ตอนที่ 104

"ไม่.....อย่า...ข้ายังไม่อยากตาย"

องค์ชายสอง ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว

หลังจากนั้นพายุดาบก็พัดผ่านไป เมฆที่อยู่บนท้องฟ้าก็กระจัดกระจาย

ผู้คนสลายหายไป

เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่น่าสยดสยอง ผู้ใต้บังคับบัญชาขององค์ชายสองที่อยู่ด้านหลังต่างก็หวาดกลัวและรู้สึกสิ้นหวัง

และพวกเขาโบกมือของพวกเขาปลดปล่อยปราณดาบออกมาเพื่อต่อต้านการโจมตีของพายุดาบ

น่าเสียดายที่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันไม่มีประโยชน์ ในขณะที่พายุดาบกำลังพัดผ่าน

คนเหล่านี้ทั้งหมดก็ได้ถูกสับเป็นชิ้นๆเศษเนื้อและเลือดกระจัดกระจาย

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ของพวกเขาเริ่มที่จะไม่สู้ดีแล้ว ผู้อาวุโสของนิกายเทียนเจี้ยน

ก็ตะโกนออกมาด้วยความตื่นตระหนก และปลดปล่อยพลังปราณที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาออกมา

พลังปราณไหลออกมาปกคลุมทั่วทั้งร่างกายของผู้อาวุโสของนิกายเทียนเจี้ยน

ทำให้ตอนนี้บรรยากาศที่อยุ่รอบตัวของผุ้อาวุโสนิกายเทียนเจี้ยนนั้นเต็มไปด้วยการบีบบังคับ

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ปรมาจารย์ของนิกายเทียนเจี้ยนได้พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อส่งต่อพลังปรารของพวกเขาให้กับผู้อาวุโสของพวกเขาเพื่อต่อต้านการโจมตีของพายุดาบ

คลืนนนนนนนนน!

เกิดเสียงดังลั่น ผู้อาวุโสของนิกายเทียนเจี้ยน ก็ยกดาบของเขาขึ้นสูงถือดาบด้วยมือทั้งสองข้าง

ควบแน่นปราณดาบอันทรงพลัง ที่ไม่มีใครเทียบได้ขึ้นมาและยังปลดปล่อยจิตสังหารที่รุนแรงออกมาอีกด้วย

“ดาบสวรรค์!”

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพายุดาบ ผู้อาวุโสของนิกายเทียนเจี้ยน

ก็ปลดปล่อยทักษะดาบที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาออกมา ทักษะดาบสวรรค์และโจมตีออกไปด้วยพละกำลังทั้งหมดเพื่อที่จะทำลายพายุดาบที่กำลังจะเข้ามาใกล้พวกเขา

บูม!

ดาบสวรรค์ฟาดฟันไปที่พายุดาบ เมื่อการโจมตีทั้งสองปะทะกัน

ทำให้เกิดคลื่นกระแทกกวาดออกไปทั้วทั้งบริเวรเป็นวงกว้าง ดาบจำนวนนับไม่ถ้วนได้รับความเสียหายและพังทลาย

แต่แต่ก็ยังไม่สามารถทำลายพายุดาบได้ พายุดาบยังคงมุ่งหน้าต่อไปทำลายการโจมตีของผู้อาวุโสของนิกายเทียนเจี้ยน

หลังจากนั้นไม่นาน พายุดาบจำนวนมากได้พัดผ่านกลุ่มปรมาจารย์ของนิกายเทียนเจี้ยน

"อ๊ากกกกกกกกกกกก..."

พร้อมกับได้มีเสียงกรีดร้องดังออกมา หลังจากนั้นไม่นานผู้อาวุโสและดหล่าปรมาจารย์ของนิกายเทียนเจี้ยน

ทั้งสิบแปดคนร่างกายของพวกเขาก็ระเบิดออกเป็นชิ้นๆอยู่ภายในพายุดาบ

"หนี เร็วเข้า!"

เมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทหารองครักษ์ประจำตัวขององค์ชายทั้งหลายต่างก็พากันทิ้งอาวุธและวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว

แต่ว่าช่างน่าเสียดายที่พวกเขาไม่สามารถ ที่จะหลบหนีการโจมตีของพายุดาบไปได้

พวกเขาทำได้เพียงสงเสียงกรีดร้องออกมาเท่านั้น

เนื้อและเลือดกระจัดกระจายไปทั่วท้องฟ้า หลังจากที่พายุดาบได้พักผ่านกลุ่มของทหารองครักษ์

และสังหารทุกคนไปจนหมด ในที่สุดพายุดาบก็หยุดเคลื่อนไหวและบินกลับมาลอยอยู่รอบๆตัวของเซี่ยเฉิน

ในตอนนี้ องค์ชายทุกคนที่ยกกองทัพเข้ามาประชิดที่ประตูของพระราชวัง

และองครักษ์ที่พวกเขาพามาทั้งหมดล้วนถูกสังหารโดยไม่มีข้อยกเว้น

ทำให้ตอนนี้บรรยากาศที่บริเวรประตูพระราชวังเกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ

ทหารองครักษ์หลายพันคนรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่างกายของพวกเขา ขุนนางเจ้าหน้าที่พลเรือนและนายพล

ยืนอยู่ที่นั่นด้วยอาการสั่นเทา พวกเขาจ้องมองไปที่ดาบที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ด้วยความกลัวบนใบหน้าของพวกเขา

กริ๊ง กริ๊ง...

เวลาต่อมา ดาบที่บินอยู่บนท้องฟ้าก็ได้บินกลับไปหาเจ้านายของมันทีละเล่ม

และกลับคืนสู่ฝัก

มือของทหารองครักษ์ที่ถือดาบสั่นอย่างรุนแรง ใบหน้าของพวกเขาซีดเซียว

และพวกเขาก็ตกตะลึงอย่างมากกับภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของพวกเขา ทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาก็สั่นเทาด้วยความกลัว

ยกเว้นองค์หญิงสิบ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้พวกเขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนที่ลงมือจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น

แม้แต่องค์หญิงสิบ ที่ยืนอยู่ข้างๆเซี่ยเฉิน เธอก็ยังต้องมองไปที่

เซี่ยเฉินด้วยสายตาที่น่าสะพรึงกลัว นี่ยังเป็นพี่เก้า ที่เธอรู้จักอยู่อีกหรือเปล่า?

ใครกันนะที่บอกว่า

พี่เก้าของเธอไม่มีพรรสวรรค์ในการบ่มเพาะและฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ คนที่บอกมันสมควรถูกสาปจริงๆ

เมื่อมองไปยังเศษเนื้อและเลือดที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวร กลิ่นเลือดลอยขึ้นมาฉุนจนติดจมูก

ทำให้ขาของเหล่าขุนนาง อ่อนและล้มลงด้วยความหวาดกลัว

พวกเขาเห็น องค์ชายสอง องค์ชายสาม องค์ชายหก องค์ชายเจ็ด

และองค์ชายแปด ได้ถูกสังหารและตายไปต่อหน้าต่อตาของพวกเขา

องค์ชายเหล่านี้ได้ถูกสังหารตายไปกันหมดแล้ว

และในตอนนี้เหลือเพียงแค่ องค์ชายเก้าเซี่ยเฉิน

และองค์ชายอีกสองพระองคืที่ได้เดินทางกลับไปยังเมืองหลวงจักรพรรดิ ก่อนหน้านี้คือ

องค์ชายห้าเซี่ยซิน และองค์ชายหกเซี่ยเต๋อ

คราวนี้ คงจะไม่มีใครกล้าออกมา คัดค้านอีกต่อไปเพราะว่ามันไม่มีประโยชน์

องค์ชายห้าและองค์ชายหก ได้เดินทางออกจากเมืองหลวงไปแล้ว หลังจากที่ได้รับข่าวการเสียชีวิตขององค์ชายหนึ่งเซี่ยเหริน

ซึ่งในตอนนี้ก็เหลือเพียง องค์ชายเก้า เพียงคนเดียวเท่านั้น

ที่เหมาะสมที่จะขึ้นสืบทอดบัลลังก์ได้อย่างมั่นคง

และก็ไม่มีใครสามารถสั่นคลอนบัลลังก์ขององค์ชายเก้าได้เลย

เพราะว่าพวกเขากลัวที่จะกลายเป็นแบบกองเศษเนื้อและเลือดที่กระจายอยู่เต็มพื้นที่ด้านหน้าประตูพระราชวัง

มันไม่มีประโยชน์ที่จะคัดค้าน นอกเสียจากว่าพวกเขาจะเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

ในระยะไกล ปรมาจารย์บางคนก็ได้เฝ้าสังเกตเหตุการณ์

ที่เกิดขึ้นจากระยะไกลอย่างเงียบๆ เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

"น่ากลัวมาก"

คนของศาลาสวรรค์ ซึ่งเฝ้าดูสถานการณ์อย่างเงียบๆ ได้ปรากฏความกลัวขึ้นในดวงตาของเธอ

เธอได้เห็นการสังหารนี้ด้วยตาของเธอเอง และเป็นการสังหารเพียงฝ่ายเดียว

เธอไม่สามารถมองเห็นได้เลยว่าใครเป็นคนลงมือ เธอเห็นเพียงแค่ดาบที่บินไปมาอยู่บนท้องฟ้า

สังหารใครก็ตามที่ต้องการบุกเข้าไปข้างในพระราชวัง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครและแข็งแกร่งมากแค่ไหน

พวกเขาต่างก็ถูกสังหารด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดี่ยว

"ท่านนักบุญหญิง พวกเรารีบไปจากที่นี่กันเถอะ"

ศิษย์สาวกหญิงของศาลาสวรรค์ รู้สึกตื่นตระหนกใบหน้าของพวกเธอซีดมากเพราะความหวาดกลัว

เมื่อพวกเธอเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ในตอนแรกนั้น พวกเธอไม่ต้องการที่จะปล่อยมือจาก

การช่วงชิงบัลลงก์ของเหล่าองค์ชาย แต่ว่าพวกเธอในตอนนี้กลับรู้สึกว่าพวกเธอนั้นโชคดีเป็นอย่างมากที่

ท่านหัวหน้าศาลาออกคำสั่งให้พวกเธอรีบถอนตัวออกมาให้เร็วที่สุด

และคอยสังเกตเหตุการณ์ณืที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างลับๆ แต่ว่าพวกเธอไม่คาดคิดเลยว่าพวกเธอจะได้เห็นเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้

สิ่งที่พวกเธอเห็นในวันนี้ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของพวกเธอแล้ว

ทำให้พวกเธอไม่อาจลืมเลือนเหตุการณ์นี้ไปตลอดชีวิต

“รีบออกไปกันเถอะ อยู่ต่อพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้”

นักบุญหญิง ส่ายหัวและพูดออกมาอย่างเคร่งขรึม "ในตอนนี้การเข้าออกเมืองหลวงจักรพรรดิทั้งหมดได้ถูกปิดกั้น

ตอนนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเธอจะเดินทางออกไปจากเมืองหลวงได้ ข้าหวังว่าองค์ชายเก้าจะหยุดสังหารแล้ว"

เธอทำได้เพียงอธิษฐานขอให้ องค์ชายเก้าเซี่ยเฉิน

หยุดการไล่สังหารคนที่ก่อความวุ่นวาย

เมื่อเธอมองไปที่ เศษซากศพขององค์ชายทั้งหลาย เธอก็รู้สึกหวาดกลัว

นั่นคือพี่น้องของเขา เขาบอกว่าจะฆ่าเขาก็ลงมือฆ่าโดยไม่มีความเห็นอกเห็นใจเลยแม้แต่น้อย

“บรรดา องค์ชายที่สมรู้ร่วมคิดกับเผ่าพันธุ์อื่น

พวกเขาทั้งหมดถูกสังหารและประกาศความผิดของพวกเขาให้โลกได้รับรู้”

สามวันต่อมา งานศพของจักรพรรดิก็ได้ถูกจัดขึ้น

เสียงของ องค์ชายเก้าเซี่ยเฉิน นั้นดังและชัดเจนมาก

กระจายออกไปทั้งภายในและภายนอกเขตพระราชวัง ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนสามารถได้ยินสิ่งที่เขาพูดออกมาได้อย่างชัดเจน

เหล่าขุนนางและนายพลของราชวงศ์เซี่ย ต่างก็พากันตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่

เซี่ยเฉินพูดออกมา

ขุนนางผู้ใหญ่หลิวซวน เป็นผู้นำและนั่งคุกเข่าลงทันทีตรงจุดนั้น

“องค์ชายเก้า พระองค์ทรงขึ้นเป็นจักรพรรดิด้วยเถิด

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ!”

"จักรพรรดิ ทรงพระเจริญ!

ขุนนาง เจ้าหน้าที่พลเรือน และนายพลหลายร้อยคนโค้งคำนับพร้อมกัน รวมทั้งทหารองครักษ์หลายพันคน

สาวใช้และขันทีทุกคนที่อยู่ในพระราชวังต่างก็พากันคุกเข่าลงทีละคน แสดงความยินยอมที่จะให้

เซี่ยเฉินขึ้นเป็นจักรพรรดิ

พวกเขาไม่มีทางลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประตูพระราชวังไปได้เลย ภาพของเลือดและเนื้อที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นนั้นยังชัดเจนอยู่ภายในใจของพวกเขา

และใครก็ตามที่กล้าคัดค้านออกมาในเวลานี้ พวกเขาสามารถจินตนาการถึงจุดจบของพวกเขาได้เลยว่าจะเป็นอย่างไร

พวกขุนนางเหล่านี้ไม่ได้โง่ แม้แต่นายพลก็ฉลาดมาก เมื่อมองแวบเดียว

พวกเขาก็รู้ว่า องค์ชายเก้าเซี่ยเฉิน ตอนนี้เป็นทายาทเพียงคนเดียวที่เหมาะสมมากที่สุดที่จะขึ้นนั่งบนบัลลังก์

ใบหน้าขององค์หญิงสิบเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคุกเข่าลงข้างหลังของพี่ชายของเธอ

เธอมองไปที่แผ่นหลังของ เซี่ยเฉิน แววตาของเอนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม

นี่คือพี่เก้าของเธอ

“ข้าไม่อยากเป็นจักรพรรดิจริงๆ”

เซี่ยเฉินถอนหายใจออกมาเบาๆ มองดูเหล่าข้ารับใช้ของราชวงศ์เซี่ยที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างหลังเขา

จากนั้นก็มองไปที่องค์หญิงสิบ ที่ตอนนี้ใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม

ทำให้เขารู้สึกทำอะไรไม่ถูก

เดิมที เขาต้องการที่จะผลักดันองค์หญิงสิบให้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ แต่ว่าตอนนี้จู่ๆ

กลับกลายเป็นเขา ทำให้เขาก็ตกตะลึงเล็กน้อย

สาวน้อยคนนี้ ทำไมถึงเปลี่ยนใจ

และให้เซี่ยเฉินขึ้นมาเป็นจักรพรรดิแทนที่นางก่อนเพื่อรักษาเสถียรภาพและสถานการณ์โดยรวมของราชวงศ์

ฮัม!

ขณะที่เขากำลังรู้สึกขมขืน ทันใดนั้นพลังลึกลับก็หลั่งไหลมาจากทุกทิศทางและไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาทันที

"อะไร เกิดอะไรขึ้น?"

เซี่ยเฉิน รู้สึกสะดุ้ง ดวงตาของเขาเป็นประกาย และทันใดนั้นเขาก็เปิดใช้งาน

เคล็ดวิชาลมหายใจแห่งสวรรค์

หลังจากนั้นเขาก็มองเห็น พลังปราณลึกลับไปไหลมาจากทุกทิศทุกทาง และรวมตัวกันกลายเป็น

ปราณจักรพรรดิสีม่วง

“ปราณจักรพรรดิสีม่วง?”

เซี่ยเฉิน รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เพียงเสี้ยววินาที เซี่ยเฉิน ก็รู้สึกว่าแก่นแท้โลหิตภายในร่างกายของเขากำลังเดือดพล่าน

พลังพิเศษของกายาจักรพรรดิมนุษย์ ได้ถูกกระตุ้นอีกครั้ง

กายาจักรพรรดิมนุษย์!

เซี่ยเฉิน รู้สึกดีใจมาก

เมื่อปราณจักรพรรดิสีม่วง ได้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา ทำให้เข้าสามารถกระตุ้นพลังพิเศษของกายาจักรพรรดิมนุษย์ของเขาให้ตื่นขึ้นมาได้อีกครั้ง

เปิดใช้งานร่างกายมนุษย์อธิปไตยอีกครั้ง ซึ่งในตอนนี้เขาเพิ่งกระตุ้นการตื่นขึ้นของกายาจักรพรรดิมนุษย์ได้เพียงแค่

20%

แต่ว่าในตอนนี้ในช่วงระยะเวลาเพีบงชั่วพริบตา

กายาจักรพรรดิมนุษย์ของเขาได้ถูกกระตุ้นถึง 40% แล้ว

แก่นแท้โลหิตตภายในร่างกายของเขาไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งในตอนนี้ พลังลึกลับของกายาจักพรรดิมนุษย์ก็หลั่งไหลไปทั่วร่างกายของเขาเช่นกันซึ่งทำให้ร่างกาย

จิตวิญญาณ และพลังปราณของเขาได้รับการปรับปรุงอีกครั้ง

“ปราณจักรพรรดิสีม่วง

สามารถปลุกกายาจักรพรรดิมนุษย์ของข้าให้ตื่นขึ้นมาได้ อย่างนั้นเหรอ”

เซี่ยเฉินเข้าใจอะไรบ้างอย่างได้แล้วในตอนนี้

ปรากฏว่าถ้าเข้าต้องการปลุกกายาจักรพรรดิมนุษย์ ให้ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์

เขาจะต้องขึ้นเป็นจักรพรรดิ เพื่อที่จะได้ดูดซับปราณจักรพรรดิสีม่วง

และในตอนนี้ปราณจักรพรรดิสีม่วง ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถปลุกกายาจักรพรรดิมนุษย์ของเขาให้ตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ได้

"คือว่านี่คือ..."

ทันใดนั้น การแสดงออกของเซี่ยเฉิน ก็จริงจังมากขึ้น ด้วยการช่วยเหลือจากเคล็ดวิชาลมหายใจแห่งสวรรค์

เขาก็มองเห็นพลังลึกลับ อีกอย่างที่กำลังไหลมาจากทุกทิศทาง

พลังลึกลับนี้ช่างแตกต่างจากปราณจักรพรรดิสีม่วง

มันเหมือนกับโชคลาภมากกว่า

"หรือว่า มันอาจจะเป็น..."

เซี่ยเฉินรู้สึกตกใจ และคิดอะไรบางอย่างได้ ใบหน้าของเขาปรากฏความประหลากใจขึ้นมา