ไม่กี่วันต่อมา กลิ่นอายลึกลับก็แผ่ซ่านออกมาจากพระราชวังของจักรพรรดิ
ภายในห้องโถงใหญ่ เซี่ยเฉิน กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ ร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทา
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาได้ศึกษาเคล็ดวิชาและทักษะหลายหมื่นเล่มที่อยู่ภายในหอคอยทักษะของพระราชวัง
เซี่ยเฉิน ได้อ่านตำราทั้งหมด และด้วยการสนับสนุนของจิตวิญญาณอันทรงพลังของเขา
เขาได้อ่านตำราทั้งหมดนับหมื่นเล่มในเวลาไม่กี่วัน และเข้าใจตำราทั้งหมดได้
สำหรับเขา มันเป็นเพียงแค่เรื่องง่ายๆ
หลังจากที่เขาได้รวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลจกาตำราทั้งหลายหมื่นเล่ม ไม่ว่าจะเป็นทักษะการบ่มเพาะ
ทักษะศิลปะการต่อสู้หรือทักษะต่างๆ ที่ได้ถูกรวมอยู่ในหอคอยทักษะของพระราชวัง
หลังจากนั้นเขาก้ได้นำแก่นแท้ของทักาะเหล่านี้ที่เขาได้รวบรวมมาค่อยๆนำมาปรับปรุง
"พระสูตรจักรพรรดิ์มนุษย์" ซึ่งเขาได้สร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้และทำให้
พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์ ที่เขาสร้างขึ้นมาให้เป้นทักษะที่สมบูรณ์แบบได้ในที่สุด
พระสูตรจักรพรรดิ์มนุษย์!
คลื่นนนนนน...
เกิดเสียงดังขึ้นภายในร่างกายของเขา จิตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นภาพมายาของจักรพรรดิ
ที่กำลังเหยียบย่ำสวรรค์ทั้งเก้า
ภายในทะเลทะเลแห่งจิตสำนึก ได้ปรากฏสัญลักษณ์ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
นี้คือแก่นแท้ของทักษะทั้งหมดที่เซี่ยเฉินได้รวมรวบมา พวกมันทั้งหมดได้หลอมรวมกัน
กลายเป็นตัวอักษรรูนลึกลับ
ตัวอักษรรูนลึกลับนี่คือ "พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์"
ทักษะที่เซี่ยเฉินสร้างขึ้นมา
ด้วยการหลอมรวมแก่นแท้ของทักษะทั้งหมดให้เป็นหนี่งเดี่ยว
ในเวลานี้เซี่ยเฉิน ได้จมอยู่กับการสร้างทักษะของเขาอย่างสมบูรณ์
บูม!
เกิดการเสียงดังขึ้นมา หลังจากที่เขาสร้าง "พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์"
ขึ้นมาได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ฐานการบ่มเพาะของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา
พลังปรารภายในร่างกายของเขากำลังเดือดพล่านและไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นแขนขาและกระดูกทั่วทั้งร่างกาย
พลังลึกลับของกายาจักรพรรดิมนุษย์ ก้ได้หลั่งไหลออกมาเล็กน้อยและผสานเข้ากับร่างกายของเขา
นี่คือสิ่งที่ "พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์"
สามารถทำได้ในตอนนี้
และในตอนนี้ "พระสูตรจักรพรรดิมนุษย์" ได้สร้างขึ้นมาเสร็จสมบูรณ์แล้ว
และระดับการบ่มเพาะพลังของเขาได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และในที่สุดก็ได้รับการปรับปรุงอีกครั้ง และได้ทะลวงจากขอบเขตนิพพานขั้นที่สี่
เข้าสู่ขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้าในทันที
หลังจากที่เข้าสุ่กระบวนการทะลวงขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้า
คราวนี้ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเป็นจำนวนมาก และมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ผิวหนังเก่าของเขาผลัดเปลี่ยนใหม่
และเขาก็ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งผิวหนังของเขาขาวใสราวกับคริสตัล
บุปผาแห่งเต๋า ทั้งสามดอกของเขาเปล่งประกายทีละดอก และเริ่มเข้าสู่สถานะสมบูรณ์
ซีซี่...
ภายในร่างกายของเซี่ยเฉิน พลังปราณของธาตุทั้งห้าได้ปรากฏขึ้นมา
และหลอมรวมเขากับอวัยวะภายในทั้งห้า และเริ่มบำรุงอวัยวะภายใน ของเขาและปรับปรุงอวัยวะภายในของเขาทีละน้อย
ร่างกายของ เซี่ยเฉิน ได้ถูกปกคลุมด้วยพลังปราณของธาตุทั้งห้า
ที่กำลังหมุนวนอยู่รอบๆตัวของเขา
นี่แสดงให้เห็นความก้าวหน้าของการฝึกฝนและบ่มเพาะพลังของเขา
หลังจากนั้นไม่นาน เซี่ยเฉิน ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างสบายๆ หลังจากที่ลืมตาขึ้นมานั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าร่างกายของเขากำลังถูกห่อหุ่มด้วยพลังปราณของธาตุทั้งห้า
ในขณะที่ พระสูตรจักรพรรดิ์มนุษย์ ได้ถูกสร้างขึ้นระดับการบ่มเพาะของเขาก็ได้ทะลวงผ่านขอบเขต
ซึ่งได้ดึงดูดพลังแห่งโชคลาภของราชวงศ์
เขามาด้วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น กับดวงตาของเขา
เมื่อตกอยู่ในสภาวะมึนงงในตอนนี้ เขาสามารถมอง "เห็น"
สภาพภายในทั้งหมดของพระราชวังได้ ราวกับว่าเขากำลังบินอยู่เหนือท้องฟ้าของพระราชวัง
ความเข้าใจของเขาเองก็ได้รับการปรับปรุงที่ยอดเยี่ยมหลังจาก ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับดวงตาของเขา
ด้วยการช่วยเหลือของพลังแห่งโชคลาภของราชวงศ์ เขาสามารถมอง "เห็น"
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในราชวงศ์ทั้งหมดได้ด้วยความช่วยเหลือจากพลังแห่งโชคลาภของอาณาจักร
"ช่างเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"
เซี่ยเฉิน รู้สึกประหลาดใจ ราวกับว่าเขาเป็นพระเจ้า มันน่าทึ่งมาก
ในไม่ช้า เขาก็เห็นกองทัพของกบฏ ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงของอาณาจักร
กองทหารเกือบสองล้านคนเดินทัพด้วยความเร็ว
“อืม?”
ทันใดนั้น เซี่ยเฉิน ก็สัมพัสได้ถถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่ง
ที่หลบซ่อนอยู่ภายในกองทัพกบฏเหล่านี้ และเขาก็สามารถรับรู้ตำแหน่งของกลิ่ยอายที่แข็งแกร่งนี้ได้อย่างชัดเจน
มีปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานสองคน หลบซ่อนตัวอยู่ภายในกองทัพของกบฏ
แต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่อาจที่จะหลบซ่อนตัวจากเซี่ยเฉินได้
ด้วยความช่วยเหลือจากดวงตาแห่งสวรรค์
เขาสามารถรับรู้ตำแหน่งของปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานทั้งสองได้อย่างชัดเจน
“โอ้ว ปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานขั้นที่หนึ่งสองคน
ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขากล้ากระโดดออกมาก่อกบฏ”
เซี่ยเฉิน มองไปที่ราชาหัวเมืองทั้งสิบแปดคนและกองกำลังทหารเกือบสองล้านคนที่เข้าร่วมในการกบฏ
กองกำลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ หากว่าเป็นจักรพรรดิองค์ก่อน
คงจะไม่สามารถต้านทานกองกำลังเหล่านี้ได้เลย
แต่น่าเสียดายที่พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับ เซี่ยเฉิน
ต่อให้พวกเขาเชิญปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานขั้นที่หนึ่งทั้งสองคนนี้มาก้ไม่สามารถสร้างความเดือดร้อนให้กับเซี่ยเฉินได้เลย
เพราะว่าในตอนนี้เซี่ยแน ได้อยู่ในขอบเขตนิพพานขั้นที่ห้าแล้ว
ในไม่ช้า เซี่ยเฉิน ก็สังเกตเห็นกองทหารชั้นยอด 300,000 นายที่นำโดยน้องสาวของเขาอยู่ห่างออกไปจากกองทัพของกบฏเพียงแค่
30 ลี้ และคงใช้เวลาอีกไม่นานที่กองทัพทั้งสองจะเผชิญหน้ากัน
.............................................
บนที่ราบ กองทัพทั้งสองเผชิญหน้ากัน ทำให้เกิดบรรยากาศที่หนาวเย็นขึ้นมา
องค์หญิงสิบสวมชุดเกราะสีเงินและขี่ม้าขาวซึ่งดู สง่างามเป็นพิเศษเมื่ออยู่ทามกลางแสงแดด
เธอจ้องมองไปที่กองกำลังของกบฏ 1.8 ล้านคนที่อยู่ตรงหน้าเธออย่างเย็นชา
กองทัพเหล่านี้นำโดยราชาหัวเมืองทั้งสิบแปดคน และทุกคนต่างก็เป็นสมาชิคของราชวงศ์
พวกเขาทั้งสิบแปดได้รับการคุ้มครองจากปรมาจารย์จำนวนมาก
“เซี่ยซี หลานสาวที่รัก ข้าไม่คิดเลยว่าวันนี้
เจ้าจะเป็นคนนำกองทัพออกมาด้วยตนเอง”
ฝั่งตรงข้าม ผู้นำกลุ่มของราชาทั้งสิบแปดคน ราชาเซี่ยหนี่
มองไปที่เซี่ยซี ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาด้วยความประหลาดใจ
เขาแปลกใจที่ องค์หญิงสิบเซี่ยซี เป็นผู้นำกองทัพออกมาเพื่อหยุดเขาด้วยตนเอง
เป็นไปได้ไหมที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ไม่กล้าออกมา?
“ข้ายังคงให้เกียรติท่านและยังคงเรียกท่านว่าท่านลุงและข้าขอแนะนำให้ท่านนำกองกำลังของท่านกลับไป
มันยังไม่สายเกินไปที่ท่านจะกลับตัว ไม่เช่นนั้นท่านจะต้องเสียใจกับการกระทำของท่าน”
องค์หญิงสิบ มองไปที่อีกฝ่ายด้วยความเฉยเมย และชักชวนให้เขายอมแพ้
หากว่าพวกเขายอมแพ้ก็ยังพอมีโอกาสรอด แต่ถ้าหากว่าพวกเขายังคงคิดที่จะเดินหน้าต่อ
ก้นับว่าเป็นโชคร้ายของพวกเขา
"ช่างเป็นเรื่องที่น่าตลกยิ่งนัก!"
ด้วยท่าทางดูถูกของ ราชาเซี่ยหนี่ เขาพูดออกมาอย่างเย้ยหยันว่า
"หลานสาวตัวน้อย เจ้าต้องการที่จะหยุดกองทัพของข้าที่มีถึง 2 ล้านด้วยทหารเพียงแค่ 300,000
นาย ของเจ้ามันเป็นเพียงแค่ความฝันของคนโง่เพียงเท่านั้น"
“วันนี้ อย่างไรข้าก็ต้องบุกเข้าไปที่เมืองหลวง
เพื่อจับกุมตัวของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน
และหารหารเขาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับน้องชายของข้าที่ถูกเขาสังหาร”
คำพูดเหล่านี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของ ราชาเซี่ยหนี่และราชาหัวเมืองคนอื่นๆ
เมื่อได้ยินสิ่งนี้องค์หญิงสิบเซี่ยซี ก็เข้าใจแล้วว่าเธอไม่สามารถชักชวนให้อีกฝ่ายยอมแพ้ได้
เจตนาฆ่าก็ปรากฏขึ้นมาในดวงตาของเธอ
“น่าเสียดาย
ข้านั้นทำเต็มที่แล้วที่หาหนทางให้ท่านรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ ดังนั้นท่านก็อย่าได้มาตำหนิข้าเลย
ที่ต้องลงมือ”
หลังจากที่องค์หญิงสิบเซี่ยซี พูดจบจู่ๆเธอก็บันขึ้นไปบนท้องฟ้า
ปลดปล่อยแรงกดดันที่แข็งแกร่งของเธอออกมา
บูม!
แรงกดดันที่ทรงพลังก็กระจายออกไป พลังปราณแห่งสวรรค์และโลกได้หลั่งไหลมารวมกันที่องค์หญิงสิบเซี่ยซี
และเริ่มหนาแน่นขึ้น
"นี้... มันเกิดอะไรขึ้น?"
“นี่คือ... พลังปราณแห่งสวรรค์และโลก!”
“เจ้า เจ้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพานแล้ว
เป็นไปได้อย่างไร?”
ราชาเซี่ยหนี่อุทานออกมา เขาจ้องมองไปที่องค์หญิงสิบเซี่ยซี ที่ยืนอยู่กลางอากาศ
ดวงตาของเขาบิกกว้าง และเขาก็แทบไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง
องค์หญิงสิบ ได้บุกทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพานได้สำเร็จแล้ว
“ท่านลุง มันสายเกินไปแล้วที่ท่านจะยอมแพ้ในตอนนี้”
องค์หญิงสิบ มองลงไปที่ราชาเซี่ยหนี่และข้าราชบริพารคนอื่นๆ
ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่แยแส ดวงตาของเธอในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรง
ฝั่งตรงข้าม ถึงแม้ว่าราชาเซี่ยหนี่และราชาหัวเมื่องทั้งหมดจะรู้สึกตกใจ
แต่พวกเขาก็ไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นตระหนกออกมาเลย
“ขอบเขตนิพพาน มันอยู่เหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ แต่ว่าช่างน่าเสียดาย”
ราชาเซี่ยหนี่ ส่ายหัวเล็กน้อยด้วยท่าทางเสียใจ
“ข้าคงต้องขอให้ผู้อาวุโสทั้งสอง ลงมือแล้ว”
ราชาเซี่ยหนี่ ตะโกนออกมาด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง เหล่าราชาหัวเมืองทั้งหมดต่างก็พากันทำความเคารพทีละคน
“สาวน้อยผุ้นี้ ก้าวเข้าสู่ขอบเขตนิพพานตั้งแต่อายุยังน้อย
นับว่าไม่เลวเลยจริงๆ”
มีเสียงที่แหบแห้งดังขึ้น และกลิ่นอายที่แข็งแกร่งก็ปะทุขึ้นมาสลายแรงกดดันขององค์หญิงสิบ
ฮัม!
ขณะที่อากาศสั่นสะเทือน ได้มีเงาสีดำสองเงาปรากฏขึ้นมาอย่างเงียบๆและลอยอยู่บนท้องฟ้า
ปลดปล่อยแรงกดดันที่ทรงพลังออกมา ปิดกั้นแรงกดดันขององค์หญิงสิบเซี่ยซี
เมื่อแรงกดดันของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ร่างกายขององค์หญิงสิบเซี่ยซี
ก็สั่นสะทานจากนั้นเธอก็ก้าวถอยหลังออกไปสองสามก้าว พร้อมกับปรากฏสีหน้าประหลาดใจขึ้นบนใบหน้าของเธอ
“ปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานสองคน?” เธอจ้องมองไปที่ ชายชราทั้งสองที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวต่อหน้าเธออย่างกะทันหัน
ชายหนึ่งคนและหญิงหนึ่งคน หลังจากที่ทั้งสองปรากฏตัวออกมา
ก้สร้างแรงกดดันให้กับองค์หญิงสิบเป็นอย่างมาก
ทั้งสองคนนี้คือปรมาจารย์ที่อยู่ในขอบเขตนิพพาน
ถึงแม้ว่าทั้งสองจะชรามากแล้ว
แต่แรงกดดันของพวกเขาทั้งสองที่ปลดปล่อยออกมานั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
“พวกท่านทั้งสองคนคือ ผู้อาวุโสทองคำและผู้อาวุโสเงินใช่หรือไม่?”
นำเสียงที่ดูประหลาดใจดังขึ้นมา ใบหน้าของนักบุญหญิงเทียนมู่แห่งศาลาสวรรค์ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
เธอเตือนองค์หญิงสิบ ด้วยสีหน้าที่จริงจัง "ฝ่าบาท ระวังพระองค์ด้วย
ทั้งสองคนนี้เป็นปรมาจารย์ของนิกายปีศาจที่ชั่วร้าย พวกเขาทั้งสองนั้นหายตัวไปเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว
พวกเขาทั้งสองคนนี้คือ ผู้อาวุโสทองคำและผู้อาวุโสเงิน"
“ผู้อาวุโสทองคำและผู้อาวุโสเงิน?”
องค์หญิงสิบ มองหน้าไปที่ทั้งสอง พร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ใช้แล้วสาวน้อย เจ้าจำตัวตนของพวกเราทั้งสองคนได้จริงๆ
อย่างนั้นสินะ เจ้าคงน่าจะเป็นคนของศาลสวรรค์
ใช้หรือไม่เพราะว่าข้าสังเกตได้ถึงกลิ่นอายของเจ้าที่เกิดจากทักษะลับของศาลาสวรรค์”
หญิงชราผมสีเงินมองไปที่นักบุญหญิงเทียนมู่ ด้วยรอยยิ้มอันเคร่งขรึมบนใบหน้าของเธอ
“ผู้เฒ่า สาวน้อยทั้งสามคนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ พวกเธอทั้งสามต่างก็มีกายาศักดิ์สิทธิ์
หากว่าเจ้าจับพวกเธอกลับไปได้ และทำการดูดซับแก่นแท้โลหินของพวกเธอ
บางทีพวกเราอาจจะทะลวงไปยังขอบเขตนิพพานขั้นที่สองได้อีกครั้ง”
หญิงชราพูดอะไรบางอย่างออกมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายบนใบหน้าของเธอ
“ฮิฮิฮิ... ไม่คิดเลยว่าข้าจะโชคดีเช่นนี้”
ใบหน้าของชายชราแสดงรอยยิ้มอันน่าสยดสยองออกมา หลังจากนั้นก็ระเบิดพลังทั้งหมดของเขาออกมา
"ทำไมเรื่องมันถึงได้ยุ่งยากเช่นนี้"
ใบหน้าขององค์หญิงสิบเซี่ยซี
มืดลงเธอได้ปลดปล่อยพลังของเธอออกมาเพื่อต่อต้านพลังของชายชรา ถึงแม้ว่าเธอจะอยู่ในขอบเขตนิพพานเธอก็ไม่สามารถรับมือปรมาจารย์ขอบเขตนิพพานทั้งสองคนได้
“หมัดจักรพรรดิสูงสุด!”
ทันใดนั้นเธอก็เป็นฝ่ายที่เริ่มลงมือโจมตีออกไปก่อน
ด้วยทักษะหมัดจักรพรรดิสูงสุด ทักษะหมัดที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์
บูม!
เธอชกหมัดออกไป พลังปราณแห่งสวรรค์และโลกรวมตัวกันและควบแน่นเป็นปราณหมัดที่น่าสพรึงกลัว
พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved