ตอนที่ 133

ในพระราชวังจักรพรรดิ เซี่ยเฉิน กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องลับ

มองดูแก่นแท้โลหิตของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ ที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยความประหลาดใจ

“แก่นแท้โลหิตของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ นั้นเต็มไปด้วยพลังงานจำนวนมากมาย”

เซี่ยเฉินรู้สึกประหลาดใจที่เลือดหยดนี้มีพลังงานจำนวนมหาศาล

ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อขัดเกลาร่างกายของเขาได้

ตามข้อมูลที่ระบบแนะนำ แก่นแท้โลหิตของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ เป็นสมบัติที่สามารถใช้เพื่อขัดเกลาและเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย

“สิ่งนี้สามารถใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายได้

มันอาจทำให้กายาจักรพรรดิมนุษย์ของข้าแข็งแกร่งขึ้น”

เขาพูดพึมพำบางอย่างกับตัวเอง และไม่ลังเลอีกต่อไป เขากลืนแก่นแท้โลหิตของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่

ลงไปในทันที

ฮัม!

เมื่อเซี่ยเฉินกินแก่นแท้โลหิตของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ เข้าสู่ร่างกายแล้วในทันใดนั้น

มันก็กลายเป็นกระแสพลังปราณที่พลุ่งพล่านและแพร่กระจายไปยังแขนขาและกระดูกไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกายของเขาอย่างรวกเร็ว

ร่างกายของ เซี่ยเฉิน ค่อยๆลอยขึ้นไปในอากาศ

หมอกควันปกคลุมทั่วทั้งร่างกายของเขา แก่นแท้โลหิตภายในร่างกายของเขากำลังเดือดพล่าน

หลังจากนั้นไม่นานพลังปราณของเขาก็หลั่งไหลออกมาควบแน่นเป็นมังกรบินวนเวียนอยู่รอบร่างกายของเขา

ภายในร่างกายของเซี่ยเฉิน เลือดของเขากำลังเดือดพล่านส่งเสียงคำรามออกมาราวกับเสียงคำรามของเทพเจ้าและปีศาจ

เมื่อเริ่มทำการดูดซับแก่นแท้โลหิตของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ ร่างกายของเขาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ

ไม่ว่าจะเป็น ร่างกาย อวัยวะภายใน กระดูก และเลือด

ในขณะนี้เซี่ยเฉิน รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายของเขาเริ่มแข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งด้าน

การป้องกัน หรือในทุกๆด้านของร่างกาย เขามีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

พลังงานที่มีอยู่ในแก่นแท้โลหิตของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่

นั้นมากมายมหาศาล และยังสามารถปรับปรุง กายาจักรพรรดิมนุษย์ ของเขาให้ก้าวหน้าขึ้นมาได้อีกครั้ง

บูม!

เกิดเสียงระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง ภาพมายาของของจักรพรรดิได้ปรากฏขึ้นมาเหนือพระราชวังจักรพรรดิ

เหนือศีรษะของเขามีลำแสงห้าสีส่องลงมา

หลังจากนั้นก็ได้ปรากฏภาพมายาของห้าจักรพรรดิที่กำลังหลอมรวมจนกลายเป็นหลึ่งเดี่ยวกัน

"คำราม!"

ภายในหมอกควันมีเสียงคำรามแผ่วเบา สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย

ทำให้เกิดความผันผวนเป็นอย่างมาก

ดูเหมือนว่ามีเทพปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวกำลังตื่นขึ้นมาท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย

แต่ได้ถูกภาพมายาของจักรพรรดิมนุษย์ ระงับเอาไว้อย่างรวดเร็ว และเสียงแตกหักก็ดังขึ้น

ในท้ายที่สุด มันก็ถูกกลืนและดูดซับทำให้ภาพมายาของจักรพรรดิมนุษย์

แข็งแกร่งขึ้น เหตุการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไปถึงเก้าวัน

การกลืนกินและดูดซับแก่นแท้โลหิตของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกทั้งหมดของ เซี่ยเฉิน ที่เริ่มมีความลึกซึ้งและน่ากลัวมากยิ่งขึ้น

และกายาจักรพรรดิมนุษย์ของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นทีละขั้น

ทำให้กลิ่นอายและลมหายใจของเขาน่ากลัวยิ่งขึ้น

บูม!

ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็สั่นไหว เลือดภายในในร่างกายของเขาได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

ในท้ายที่สุด กายาจักรพรรดิมนุษย์ก็ได้พัฒนาเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น

และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นเกร่งว่าคงจะไม่มีใครเทียบได้

"ฟู้ว...!"

หลังจากนั้น เซี่ยเฉิน ก็พ่นลมหายใจออกมา ซึ่งทำให้เกิดลมพายุที่รุนแรงขึ้นในพระราชวังจักรพรรดิ์มนุษย์ความรุนแรงของมันนั้นราวกับพายุเฮอริเคน

และทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นครั้งใหญ่ และพระราชวังก็สั่นไหวเล็กน้อย

แรงกดดันที่ทรงพลังแผ่ขยายออกไป และหายไปอย่างไร้ร่องรอย

เซี่ยเฉิน ลืมตาตื่นขึ้นมาและรู้สึกว่าร่างกายของเขาในตอนนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก

“กายาจักรพรรดิมนุษย์ทำให้ร่างกายของข้าบริสุทธิ์มากขึ้น

ไม่รู้ว่าในตอนนี้ความแข็งแกร่งของข้ามีพลังมากแค่ไหน?”

ในเวลานี้เอง เซี่ยเฉิน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ เพราะว่าเขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าพลังทางกายภาพของเขาในปัจจุบันนั้นทรงพลังเพียงใด

ร่างกายของเขามีความบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก

ไม่มีสิ่งป่นเปือนในร่างกายของเขา ทำให้เขารู้สึกว่ามีพลังพลุ่งพล่านและไม่มีที่สิ้นสุดซ่อนอยู่ภายในร่างกายของเขา

และเมื่อมันปะทุออกมาพลังการทำลายล้างนั้นมีมีที่สิ้นสุดอย่างแน่นอน

เพราะว่าเซี่ยเฉิน ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าในตอนนี้เขาแข็งแกร่งแค่ไหน

แต่เขามีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเขาสามารถบดขยี้ขอบเขตเหนือธรรมชาติได้

“ในตอนนี้ร่างกายแข็งแกร่งเพียงพอแล้ว

และขั้นตอนต่อไปคือการปรับปรุงพื้นฐานการบ่มเพาะและพลังจิตวิญญาณ” เซี่ยเฉิน ครุ่นคิดบางอย่างเงียบๆ

ขณะนี้เขาได้อยู่ในขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้า เขาต้องควบแน่นพลังปราณของธาตุทั้งห้าเอาไว้ที่หน้าอก

เพื่อที่จะควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าขึ้นมา ภายในร่างกาย

เมื่อควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า ขึ้นมาได้แล้ว ความแข็งแกร่งของเขาก็จะพัฒนาไปสู่อีกระดับ

พื้นฐานการบ่มเพาะและพลังการต่อสู้ของเขาจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน

บุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอกอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึก สมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า

อยู่ภายในร่างกาย

นี่เป็นขั้นตอนของการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพานที่แท้จริง

หากไม่สามารถรวบรวมบุปผาแห่งเต๋าทั้งสามดอกขึ้นมาได้ ก็ไม่ต้องพูดถึงการควบแน่นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า

และก็จะต้องติดอยู่ในขอบเขตนิพพานไปตลอดชีวิต

ไม่สามารถทะลวงไปยังขอบเขตเหนือธรรมชาติได้อย่างแน่นอน

“ขั้นตอนต่อไปคือการควบแน่นพลังปราณของธาตุทั้งห้าที่หน้าอก

และสร้างสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าของร่างกายมนุษย์ขึ้นมา”

เซี่ยเฉิน มีทิศทางที่ชัดเจน และเส้นทางการฝึกฝนต่อไปนั้นชัดเจนมาก

โดยการควบแน่นพลังปราณธาตุทั้งห้าเพื่อสร้างสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าของร่างกายมนุษย์ขึ้นมา

เพื่อทำให้ขอบเขตนิพพานของเขาสมบูรณ์

ในตอนนี้เขาแรงจูงใจและทิศทางการฝึกฝนแล้ว

สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปคือ ฝึกฝนบ่มเพาะอย่างหนัก

ลงชื่อเช็คอินในทุกวัน และรับสมบัติหายากและยาครอบจักรวาลทุกชนิด

นอกจากนี้ยังมีทักษะศิลปะการต่อสู้ ที่เขาต้องสะสมอีกเป็นจำนวนมาก

เพื่อนำมาพัฒนา พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า และในชั่วพริบตาเดี่ยว ก็ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน

ในช่วงเวลานี้ เซี่ยเฉิน ไม่ได้ออกไปไหน เขาทำเพียงแค่ไปลงชื่อเช็คอินตามสถานที่ต่างๆภายในเขตพระราชวัง

เพื่อยกระดับการบ่มเพาะของเขา

และในตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลาผ่านไป เซี่ยเฉิน ก็สังเกตเห็นว่าพลังปราณจิตวิญญาณมีความแข็งแกร่งมากขึ้นและเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิมมาก

นี่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เมื่อสัมผัสได้ว่าโลกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เซี่ยเฉิน จึงต้องฝึกฝนให้หนักมากขึ้น

เพื่อที่จะได้พัฒนาความแข็งแกร่งของตนเอง

เขาได้เพิกเชยต่อกิจการบ้านเมืองและยกหน้าที่เหล่านี้ให้กับน้องสาวของเขาเป็นผู้จัดการทั้งหมดแต่เพียงผู้เดี่ยว

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ทำลายล้างกองทัพกบฏก่อนหน้านี้ เหล่าราชาหัวเมืองทั้งสิบแปดคนได้ถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉินสังหาร

ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดี่ยว หลังจากนั้นก็ได้ทำการรวบรวมกองกำลังทหารและยึดดินแดนของราชาหัวเมืองทั้งสิบแปดคนที่เป็นผู้นำในการก่อกบฏกลับคืนมา

กว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้จนเสร็จสมบูรณ์นั้อย่างน้อยก็ต้องใช้ระยะเวลาสองถึงสามเดือน

หลังจากการกบฏของราชาหัวเมืองทั้งสิบแปดคน ได้ถูกปราบปรามโลกใบนี้ก็กลับมาสงบอีกครั้ง

นิกายใหญ่ทั้งเจ็ด ต่างก็พากันหดหัวลงและไม่กล้าออกมาสร้างความวุ่นวาย

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนสังเกตเห็นว่านี้เป็นเพียงแค่ความสงบก่อนที่จะเกิดพายุ

แม้ว่าพื้นผิวภายนอกจะเงียบสงบมาก แต่กลับมีกระแสคลื่นน้ำใต้น้ำจำนวนนับไม่ถ้วนพัดโหมกระหน่ำอยู่ในความมืด

ภายในดินแดนของอาณาจักรเซี่ยนั้นดูสงบ แต่ที่ชายแดนของอาณาจักรเซี่ยนั้น

มีอันตรายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ ชายแดนทางเหนือก็เริ่มไม่มั่นคง

นักรบหมาป่าของเผ่าหมาป่าเป่ยตี้ ได้เขามาก่อกวนครั้งแล้วครั้งเล่า

นำมาซึ่งความไม่มั่นคงเป็นอย่างมากแก่ชายแดนทางตอนเหนือของอาณาจักรเซี่ย

หลังจากที่นักรบหมาป่าเริ่มทำการคุกคาม เมืองชายแดนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

และในวันนี้ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน แห่งราชวงศ์เซี่ยผู้ยิ่งใหญ่

ได้เสด็จขึ้นมานั่งบนบัลลังก์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นครองราช

(หมายถึงขึ้นมาทำงานนะครับ 5555)

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทรงพระเจริญ”

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทรงพระเจริญ”

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทรงพระเจริญ”

ภายในห้องโถงใหญ่ว่าราชการ เหล่าขุนนาง ข้าราชการพลเรือนและนายพล

ต่างก็พากันโค้งคำนับด้วยความเคารพ ในวันนี้ทุกคนต่างประหลาดใจที่เห็นว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์องค์นี้

มาที่ห้องโถงใหญ่ว่าราชการแผ่นดินเพราะว่านับตั้งแต่ที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

ขึ้นครองราชย์พระองค์ก็ไม่เคยเสด็จมาที่แห่งนี้เลยแม่แต่ครั้งเดี่ยว

วันนี้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ มาที่นี่ทำไม?

การเคลื่อนไหวนี้ทำให้เหล่าขุนนาง ข้าราชการพลเรือนและนายพลต่างก้พากันรู้สึกไม่สบายใจ

และคาดเดากันไปต่างๆนาๆว่าทำไมจู่ๆ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จึงมาปรากฏตัวที่นี่ในวันนี้?

"ลุกขึ้นได้!"

บนบัลลังก์ของจักรพรรดิ เซี่ยเฉิน ที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ได้สวมเสื้อคลุมของจักรพรรดิ

เขาได้ยกมือขึ้นเล็กน้อย และพลังที่มองไม่เห็นได้พยุงให้เหล่าขุนนาง

ข้าราชการพลเรือนและนายพลที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ให้ลุกขึ้นยืน

ทุกคนดูตัวแข็งทื่อ และทุกคนก็ดูกระสับกระส่าย พวกเขาต่างก็รู้สึกกดดันทางจิตใจอย่างหนัก

ไม่มีทาง จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ จะมาที่ห้องโถงว่าราชการแห่งนี้โดยที่ไม่มีจุดประสงค์

การมาอย่างกะทันหันของเขาทำให้ทุกคนต่างก็รู้สึกไม่สบายใจ

แม้แต่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ องค์หญิงสิบเซี่ยซี ก็ยังรู้สึกประหลาดใจ

แต่เธอก็ยังคงเดินไปนั่งที่บนบัลลังก์อยู่ถัดไปและรออย่างเงียบๆ เธอรู้ดีว่าการมาของพี่ชายของเธอจะต้องเป็นงานใหญ่

แน่นอนว่าหลังจากที่

เวี่ยเฉินมองไปที่เหล่าขุนนางทั้งหมดที่อยู่ในห้องโถงแห่งนี้แล้ว เขาก็ค่อยๆ

เปิดปากของเขาและเตรียมพร้อมที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมา

“ข้าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ มีเรื่องที่จะประกาศให้ทุกคนทราบ”

ทันทีที่เขาเปิดปาก เหล่าขุนนางก็พากันตัวสั่นและพวกเขาทั้งหมดก็ตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก

“ข้าได้เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวมาทั้งวันทั้งคืน

ข้ามีลางสังหรณ์ว่าท้องฟ้ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และข้าก็กลัวว่าโลกจะเกิดภัยพิบัติขึ้นในไม่ช้า”

"ข้าจึงได้ตัดสินใจที่จะเปิด

สถานศึกษาที่กำกับดูแลโดยคนของราชวงศ์ ขึ้นมาในทุกๆเมืองภายในอาณาจักรเซี่ย รวบรวมศิลปะการต่อสู้จากทั่วทุกมุมโลก

จ้างปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่มาสอนพวกเขา และทำให้โลกรับรู้ถึงการมีอยู่ของสถานศึกษา

และสถานศึกษาแห่งงนี้ ไม่ว่าจะจนหรือรวย ทั้งหมดสามารถเข้ามาเรียนได้ เด็กน้อยที่ยังไม่สามารถฝึกฝนและบ่มเพาะได้จะได้รับการสั่งสอน

เกี่ยวกับวรรณกรรม เพื่อพัฒนาจิตใจของพวกเขาก่อที่จะถึงวัยที่สามารถบ่มเพาะและฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ได้

และเมื่อจบการศึกษาหกว่าพวกเขาเต็มใจที่จะรับใช้ประเทศก็จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

และสำหรับใครที่ไม่เต็มใจพวกเราก็จะไม่บังคับพวกเขา

และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือเพื่อปลูกฝังให้ทุกคนรักแผ่นดินบ้านเกิดของตนเอง”

หลังจากที่เหล่าขุนนาง ข้าราชการพลเรือนและนายพล ได้ฟังในสิ่งที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

ตรัสออกมานั้นทำให้พวกเขาพากันตกตะลึง

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทรงปัญญา

จักรพรรดิของข้าทรงพระเจริญ!”

ทันใดนั้นเหล่าขุนนาง ข้าราชการพลเรือนและนายพล ก็ตื่นขึ้นมาจากอาการตกตะลึงพร้อมกันและโค้งคำนับให้จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

โดยที่ไม่มีใครออกมาคัดค้านใดๆ

แม้ว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน จะขึ้นมานั่งบัลลังก์ที่ห้องโถงว่าราชการเป็นครั้งแรก

แต่ก็ไม่มีใครกล้าต่อต้านจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์องค์นี้

ถ้าหากว่าใครคิดที่จะต่อต้านให้ดูราชาหัวเมืองทั้งสิบแปดคนเป็นตัวอย่าง

และก็จะรู้ว่าชะตากรรมของการทรยศราชวงศ์จะมีจุดจบเป็นอย่างไร

“ข้าได้ตัดสินใจแล้วว่า จะสละราชบัลลังก์นับตั้งแต่วันนี้

และให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ขึ้นครองราชย์สืบต่อไป เพื่อบริหารอาณาจักรเซี่ย

มอบความรู้ให้แก่ผู้คน และสร้างยุคที่รุ่งเรืองของอาณาจักรเซี่ย”

“ขุนนาง ข้าราชการพลเรือนและนายพลทุกระดับจะต้องให้ความช่วยเหลือ

อย่างเต็มที่และจะต้องไม่มีข้อผิดพลาดใดเกิดขึ้น”

หลังจากที่เซี่ยเฉิน พูดจบผู้คนที่อยู่ในห้องโถงว่าราชการก็ตกตะลึง

ทุกคนตกตะลึง

จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ต้องการที่สละราชบัลลังก์และให้องค์หญิงสิบผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ขึ้นครองบัลลังก์แทน?

"โปรดคิดไตร่ตรองให้รอบคอบด้วยพะย่ะค่ะฝ่าบาท"

“ฝ่าบาท ไม่...”

เหล่าขุนนาง ข้าราชการพลเรือนและนายพลต่างก็พากันคุกเข่าลงด้วยความกลัวและต้องการโน้มน้าวจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

แต่น่าเสียดายที่เซี่ย เฉินจากไปทันทีหลังจากการประกาศเรื่องนี้ให้ทุกคนได้รับทราบ

โดยที่เขาไม่สนใจเสียงคัดค้านของขุนนาง ข้าราชการพลเรือนและนายพล

เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

ในขณะเดี่ยวกันองค์หญิงสิบก็กำลังตกอยู่ในอาการตกตะลึงเช่นกัน

เมื่อได้ยินในสิ่งที่พี่ชายของเธอประกาศออกมา