ตอนที่ 119

ภายในเขตพระราชวัง เซี่ยเฉิน ได้ทำการติดตั้งค่ายกลซวนหวู่

ที่ละจุด

“ค่ายกลซวนหวู่ เปิด!”

เซี่ยเฉิน ตะโกนออกมาเบาๆ ทั้งพระราชวังก็สั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นได้มีม่านแสงโปร่งใสปรากฏขึ้น

"เกิดอะไรขึ้น?"

ภายในพระราชวัง สาวใช้และทหารองครักษ์ที่อยู่ภายในพระราชวังเป็นจำนวนมากพวกเขาต่างก็พากันประหลาดใจและมองไปที่ม่านแสงโปร่งใสที่ปรากฏขึ้นมาด้วยความสงสัยอย่างยิ่ง

พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขาก็สามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้องเป็นฝีมือของจักรพรรดิ

"ค่ายกล?"

ภายในห้องโถงบูชาบรรพบุรุษ บรรพบุรุษเฒ่าที่กำลังฝึกฝนอยู่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาและมองไปที่ม่านแสงโปร่งใสด้วยความประหลาดใจ

เขาสามารถรู้ได้อย่างรวดเร็วว่ามันเป็นค่ายกล

หลังจากที่มองไปยังม่านแสงโปร่งใสที่ปรากฏขึ้นมา

หลังจากคิดอะไรบางอย่างเล็กน้อย เขาก้รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร

“อืม.. ดูเหมือนว่าจักรพรรดิ์ศักดิ์สิทธิ์กำลังจัดตั้งค่ายกล?” บรรพบุรุษเฒ่าพึมพำกับตัวเองด้วยความตกใจ

หลังจากนั้นเขาก็หายตัวไปจากห้องโถงบูชาบรรพบุรุษ

และปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ด้านนอก ยืนอยู่บนท้องฟ้าเหนือพระราชวัง และแน่นอนว่า

เขาเห็น จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน กำลังติดตั้งค่ายกลอะไรบางอย่างอยู่

“จักรพรรดิ์ศักดิ์สิทธิ์!”

เมื่อเห็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน บรรพบุรุษเฒ่าก็ทำความเคารพทันที

เมื่อเห็นชายชรามาถึง เซี่ยเฉินก็พยักหน้าเล็กน้อย "ไม่ต้องมากพิธี

ท่านรู้หรือไม่ว่านี้คือค่ายกลอะไร"

ทันทีที่บรรพบุรุษเฒ่าได้ยินคำถาม เขาก็เริ่มทำการสังเกตค่ายกลอย่างจริงจัง

และรอบคอบ และในไม่ช้าเขาก็รู้ว่าค่ายกลนี้คือค่ายกลอะไร

“ดูเหมือนว่าจะเป็น ค่ายกลซวนหวู่

ค่ายกลป้องกันที่แข็งแกร่งและทรงพลัง

เมื่อเปิดใช้งานค่ายกลจะสร้างโล่ป้องกันขึ้นมาทั้งแปดทิศ”

เขาพึมพำออกมา เมื่อรับรู้แล้วว่าค่ายกลนี้คือค่ายกลอะไร

เซี่ยเฉินยิ้มออกมาจางๆ และแนะนำ "นี่คือค่ายกลซวนหวู่"

“ค่ายกลซวนหวู่ จริงๆอย่างนั้นเหรอ?” บรรพบุรุษเฒ่าอุทานออกมาและปฏิเสธทันที "เป็นไปไม่ได้ ค่ายกลซวนหวู่ สูญหายไปหลายร้อยปีแล้ว"

"สูญหาย?" เมื่อเซี่ยเฉิน

ได้ยินสิ่งที่บรรพบุรุษเฒ่าพูดออกมาเขาก็รู้สึกประหลาดใจ

"เป็นไปได้ไหมว่าเคยมีค่ายกลซวนหวู่ ติดตั้งอยู่ที่พระราชวังแห่งนี้มาก่อน?"

“ยังไงก็ตาม ทำไมถึงไม่มีร่องรอยของค่ายกลซวนหวู่ ที่เคยติดตั้งอยู่ในพระราชวังล่ะ?”

ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่เคยสังเกตเห็นร่องรอยของค่ายกลซวนหวู่มาก่อนเลย

ภายในเขตพระราชวังแห่งนี้ไม่มีการติดตั้งค่ายกลปกป้องเลยแม้แต่ค่ายกลเดี่ยว

นี้มันไม่ถูกต้อง...

พระราชวังขนาดใหญ่ และยังเป็นพระราชวังที่สืบทอดกันมาหลายพันปีเหตุใดจึงไม่มีค่ายกลป้องกัน?

บรรพบุรุษเฒ่าแสดงความลำบากใจออกมาและก้มศีรษะลงด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ

เซี่ยเฉิน ขมวดคิ้วและถามออกไปว่า "ทำไม หรือว่ามีความลับอะไรบ้างที่ข้ายังไม่รู้

ทำไมพระราชวังของราชวงศ์เซี่ยของข้าถึงไม่มีการติดตั้งค่ายกลปกป้องเอาไว้? นิกายใหญ่ต่างๆเหล่านั้น

ต่างก็มีค่ายกลป้องกันนิกายของตัวเอง ทำไมราชวงศ์เซี่ยถึงไม่มีการติดตั้งค่ายกล?"

"ฝ่าบาท...." บรรพบุรุษเฒ่า

พูดด้วยสีหน้าแดงก่ำ

เขาอธิบายออกมาอย่างเชื่องช้าว่า "จริงๆ แล้วราชวงศ์เซี่ยของพวกเราเองก็มีค่ายกลปกป้องที่ทรงพลังติดตั้งเอาไว้เช่นกัน

แต่ว่าเมื่อประมาณหลายร้อยปีก่อนหน้านี้"

“คนของราชวงศ์เซี่นของเรา

ไม่มีใครที่มีพรสวรรค์ในการเป็นปรมาจารย์ค่ายกลเลย

ทำให้ค่ายกลปกป้องพระราชวังแห่งนี้ขาดการบำรุงดูแลรักษา และในท้ายที่สุด

ค่ายกลปกป้องพระราชวังแห่งนี้ก็เสื่อมสลายหายไป และไม่มีใครที่มีพรสวรรค์มากพอที่จะจัดตั้งค่ายกลปกป้องพระราชวังขึ้นมาใหม่ได้เลย”

หลังจากพูดเรื่องนี้ออกมาแล้ว บรรพบุรุษเฒ่าก็มีใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความอับอาย

เนื่องจากเป็นราชวงศ์เซี่ยนั้น ได้รับการสืบทอดมานานนับพันปี

แต่กลับไม่มีใครเลยที่มีพรสวรรค์ที่มากพอจะเป็นปรรมาจารย์ค่ายกลได้และเป็นเรื่องที่น่าละอายที่จะพูดเช่นนี้ออกมา

เซี่ยเฉิน รู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย เพราะเหตุนี้เองค่ายกลปกป้องพระราชวังจึงหายไป

เขารู้สึกละอายใจเล็กน้อย

“เป็นไปได้ไหมที่ราชวงศ์เซี่ยของเรา ไม่ได้ฝึกฝนปรมาจารย์ค่ายกลประจำราชวงศ์เลยสักคน?”

เขามองบรรพบุรุษเฒ่า ด้วยท่าทางที่สงสัยแล้วถามออกไป

แต่ว่าบรรพบุรุษเฒ่ากลับมีทาท่างที่ลังเล และในที่สุดเขาก็พูดมันออกมา

ปรากฎว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน มีจักรพรรดิของราชวงศ์เซี่ยรุ่นหนึ่ง เป็นเพราะว่าเขาไม่ชอบศึกษาค่ายกล

และถึงกับริเริ่มที่จะรื้อค่าลกลปกป้องพระราชวัง

นี้คือส่าเหตุที่ค่ายกลปกป้องพระราชวังของราชวงศ์เซี่ยหายไป และไม่มีใครสามรถจัดตั้งค่ายกลปกป้องพระราชวังได้อีก ในท้ายที่สุดเมื่อไม่มีค่ายกลปกป้องพระราชวัง

ซึ่งกลายเป็นสถานการณ์ที่น่าอับอายสำหรับราชวงศ์เซี่ยในตอนนั้น

"ปรากฏว่าเป็น

จักรพรรดิผู้นี้เองสินะที่เป็นต้นเหตุที่แท้จริง" เซี่ยเฉิน พึมพำออกมา โดยที่ไม่ได้สนใจบรรพบุรุษเฒ่าที่กำลังยืนใบหน้าแดงก่ำ

หลังจากนั้น บรรพบุรุษเฒ่าก็พูดออกมาอีกว่า "จักรพรรดิองค์นั้นเป็นจักรพรรดิที่สุรุ่ยสุร่ายที่สุด

และเกือบจะทำให้ราชวงศ์เซี่ยทั้งหมดล่มสลาย"

“ถ้าเป็นอย่างที่ท่านบรรพบุรุษ พูดออกมานี้ก้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายของราชวงศ์เซี่ยจริงๆ”

เซี่ยเฉินรู้สึกพูดไม่ออกและอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

การมีจักรพรรดิแบบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายของราชวงศ์

นี้จึงเป็นส่าเหตุที่ทำให้ลูกหลานพากันบีบบังคับให้จักรพรรดิองค์นั้นสละราชบัลลังก์

และขับไล่เขาออกไปจากราชวงศ์เซี่ย

การกระทำของจักรพรรดิองค์นั้น นับว่าเป็นการศูนย์เสียครั้งใหญ่สำหรับราชวงศ์เซี่ย

“เอาล่ะ ข้าตั้งใจเอาไว้แล้วว่าในอนาคต ท่านบรรพบุรุษช่วยข้าค้นหากลุ่มคนที่มีพรรสวรรค์ในการฝึกฝนและเป็นปรมาจารย์ค่ายกลมาให้กับข้าที

แล้วข้าจะฝึกฝนพวกเขาด้วยตนเอง”

เซี่ยเฉิน คิดเรื่องนี้อยู่นานและในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้

ถ้าไม่ฝึกฝนกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์ในด้านการจัดวางค่ายกล ในอนาคตหากไม่มีใครดูแลและซ่อมแซมค่ายกลปกป้องพระราชวัง

ค่ายกลที่เขาติดตั้งไว้ก็จะสูญหายไปอีกครั้ง

“น้อมรับคำสั่ง จักรพรรดิ์ศักดิ์สิทธิ์!”

บรรพบุรุษเฒ่า ตอบรับคำสั่งทันทีแล้วลงออกไป

สำหรับวิธีการค้นหาผู้ที่มีพรสวรรค์ในด้านค่ายกลนั้น เซี่ยเฉินไม่ได้สนใจ

ตราบใดที่ยังมีคน ก็ไม่เป็นไรที่จะฝึกฝนพวกเขาให้ดี

“มีคนที่มีพรสวรรค์น้อยเกินไปในราชวงศ์

ซึ่งเป็นจุดบกพร่องของจักรวรรดิเซี่ย ดูเหมือนว่าข้าคงต้องส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับจักรวรรดิเซี่ย

เปิดภูมิปัญญาของผู้คน และก่อตั้งสำนักศึกษา เพื่อบ่มเพาะผู้ที่มีพรสวรรค์ขึ้นมาดีหรือไม่”

เซี่ยเฉิน พึมพำกับตัวเอง เขาเริ่มที่จะครุ่นคิดและได้ปรากฏแผนการบางอย่างขึ้นมาในใจของเขา

ในฐานะที่เข้าเป็นผู้ที่เดินทางข้ามโลกมา

เขาได้ศึกษหาความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการของราชวงศ์จีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เขามีแนวคิดและความรู้ขั้นสูงนับไม่ถ้วน อาจเป็นการดีก็ได้ถ้าหากว่าเขานำแนวคิดเหล่านี้เอามาประประยุกต์ใช้ในโลกใบนี้

และสร้างระบบการปกครองขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นแนวทางให้กับลูกหลานของเขาในอนาคต

“อืม.. ดูเหมือนว่าสิ่งที่ต้องทำในต้องนี้คือการลดบทบาท

ของกองกำลังและนิกายต่างๆลงมา เพื่อที่จะได้ไม่เป็นภัยคุกคามต่อประชานชน”

และนี้คือสิ่งที่เขาต้องรีบลงมือทำเป็นอันดับแรก

เข้าควบคุมอำนาจของกองกำลัง นิกาย เผ่าพันธุ์ต่างๆที่อยู่รอบๆ

และส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับราชสำนักของราชวงศ์เซี่ยเพื่อที่จะทำให้ราชวงศเซี่ย

กลายเป็นจุดศูนย์กลางของโลกใบนี้

เมื่อครุ่นคิดเสร็จแล้ว เซี่ยเฉิน ก็เดินกลับไปยังวังจักรพรรดิ

และเริ่มลงมือเขียนแผนการที่เขาคิดได้ และออกพระราชโองการฉบับใหม่ออกมา

ด้วยวิธีความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับการจัดการและการปกครองของราชวงศ์จีนที่เขาได้ศึกษามานั้น

เขาสามารถเลือกที่จะปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันตามเงื่อนไขของโลกใบนี้

หลังจากเขียนมาตลอดทั้งช่วงเช้า ทบทวนและแก้ไข ในที่สุดเขาก็ได้กรอบงานที่สมบูรณ์

และในที่สุดก็บรรลุวิสัยทัศน์และแผนการของตัวเองในที่สุด

ขั้นตอนต่อไปคือการเริ่มประกาศใช้ทีละรายการ และเริ่มนำไปใช้งานจริงเพื่อดูว่ามีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

และมีการตอบรับอย่างไร

“ถวายบังคม องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์!”

ในเวลานี้ สาวใช้สามคนเดินเข้ามายืนรออยู่ที่ด้านนอกของห้องโถงวังจักรพรรดิ

แต่ละคนถือถาดที่ปูด้วยผ้าสีแดง เห็นได้ชัดว่าพววกเธอนำอะไรบางอย่างมาด้วย

"เข้ามา!"

เซี่ยเฉินพูดออกมาเบาๆ เงยหน้าขึ้นมามอง เขาเห็นนักบุญหญิงเทียนมู่

เดินเขามาพร้อมกับสาวรับใช้อีกสองคน

"อะไร?" เขาถามออกไปเบาๆ

นักบุญหญิงเทียนมู่ ทำความเคารพและพูดออกมาว่า

“รายงานต่อจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ เสื้อคลุมและมงกุฎของจักรพรรดิพร้อมแล้ว ขอให้พระองค์ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ

ฝ่าบาท”

"มันเสร็จแล้ว?"

เซี่ยเฉิน พยักหน้าและกล่าวออกมาว่า "ถ้าอย่างนั้นนำมันมาให้ข้า"

หลังจากที่เขาพูดจบ เขาก็ยืนขึ้น นักบุญหญิงเทียนมู่ก็เดินไปหาสาวใช้ทั้งสองคนทันที เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าของเซี่ยเฉินด้วยตนเอง

เธอถอดชุดคลุมตัวเก่าของเซี่ยเฉินออก

จากนั้น นักบุญหญิงเทียนมู่ ก็หยิบเสื้อคลุมจักรพรรดิตัวใหม่ขึ้นมา

สวมใส่ให้กับเซี่ยเฉิน และก็สวมมงกุฎจักรพรรดิ ด้วยท่าทางที่เคร่งขรึมและจริงจัง

หลังจากเปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมของจักรพรรดิตัวใหม่และสวมมงกุฎเรียบร้อยแล้ว

อารมณ์ของ เซี่ยเฉิน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในทันที ทำให้ผุ้คนที่พบเห็นรู้สึกได้ถึงความสง่าผ่าเผย

ที่แผ่ออกมาจากร่างของเซี่ยเฉิน

"อืม... มันพอดีเลย"

เซี่ยเฉิน หันกลับมาและรู้สึกว่าเสื้อคลุมของจักรพรรดิตัวใหม่นี้เข้ากันได้ดีมากกับตัวเขา

โดยมีมังกรสวรรค์เก้าตัวปักอยู่บนนั้น เป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งและสง่างามของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

กล่าวอีกนัยหนึ่ง จักรพรรดิมักเรียกตัวเองบุตรแห่งสวรรค์ แต่ว่าในฐานะที่เซี่ยเฉินเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

เขามีเกียรติมากยิ่งกว่านั้นอีก

“นำสิ่งนี้ไปให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”

เซี่ยเฉิน ยื่นม้วนหนังสือกองหนึ่งให้กับนักบุญหญิงเทียนมู่

และสั่งให้เธอนำมันไปมอบให้กับ องค์หญิงสิบ

ม้วนหนังสือทั้งหมดที่เขามอบให้ทั้งหมดนี้คือนโยบายโดยละเอียดสำหรับการปกครองอาณาจักร

“น้อมรับคำสั่ง องค์จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์!”

นักบุญหญิงเทียนมู่ รับเอาม้วนหนังสือทั้งหมดมาไว้ด้วยความเคารพแล้วหันหลังเดินออกไป

เมื่อส่งมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับองค์หญิงสิบเรียบร้อยแล้ว เซี่ยเฉินก็จะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการบริหารอาณาจักรอีกต่อไป

เขาสามารถมีชีวิตที่สงบสุขอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ได้ ลงชื่อเช็คอินและฝึกฝนในทุกๆวัน

ส่วนที่เหลือมอบให้องค์หญิงสิบเป็นผู้จัดการ ส่วนจะได้ผลหรือไม่เขาก็ไม่ต้องกังวล

จากนั้น เซี่ยเฉิน ก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตามปกติอีกครั้ง

แต่ด้วยการประกาศใช้ราชโองการฉบับใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า โลกทั้งใบก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้งและก่อให้เกิดพายุขนาดใหญ่