ในพระราชวังหยงเล่อ มีหมอกปกคลุม
ภายในหมอกนี้ มีร่างที่สง่างามกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่
เธอคือองค์หญิงสิบเซี่ยซี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของราชวงศ์เซี่ยและระดับการบ่มเพาะของเธอก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในเวลานี้ ระดับการบ่มเพาะของเธอได้เพิ่มจนมาถึงจุดที่ใกล้จะทะลวงขอบเขตได้แล้ว
กระแสพลังปราณแห่งสวรรค์และโลกได้หลั่งไหลมารวมตัวกันที่พระราชวังหย่งเล่อ
และลอยมารวมตัวกันที่เหนือศรีษะขององค์หญิงสิบ เริ่มทำการควบแน่นเป็นบุปผาแห่งเต๋า
ที่ดูเลื่อนลาง
ตอนนี้องค์หญิงสิบได้ดูดซับพลังสะสมมาเพียงพอแล้ว และเริ่มที่จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพาน
ในครั้งเดี่ยวและในตอนนี้บุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอกได้ถูกควบแน่นขึ้นมาแล้วอย่างสมบูรณ์
พรึบ!
ทันใดนั้นเอง ก็ได้ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเงียบๆ นั่นก็คือเซี่ยเฉิน
เขามองดูน้องสาวของเขาที่กำลังนั่งอยู่บนพื้น และรู้สึกโล่งใจ
เพราะว่าในที่สุดน้องสาวของเขาก็ทะลวงขอบเขตได้สำเร็จ
“อืม
ดูเหมือนว่าน้องสาวของข้าก็มีพรสวรรค์ที่ไม่เลวเลย
ในการทะลวงผ่านขอบเขตนิพพานในครั้งแรกก็สามารถควบแน่นบุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอกขึ้นมาได้
ดูเหมือนว่าเธอจะไปได้ไกลกว่านี้ในอนาคต”
เซี่ยเฉิน มองไปยังบุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอกที่ลอยอยู่เหนือศรีษะของน้องสาวของเขา
ด้วยความรู้สึกยินดีและโล่งใจในเวลาเดี่ยวกัน
นี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่น้องสาวของเขามีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะและอนาคตของเธอจะต้องสดใส
ในตอนแรกนั้นน้องสาวของเขาได้ฝึกฝนทักษการบ่มเพาะระดับสูงของราชวงศ์เพียงเท่านั้น
ต่อมาเขาก็ได้มอบ พระสูตรไท่หยิน ให้กับเธอเพื่อฝึกฝน
และเมื่อเขากับมาอยู่ที่เมืองหลวงเขาก็ได้ส่งมอบ เคล็ดวิชาหวางจิงซือลู่
ที่สมบูรณ์ให้เธออีกครั้ง เพื่อปรับปรุงความแข็งแกร่งให้กับน้องสาวของเขา
คลื่นนนนน...
กระบวนการทะลวงขอบเขตนิพพานยังคงดำเนินการต่อไปอย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ ในไม่ช้าองค์หญิงสิบก็ได้หลอมรวมเข้ากับบุปผาแห่งเต๋าทั้งสามได้สำเร็จ
และประสบความสำเร็จในการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพานขั้นที่หนึ่งได้อย่างสมบูรณ์
แต่สิ่งที่ทำให้ เซี่ยเฉินประหลาดใจก็คือองค์หญิงสิบ
นั้นมีกายาศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เมื่อเห็นว่ามีดวงจันทร์ที่สว่างสดใสลอยขึ้นอย่างช้าๆ
ข้างหลังเธอ ส่องแสงจันทร์ที่พร่ามัวออกมา
“พระจันทร์อันสุกใสได้ปรากฏเหนือท้องฟ้า
ดูเหมือนว่ากายาศักดิ์สิทธิ์ของเธอจะเป็นกายาไท่หยิน”
เมื่อเซี่ยเฉิน ได้สังเกตเห็นพระจันทร์ที่ปรากฏขึ้นมา
เขาก็เปิดใช้งานดวงตาแห่งสวรรค์
เพื่อตรวจดูว่าน้องสาวของเขามีกายาศักดิ์สิทธิ์ประเภทไหน
และเมื่อเขาตรวจสอบดูแล้วก็พบว่าน้องสาวของเขานั้นมีกายาศักดิ์สิทธิ์ กายาไท่หยิน
และในตอนนี้กลิ่นอายขององค์หญิงสิบได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เพราะว่าหลังจากที่เธอเข้ามาบริหารจัดการงานแผ่นดินนั้นเธอก็ได้ดูดซับกลิ่นอายของจักรพรรดิอยู่ตลอดเวลา
ทำให้เมื่อเธอทะลวงของเขตสำเร็จแล้วเธอได้แผ่กลิ่นอายของจักรพรรดิออกมาจากตัวของเธอในตอนนี้
"ดี."
หลังจากที่สังเกตไปได้สักพัก เซี่ยเฉิน ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจหลังจากตระหนักได้ว่าไม่มีอันตรายใดๆแล้ว
พรึบ!
ไม่นานหลังจากนั้น องค์หญิงสิบก็ลืมตาขึ้นมา แสงศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของเธอ
เมื่อเธอเห็น พี่ชายของเธอกำลังมองเธออยู่ เธอก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็บินเข้าไปหาพี่ชายของเธอด้วยท่าทางที่มีความสุข และเข้าไปกอดพี่ชายของเธอ
“พี่เก้า ข้าทะลวงขอบเขตนิพพานได้สำเร็จแล้ว”
เธอพูดออกมาอย่างตื่นเต้น
“อืม ข้าเห็นแล้ว” เซี่ยเฉินเอ่ยชื่นชมน้องสาวอย่างไม่ลังเล
สิ่งนี้ทำให้องค์หญิงสิบมีความสุขมากขึ้น และเธอก็มีความสุขมากที่ได้รับการชื่นชมจากพี่ชายอันเป็นที่รักของเธอ
“คาราวะ องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์!”
"ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ที่สามารถทะลวงเข้าสู้ขอบเขตนิพพานได้สำเร็จ"
ในเวลานี้ นักบุญหญิงเทียนมู่แห่งศาลาสวรรค์ และเทพธิดากวงหาน
ต่างก็ได้เดินทางมาที่พระราชวังหย่งเล่อเพื่อแสดงความยินดีกับองค์หญิงสิบ ด้วยความเคารพ
มีความอิจฉาปรากฏขึ้นในดวงตาของพวกเธอ
เมื่อสังเกตเห็นบุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอก
เพราะว่าเป้นเรื่องที่ยากมากๆที่จะสามารถควบแน่นบุปผาแห่งเต่าทั้งสามขึ้นมาในการทะลวงผ่านเข้าสู้ขอบเขตนิพพานในครั้งแรก
ทำให้พวกเธอทั้งสองตกใจและอิจฉาองค์หญิงสิบเป็นอย่างมาก
เดิมทีทั้งสองนั้นก็อยู่ในระดับเดียวกันกับองค์หญิงสิบ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเธอนั้นได้รู้แล้วว่าพวกเธอไม่ได้อยู่ในระดับเดี่ยวกันอีกต่อไป
แต่ว่าพวกเธอก็ได้รับข้อมูลเชิงลึกมากมายหลังจากที่ได้สังเกตองค์หญิงสิบทำการทะลวงขอบเขต
บางทีอาจจะใช้เวลาไม่นานสำหรับพวกเธอทั้งสองที่จะฝ่าฟันไปได้สำเร็จ
"ลุกขึ้น"
เซี่ยเฉิน พยักหน้าเล็กน้อยแล้วบอกให้ทั้งสองลุกขึ้น
“รายงาน องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ สายลับของตำหนักกวงหานได้ส่งรายงานลับมาให้ข้า
พวกเขารายงานว่าราชาของหัวเมืองต่างๆได้รวบรวมกองกำลังทหารนับล้านนาย
เพื่อต่อต้านราชวงศ์และกำลังเดินทางมายังเมืองหลวงของอาณาจักร”
เทพธิดากวงหาน รายงานข่าวที่เธอได้รับมาให้กับเซี่ยเฉิน
ทราบในทันที
"โอ้?" เซี่ยเฉินพยักหน้าหลังจากที่ได้รับการรายงานจากเทพธิดากวงหาน
และกล่าวว่า "ในที่สุดก้มาถึงวันนี้ ขุนนางและราชาของหัวเมืองเหล่านี้ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาพร้อมที่จะเริ่มลงมือกันแล้ว"
“มีอะไรอีกไหม?” เขาถามอีกครั้ง
นักบุญหญิงเทียนมู่แห่งศาลาสวรรค์ ก็รายงานออกมาด้วยความเคารพ "รายงาน
องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ตามข้อมูลของศาลสวรรค์ หลังจากสิ้นสุดฤดูหนาว เผ่าหมาป่าเป่ยตี้
ที่อยู่ทางเขตชายแดนทางตอนเหนือของอาณาจักเซี่ยก็พร้อมที่จะเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน
โดยที่พวกเขาได้ระดมกองกำลังนักรบหมาป่านับล้านอย่างลับๆ และมีสัญญาณว่าพวกเขากำลังเดินทางไปยังทางใต้”
“เผ่าหมาป่าเป่ยตี้ เดินทางไปทางใต้?”
เซี่ยเฉิน ครุ่นคิดอะไรบางอย่างเงียบๆ ดูเหมือนว่าคนของราชวงศ์และเหล่าขุนนาง
ได้มีการติดต่อกับเผ่าพันธุ์อื่นอย่างลับๆไม่มากก็น้อย
“พี่เก้า ส่งทหารไปปราบปรามพวกมัน”
องค์หญิงสิบ พูดออกมาด้วยใบหน้าที่เย็นชาและแววตาของเธอเต็มไปด้วยจิตสังหาร
เซี่ยเฉิน คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา
หลังจากนั้นเขาก็พูดออกมาว่า "ตอนนี้เจ้าจะต้องรีบจัดการกับเหล่าขุนนางและราชาของหัวเมืองต่างๆ
เพื่อจัดการปัญหาภายในราชวงศ์ให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนที่จะไปจัดการกับเผ่าหมาป่าเป่ยตี้และเผ่าคนเถื่อนหนานหมาน"
“คงถึงเวลาแล้วที่จะต้อง รวบรวมอำนาจทางทหารทั้งหมดมาไว้ในมือของราชวงศ์”
เขาพึมพำกับตัวเอง แต่องค์หญิงสิบ นักบุญหญิงเทียนมู่และเทพธิดากวงหาน
พวกเธอต่างก็สัมพัสได้ถึงเจตนาฆ่าที่รุนแรง ในคำพูดของเซี่ยเฉิน
โลกใบนี้กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
ในตอนนี้ เซี่ยเฉิน มีความตั้งใจที่แน่วแน่ที่จะทำการกวาดล้างขุนนางและราชาหัวเมืองทั้งหมดที่ลุกขึ้นมาต่อต้านราชวงศ์เซี่ย
และรวบรวมอำนาจทางทหารกลับคืนมายังราชวงศ์อีกครั้ง
“พระราชโองการของข้านั้นได้ประกาศออกไปแล้ว
ว่าข้านั้นต้องการทวงคืนอำนาจทางการทหารกลับมา จะไม่มีขุนนาง ตระกูล
หรือราชาหัวเมืองคนไหนที่จะสามารถครอบครองกองกำลังรองทหารส่วนตัวได้มากกว่าหนึ่งพันคน
ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งจะถูกลงโทษด้วย ความผิดฐานเป็นกบฏ"
“ส่งคำสั่งของข้าออกไปให้รวบรวมทารชั้นยอด 300,000
นายและกองกำลังทหารองครักษ์ทั้ง 6 กองพลของอาณาจักร
โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นคนนำทัพ และออกเดินทางทันทีเพื่อทำลายล้างกองกำลังของกบฏ”
เซี่ยเฉิน ออกคำสั่งสองคำสั่งติดต่อกัน
“ตามพระบัชชา องค์จักรพรรดิศักดิสิทธิ์!”
องค์หญิงสิบ เทพธิดากวงหานและนักบุญหญิงเทียนมู่ พวกเธอต่างก้ต้องออกไปทำศึกในครั้งนี้
หลังจากที่มอบหมายภารกิจให้กับน้องสาวของเขาเสร้จเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเฉินก็เดินออกจากพระราชวังหย่งเล่อและกลับไปที่พระราชวังของเขาในทันที
หลังจากที่มอบหมายภารจิกเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เขาก้ไม่ได้สนใจอะไรอีกต่อไป และปล่ยให้เป็นหน้าที่ของน้องสาวของเขาเป็นผู้ดำเนินการต่อไป
เพราะว่าในตอนนี้น้องสาวของเขาก็กลายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตนิพพานขั้นที่หนึ่งแล้ว
ไม่มีอุปสรรคและอันตรายมากนักในการจัดการกับราชาของหัวเมืองต่างๆแต่ว่าเขตชายแดนทางเหนือเขาจำเป็นต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกซุ่มโจมตีจากเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้
ด้วยคำสั่งของจักรพรรดิ์ศักดิ์สิทธิ์
ราชวงศ์เซี่ยที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง
ข่าวแพร่กระจายออกไปและสร้างความปั่นป่วนเป็นอย่างมาก
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้รวบรวมทารชั้นยอด 300,000 นายและกองกำลังทหารองครักษ์ทั้ง
6 กองพลของอาณาจักร เร่งรุดเข้าสู่สนามรบอันทรงพลัง พร้อมที่จะลงมือปราบปรามกองกำลังของกบฏ
สมาชิกของราชวงศ์ที่ได้รับข่าวต่างก็พากันโกรธเคือง
พวกเขาตัวสั่นด้วยความโกรธ นี่เป็นการโยนหม้อดำให้กับพวกเขา
ห่างจากเมืองหลวงหลายร้อยกิโลเมตร ภายในเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง
มีกองทหารนับไม่ถ้วนอัดแน่นอยู่
ที่นี่ มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นทหารของขุนนาง และยังรวมถึงกองกำลังชนชั้นสูงของราชวงศ์ต่างก็ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
พวกเขารวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน
กำลังกล่าวหาพวกเขาอยู่ในตอนนี้
"น่าเกลียด!"
ภายในห้องประชุม กลุ่มของราชาหัวเมืองและเหล่าขุนนาง
พวกเขาต่างก็พากันตัวสั่นด้วยความโกรธ
“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน
เจ้ากล้าทำกับพวกข้าเช่นนี้ได้อย่างไร”
"เจ้าสารเลว"
ราชาหัวเมืองหลายองค์ต่างก็พากันโกรธเคือง
ราชาหัวเมืองคนหนึ่งกล่าวออกมาว่า "พวกเจ้าจะกลัวอะไร พวกเราได้รวบรวมกองทหารเกือบ
2 ล้านนาย
มาแล้วพวกเรารีบเดินทางไปที่เมืองหลวงอาณาจักร และบุกเข้าไปในพระราชวังเพื่อเหยียบย่ำจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน
ให้ตาย"
“ใช่แล้ว พวกเราต้องรีบบุกเข้าไปในเมืองหลวงอาณาจักรให้เร็วที่สุด”
เหล่าขุนนางและราชาของหัวเมือง
ต่างก็พากันพูดสนับสนุนออกมากันทีละคน
คนที่นั่งอยู่ด้านบนเป็นชายวัยกลางคน ใบหน้าของเขาไม่มีอารมณ์ใดๆ
และเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำ
เขาเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดในบรรดาราชาของหัวเมืองทั้งหมดที่อยู่ในห้องประชุม
และเขาก็เป็นน้องชายของจักรพรรดิเซี่ย เขามีชื่อว่าเซี่ยหนี่
เป็นลุงของเซี่ยเฉิน
“แต่ถ้าบรรพบุรุษเฒ่าที่อยู่ในวังไม่เห็นด้วยล่ะ?”
มีคนถามออกมาอย่างกังวล
นี่จะเป็นปัญหาถ้าหากว่า บรรพบุรุษเฒ่าที่อยู่ในพระราชวังไม่เห็นด้วยกับพวกเขา
"ไม่ต้องกลัว"
ราชาเซี่ยหนี่ ซึ่งนั่งอยู่ในบนที่นั่งและไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยในตอนแรกก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
ราชาเซี่ยหนี่พูดออกมาว่า “บรรพบุรุษเฒ่าแก่มากแล้วเขาคงจะสับสน ราชาผู้นี้ได้เชิญปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานมาด้วยสองคน
ถ้าเขากล้าขัดขืนและขัดขวางข้าจะส่งพวกเขาทั้งสองไปพบกับบรรพบุรุษเฒ่า”
“ผู้อาวุโสสองคน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้ว”
ราชาเซี่ยหนี่ พูดออกมาและโค้งคำนับไปที่ด้านหลังเขา
“ไม่ต้องห่วง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเรา”
เสียงแหบแห้งดังมาจากด้านหลังของราชาเซี่ยหนี่ ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสั่น
มีปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานสองคนซ่อนอยู่ภายใน
ราชาเซี่ยหนี่ นั่งลงอีกครั้งใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสุข
“ราชาผู้นี้ ได้รับข่าวมาว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน
ได้ลงมือสังหารพ่อของเขาและพี่น้องของเขา
เขาโหดร้ายและไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นจักรพรรดิ”
ราชเซี่ยหนี่พูดออกมาอย่างเฉยเมย:
"ผู้เผด็จการคนนี้กล้าที่จะเรียกตัวเองว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนในโลกกำลังถูกเขาหลอก"
“ราชาผู้นี้ ได้ตัดสินใจยกกองทัพมาในวันนี้ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับน้องชายและหลานชายของข้าที่ถูกสังหาร ข้าต้องการที่จะสังหารจอมเผด็จการ
เพื่อคืนความสงบสุขให้กับโลกใบนี้อีกครั้ง”
"สังหารเผด็จการ"
สักพักคนทั้งห้องประชุมก็พากันโห่ร้อง
ราชาเซี่ยหนี่ได้รวบรวมสมาชิคของราชวงศ์ได้ทั้งหมดสิบแปดคน
ร่วมกับตระกูลและขุนนางมากกว่า 20 ตระกูล เพื่อรวบรวมกองกำลังทหารเกือบสองล้านคน เดินทางไปที่เมืองหลวงเพื่อจักุมตังของเซี่ยเฉิน
และสังหารเขา
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved