ตอนที่ 126

ไม่กี่วันต่อมา กลิ่นอายลึกลับก็แผ่ซ่านออกมาจากพระราชวังของจักรพรรดิ

ภายในห้องโถงใหญ่ เซี่ยเฉิน กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ ร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทา

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้ศึกษาเคล็ดวิชาและทักษะหลายหมื่นเล่มที่อยู่ภายในหอคอยทักษะของพระราชวัง

เซี่ยเฉิน ได้อ่านตำราทั้งหมด และด้วยการสนับสนุนของจิตวิญญาณอันทรงพลังของเขา

เขาได้อ่านตำราทั้งหมดนับหมื่นเล่มในเวลาไม่กี่วัน และเข้าใจตำราทั้งหมดได้

สำหรับเขา มันเป็นเพียงแค่เรื่องง่ายๆ

หลังจากที่เขาได้รวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลจกาตำราทั้งหลายหมื่นเล่ม ไม่ว่าจะเป็นทักษะการบ่มเพาะ

ทักษะศิลปะการต่อสู้หรือทักษะต่างๆ ที่ได้ถูกรวมอยู่ในหอคอยทักษะของพระราชวัง

หลังจากนั้นเขาก้ได้นำแก่นแท้ของทักาะเหล่านี้ที่เขาได้รวบรวมมาค่อยๆนำมาปรับปรุง

"พระสูตรจักรพรรดิ์มนุษย์" ซึ่งเขาได้สร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้และทำให้

พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์ ที่เขาสร้างขึ้นมาให้เป้นทักษะที่สมบูรณ์แบบได้ในที่สุด

พระสูตรจักรพรรดิ์มนุษย์!

คลื่นนนนนน...

เกิดเสียงดังขึ้นภายในร่างกายของเขา จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นภาพมายาของจักรพรรดิ

ที่กำลังเหยียบย่ำสวรรค์ทั้งเก้า

ภายในทะเลทะเลแห่งจิตสำนึก ได้ปรากฏสัญลักษณ์ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

นี้คือแก่นแท้ของทักษะทั้งหมดที่เซี่ยเฉินได้รวมรวบมา พวกมันทั้งหมดได้หลอมรวมกัน

กลายเป็นตัวอักษรรูนลึกลับ

ตัวอักษรรูนลึกลับนี่คือ "พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์"

ทักษะที่เซี่ยเฉินสร้างขึ้นมา

ด้วยการหลอมรวมแก่นแท้ของทักษะทั้งหมดให้เป็นหนี่งเดี่ยว

ในเวลานี้เซี่ยเฉิน ได้จมอยู่กับการสร้างทักษะของเขาอย่างสมบูรณ์

บูม!

เกิดการเสียงดังขึ้นมา หลังจากที่เขาสร้าง "พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์"

ขึ้นมาได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ฐานการบ่มเพาะของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา

พลังปรารภายในร่างกายของเขากำลังเดือดพล่านและไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นแขนขาและกระดูกทั่วทั้งร่างกาย

พลังลึกลับของกายาจักรพรรดิมนุษย์ ก้ได้หลั่งไหลออกมาเล็กน้อยและผสานเข้ากับร่างกายของเขา

นี่คือสิ่งที่ "พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์"

สามารถทำได้ในตอนนี้

และในตอนนี้ "พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์" ได้สร้างขึ้นมาเสร็จสมบูรณ์แล้ว

และระดับการบ่มเพาะพลังของเขาได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และในที่สุดก็ได้รับการปรับปรุงอีกครั้ง และได้ทะลวงจากขอบเขตนิพพานขั้นที่สี่

เข้าสู่ขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้าในทันที

หลังจากที่เข้าสุ่กระบวนการทะลวงขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้า

คราวนี้ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเป็นจำนวนมาก และมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

ผิวหนังเก่าของเขาผลัดเปลี่ยนใหม่

และเขาก็ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งผิวหนังของเขาขาวใสราวกับคริสตัล

บุปผาแห่งเต๋า ทั้งสามดอกของเขาเปล่งประกายทีละดอก และเริ่มเข้าสู่สถานะสมบูรณ์

ซีซี่...

ภายในร่างกายของเซี่ยเฉิน พลังปราณของธาตุทั้งห้าได้ปรากฏขึ้นมา

และหลอมรวมเขากับอวัยวะภายในทั้งห้า และเริ่มบำรุงอวัยวะภายใน ของเขาและปรับปรุงอวัยวะภายในของเขาทีละน้อย

ร่างกายของ เซี่ยเฉิน ได้ถูกปกคลุมด้วยพลังปราณของธาตุทั้งห้า

ที่กำลังหมุนวนอยู่รอบๆตัวของเขา

นี่แสดงให้เห็นความก้าวหน้าของการฝึกฝนและบ่มเพาะพลังของเขา

หลังจากนั้นไม่นาน เซี่ยเฉิน ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างสบายๆ หลังจากที่ลืมตาขึ้นมานั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าร่างกายของเขากำลังถูกห่อหุ่มด้วยพลังปราณของธาตุทั้งห้า

ในขณะที่ พระสูตรจักรพรรดิ์มนุษย์ ได้ถูกสร้างขึ้นระดับการบ่มเพาะของเขาก็ได้ทะลวงผ่านขอบเขต

ซึ่งได้ดึงดูดพลังแห่งโชคลาภของราชวงศ์

เขามาด้วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น กับดวงตาของเขา

เมื่อตกอยู่ในสภาวะมึนงงในตอนนี้ เขาสามารถมอง "เห็น"

สภาพภายในทั้งหมดของพระราชวังได้ ราวกับว่าเขากำลังบินอยู่เหนือท้องฟ้าของพระราชวัง

ความเข้าใจของเขาเองก็ได้รับการปรับปรุงที่ยอดเยี่ยมหลังจาก ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับดวงตาของเขา

ด้วยการช่วยเหลือของพลังแห่งโชคลาภของราชวงศ์ เขาสามารถมอง "เห็น"

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในราชวงศ์ทั้งหมดได้ด้วยความช่วยเหลือจากพลังแห่งโชคลาภของอาณาจักร

"ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"

เซี่ยเฉิน รู้สึกประหลาดใจ ราวกับว่าเขาเป็นพระเจ้า มันน่าทึ่งมาก

ในไม่ช้า เขาก็เห็นกองทัพของกบฏ ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงของอาณาจักร

กองทหารเกือบสองล้านคนเดินทัพด้วยความเร็ว

“อืม?”

ทันใดนั้น เซี่ยเฉิน ก็สัมพัสได้ถถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่ง

ที่หลบซ่อนอยู่ภายในกองทัพกบฏเหล่านี้ และเขาก็สามารถรับรู้ตำแหน่งของกลิ่ยอายที่แข็งแกร่งนี้ได้อย่างชัดเจน

มีปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานสองคน หลบซ่อนตัวอยู่ภายในกองทัพของกบฏ

แต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่อาจที่จะหลบซ่อนตัวจากเซี่ยเฉินได้

ด้วยความช่วยเหลือจากดวงตาแห่งสวรรค์

เขาสามารถรับรู้ตำแหน่งของปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานทั้งสองได้อย่างชัดเจน

“โอ้ว ปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานขั้นที่หนึ่งสองคน

ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขากล้ากระโดดออกมาก่อกบฏ”

เซี่ยเฉิน มองไปที่ราชาหัวเมืองทั้งสิบแปดคนและกองกำลังทหารเกือบสองล้านคนที่เข้าร่วมในการกบฏ

กองกำลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ หากว่าเป็นจักรพรรดิองค์ก่อน

คงจะไม่สามารถต้านทานกองกำลังเหล่านี้ได้เลย

แต่น่าเสียดายที่พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับ เซี่ยเฉิน

ต่อให้พวกเขาเชิญปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานขั้นที่หนึ่งทั้งสองคนนี้มาก้ไม่สามารถสร้างความเดือดร้อนให้กับเซี่ยเฉินได้เลย

เพราะว่าในตอนนี้เซี่ยแน ได้อยู่ในขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้าแล้ว

ในไม่ช้า เซี่ยเฉิน ก็สังเกตเห็นกองทหารชั้นยอด 300,000 นายที่นำโดยน้องสาวของเขาอยู่ห่างออกไปจากกองทัพของกบฏเพียงแค่

30 ลี้ และคงใช้เวลาอีกไม่นานที่กองทัพทั้งสองจะเผชิญหน้ากัน

.............................................

บนที่ราบ กองทัพทั้งสองเผชิญหน้ากัน ทำให้เกิดบรรยากาศที่หนาวเย็นขึ้นมา

องค์หญิงสิบสวมชุดเกราะสีเงินและขี่ม้าขาวซึ่งดู สง่างามเป็นพิเศษเมื่ออยู่ทามกลางแสงแดด

เธอจ้องมองไปที่กองกำลังของกบฏ 1.8 ล้านคนที่อยู่ตรงหน้าเธออย่างเย็นชา

กองทัพเหล่านี้นำโดยราชาหัวเมืองทั้งสิบแปดคน และทุกคนต่างก็เป็นสมาชิคของราชวงศ์

พวกเขาทั้งสิบแปดได้รับการคุ้มครองจากปรมาจารย์จำนวนมาก

“เซี่ยซี หลานสาวที่รัก ข้าไม่คิดเลยว่าวันนี้

เจ้าจะเป็นคนนำกองทัพออกมาด้วยตนเอง”

ฝั่งตรงข้าม ผู้นำกลุ่มของราชาทั้งสิบแปดคน ราชาเซี่ยหนี่

มองไปที่เซี่ยซี ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยความประหลาดใจ

เขาแปลกใจที่ องค์หญิงสิบเซี่ยซี เป็นผู้นำกองทัพออกมาเพื่อหยุดเขาด้วยตนเอง

เป็นไปได้ไหมที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ไม่กล้าออกมา?

“ข้ายังคงให้เกียรติท่านและยังคงเรียกท่านว่าท่านลุงและข้าขอแนะนำให้ท่านนำกองกำลังของท่านกลับไป

มันยังไม่สายเกินไปที่ท่านจะกลับตัว ไม่เช่นนั้นท่านจะต้องเสียใจกับการกระทำของท่าน”

องค์หญิงสิบ มองไปที่อีกฝ่ายด้วยความเฉยเมย และชักชวนให้เขายอมแพ้

หากว่าพวกเขายอมแพ้ก็ยังพอมีโอกาสรอด แต่ถ้าหากว่าพวกเขายังคงคิดที่จะเดินหน้าต่อ

ก้นับว่าเป็นโชคร้ายของพวกเขา

"ช่างเป็นเรื่องที่น่าตลกยิ่งนัก!"

ด้วยท่าทางดูถูกของ ราชาเซี่ยหนี่ เขาพูดออกมาอย่างเย้ยหยันว่า

"หลานสาวตัวน้อย เจ้าต้องการที่จะหยุดกองทัพของข้าที่มีถึง 2 ล้านด้วยทหารเพียงแค่ 300,000

นาย ของเจ้ามันเป็นเพียงแค่ความฝันของคนโง่เพียงเท่านั้น"

“วันนี้ อย่างไรข้าก็ต้องบุกเข้าไปที่เมืองหลวง

เพื่อจับกุมตัวของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน

และหารหารเขาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับน้องชายของข้าที่ถูกเขาสังหาร”

คำพูดเหล่านี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของ ราชาเซี่ยหนี่และราชาหัวเมืองคนอื่นๆ

เมื่อได้ยินสิ่งนี้องค์หญิงสิบเซี่ยซี ก็เข้าใจแล้วว่าเธอไม่สามารถชักชวนให้อีกฝ่ายยอมแพ้ได้

เจตนาฆ่าก็ปรากฏขึ้นมาในดวงตาของเธอ

“น่าเสียดาย

ข้านั้นทำเต็มที่แล้วที่หาหนทางให้ท่านรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ ดังนั้นท่านก็อย่าได้มาตำหนิข้าเลย

ที่ต้องลงมือ”

หลังจากที่องค์หญิงสิบเซี่ยซี พูดจบจู่ๆเธอก็บันขึ้นไปบนท้องฟ้า

ปลดปล่อยแรงกดดันที่แข็งแกร่งของเธอออกมา

บูม!

แรงกดดันที่ทรงพลังก็กระจายออกไป พลังปราณแห่งสวรรค์และโลกได้หลั่งไหลมารวมกันที่องค์หญิงสิบเซี่ยซี

และเริ่มหนาแน่นขึ้น

"นี้... มันเกิดอะไรขึ้น?"

“นี่คือ... พลังปราณแห่งสวรรค์และโลก!”

“เจ้า เจ้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพานแล้ว

เป็นไปได้อย่างไร?”

ราชาเซี่ยหนี่อุทานออกมา เขาจ้องมองไปที่องค์หญิงสิบเซี่ยซี ที่ยืนอยู่กลางอากาศ

ดวงตาของเขาบิกกว้าง และเขาก็แทบไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง

องค์หญิงสิบ ได้บุกทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพานได้สำเร็จแล้ว

“ท่านลุง มันสายเกินไปแล้วที่ท่านจะยอมแพ้ในตอนนี้”

องค์หญิงสิบ มองลงไปที่ราชาเซี่ยหนี่และข้าราชบริพารคนอื่นๆ

ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่แยแส ดวงตาของเธอในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรง

ฝั่งตรงข้าม ถึงแม้ว่าราชาเซี่ยหนี่และราชาหัวเมื่องทั้งหมดจะรู้สึกตกใจ

แต่พวกเขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกออกมาเลย

“ขอบเขตนิพพาน มันอยู่เหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ แต่ว่าช่างน่าเสียดาย”

ราชาเซี่ยหนี่ ส่ายหัวเล็กน้อยด้วยท่าทางเสียใจ

“ข้าคงต้องขอให้ผู้อาวุโสทั้งสอง ลงมือแล้ว”

ราชาเซี่ยหนี่ ตะโกนออกมาด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง เหล่าราชาหัวเมืองทั้งหมดต่างก็พากันทำความเคารพทีละคน

“สาวน้อยผุ้นี้ ก้าวเข้าสู่ขอบเขตนิพพานตั้งแต่อายุยังน้อย

นับว่าไม่เลวเลยจริงๆ”

มีเสียงที่แหบแห้งดังขึ้น และกลิ่นอายที่แข็งแกร่งก็ปะทุขึ้นมาสลายแรงกดดันขององค์หญิงสิบ

ฮัม!

ขณะที่อากาศสั่นสะเทือน ได้มีเงาสีดำสองเงาปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบๆและลอยอยู่บนท้องฟ้า

ปลดปล่อยแรงกดดันที่ทรงพลังออกมา ปิดกั้นแรงกดดันขององค์หญิงสิบเซี่ยซี

เมื่อแรงกดดันของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ร่างกายขององค์หญิงสิบเซี่ยซี

ก็สั่นสะทานจากนั้นเธอก็ก้าวถอยหลังออกไปสองสามก้าว พร้อมกับปรากฏสีหน้าประหลาดใจขึ้นบนใบหน้าของเธอ

“ปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานสองคน?” เธอจ้องมองไปที่ ชายชราทั้งสองที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวต่อหน้าเธออย่างกะทันหัน

ชายหนึ่งคนและหญิงหนึ่งคน หลังจากที่ทั้งสองปรากฏตัวออกมา

ก้สร้างแรงกดดันให้กับองค์หญิงสิบเป็นอย่างมาก

ทั้งสองคนนี้คือปรมาจารย์ที่อยู่ในขอบเขตนิพพาน

ถึงแม้ว่าทั้งสองจะชรามากแล้ว

แต่แรงกดดันของพวกเขาทั้งสองที่ปลดปล่อยออกมานั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

“พวกท่านทั้งสองคนคือ ผู้อาวุโสทองคำและผู้อาวุโสเงินใช่หรือไม่?”

นำเสียงที่ดูประหลาดใจดังขึ้นมา ใบหน้าของนักบุญหญิงเทียนมู่แห่งศาลาสวรรค์ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก

เธอเตือนองค์หญิงสิบ ด้วยสีหน้าที่จริงจัง "ฝ่าบาท ระวังพระองค์ด้วย

ทั้งสองคนนี้เป็นปรมาจารย์ของนิกายปีศาจที่ชั่วร้าย พวกเขาทั้งสองนั้นหายตัวไปเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว

พวกเขาทั้งสองคนนี้คือ ผู้อาวุโสทองคำและผู้อาวุโสเงิน"

“ผู้อาวุโสทองคำและผู้อาวุโสเงิน?”

องค์หญิงสิบ มองหน้าไปที่ทั้งสอง พร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“ใช้แล้วสาวน้อย เจ้าจำตัวตนของพวกเราทั้งสองคนได้จริงๆ

อย่างนั้นสินะ เจ้าคงน่าจะเป็นคนของศาลสวรรค์

ใช้หรือไม่เพราะว่าข้าสังเกตได้ถึงกลิ่นอายของเจ้าที่เกิดจากทักษะลับของศาลาสวรรค์”

หญิงชราผมสีเงินมองไปที่นักบุญหญิงเทียนมู่ ด้วยรอยยิ้มอันเคร่งขรึมบนใบหน้าของเธอ

“ผู้เฒ่า สาวน้อยทั้งสามคนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ พวกเธอทั้งสามต่างก็มีกายาศักดิ์สิทธิ์

หากว่าเจ้าจับพวกเธอกลับไปได้ และทำการดูดซับแก่นแท้โลหินของพวกเธอ

บางทีพวกเราอาจจะทะลวงไปยังขอบเขตนิพพานขั้นที่สองได้อีกครั้ง”

หญิงชราพูดอะไรบางอย่างออกมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายบนใบหน้าของเธอ

“ฮิฮิฮิ... ไม่คิดเลยว่าข้าจะโชคดีเช่นนี้”

ใบหน้าของชายชราแสดงรอยยิ้มอันน่าสยดสยองออกมา หลังจากนั้นก็ระเบิดพลังทั้งหมดของเขาออกมา

"ทำไมเรื่องมันถึงได้ยุ่งยากเช่นนี้"

ใบหน้าขององค์หญิงสิบเซี่ยซี

มืดลงเธอได้ปลดปล่อยพลังของเธอออกมาเพื่อต่อต้านพลังของชายชรา ถึงแม้ว่าเธอจะอยู่ในขอบเขตนิพพานเธอก็ไม่สามารถรับมือปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานทั้งสองคนได้

“หมัดจักรพรรดิสูงสุด!”

ทันใดนั้นเธอก็เป็นฝ่ายที่เริ่มลงมือโจมตีออกไปก่อน

ด้วยทักษะหมัดจักรพรรดิสูงสุด ทักษะหมัดที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์

บูม!

เธอชกหมัดออกไป พลังปราณแห่งสวรรค์และโลกรวมตัวกันและควบแน่นเป็นปราณหมัดที่น่าสพรึงกลัว

พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว