ตอนที่ 93

“นี่คือไขกระดูกมังกรเหรอ?”

ภายในพระราชวังตะวันตก ในห้องนอนของเซี่ยเฉิน

เซี่ยเฉินถือขวดที่บรรจุของเหลวทอง เอาไว้ในมือซึ่งมันก็คือไขกระดูกมังกร

ไขกระดูกมังกรเป็นของเหลวชนิดหนึ่ง มีสีทอง และพลังของมันก็แข็งแกร่งมาก

มันคือแก่นแท้กระดูกของมังกร

“มันกลายเป็นว่ามันคือแก่นแท้กระดูกของมังกร

ไม่น่าแปลกใจเลยที่มันถูกเรียกว่าไขกระดูกมังกร”

เมื่อเซี่ยเฉิน ได้อ่านข้อมูลที่รับบมอบให้ เขาก็เข้าใจแล้วว่าไขกระดูกมังกร

คืออะไร พลังงานที่มีอยู่ในไขกระดูกมังกรเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสามารถทะลวงผ่านขอบเขตนิพพานขั้นที่สี่ได้สำเร็จ

เขาแสดงสีหน้ายินดีออกมา ด้วยหลังจากที่เขาดูดซับพลังของไขกระดูกมังกรในขวดนี้ได้ทั้งหมด

มันก็ง่ายมากที่จะทะลวงผ่านขอบเขตนิพพานขั้นที่สี่

นอกจากนี้เขายังมี ผลจูกัวสีแดงหนึ่งพันปี ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้

พลังงานของผลจูกัวสีแดงหนึ่งพันปี

ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาทะลวงผ่านขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้าได้

“สมควรแล้วที่เป็นถึงราชวงศ์ที่สืบทอดกันมานานนับพันปี

มีรากฐานที่ลึกซึ้งและเหมาะสำหรับเป็นที่เก็บเกี่ยวที่ดี”

เซี่ยเฉิน รู้สึกมีความสุขและพอใจมากกับการเก็ยเกี่ยวที่เขาได้รับ

หลังจากกลับมาอยู่ที่เมืองหลวงได้เพียงสองเดือน เขาก็ได้รับสิ่งดีๆ

มากมาย ซึ่งทำให้เขามั่นใจมากขึ้นเกี่ยววการที่เขาตัดสิ้นใจที่จะกลับมาอยู่ที่พระราชวัง

สถานที่ดีๆแบบนี้ เขาจะพลาดไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็ไม่สามารถไล่ให้เขาออกไปจากพระราชวัง แม้แต่จักรพรรดิเซี่ย

ก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว หากเขาต้องการที่จะอาศัยอยู่ภายในพระราชวังเพื่อลงชื่อเช็คอินได้อย่างสบายใจ

ก็ไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้

“ฝ่าบาท!”

ในขณะนี้มีเสียงเรียกดังมาจากด้านนอกประตู

เซี่ยเฉินก็กลับมามีท่าทางที่สงบอีกครั้ง เขาจำได้ว่าเสียงที่เรียกเขานั้นเป้นเสียงของหนึ่งในสองสาวใช้ที่องค์หญิงสิบส่งมาเพื่อปกป้องเขา

"เกิดอะไรขึ้น?" เขาถามออกไปเบาๆ

เมื่อเขาได้ยินสาวใช้เรียกเขาอยู่ที่ด้านนอกประตู "องค์จักรพรรดิได้มีรับสั่งเรียกตัง

องค์ชายให้ไปเข้าเฝ้าที่พระราชวังเพื่อหารือเรื่องต่างๆ"

“การพิจารณาครั้งสุดท้าย?”

เซี่ยเฉิน ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

เขาพึมพำกับตัวเอง “ชายชราคนนี้ต้องการทำอะไรกันแน่”

แม้ว่าเขาจะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เซี่ยเฉิน ก็ไม่ลังเลเขาเก็บไขกระดูกมังกรเข้าไปในมิติเก็บของ

แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอน

เนื่องจากจักรพรรดิเซี่ย ได้ทรงเรียกตัวเขาให้ไปที่พระราชวัง

จะต้องมีเรื่องสำคัญประกาศอย่างแนน่นอน

บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับการแต่งตั้งองค์รัชทายาท แต่เซี่ยเฉิน รู้ดีว่าองค์รัชทายาทไม่ใช่เขาอย่างแน่นอน

เพราะเขารู้ดีว่าจักรพรรดิเซี่ยมีแผนการอื่นที่ซ่อนอยู่

เขาเป็นเพียงเป้าหมายที่ใช้สำหรับเบี่ยงเบนความสนใจขององค์ชายคนอื่นๆ

ดึงดูดความสนใจนิกายและกองกำลังอื่นๆ

เพราะว่ามีข่าวที่องค์ชายหนึ่งเซี่ยเหรินถูกสังหาร กลุ่มคนทั้งหมดที่อยู่ในเงามืดจึงพากันตื่นตระหนก

ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ดำเนินการแผนการของพวกเขาต่อไป ไม่เช่นนั้น เซี่ยเฉิน

คงจะไม่มีเวลาได้พักผ่อนอย่างสบายใจ

เขาต้องการดูว่า จักรพรรดิเซี่ย กำลังต้องการที่จะทำอะไรกันแน่

หลังจากที่เขาเดินทางออกมาจากพระราชวังตะวันตกแล้ว เขาก็เดินไปตามเส้นทางไปจนถึงที่ด้านนอกของห้องโถงใหญ่ของเขตพระราชวังที่เอาไว้สำหรับว่าราชการแผ่นดิน

มีผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งอยู่ที่นี่ และมีลมหายใจอันทรงพลังหลบซ่อนตัวอยู่รอบตัวของพวกเขา

ซึ่งซ่อนอยู่มากมายและตรวจหาได้ยาก

แต่พวกคนเหล่านี้ไม่สามารถหลบซ่อนจากจิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเซี่ยเฉินได้เลย สิ่งที่คนเหล่านี้ทำช่างไร้ประโยชน์เพราะว่าเซี่ยเฉินสามารถสังเกตุเห็นได้อย่างรวดเร็ว

ภายในห้องโถง เหล่าขุนนางพลเรือนและนายพลทั้งหมดต่างก็ได้เดินทางมาถึงกันหมดแล้ว

รวมทั้งองค์ชายทั้งหมดต่างก็มารวมตัวกันและยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ

มีเพียงองค์ชายหนึ่งเซี่ยเหริน เท่านั้นที่ไม่ได้มาเพราะว่าเขาได้ถูกเซี่ยเฉินสังหารไปแล้ว

“พี่เก้า ทางนี่…”

ทันทีที่เซี่ยเฉินเดินทางมาถึง เขาก็ได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคยดังออกมาจากฝูงชน

เซี่ยเฉิน มองไปยังต้นทางของเสียงเขาก็พบว่า เป็นองค์หญิงสิบ

ที่กำลังยืนเรียกเขาอยู่ที่นั่น

ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับองค์หญิงสิบเลย

แต่ว่าทำไมเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่

เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดิเซี่ยจะต้องมีแผนการอะไรบางอย่างจริงๆถึงรับสั่งให้เรียกตัวของเธอมาที่นี่

หมายความว่าในวันนี้จะต้องมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับองค์หญิงสิบ

ที่จะต้องหารือกันในการประชุมในวันนี้

เสียงเรียกขององค์หญิงสิบที่ดังขึ้นมา ได้ดึงดูดความสนใจจากเหล่าขุนนางและนายพลและทหารของราชวงศ์ทั้งหมดต่างก็จ้องมองไปที่

องค์ชายเก้า

“เขาคือ องค์ชายเก้า?”

ขุนนางคนหนึ่ง รู้สึกประหลาดใจ

“ข้าได้ยินมาว่า องค์ชายเก้า อายุสี่สิบปีแล้ว

ทำไมเขาถึงยังดูเด็กราวกับพึ่งอายุได้ยี่สิบปีกันล่ะ?”

พวกขุนนางต่างก็พากัน รู้สึกงุนงงและประหลาดใจ

ในทางกลับกัน องค์ชายทั้งหมดต่างก็มอง เซี่ยเฉิน ด้วยสายตาแปลกๆ

และมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป

“เสี่ยวซี ทำไมเจ้าถึงอยู่ที่นี่?”

เซี่ยเฉิน เดินไปเข้าหาองค์หญิงสิบ และยืนเคียงข้างเธอราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“พี่เก้า เสด็จพ่อทรงรับสั่งให้ข้ามา” องค์หญิงสิบ รู้สึกว่ามีลางสังหรณ์ที่เป็นลางไม่ดีอยู่ภายในใจของเธอ

การที่เธอถูกเรียกตัวให้มาเข้าประชุมราชการ ในวันนี้คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน

เซี่ยเฉิน พยักหน้าครุ่นคิดและคาดเดาอะไรบางอย่างในใจของเขา

ก็สามารถคาดเดาเหตุผลได้หนึ่งหรือสองเหตุ

“องค์จักรพรรดิ เสด็จแล้ว!”

ทันใดนั้นก็มีเสียงแหลมดังขึ้น ทำให้เหล่าขุนนางและนายพลและทุกคนที่อยู่ภายในห้องโถงพากันตื่นตัว

“ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

เหล่าขุนนางและนายพลต่างก็พากันคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียงกัน รวมทั้งองค์ชายทั้งหมดที่อยู่ภายในห้องโถงด้วย

ทุกคนต่างก็พากันคุกเข่าลงด้วยความเคารพทีละคน

แม้แต่องค์หญิงสิบก็ยังคุกเข่าลง

แต่ในกลุ่มผู้คนมีเพียงแค่ เซี่ยเฉิน

เพียงคนเดี่ยวเท่านั้นที่กำลังยืนอยู่โดยไม่ขยับเขยื้อน ซึ่งเป็นที่สะดุดตาเป็นพิเศษ

จักรพรรดิเซี่ย เดินออกมาจากห้องโถงด้านในพร้อมกับขันทีทั้งสอง จากนั้นก็เดินไปจนถึงเก้าอี้จักรพรรดิมังกร

แต่เมื่อสังเกตเห็น เซี่ยเฉิน ที่กำลังยืนอยู่จักรพรรดิเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วทันทีที่เขามาถึง

ยืนตรงเหมือนต้นสน เขากลับไม่คุกเข่าเลย?

ทันใดนั้นบรรยากาศภายในห้องโถงก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย และทุกคนต่างก็รู้สึกเพียงว่าการหายใจของพวกเขาติดขัด

จากนั้นพวกเขาก็พบว่า องค์ชายเก้า ไม่ได้คุกเข่าลงพร้อมกับเหล่าขุนนางและนายพล

ทำให้การแสดงออกของทหารองครักษ์ทั้งหมดก็เปลี่ยนไป

องค์ชายเก้าคนนี้ต้องการทำอะไรกันแน่? เห็นจักรพรรดิแล้วไม่ยอมคุกเข่า

ไม่เห็นหรือว่าองค์ชายคนอื่นๆ คุกเข่าลงกันหมดแล้ว

“องค์ชายเก้า คนนี้กล้าหาญจริงๆ”

“หยิ่งขนาดนั้น?”

องค์ชายสอง องค์ชายสาม องค์ชายสี่ และองค์ชายคนอื่นๆ ล้วนตกตะลึง

พวกเขาไม่คาดคิดว่า องค์ชายเก้าเซี่ยเฉิน จะมีความกล้าถึงขนาดนี้

เมื่อเห็นจักรพรรดิเขาก็ไม่ยอมคุกเข่า เขาเต็มใจที่จะเผชิญหน้า

มีการแสดงที่ดีที่นี่ในวันนี้

สีหน้าของเหล่าองค์ชายดูแปลกไปเล็กน้อย

ในตอนนี้ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความดูถูกและเยาะเย้ยอยู่ภายในใจ พวกเขาคิดว่า

เซี่ยเฉิน จะต้องโดนลงโทษแน่ในวันนี้

“กล้าดียังไง ทำเจ้าถึงไม่ยอมคุกเข่า?”

ใบหน้าของ จักรพรรดิเซี่ย มืดมน และก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไรออกมา

ขันทีที่ยืนอยู่ข้างกายของจักรพรรดิเซี่ยเขาก็ตวาดออกมาทันที

เป็นขันทีตัน ที่ตะโกนออกมาเสียงดัง และเขาก็ไม่ลืมที่จะขยิบตาและให้กับองค์ชายเก้าเซี่ยเฉิน

เป้นการบอกให้เขาคุกเข่าลงเพื่อขอโทษ

น่าเสียดายที่ เซี่ยเฉิน เพิกเฉยต่อเขาและทำราวกับว่าเขามองไม่เห็นมัน

เซี่ยเฉิน จ้องมองไปที่จักรพรรดิเซี่ย ด้วยสายตาที่สงบนิ่งและทั้งสองต่างก็มองหน้ากัน และดูเหมือนว่าจะมีประกายไฟปรากฏขึ้นในอากาศ

ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงเย็นลงในทันที

“ไม่เป็นไร”

ใบหน้าของจักรพรรดิเซี่ย  เคร่งขรึม แต่เขาไม่ได้ลงโทษเซี่ยเฉิน

สิ่งนี้ทำให้เหล่าขุนนางและนายพล ต่างก็พากันตกใจและหวาดกลัว

พวกเขาต่างก็พากันคาดเดาถึงเหตุผลต่างๆ

องค์ชายคนอื่นๆ เองก็ตกตะลึงและงงว่าทำไม จักรพรรดิเซี่ย ถึงไม่ตำหนิหรือลงโทษ

องค์ชายเก้าเซี่ยเฉิน ว่าหยาบคาย แต่กลับเพิกเฉยต่อการกระทำของเขาโดยไม่ได้สนใจเลย

“วันนี้ ข้ามีเรื่องที่จะประกาศให้ทุกคนทราบ”

ในเวลานี้ จักรพรรดิเซี่ย ได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สง่างามและทรงพลัง

บรรดาขุนนางและนายพล ที่ยืนอยู่เบื้องล่างต่างก็พากันตกตะลึงและต้องการที่จะรู้ว่าจักรพรรดิเซี่ยต้องการที่จะประกาศเรื่องอะไร

เซี่ยเฉิน มองไปที่จักรพรรดิเซี่ย และครุ่นคิดแต่ว่าหลังจากนั้นเขากลับต้องประหลาดใจที่พบว่าระดับการบ่มเพาะ

ของจักรพรรดิเซี่ยอ่อนแอลง และเขาคงจะมีชีวิตได้อีกไม่ถึงหนึ่งเดือนอย่างแน่นอน

เหตุใดการฝึกฝนของเขาจึงลดลงมาต่ำมาก?

“ประกาศ!”

หลังจากคำพูดอันแผ่วเบาของจักรพรรดิเซี่ยดังขึ้น

ขันทีตันก็เดินออกไปข้างหน้าทันทีพร้อมกับราชโองการ ที่อยู่ในมือของเขา

“น้อมรับราชโองการ”

“ข้าจักรพรรดิเซี่ยได้ขึ้นครองราชย์เมื่อตอนที่ยังเยาว์วัย

และในตอนนี้เวลาก็ผ่านมาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่ยังเยาว์วัย ข้าเสียใจที่ข้าอายุมากขึ้น

และไม่มีอำนาจที่จะปกป้องประเทศและประชาชนได้อีกต่อไป เพราะว่าข้าคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน”

“เพื่อป้องกันไม่ให้จักรวรรดิเกิดความวุ่นวาย

และจักรวรรดิขาดผู้นำ และข้าก็คิดว่าทายาทที่ดีและเก่งของข้านั้นมีจำนวนมาก

และในตอนนี้ข้าต้องการที่จะแต่งตั้งองค์รัชทายาท เพื่อเสริมสร้างรากฐานของประเทศให้มั่นคง”

“องค์ชายสิบเอ็ดเซี่ยหลัว ซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กของข้า

ซึ่งไม่ได้เป็นที่รู้จักของทุกคน เขาเป็นคนที่มีคุณธรรมและพรสวรรค์ และเขาก็มีอุปนิสัยเหมือนพ่อของเขา”

“นับจากนี้ไปข้าขอแต่งตั้งให้องค์ชายสิบเอ็ดเซี่ยหลัว

องค์ชายคนที่สิบเอ็ดขึ้นเป็นองค์รัชทายาทขึ้นมาดูแลประเทศและดูแลกิจการของรัฐ

ทุกคนต้องถือว่าเขาคือข้า ราชินีแห่งพระราชวังทั้งห้า องค์ชายและผู้อาวุโสจะต้องสนับสนุนเขา

เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับราชวงศ์ต่อไป”

“องค์ชายสิบเอ็ดเซี่ยหลัว...”

เมื่ออ่านพระราชโองการจบ ผู้คนทั้งหมดต่างก็ตกตะลึง

ทุกคนพากันตกใจและมองไปที่องค์จักรพรรดิเซี่ย ด้วยความประหลาดใจและไม่อยากเชื่อ

องค์ชายคนอื่นๆ ต่างก็พากันตกตะลึงเช่นกัน พวกเขาจ้องมองไปที่จักรพรรดิเซี่ย

ที่นั่งอยู่ตรงหน้าของพวกเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า พวกเขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเลย

จริงๆแล้ว จักรพรรดิเซี่ยมีลูกทั้งหมดสิบเอ็ดคนเหรอ?

และหลังจากที่การประกาศราชโองการจบลง และได้รับรู้ว่าถึงการมีตัวตนขององค์ชายคนที่สิบเอ็ด

และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทอีกด้วย

นี้นับว่าเป็นสิ่งที่พวกเขามาคาดคิดเลยว่าจะเกิดขึ้น

“องค์ชายสิบเอ็ดเซี่ยหลัว เสด็จแล้ว”

หลังจากที่ได้ยินประกาศ

ทุกคนต่างก็มองออกไปที่ด้านนอกประตูพระราชวังพร้อมกัน

ได้มีชายหนุ่มในชุดคลุมงูหลามก้าวเข้ามา และคุกเข่าลงด้วยใบหน้าที่เคารพ

“ขอบพระทัย เสด็จพ่อ”

องค์ชายสิบเอ็ดแสดงท่าทีตื่นเต้น และออกกล่าวขอบคุณ เสด็จพ่อของเขาด้วยความเคารพ

เซี่ยเฉิน ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะเป็นเช่นนี้

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย และมองไปที่องค์ชายสิบเอ็ด ด้วยความประหลาดใจ ไม่มีใครรู้เลยเหรอว่า

จักรพรรดิเซี่ย มีองค์ชายอีกคนซ่อนเอาจริงๆ

ส่วนองค์ชายคนอื่นๆ ใบหน้าของพวกเขาดูมืดมน และพวกเขาก็รู้สึกสับสนและหลงทาง

พวกเขาต่างก็คิดว่าคนที่จะขึ้นเป็นองค์รัชทายาทคือ

องค์ชายเก้าเซี่ยเฉิน แต่กลับเป็นองค์ชายคนที่สิบเอ็ด ที่พวกเขาไม่เคยได้ยินหรือเคยเห็นมาก่อน

องค์หญิงสิบ เองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน เธอจ้องมองไปที่องค์ชายคนที่สิบเอ็ดและเกิดความรู้สึกหนาวสั่น

เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอยังมีน้องชายอีกคน และทันทีที่เขาปรากฏตัวออกมาสู่สายตา

เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาททันที และขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เซี่ยในอนาคต

“คาราวะ องค์รัชทายาท”

เหล่าขุนนาง นายพล และทหารองครักษ์

ต่างก็เริ่มรู้สึกตัวพร้อมกับทำความเคารพทันที พวกเขาทั้งหมดคำนับให้กับองค์รัชทายาทคนปัจจุบัน

องค์ชายสิบเอ็ดเซี่ยหลัว

องค์รัชทายาทก็ได้รับการแต่งตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ขั้นตอนต่อไปคือการเจรจากับราชทูตของทั้งสองเผ่า

“เรียกตัวราชทูตเผ่าคนเถื่อนหนานหมาน

และ ราชทูตแห่งเผ่าหมาป่าเป่ยตี้เข้าเฝ้า”

ในขณะนี้ จักรพรรดิเซี่ยได้ขยิบตา และขันทีตันซึ่งยืนอยู่ข้างๆ

เขาก็อ้าปากแล้วตะโกนทันที

ทุกคนตกใจและมองออกไปที่ด้านนอกห้องโถง