ตอนที่ 125

ในพระราชวังหยงเล่อ มีหมอกปกคลุม

ภายในหมอกนี้ มีร่างที่สง่างามกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่

เธอคือองค์หญิงสิบเซี่ยซี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของราชวงศ์เซี่ยและระดับการบ่มเพาะของเธอก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในเวลานี้ ระดับการบ่มเพาะของเธอได้เพิ่มจนมาถึงจุดที่ใกล้จะทะลวงขอบเขตได้แล้ว

กระแสพลังปราณแห่งสวรรค์และโลกได้หลั่งไหลมารวมตัวกันที่พระราชวังหย่งเล่อ

และลอยมารวมตัวกันที่เหนือศรีษะขององค์หญิงสิบ เริ่มทำการควบแน่นเป็นบุปผาแห่งเต๋า

ที่ดูเลื่อนลาง

ตอนนี้องค์หญิงสิบได้ดูดซับพลังสะสมมาเพียงพอแล้ว และเริ่มที่จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพาน

ในครั้งเดี่ยวและในตอนนี้บุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอกได้ถูกควบแน่นขึ้นมาแล้วอย่างสมบูรณ์

พรึบ!

ทันใดนั้นเอง ก็ได้ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ นั่นก็คือเซี่ยเฉิน

เขามองดูน้องสาวของเขาที่กำลังนั่งอยู่บนพื้น และรู้สึกโล่งใจ

เพราะว่าในที่สุดน้องสาวของเขาก็ทะลวงขอบเขตได้สำเร็จ

“อืม

ดูเหมือนว่าน้องสาวของข้าก็มีพรสวรรค์ที่ไม่เลวเลย

ในการทะลวงผ่านขอบเขตนิพพานในครั้งแรกก็สามารถควบแน่นบุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอกขึ้นมาได้

ดูเหมือนว่าเธอจะไปได้ไกลกว่านี้ในอนาคต”

เซี่ยเฉิน มองไปยังบุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอกที่ลอยอยู่เหนือศรีษะของน้องสาวของเขา

ด้วยความรู้สึกยินดีและโล่งใจในเวลาเดี่ยวกัน

นี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่น้องสาวของเขามีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะและอนาคตของเธอจะต้องสดใส

ในตอนแรกนั้นน้องสาวของเขาได้ฝึกฝนทักษการบ่มเพาะระดับสูงของราชวงศ์เพียงเท่านั้น

ต่อมาเขาก็ได้มอบ พระสูตรไท่หยิน ให้กับเธอเพื่อฝึกฝน

และเมื่อเขากับมาอยู่ที่เมืองหลวงเขาก็ได้ส่งมอบ เคล็ดวิชาหวางจิงซือลู่

ที่สมบูรณ์ให้เธออีกครั้ง เพื่อปรับปรุงความแข็งแกร่งให้กับน้องสาวของเขา

คลื่นนนนน...

กระบวนการทะลวงขอบเขตนิพพานยังคงดำเนินการต่อไปอย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ ในไม่ช้าองค์หญิงสิบก็ได้หลอมรวมเข้ากับบุปผาแห่งเต๋าทั้งสามได้สำเร็จ

และประสบความสำเร็จในการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพานขั้นที่หนึ่งได้อย่างสมบูรณ์

แต่สิ่งที่ทำให้ เซี่ยเฉินประหลาดใจก็คือองค์หญิงสิบ

นั้นมีกายาศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เมื่อเห็นว่ามีดวงจันทร์ที่สว่างสดใสลอยขึ้นอย่างช้าๆ

ข้างหลังเธอ ส่องแสงจันทร์ที่พร่ามัวออกมา

“พระจันทร์อันสุกใสได้ปรากฏเหนือท้องฟ้า

ดูเหมือนว่ากายาศักดิ์สิทธิ์ของเธอจะเป็นกายาไท่หยิน”

เมื่อเซี่ยเฉิน ได้สังเกตเห็นพระจันทร์ที่ปรากฏขึ้นมา

เขาก็เปิดใช้งานดวงตาแห่งสวรรค์

เพื่อตรวจดูว่าน้องสาวของเขามีกายาศักดิ์สิทธิ์ประเภทไหน

และเมื่อเขาตรวจสอบดูแล้วก็พบว่าน้องสาวของเขานั้นมีกายาศักดิ์สิทธิ์ กายาไท่หยิน

และในตอนนี้กลิ่นอายขององค์หญิงสิบได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เพราะว่าหลังจากที่เธอเข้ามาบริหารจัดการงานแผ่นดินนั้นเธอก็ได้ดูดซับกลิ่นอายของจักรพรรดิอยู่ตลอดเวลา

ทำให้เมื่อเธอทะลวงของเขตสำเร็จแล้วเธอได้แผ่กลิ่นอายของจักรพรรดิออกมาจากตัวของเธอในตอนนี้

"ดี."

หลังจากที่สังเกตไปได้สักพัก เซี่ยเฉิน ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจหลังจากตระหนักได้ว่าไม่มีอันตรายใดๆแล้ว

พรึบ!

ไม่นานหลังจากนั้น องค์หญิงสิบก็ลืมตาขึ้นมา แสงศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของเธอ

เมื่อเธอเห็น พี่ชายของเธอกำลังมองเธออยู่ เธอก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง

จากนั้นก็บินเข้าไปหาพี่ชายของเธอด้วยท่าทางที่มีความสุข และเข้าไปกอดพี่ชายของเธอ

“พี่เก้า ข้าทะลวงขอบเขตนิพพานได้สำเร็จแล้ว”

เธอพูดออกมาอย่างตื่นเต้น

“อืม ข้าเห็นแล้ว” เซี่ยเฉินเอ่ยชื่นชมน้องสาวอย่างไม่ลังเล

สิ่งนี้ทำให้องค์หญิงสิบมีความสุขมากขึ้น และเธอก็มีความสุขมากที่ได้รับการชื่นชมจากพี่ชายอันเป็นที่รักของเธอ

“คาราวะ องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์!”

"ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ที่สามารถทะลวงเข้าสู้ขอบเขตนิพพานได้สำเร็จ"

ในเวลานี้ นักบุญหญิงเทียนมู่แห่งศาลาสวรรค์ และเทพธิดากวงหาน

ต่างก็ได้เดินทางมาที่พระราชวังหย่งเล่อเพื่อแสดงความยินดีกับองค์หญิงสิบ ด้วยความเคารพ

มีความอิจฉาปรากฏขึ้นในดวงตาของพวกเธอ

เมื่อสังเกตเห็นบุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอก

เพราะว่าเป้นเรื่องที่ยากมากๆที่จะสามารถควบแน่นบุปผาแห่งเต่าทั้งสามขึ้นมาในการทะลวงผ่านเข้าสู้ขอบเขตนิพพานในครั้งแรก

ทำให้พวกเธอทั้งสองตกใจและอิจฉาองค์หญิงสิบเป็นอย่างมาก

เดิมทีทั้งสองนั้นก็อยู่ในระดับเดียวกันกับองค์หญิงสิบ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเธอนั้นได้รู้แล้วว่าพวกเธอไม่ได้อยู่ในระดับเดี่ยวกันอีกต่อไป

แต่ว่าพวกเธอก็ได้รับข้อมูลเชิงลึกมากมายหลังจากที่ได้สังเกตองค์หญิงสิบทำการทะลวงขอบเขต

บางทีอาจจะใช้เวลาไม่นานสำหรับพวกเธอทั้งสองที่จะฝ่าฟันไปได้สำเร็จ

"ลุกขึ้น"

เซี่ยเฉิน พยักหน้าเล็กน้อยแล้วบอกให้ทั้งสองลุกขึ้น

“รายงาน องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ สายลับของตำหนักกวงหานได้ส่งรายงานลับมาให้ข้า

พวกเขารายงานว่าราชาของหัวเมืองต่างๆได้รวบรวมกองกำลังทหารนับล้านนาย

เพื่อต่อต้านราชวงศ์และกำลังเดินทางมายังเมืองหลวงของอาณาจักร”

เทพธิดากวงหาน รายงานข่าวที่เธอได้รับมาให้กับเซี่ยเฉิน

ทราบในทันที

"โอ้?" เซี่ยเฉินพยักหน้าหลังจากที่ได้รับการรายงานจากเทพธิดากวงหาน

และกล่าวว่า "ในที่สุดก้มาถึงวันนี้ ขุนนางและราชาของหัวเมืองเหล่านี้ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาพร้อมที่จะเริ่มลงมือกันแล้ว"

“มีอะไรอีกไหม?” เขาถามอีกครั้ง

นักบุญหญิงเทียนมู่แห่งศาลาสวรรค์ ก็รายงานออกมาด้วยความเคารพ "รายงาน

องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ตามข้อมูลของศาลสวรรค์ หลังจากสิ้นสุดฤดูหนาว เผ่าหมาป่าเป่ยตี้

ที่อยู่ทางเขตชายแดนทางตอนเหนือของอาณาจักเซี่ยก็พร้อมที่จะเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน

โดยที่พวกเขาได้ระดมกองกำลังนักรบหมาป่านับล้านอย่างลับๆ และมีสัญญาณว่าพวกเขากำลังเดินทางไปยังทางใต้”

“เผ่าหมาป่าเป่ยตี้ เดินทางไปทางใต้?”

เซี่ยเฉิน ครุ่นคิดอะไรบางอย่างเงียบๆ ดูเหมือนว่าคนของราชวงศ์และเหล่าขุนนาง

ได้มีการติดต่อกับเผ่าพันธุ์อื่นอย่างลับๆไม่มากก็น้อย

“พี่เก้า ส่งทหารไปปราบปรามพวกมัน”

องค์หญิงสิบ พูดออกมาด้วยใบหน้าที่เย็นชาและแววตาของเธอเต็มไปด้วยจิตสังหาร

เซี่ยเฉิน คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา

หลังจากนั้นเขาก็พูดออกมาว่า "ตอนนี้เจ้าจะต้องรีบจัดการกับเหล่าขุนนางและราชาของหัวเมืองต่างๆ

เพื่อจัดการปัญหาภายในราชวงศ์ให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนที่จะไปจัดการกับเผ่าหมาป่าเป่ยตี้และเผ่าคนเถื่อนหนานหมาน"

“คงถึงเวลาแล้วที่จะต้อง รวบรวมอำนาจทางทหารทั้งหมดมาไว้ในมือของราชวงศ์”

เขาพึมพำกับตัวเอง แต่องค์หญิงสิบ นักบุญหญิงเทียนมู่และเทพธิดากวงหาน

พวกเธอต่างก็สัมพัสได้ถึงเจตนาฆ่าที่รุนแรง ในคำพูดของเซี่ยเฉิน

โลกใบนี้กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

ในตอนนี้ เซี่ยเฉิน มีความตั้งใจที่แน่วแน่ที่จะทำการกวาดล้างขุนนางและราชาหัวเมืองทั้งหมดที่ลุกขึ้นมาต่อต้านราชวงศ์เซี่ย

และรวบรวมอำนาจทางทหารกลับคืนมายังราชวงศ์อีกครั้ง

“พระราชโองการของข้านั้นได้ประกาศออกไปแล้ว

ว่าข้านั้นต้องการทวงคืนอำนาจทางการทหารกลับมา จะไม่มีขุนนาง ตระกูล

หรือราชาหัวเมืองคนไหนที่จะสามารถครอบครองกองกำลังรองทหารส่วนตัวได้มากกว่าหนึ่งพันคน

ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งจะถูกลงโทษด้วย ความผิดฐานเป็นกบฏ"

“ส่งคำสั่งของข้าออกไปให้รวบรวมทารชั้นยอด 300,000

นายและกองกำลังทหารองครักษ์ทั้ง 6 กองพลของอาณาจักร

โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นคนนำทัพ และออกเดินทางทันทีเพื่อทำลายล้างกองกำลังของกบฏ”

เซี่ยเฉิน ออกคำสั่งสองคำสั่งติดต่อกัน

“ตามพระบัชชา องค์จักรพรรดิศักดิสิทธิ์!”

องค์หญิงสิบ เทพธิดากวงหานและนักบุญหญิงเทียนมู่ พวกเธอต่างก้ต้องออกไปทำศึกในครั้งนี้

หลังจากที่มอบหมายภารกิจให้กับน้องสาวของเขาเสร้จเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเฉินก็เดินออกจากพระราชวังหย่งเล่อและกลับไปที่พระราชวังของเขาในทันที

หลังจากที่มอบหมายภารจิกเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เขาก้ไม่ได้สนใจอะไรอีกต่อไป และปล่ยให้เป็นหน้าที่ของน้องสาวของเขาเป็นผู้ดำเนินการต่อไป

เพราะว่าในตอนนี้น้องสาวของเขาก็กลายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตนิพพานขั้นที่หนึ่งแล้ว

ไม่มีอุปสรรคและอันตรายมากนักในการจัดการกับราชาของหัวเมืองต่างๆแต่ว่าเขตชายแดนทางเหนือเขาจำเป็นต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกซุ่มโจมตีจากเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้

ด้วยคำสั่งของจักรพรรดิ์ศักดิ์สิทธิ์

ราชวงศ์เซี่ยที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง

ข่าวแพร่กระจายออกไปและสร้างความปั่นป่วนเป็นอย่างมาก

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้รวบรวมทารชั้นยอด 300,000 นายและกองกำลังทหารองครักษ์ทั้ง

6 กองพลของอาณาจักร เร่งรุดเข้าสู่สนามรบอันทรงพลัง พร้อมที่จะลงมือปราบปรามกองกำลังของกบฏ

สมาชิกของราชวงศ์ที่ได้รับข่าวต่างก็พากันโกรธเคือง

พวกเขาตัวสั่นด้วยความโกรธ นี่เป็นการโยนหม้อดำให้กับพวกเขา

ห่างจากเมืองหลวงหลายร้อยกิโลเมตร ภายในเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง

มีกองทหารนับไม่ถ้วนอัดแน่นอยู่

ที่นี่ มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นทหารของขุนนาง และยังรวมถึงกองกำลังชนชั้นสูงของราชวงศ์ต่างก็ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่

พวกเขารวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน

กำลังกล่าวหาพวกเขาอยู่ในตอนนี้

"น่าเกลียด!"

ภายในห้องประชุม กลุ่มของราชาหัวเมืองและเหล่าขุนนาง

พวกเขาต่างก็พากันตัวสั่นด้วยความโกรธ

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน

เจ้ากล้าทำกับพวกข้าเช่นนี้ได้อย่างไร”

"เจ้าสารเลว"

ราชาหัวเมืองหลายองค์ต่างก็พากันโกรธเคือง

ราชาหัวเมืองคนหนึ่งกล่าวออกมาว่า "พวกเจ้าจะกลัวอะไร พวกเราได้รวบรวมกองทหารเกือบ

2 ล้านนาย

มาแล้วพวกเรารีบเดินทางไปที่เมืองหลวงอาณาจักร และบุกเข้าไปในพระราชวังเพื่อเหยียบย่ำจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน

ให้ตาย"

“ใช่แล้ว พวกเราต้องรีบบุกเข้าไปในเมืองหลวงอาณาจักรให้เร็วที่สุด”

เหล่าขุนนางและราชาของหัวเมือง

ต่างก็พากันพูดสนับสนุนออกมากันทีละคน

คนที่นั่งอยู่ด้านบนเป็นชายวัยกลางคน ใบหน้าของเขาไม่มีอารมณ์ใดๆ

และเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำ

เขาเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในบรรดาราชาของหัวเมืองทั้งหมดที่อยู่ในห้องประชุม

และเขาก็เป็นน้องชายของจักรพรรดิเซี่ย เขามีชื่อว่าเซี่ยหนี่

เป็นลุงของเซี่ยเฉิน

“แต่ถ้าบรรพบุรุษเฒ่าที่อยู่ในวังไม่เห็นด้วยล่ะ?”

มีคนถามออกมาอย่างกังวล

นี่จะเป็นปัญหาถ้าหากว่า บรรพบุรุษเฒ่าที่อยู่ในพระราชวังไม่เห็นด้วยกับพวกเขา

"ไม่ต้องกลัว"

ราชาเซี่ยหนี่ ซึ่งนั่งอยู่ในบนที่นั่งและไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยในตอนแรกก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

ราชาเซี่ยหนี่พูดออกมาว่า “บรรพบุรุษเฒ่าแก่มากแล้วเขาคงจะสับสน ราชาผู้นี้ได้เชิญปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานมาด้วยสองคน

ถ้าเขากล้าขัดขืนและขัดขวางข้าจะส่งพวกเขาทั้งสองไปพบกับบรรพบุรุษเฒ่า”

“ผู้อาวุโสสองคน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้ว”

ราชาเซี่ยหนี่ พูดออกมาและโค้งคำนับไปที่ด้านหลังเขา

“ไม่ต้องห่วง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเรา”

เสียงแหบแห้งดังมาจากด้านหลังของราชาเซี่ยหนี่ ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสั่น

มีปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานสองคนซ่อนอยู่ภายใน

ราชาเซี่ยหนี่ นั่งลงอีกครั้งใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสุข

“ราชาผู้นี้ ได้รับข่าวมาว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน

ได้ลงมือสังหารพ่อของเขาและพี่น้องของเขา

เขาโหดร้ายและไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นจักรพรรดิ”

ราชเซี่ยหนี่พูดออกมาอย่างเฉยเมย:

"ผู้เผด็จการคนนี้กล้าที่จะเรียกตัวเองว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนในโลกกำลังถูกเขาหลอก"

“ราชาผู้นี้ ได้ตัดสินใจยกกองทัพมาในวันนี้ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับน้องชายและหลานชายของข้าที่ถูกสังหาร  ข้าต้องการที่จะสังหารจอมเผด็จการ

เพื่อคืนความสงบสุขให้กับโลกใบนี้อีกครั้ง”

"สังหารเผด็จการ"

สักพักคนทั้งห้องประชุมก็พากันโห่ร้อง

ราชาเซี่ยหนี่ได้รวบรวมสมาชิคของราชวงศ์ได้ทั้งหมดสิบแปดคน

ร่วมกับตระกูลและขุนนางมากกว่า 20 ตระกูล เพื่อรวบรวมกองกำลังทหารเกือบสองล้านคน เดินทางไปที่เมืองหลวงเพื่อจักุมตังของเซี่ยเฉิน

และสังหารเขา