รัชทายาทก็เสียชีวิตด้วย

“ฮ่าฮ่าฮ่า เยี่ยมมาก โอกาสของข้ามาถึงแล้ว”

ในที่สุดองค์ชายสอง ก็รู้สึกตื่นเต้นและหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

จักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท ต่างก็เสียชีวิตกันไปหมดแล้ว

และในตอนนี้ อาณาจักรเซี่ยกำลังขาดผู้นำ

ซึ่งในตอนนี้นับว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเขา

นี่ไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุดในการยึดอำนาจของเขาใช่ไหม ตราบใดที่เขาเข้าไปข้างในพระราชวัง

และยึดตราประทับจักรพรรดิ และค้นหา ตราพยัคฆ์แห่งกองทัพเซี่ย

เพื่อที่จะควบคุ้มกองทัพทั้งหมดของอาณาจักร โลกใบนี้ก็จะตกอยู่ในมือของเขา

เมื่อประกอบกับการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางบางคน

ที่สนับสนุนเขาก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะประสบความสำเร็จในการขึ้นครองบัลลังก์

"เดี่ยวก่อน.." ทันใดนั้นองค์ชายสองก็เงียบขรึม เขาคิดอะไรบางอย่างได้จึงถามออกมาว่า

"ข่าวนี้ถูกต้องหรือเปล่าพวกเจ้ายืนยันมาแล้วใช่ไหม

คงไม่ใช้ข่าวปลอมที่เสด็จพ่อปลอยออกมานะ"

เขามีความสงสัยว่าเป็นการกระทำของจักรพรรดิเซี่ยหรือเปล่า เพราว่าก่อนหน้านี้จักรพรรดิเซี่ยเพิ่งจะเรียกตัวให้เหล่าองค์ชายให้ไปเข้าเฝ้าและรับสั่งให้พวกเขาออกจากเมืองหลวงจักรพรรดิ

เดินทางกลับไปยังที่ศักดินาของพวกเขาโดยเร็วที่สุด

นี้เป็นการปูทางให้องค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างง่ายดาย

และในตอนแรกองค์ชายสองเองก็กำลังจะจากไปเช่นกัน แต่ตอนนี้เขารู้สึกตื่นเต้นและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก

เพราะว่าจู่ๆ เขาก็ได้รับข่าวเช่นนี้

มันอาจเป็น ข่าวปลอมได้ใช่ไหม?

“ฝ่าบาท ข่าวนี้เป็นความจริงและได้รับการยืนยันมาแล้ว”

ข้ารับใช้ของเขารายงาน เขากล่าวว่า "ตามข้อมูลที่ข้าได้ตรวจสอบมา

ข้าได้พบว่าเขตพระราชวังในตอนนี้ได้ถูกปิดกั้นคนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า"

“และในตอนนี้ข่าวนี้ก็ได้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งเมืองหลวงจักรพรรดิแล้วและกำลังแพร่กระจ่ายออกไปทั่วโลกในเร็วๆนี้”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ องค์ชายสองก็ยืนยันได้ทันทีว่าข่าวนี้เป็นความจริง

“ราชทูตของเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้

ช่างอุกอาจจริงๆพวกเขากล้าที่จะลงมือรอบสังหารองค์จักรพรรดิและองค์รัชทายาทในเวลาเดี่ยวกัน”

องค์ชายสอง กำลังเดินไปมาอย่างตื่นเต้น

“บอกข้าหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับ

คณะราชทูตของเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้ในตอนนี้” องค์ชายสอง ถามออกมาทันที

หลังจากนั้นข้ารับใช้ของเขาก็ตอบว่า "เรียนฝ่าบาท ในตอนนั้นได้มีกลุ่มทหารองครักษ์ไปล้อมรอบ

เรือนรับรองของกลุ่มราชทูตเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้เอาไว้

และเมื่อพวกเขาเขาไปตรวจสอบภายในที่พักข้างในก็เต็มไปด้วยศพนอนกองอยู่ตามพื้น

รวมทั้งศพขององค์ชายอาโมซา ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย"

“เอาล่ะ เจ้าออกไปได้!”

ในตอนนี้ใบหน้าขององค์ชายสองก้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเขาก็หัวเราะออกมาในที่สุดเขาก็มองเห็นความหวัง

“ไปเรียกรถม้าและทหารองครักษ์ของข้ามาทั้งหมด และติดตามข้าไปที่พระราชวัง”

องค์ชายสองได้ตัดสินใจเรียกรวมพลทหารองครักษ์ทั้งหมดของเขาเพื่อติดตามเขาเข้าไปที่พระราชวัง

เพื่อยึดบัลลังก์เพราะว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เขาไม่ควรพลาด

เช่นเดียวกับเขา องค์ชายคนอื่นๆ ที่ได้รับข่าวก็เริ่มเคลื่อนไหวกันทันที

องค์ชายสามและองค์ชายสี่ ต่างก็ระดมพลอย่างลับๆ และเดินทางเข้าไปในเมืองจักรพรรดิ

ในที่สุดพวกเขาก็มารวมตัวกันและเริ่มเตรียมพร้อมที่จะไปยังพระราชวัง

เมืองหลวงจักรพรรดิทั้งเมืองในตอนนี้ได้ตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก

และผู้คนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าหรือออก

“จักรพรรดิเซี่ย และ องค์รัชทายาท ได้ถูกลอบสังหาร

จักรวรรดิเซี่ยกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงงครั้งใหญ่ขึ้น”

หลังจากได้รับข่าว ผู้คนจากทุกนิกาย ต่างก็พากันตกตะลึงและรู้สึกหนาวสั่นเล็กน้อย

“ราชวงศ์เซี่ย ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี”

ภายในศาลาสวรรค์ หัวหน้าศาลาได้มองไปยังทิศทางของพระราชวังเซี่ยอย่างเงียบๆ

ด้วยดวงตาของเธอกำลังส่องแสงเปล่งประกาย ออกมาด้วยสีอันสง่างาม

เธอมีความรู้สึกว่าเรื่องราวต่างๆไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น และในครั้งนี้ต้องมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซุกซ่อนเอาไว้มากกว่านั้น

มีแม้กระทั่งมือที่มองไม่เห็น และ อยู่เบื้องหลังซึ่งกำลังควบคุมทุกสิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหารจักรพรรดิเซี่ย หรือองค์รัชทายาท

สิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับมือใครบางคนที่อยู่เบื่องหลังเรื่องทั้งหมด

แต่ว่าเธอเองก้ไม่รู้ว่าใครเป็นผุ้ที่อยู่เบื่องหลังเรื่องทั้งหมด

“กลุ่มราชทูตของเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้ ต่างก็ถูกสังหารโดยที่ไม่มีผู้รอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว

และอยู่ๆก็มีข่าวการลอบสังหารจักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท ออกมาเหตุใดจะมีเหตุบังเอิญเกิดขึ้นมามากเช่นนี้?”

หัวหน้าศาลาสวรรค์ เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“ท่านหัวหน้าศาลา พวกเราควรทำอย่างไรกันต่อไป พวกเราจะเข้าร่วมการต่อสู้ขององค์ชายองค์อื่นหรือไม่?”

นักบุญหญิงถามออกมา ด้วยท่าทางที่จริงจัง

(ปล.เปลี่ยจากเทพธิดาเป็นนักบุญหญิงนะครับ)

เมื่อได้ยินคำถามของนักบุญหญิง หัวหน้าศาลาสวรรค์ก็ส่ายหัว

ดวงตาของเธอหรี่ลง "พระราชวังในตอนนี้มีบุคคลที่แข็งแกร่งซ่อนตัวอยู่ ดังนั้นพวกเราอย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่ามไปมากกว่านี้"

“ในตอนนี้พวกเราทำแค่คอยจับตาการเคลื่อนไหวของ นิกายเทียนเจี้ยนไปก่อน

เพราะว่าพวกเขาได้ส่งปรมาจารย์ไปสนับสนุนองค์ชายสอง

และเนื่องจากข่าวการเสียชีวิตของจักรพรรดิ พวกเขาจะต้องเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน”

“ในตอนนี้พวกเราไม่สามารถดำเนินการอย่างหุนหันพลันแล่นได้ในขณะนี้

ออกคำสั่งให้เรียกตัวทุกคนของศาลาสวรรค์ให้ถอนตัวออกจากภารกิจทั้งหมด”

“โลกใบนี้อาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงแล้วจริงๆ และนิกายใหญ่ทั้งหลายก้ไม่มีข้อยกเว้น

และไม่สามารภหลีกเลี่ยงได้”

หัวหน้าศาลาสวรรค์ นั้นฉลาดมากเธอระมัดระวังมากยิ่งขึ้น สัญชาตญาณอันเฉียบแหลมของเธอสัมผัสที่หกกำลังบอกเธอว่าเธอ

ไม่สามารถทำอะไรบุ่มบ่ามได้

พระราชวังในปัจจุบันเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่กำลังอ้าปากของมันเปิดกว้างและพร้อมที่จะกลืนกินทุกคนที่บุกรุกเข้าไป

ราชวงศ์เซี่ย กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วจริงๆ