ตอนที่ 120

ในวันนี้ได้มีคนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาที่ ซากปรักหักพังของนิกายเทียนเจี้ยน

พวกเขาทั้งหมดต่างก็สวมใส่ชุดผ้าดิบสีขาวคลุมด้วยชุดคลุมผ้าป่านเพื่อป็นการไว้ทุกข์ให้กับคนตาย

ผู้นำของคนกลุ่มนี้ เป็นหญิงสาว ที่มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม

เธอเองก็สวมใส่ชุดผ้าดิบสีขาวคลุมด้วยชุดคลุมผ้าป่านเช่นกันเพื่อเป็นการไว้ทุกข์และแสดงความกตัญญูต่อผุ้ที่เสียชีวิต

เธอนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าซากปรักหักพังของนิกายเทียนเจี้ยนในหน้าและดวงตาของเธอเต็มแด้วยความโศกเศร้า

“ท่านพ่อ ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์น้องทุกคน ข้ามาช้าเกินไป”

หญิงสาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความขุ่นเคือง

น้ำตาของเธอรินไหลออกมาไม่หยุด

ปรากฏว่า เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของผู้นำนิกายเจียงเหอ เธอมีชื่อว่า เจียงฮั่นหยาน

เป็นศิษย์น้องของ หยินชิซาน และทั้งสองก็ยังเป็นคู่รักกันอีกด้วย

เดิมทีเธอได้ออกเดินทางเพื่อฝึกฝน แต่จู่ๆเธอก็ได้ยินข่าวว่าพ่อของเธอสังหาร

ที่ด้านนอกของประตูพระราชวัง ของอาณาจักรเซี่ย

และไม่กี่วันต่อมา เธอก็ได้รับข่าวร้ายอีกว่า นิกายเทียนเจี้ยนได้ถูกทำลาย

และศิษย์สาวกนับหมื่นคนถูกสังหารทั้งหมด

เมื่อเธอเดินทางมาถึงนิกายเทียนเจี้ยน เธอก็ได้พบเห็นโครงกระดูก

กระจายอยู่ทั่ว ทำให้เธอรู้สึกกระทบกระเทือนจิตใจ เธอรู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างมาก

ราชวงศ์เซี่ย จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉินผู้เผด็จการ ข้าเจียงฮั่นหยานจะต้องแก้แค้นให้กับท่านพ่อและศิษยืพี่ศิษย์น้องของข้าให้จงได้"

เจียงฮั่นหยานกัดฟันและเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าตะโกนออกมาด้วยเสียงที่ดังลั่น

ข้างหลังของเธอ มีกลุ่มศิษย์สาวกของนิกายเทียนเจี้ยน ที่รอดชีวิตเนื่อกจากพวกเขาได้ติดติมเจียงฮั่นหยาน

ออกไปฝึกฝนที่ภายนอกและไม่ได้เดินทางกับมาที่นิกายในตอนนั้น

พวกเขาต่างก็พากันคุกเข่าลงด้วยความรู้สึกเสียใจ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและวิตกกังวล

นิกายเทียนเจี้ยนได้ถูกทำลายลงไปแล้ว และพวกมันก็กลายเป็นคนไร้ที่พึ่งพิง

และต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในที่ลับ เพราะกลัวว่าจะถูกค้นพบโดยคนของราชวงศ์เซี่ยและถูกตามล่าสังหาร

วันนี้พวกเขาได้แอบ เดินทางมายังซากปรกหักพังของนิกายเทียนเจี้ยน

อย่างลับๆเพื่อไว้อาลัยให้กับสหายร่วมนิกายที่เสียชีวิตไปแล้ว

“คุณหนู พวกเรารีบออกไปจากที่นี้กันเถอะ ไม่อย่างงั้นพวกเราอาจจะถูกค้นพบ”

มีคนกระซิบเตือน

เจียงฮั่นหยาน เช็ดน้ำตาของเธอ สีหน้าของเธอในตอนนี้เต็มไปด้วยความเย็นชา

และมีความเกลียดชังอย่างลึกซึ้งปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอ

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน สักวันหนึ่งข้าจะต้องสังหารเจ้าให้ได้อย่างแน่นอน”

เสียงของเธอแหลมคมราวกับปีศาจดุร้าย ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

เธอคร่ำครวญและสบถออกมา

"ไป!"

เจียงฮั่นหยาน ออกคำสั่งและเตรียมพร้อมที่จะออกไปจากที่แห่งนี้ พร้อมกับศิษย์สาวกที่ยังเหลืออยู่ของนิกายเทียนเจี้ยนหลายสิบคน

คลืนนนนนนนน!

ขณะที่เธอกำลังจะจากไป ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงดาบครวญครางออกมาเล็กน้อยจากซากปรักหักพัง

ซึ่งดึงดูดความสนใจของเจียงฮั่นหยาน  และคนอื่นๆ ทันที

"อะไร?"

มีคนมองไปยังจุดที่มีเสียงดังออกมา ด้วยความสงสัย

ทุกคนต่างก้พากันมองไปที่ซากปรักหักพังของห้องโถงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า

ซึ่งในตอนนี้ได้มีเสียงครวญครางของดาบดังขึ้นอยู่ภายใต้ซากปรักหักพัง

การแสดงออกของเจียงฮั่นหยาน เปลี่ยนไปเธอหายตัวไปจากจุดเดิมในทันทีและมาปรากฏตัวอยู่บนซากปรักหักพัง หลังจากที่เธอสังเกตอย่างรอบคอบ

ในที่สุดเธอก็พบดาบที่ซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพังของห้องโถงใหญ่ของนิกาย

ดาบเล่มนี้เป็นสีดำสนิท มีออร่าสีดำปลดปล่อยออกมา

ทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่ชั่วร้าย

“นี้เป็นดาบของท่านพ่อของข้า ดาบสวรรค์เหรอ?”

ดวงตาของเจียงฮั่นหยาน เบิกกว้างขึ้น และม่านตาของเธอก็หดตัวลง เมื่อเธอเห็นดาบเล่มนี้ เธอก็รู้ได้ทันทีว่านี้เป็นดาบของท่านพ่อของเธอ

ซึ่งเป็นมรดกที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานของนิกายเทียนเจี้ยน

ดาบสวรรค์ เดิมทีเป็นดาบที่ไม่มีใครเทียบได้

แต่ทำไมตอนนี้มันถึงได้กลายเป็นสีดำสนิทเหมือนดาบที่ชั่วร้ายเช่นนี้

หรือว่ามันจะกลายเป็นดาบที่มีจิตวิญญาณชั่วร้าย และเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ชั่วร้าย

คลืดดดดดด!

เมื่อดาบสวรรค์ที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ชัวร้าย ได้ถูกดึงออกมาจากใต้ซากปรักหักพัง

และในทันใดนั้น พลังปราณปีศาจก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าระเบิดคลื่นพลังของมันออกมา ทำให้ศิษย์สาวกของนิกายเทียนเจี้ยนหลายสิบคนคุกเข่าลงด้วยใบหน้าที่ดูซีดเซียว

การแสดงออกของพวกเขาในตอนนี้เหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์

ดวงตาของพวกเขาว่างเปล่า และเลือดก็พุ่งออกมาจากปากและจมูกของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง

และลอยไปทางดาบสวรรค์ ที่อยู่ในมือของเจียงฮั่นหยานโดยไม่คาดคิด

“ท่านพ่อ ศิษย์พี่?”

เจียงฮั่นหยาน จ้องมองดาบสวรรค์ที่อยู่ในมือของเธออย่างว่างเปล่า เธอรู้สึกได้ถึงลมหายใจของท่านพ่อและศิษย์พี่

ที่เป็นคนรักของเธอ และตกอยู่ในภาวะมึนงง

ดาบเล่มนี้ได้ดูดแก่นแท้โลหิตของศิษย์สาวกของนิกายเทียนเจี้ยนนับหมื่นคน

รวมถึงผู้อาวุโสทั้งหมดต่างก็ถูกมันดูดซับเอาไว้

ดังนั้น มันจึงกลายเป็นดาบปีศาจที่ดุร้าย ซึ่งกลืนกินแก่นแท้โลหิต ของศิษย์สาวกหลายสิบคนที่อยู่ที่นี่อย่างต่อเนื่อง

"เกิดอะไรขึ้นกับข้า..."

“คุณหนู ได้โปรดไว้ชีวิตของพวกข้าด้วย”

ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมา ซึ่งทำให้เจียงฮั่นหยานตื่นจากอาการตกตะลึง

เมื่อเธอ รู้สึกตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอก็พบว่าศิษย์น้องของเธอหลายสิบคน

ได้มีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด และลอยเข้ามายังดาบสวรรค์ที่อยู่ในมือของเธอในตอนนี้อย่างต่อเนื่องและถูกมันดูดซับหายไปอย่างรวดเร็ว

“ในเมื่อท่านพ่อของข้า ศิษย์พี่ และศิษย์น้องทุกคนได้ตายหมดแล้ว

พวกเข้าด็ไม่มีความหมายที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป พวกเจ้าจงติดตามไปอยู่กับท่านพ่อและศิษย์พี่ของข้า”

ดวงตาของเจียงฮั่นหยาน เปลี่ยนเป็นสีแดงที่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรง

เธอพูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูเคร่งขรึม

เธอต้องการให้ดาบสวรรค์ที่อยู่ในมือของเธอในตอนนี้ กลืนกินศิษย์สาวกที่เหลือทั้งหลายสิบคนนี้เข้าไป

เพราะว่าตอนนี้เธอเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งไปแล้ว

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เซี่ยเฉิน

เจ้าเตรียมตัวรอข้าไปแก้แค้นเจ้าได้เลย ในอีกไม่นาน เจ้าทรราช”

หลังจากที่เจียงฮั่นหยานได้รับดาบสวรรค์ที่ตอนนี้กลายเป็นดาบปีศาจไปแล้วนั้น

ท่าทางของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นคนที่ดุร้ายและน่ากลัวเป็นอย่างมาก

เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่าหวาดกลัวว่า “ข้าเคยได้ยินมาว่ามีถ้ำปีศาจอยู่ใน

ซีโม่ ข้าต้องเดินทางไปที่แห่งนั่นเพื่อทำการดูดซับพลังปราณปีศาจและทำให้ตัวข้าแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เพื่อที่จะได้กลับมาล้างแค้นให้กับท่านพ่อ และ ศิษย์พี่คนรักของข้า”

เธอพึมพำกับตัวเอง กระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับดาบปีศาจสวรรค์ที่อยู่ในมือของเธอ

และหายตัวไปจากซากปรักหักพังของนิกายเทียนเจี้ยนทันที

หลงเหลือเอาไว้เพียงแค่ ศพที่เหี่ยวเฉาหลายสิบร่าง ที่นอนอยู่ตามพื้น

แก่นแท้โลหิตภายในร่างกายของพวกเขาเหล่านี้แห้งเหือด เพราะว่าได้ถูกดาบปีศาจสวรรค์

ดูดซับไปจนหมด และพวกเขาต่างก็จบชีวิตอย่างน่าอนาถอยู่ที่นี่

ไม่มีใครคิดเลยว่าจริงๆ แล้วยังมีดาบปีศาจสวรรค์ซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพังของนิกายเทียนเจี้ยน

เซี่ยเฉิน เองก็ไม่ได้สนใจ หลังจากที่เขาสังหาร หยินชิซาน

เขาก็ไม่ได้สนใจดาบเล่มนี้เลย

และปล่อยมันทิ้งเอาไว้ที่ซากปรักหักพังของนอกายเทียนเจี้ยน

...........................

เวลาผ่านหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในวันนี้ เซี่ยเฉิน ได้เดินทางมาที่ด้านหลังของพระราชวังและสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย

“เฉียนเสวี่ย?”

เขาจ้องมอง ไปที่บุคคลนั้นโดยไม่คาดคิด หลังจากนั้นเธอก็เดินมานั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเขา

“เฉียนเสวี่ย ยินดีที่ได้พบกันนายน้อยและยินดีกับนานน้อยด้วยที่ขึ้นเป็นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์เซี่ย”

คนที่ปรากฏตัวในตอนนี้ก็คือ เฉียนเสวี่ย หรือก็คือเทพธิดากวงหาน ผู้ก่อตั้งตำหนักกวงหานขึ้นมา

นั้นเอง

เธอมองไปที่ เซี่ยเฉิน ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ในที่สุดเธอก็สามารถอยู่เคียงข้างนายน้อยของเธอได้

“ในเมื่อเจ้ามาอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน

เธอจะต้องไปอยู่ข้างกายขององค์หญิงสิบคอยปกป้องและช่วยเหลือองค์หญิงสิบ”

เซี่ยเฉิน พยักหน้าเล็กน้อยและออกคำสั่งกับ เฉียนเสวี่ย

เมื่อเฉียนเสวี่ยได้ยินสิ่งที่นายน้อยของเธอสั่งออกมา เธอก็รู้สึกตกตะลึง

และเฉื่อยชาไปเล็กน้อย เธอรู้สึกถึงความสูญเสียอย่างอธิบายไม่ได้ภายในจิตใจของเธอ

นายน้อย ไม่ชอบเธออย่างนั้นเหรอ?

เมื่อพบเจอเธอ ครั้งแรกก็ให้เธอไปอยู่ข้างกายขององค์หญิงสิบเพื่อช่วยเหลือนาง เป็นไปได้ไหมว่าเธอไม่ได้รับการต้อนรับจริงๆ?

"เจ้าค่ะ นายน้อย!"

แม้ว่าเธอจะรู้สึกสูญเสียไปบ้าง แต่ว่าเฉียนเสวี่ย ก็ยังเชื่อฟังคำสั่งของ

เซี่ยเฉิน และทำตามอย่างเคร่งครัด

ไม่ว่า เซี่ยเฉิน จะขอให้เธอทำอะไร เธอก็เชื่อฟังโดยไม่มีเงื่อนไข

เพราะว่าถ้าไม่มีเซี่ยเฉินที่ช่วยเหลือเธอออกมาในวันนั้นและยังสั่งสอนเธอให้ฝึกฝนและบ่มเพาะ

ก็คงจะไม่มีเธออยู่จนถึงทุกวันนี้

เมื่อมองดูแผ่นหลังของเฉียนเสวียที่กำลังเดินจากไป เซี่ยเฉินก็ครุ่นคิดอะไรบ้างอย่างอยู่เงียบๆ

ว่าน้องสาวของเขาจะต้องเป็นคนที่พา เฉียนเสวี่ยเขามายังพระราชวังอย่างไม่ต้องสงสัย

“สาวน้อยคนนี้ นี้มันจริงๆเลย”

เซี่ยเฉิน หัวเราะออกมาอย่างโง่เขลา ก่อนหน้านี้องค์หญิงสิบ เคยบอกกับเขาเอาไว้ว่า

เธอจะนำตัวของ เทพธิดากวงหาน เข้ามายังพระราชวัง

และก็ยังมีนักบุญหญิงแห่งศาลาสวรรค์ เข้ามายังพระราชวังเพื่อเป็นสาวรับใช้ส่วนตัวของเขา

ในตอนนั้นเขาคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องตลก แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าเธอจพทำมันมันจริงๆ

ก่อนหน้านี้ เธอได้พาตัวของนักบุญหญิงแห่งศาลาสวรรค์ได้เขามายังพระราชวังก่อนแล้ว

และในตอนนี้เธอก็พาตัวของเทพธิดากวงหานเข้ามาอีกคน

อย่างไรก็ตาม เซี่ยเฉิน ไม่ได้ต้องการให้พวกเธอทั้งสองเขามาเป็นสาวฝช้ส่วนตัวของเขา

เพราะว่าไม่มีความจำเป็น เขาได้ส่งตัวของทั้งสองให้ไปช่วยเหลืองานของ องค์หญิงสิบแทน

ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ตระหนักถึงสถานการณ์ของตัวเองดีว่า

เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะอาศัยอยู่ในพระราชวังวังแห่งนี้ไปตลอดชีวิต สักวันหนึ่งเขาก็ต้องออกจากพระราชวังแห่งนี้ไปเพราะว่าไม่สามารถ

ลงชื่อเช็คอินได้อีกต่อไป

เมื่อถึงเวลานั้น เซี่ยเฉิน ได้คิดแผนการทั้งหมดเอาไว้หมดแล้วและเริ่มเตรียมตัว

เมื่อวันหนึ่งเขาไม่สามารถ

ที่จะลงชื่อเช็คอินที่พระราชวังได้อีกต่อไป เขาก็ต้องออกไป เมื่อถึงเวลานั้นองค์หญิงสิบ

ก็คงพร้อมแล้วที่จะขึ้นเป้นจักรพพรดินีหญิงองค์แรกของอาณาจักรและราชวงศ์เซี่ยต่อไปได้

“ระบบ ลงชื่อเช็คอินที่ วิหารแห่งสวรรค์”

ในไม่ช้า เซี่ยเฉินก็เดินทางมาถึงวิหารแห่งสวรรค์

หลังจากนั้นเขาก็ออกคำสั่งกับระบบอย่างเงียบๆภายในใจของเขา

ติ๊ง!

“เช็คอินสำเร็จ ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ด้วย

ท่านได้รับ : เคล็ดวิชาดาบ”

เมื่อได้รับการแจ้งเตืนจากระบบ ก็ทำให้เซี่ยเฉินรู้สึกตกใจและตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง

“เคล็ดวิชาดาบ?” เขาพึมพำออกมาด้วยความประหลาดใจ

โดยไม่คาดคิด วันนี้หลังจากที่ลงชื่อเช็คอินเขาจะได้รับ เคล็ดวิชาดาบ

เคล้ดวิชานี้ก็คลายๆกับ ทักษะควบคุมดาบเจี้ยนจือ

ของนิกายเทียนเจี้ยนที่เขาได้รับมาก่อนหน้านี้ เป็นเคล็กวิชาดาบที่ทรงพลัง

สำหรับทักษะควบคุมดาบเจี้ยนจือสามารถควบคุบดาบนับหมื่นเล่มได้

ถ้าให้เขาเดาเคล็ดวิชาดาบ เมื่อใช้คู่กับเคล็ดวิชาดาบที่เขาได้รับมาในวันนี้

เขาสามารถ ควบคุมให้ดาบบินไปสังหารศัตรูที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้ได้อย่างง่ายดาย

"สกัดและฝึกฝน"

เซี่ยเฉิน ไม่ลังเลเขานำเคล็ดวิชาดาบออกมาจากพื้นที่ระบบและฝึกฝนในทันที

และด้วยความช่วยเหลือจากระบบทำให้เขาเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาดาบอย่างรวดเร็ว

ฮัม!

ข้อมูลจำนวนมากได้หลั่งไหลเข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา

จิตใจของเขาสั่นไหว หลังจากที่ได้รับข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการฝึกฝนเคล็ดวิชาดาบ

เซี่ยเฉินก็รู้สึกได้ว่า ทะเลแห่งจิตสำนึกของเขากำลังจะขยายออก

หลังจากที่ทำความเข้าใจเคล็ดวิชาดาบ

เขาก็เริ่มที่จะเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาดาบ ทำให้เขาค่อยๆมองเห็นถึงมุมมองที่แตกต่างออกไปเมื่อเขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเคล็ดวิชาดาบ

เดิมทีเขาคิดว่าทักษะควบคุมดาบเจี้ยนจือคอยสนับสนุนเคล็ดวิชาดาบเพื่อโจมตี แต่ตอนนี้เมื่อเขาได้ทำความเข้าใจอย่างรอบคอบแล้ว

เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าความคิดของเขาเป็นเพียงแค่ผิวเผิน

(ประมารว่าความคิดความอ่านตื่นเขินเกิดไป)

ไม่ว่าจะเป็นทักษะควบคุมดาบเจี้ยนจือ หรือ

เคล็ดวิชาดา ทักษะทั้งสองล้วนมีจุดแข็งเป็นของตัวเองและพลังของทักษะทั้งสองก็ไม่ธรรมดาเลย

ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เวี่ยเฉิน ได้จมอยู่กับการทำความเข้าใจและการฝึกฝนทักษะดาบทั้งสอง

ทำให้เจตจำนงดาบอันน่าสะพรึงกลัวค่อยๆ แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา

และมันก็หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ