ที่หน้าห้องโถงใหญ่ว่าราชการ เหล่าขุนนาง เจ้าหน้าที่พลเรือนและนายพลทั้งหมดต่างก็พากัยนั่งคุกเข่าลงบนพื้นโดยสวมชุดหม่าไต้เซียว
ใบหน้าของทุกคนนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
จักรพรรดิเซี่ยและองคืรัชทายาท สิ้นพระชนม์ในวันเดียวกัน ซึ่งทำให้เหล่าขุนนางและนายพล
ต่างก็พากันจิตใจสั่นคลอน
“ฝ่าบาท!”
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนคุกเข่าในห้องโถงและร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า
สำหรับจักรพรรดิเซี่ย ข้าราชการและนายพลทหารจำนวนมากยังคงภักดีต่อเขามาก
เมื่อพวกเขาได้ยินว่าจักรพรรดิเซี่ยได้เสียชีวิตก็ตกตะลึงทันที
และที่น่าตกใจกว่านั้นคือองค์รัชทายาท องค์ชายสิบเอ็ดเซี่ยหลัว
ที่พึ่งจะได้รับการแต่งคั้งก็เสียชีวิตในวันเดี่ยวกัน
นี้ก้เท่ากับว่าในตอนนี้ ราชวงศ์เซี่ยกำลังขาดผู้นำ
เมื่อไม่มีผู้นำความวุ่นวายก็จะเกิดขึ้น และทุกคนสามารถเดาได้เลยว่าจะเกิดความวุ่นวายมากขนาดไหน
เซี่ยเฉิน องค์หญิงสิบ แต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์
มองดูร่างของจักรพรรดิเซี่ยที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาอย่างเงียบๆ และยังมีศพขององค์รัชทายาทตั้งอยู่ข้างๆจักรพรรดิเซี่ย
“ฝ่าบาท ท่านสามารถจากไปได้อย่างสงบ”
ใจกลางห้องโถงใหญ่ มีขุนนางเฒ่าคนหนึ่งคุกเข่าร้องไห้อยู่ตรงนั้น
เขาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ของราชวงศ์เซี่ย ชื่อว่าหลิวซวนเขาร้องไห้ออกมาเสียงดัง
แต่ไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว เขาเหลือบมองไปที่เซี่ยเฉิน อย่างเงียบๆ
“ฝ่าบาท แผ่นดินจะขาดผู้นำไม่ได้แม้แต่วันเดี่ยว ได้โปรดขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไปเพื่อจักการกับสถานการณ์โดยรวมด้วยพ่ะยะค่ะ”
ในเวลานี้จู่ๆ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลิวซวนก็พูดขึ้นมา และมานั่งคุกเข่าลงต่อหน้าองคืชายเก้าเซี่ยเฉิน
และเชิญชวนให้เขาขึ้นนั่งบัลลังก์
ขุนนางคนอื่นๆ ต่างก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาทีละคน
ราวกับว่าพวกเขาเห็นด้วย และโค้งคำนับให้กับเซี่ยเฉิน พร้อมกัน
“ได้โปรดฝ่าบาท
ทรงขึ้นนั่งบัลลังก์ด้วยเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น!”
เจ้าหน้าที่พลเรือนและนายพล ต่างก็พากันตะโกนออกมาเสียงดัง
ทำให้เซี่ยเฉิน รู้สึกพูดไม่ออก
ข้าแค่เดินนผ่านมายังที่นี่เท่านั้น เพราะว่าในฐานะที่เขาเป็นถึงองค์ชายเก้า
เป็นบุตรชายของจักรพรรดิ เขาจำเป็นต้องมาส่งเป็นครั้งสุดท้าย
แต่เขาไม่ได้คาดหวังเลยว่าเหล่าขุนนาง ข้าราชการพลเรือนและนายพลเหล่านี้จะต้องการให้เขาขึ้นครองราชบัลลังก์
และปล่อยให้เขาจัดการกับสถานการณ์โดยรวมทีกำลังจะเกิดขึ้น
หน้าที่นี่ควรที่จะเป็นขององค์หญิงสิบไม่ใช่เหรอ?
เขาเหลือบมองไปที่องค์หญิงสิบที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความสงสัย
เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนี้กำลังคิดที่จะทำอะไรอยู่ เธอไม่สามารถจัดการกับเหล่าขุนนางและนายพลเหล่านี้ได้เลยเหรอ?
องค์หญิงสิบแสดงรอยยิ้มออกมา และทันใดนั้นเธอก็คุกเข่าลงโดยถือตราประทับจักรพรรดิ
ไว้ในมือทั้งสองข้าง
“สิ่งที่เหล่าขุนนางต้องการจะพูดก็คือ
ประเทศไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีผู้นำแม้แต่วันเดี่ยว และข้าเองก็เห็นด้วย ขอให้พี่เก้าขึ้นเป็นจักรพรรดิเพื่อควบคุมสถานการณ์โดยรวม”
เธอพลิกตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ เซี่ยเฉิน ตกตะลึง
เขามองไปที่องค์หญิงสิบที่อยู่ตรงหน้า ทำไมเขาถึงรู้สึกเสียใจขึ้นมาอย่างกระทันหัน
เธอไม่ตกลงที่จะขึ้นเป็นจักรพรรดิอย่างนั้นเหรอ?
เหตุใดจู่ๆ เธอถึงต้องการให้เขาขึ้นเป็นจักรพรรดิแทน
“เสี่ยวซี เจ้ากำลังคิดที่จะทำอะไร” เซี่ยเฉินถาม
องค์หญิงสิบ ดูเคร่งขรึมและตอบว่า "พี่เก้า ท่านควรที่จะ..
ข้าเกรงว่าข้าจะ...."
“…” เซี่ยเฉินรู้สึก พูดไม่ออก เจ้ากำลังกลัวอย่างนั้นเหรอ
เขาได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้หมดแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนาง
ข้าราชการพลเรือนและนายพลที่ลุกขึ้นมาคัดค้าน ไม่ว่าจะเป็นใคร เขาก็แค่ลงมือฆ่าเพียงเท่านั้น
แต่ว่าเหตุการณืที่กำลังเกิดขึ้นคือ เหล่าขุนนาง
ข้าราชการพลเรือนและนายพล พวกเขาต่างก็พากัน ร้องขอให้เขาขึ้นครองบัลลังก์ สิ่งนี้ทำให้เซี่ยเฉินพูดไม่ออก
เพราะว่า เขาไม่ต้องการเป็นจักรพรรดิ เพราการเป็นจักรพรรดิสำหรับเขาแล้วมันเหนื่อยเกินไปจริงๆ
“ได้โปรดขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิ ด้วยเถอะฝ่าบาท
เพื่อเห็นแก่ภาพรวม”
องค์หญิงสิบ กล่าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ผู้คนที่อยู่รอบๆล้วนฉลาดเฉลียว
พวกเขาต่างก้รีบส่งเสียงโห่ร้องทันทีและตะโกนเสียงดัง
พวกเขาต้องการให้ เซี่ยเฉิน ขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิเซี่ยองคืต่อไป
เซี่ยเฉิน ในตอนนี้เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยสักคำ และมองตรงไปที่องค์หญิงสิบ
ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
“พี่เก้า ท่านควรที่จะขึ้นครองบัลลังก์”
องค์หญิงสิบ เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อยอยู่ภายในใจ เธอกลัวจริงๆว่าพี่เก้าของเธอจะโกรธขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เพราะว่าพวกเขาได้พูดคุยกันแล้วว่า จะให้เธอขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิ
แต่ว่าในตอนนี้เธอรู้สึกหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย และต้องการให้เซี่ยเฉินขึ้นเป็นจักรพรรดิแทนเธอ
ทำให้เธอก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยในใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังจากเงียบไปนาน เซี่ยเฉิน ก็ถอนหายใจออกมา
“ลืมไปซะ ข้าจะขึ้นเป้นจักรพรรดิไปก่อนเพื่อที่จะเข้ามาควบคุมสถานการณ์โดยรวมที่กำลังจะเกิดขึ้นในขณะนี้”
หลังจากที่เขาอยู่อย่างสุขสบายมาเป็นเวลานาน ในที่สุดวันนี้
เซี่ยเฉิน ก็ต้องรับงานนี้ชั่วคราวไปก่อน
หากราชวงศ์เซี่ยเกิดความไม่มั่นคง เขาก็คงจะไม่มีเวลาว่างอยู่ในพระราชวัง
เพื่อลงชื่อเช็คอินในทุกวัน แล้วเขาจะใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ได้อย่างไร
รับหน้าที่นี้ไปก่อนก้แล้วกัน เมื่อทุกอย่างมีเสถียรภาพและสถานการณ์โดยรวมเป็นปกติแล้ว
จากนั้นเขาค่อยสละราชบัลลังก์ให้กับองค์หญิงสิบดูแลต่อไป
"รายงาน..."
ในขณะนี้ ได้มีทหารองครักษ์วิ่งเข้ามารายงานข่าว ในห้องโถงอย่างเร่งรีบ
ทุกคนต่างก็พากันให้ความสนใจ ขึ้นมในทันที
คนที่มาวิ่งเขามาคือผู้บัญชาการทหารองครักษ์ ที่รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับชุดเกราะ
"เกิดอะไรขึ้น?" เซี่ยเฉินถามออกไปเบาๆ
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ คุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วกล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึมว่า
“ฝ่าบาท องค์ชายสอง องค์ชายสาม และองค์ชายสี่ได้นำกลุ่มปรมาจารย์จำนวนมากเดินทางเข้ามาที่พระราชวัง”
"ตอนนี้ พวกเขาอยู่ที่ไหน?"
เซี่ยเฉิน หรี่ตาลงเรื่องทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งที่เขาคาดไว้
เห็นได้ชัดว่าองค์ชายเหล่ายังคงต้องการขึ้นเป็นจักรพรรดิ
เมื่อได้ยินข่าวว่าจักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท
ถูกลอบสังหารและเสียชีวิตพร้อมกันในวันเดี่ยว พวกเขาก็คิดได้ทันทีว่าโอกาสของพวกเขานั้นมาถึงแล้ว
และได้นำปรมาจารย์จำนวนมากบุกเข้ามาที่พระราชวังโดยตรงเพื่อทำการยึดครองบัลลังก์
นี่คือการยึดอำนาจ
“เอาล่ะ พาข้าไปพบพวกเขา”
หลังจากที่เซี่ยเฉินพูดจบ เขาก็เดินออกไปก่อนองค์หญิงสิบเดินตามไปอย่างใกล้ชิด
และด้านหลังของพวกเขา ได้มีเหล่าขุนนาง เจ้าหน้าที่พลเรือนและนายพล เดินติดตามไปทีละคนภายใต้การนำของขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลิวซวน
ในศึกชิงอำนาจครั้งนี้ใครจะได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย
“ท่านหลิวซวน พวกเราจะสนับสนุนใคร?”
ในเวลานี้ขุนนาง คนหนึ่งถามออกมาอย่างเตร่งขรึม
เหล่าขุนนางหลายคนต่างก็พากัน มองไปที่ท่านหลิวซวนทีละคน
เพราะว่า หลิวซวน เป็นคนเจ้าเล่ห์และฉลาด เขายิ้มออกมาเล็กน้อย
"พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร จักรพรรดิเซี่ยและองคืรัชทายาท
ต่างก้ถูกลอบสังหารในชั่วข้ามคืน พวกเจ้าคิดว่าเรื่องมันง่ายเหมือนกับข่าวลือจริงๆ
เหรอ?"
หลิวซวนคนนี้เป็นขุนนางเก่าแก่ของราชวงศ์เซี่ย เขาเป็นคนที่ฉลาดเป็นอย่างมาก
เขาสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ว่าการเสียชีวิตของจักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท
นั้นแปลกประหลาดเกินไปและเมื่อเขาสังเกตุการกระทำของเซี่ยเฉินและองค์หญิงสิบ
เขาก็คาดเดาอะไรบางอย่างได้ทันที
การสิ้นตายของจักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท จะต้องเกี่ยวข้องกับองค์ชายเก้าและองค์หญิงสิบ
“ถ้าไม่อยากตาย แค่สนับสนุนองค์ชายเก้า ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าก็อย่ามาโทษผู้เฒ่าว่าไม่เตือน”
หลังจากที่ หลิวซวน พูดจบ เขาก็รีบเดินติดตาม เซี่ยเฉิน
ไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความเคารพ
เมื่อมองไปยังองค์ชายเก้าคนนี้ เขารู้สึกได้ถึงความกลัวที่เกิดขึ้นภายในใจของเขา
และที่เป็นเช่นนี้เพราะนี้คือสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของเขา
ในฐานะที่เขาเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชวงศ์เซี่ย
แม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะไม่ดีมากนัก แต่เขาก็มีดวงตาคู่หนึ่งที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์โดยรวมได้เป็นอย่างดี
สำหรับองค์ชายเก้าเซี่ยเฉินคนนี้ ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับจักรพรรดิเซี่ย
นั้นแสดงให้เห็นว่าคนคนนี้จะต้องน่าหวาดกลัวกว่าจักรพรรดิคนก่อนอย่างแน่นอน
เขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะ สนับสนุนองค์ชายเก้า เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์ชายเก้า
ไม่นาน ทุกคนก็พากันเดินมาถึงประตูพระราชวัง
พวกเขาเห็นคนจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ข้างนอก โดยมีทหารองครักษ์จำนวนมาก
ยืนป้องกันพวกเขาเอาไว้และพร้อมที่จะลงมือโจมตีทันที
กลลุ่มคนเหล่านี้นำดดยองค์ชายทั้งหลายที่ยืนอยู่ด้านหน้า องค์ชายทั้งหมดพวกเขาได้มรวมตัวกันอยู่ที่นี่แต่ละคนได้นำผู้ติดตามที่แข้งแกร่งที่สุดของตนเองติดตามมาด้วย
“องค์ชายสอง องค์สาม องค์ชายสี่ องค์ชายเจ็ด
องค์ชายแปด เหตุใดพวกท่านจึงนำกองทัพของท่านเข้ามาในเขตพระราชวัง
และเหตุใดพวกท่ายังไม่เดินทางกลับไปยังดินแดนศักดินาของพวกท่าน?”
ทันทีที่เขาเดินมาถึงกำแพงของเขตพระราชวัง เซี่ยเฉินก็เหลือบมองไปยังองค์ชายทังหลายที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าพระราชวัง
และถามพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา
“เหตุใดถึงเป็นเจ้า น้องเก้า”
เมื่อพวกเขาเห็นว่าผู้ที่เดินมาคือ องค์ชายเก้าเซี่ยเฉิน องค์ชายสองก็แสดงเจตนาฆ่าออกมาอย่างชัดเจน
เขาตะคอกอย่างเย็นชา "องค์ชายเก้า เปิดประตูให้ข้าเดี่ยวนี้
พวกเราสงสัยว่าเจ้าเป็นคน ลงมือลอบสังหารเสด็จพ่อ
และยังลงมือลอบสังหารองค์รัชทายาทอีกด้วย เพียงเพราะว่าเจ้าต้องการที่จะแย่งชิงบัลลังก์"
“วันนี้ องค์ชายผู้นี้มาที่นี้เพื่อลงโทษเจ้าผู้ที่ก่อกบฏ”
หลังจากที่พูดออกมาไม่กี่คำ เขาก็สวมหมวกกบฏให้กับเซี่ยเฉินในทันทีโดยการที่บอกเขาว่าเขาเป็นคนสังหารจักรพรรดิและองค์รัชทายาท
แต่ว่านี่เป็นเรื่องจริง ทำไมพวกเขาถึงเดาได้ถูกกันนะ เพราะว่าจักรพรรดิเซี่ยและองค์รัชทายาท
ได้ถูกเขาสังหารจริงๆ
“ใช่แล้ว องค์ชายเก้าเจ้าจงรีบเปิดประตูพระราชวังเร็วเข้า
และยอมรับความผิดของเจ้า”
“เปิดประตูทันที ไม่เช่นนั้นเจ้าจะต้องถูกฆ่าอย่างไร้ความปรานี”
ที่ด้านนอกของประตูพระราชวัง องค์ชายสาม องค์ชายสี่ และองค์ชายคนอื่นๆ
ต่างก็พากันตะโกนออกมา
ด้านหลัง ขององค์ชายทั้งหลาย เป็นผู้ติดตามของเขาจำนวนหลายร้อยคน ซึ่งทั้งหมดต่างก็อยู่ในขอบเขตปรมาจารย์โดยกำเนิด
และยังมีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่หลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่พวกเขา
เซี่ยเฉิน เหลือบมองฝูงชนที่ยืนอยู่ด้านนอกและก็สังเกตุเห็น ลมหายใจที่ทรงพลังบางคนกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในฝูงชน
“ท่านพี่สี่ เจ้าได้สมรู้ร่วมคิดกับเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้
เพื่อลอบสังหารเสด็จพ่อหรือเปล่า?”
พวกเขาต่างก็พากัน มองไปยังองค์ชายสี่ด้วยท่าทางที่เย็นชา
ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่สั่นสะท้าน
เมื่อทุกคนมองไปรอบๆ พวกเขาก็สังเกตุได้ทันทีว่า ได้มีกลุ่มชายชุดดำกำลังรวมตัวกันอยู่ด้านหลังองค์ชายสี่
ซึ่งทั้งหมดเป็นคนของเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้
“องค์ชายสี่ กระอักเลือดออกมา”
ใบหน้าขององค์ชายสี่เปลี่ยนไปอย่างมาก และเขาโกรธมากเมื่อถูกค้นพบว่าเขาสมรู้ร่วมคิดกับเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้
“องค์ชายสาม ท่านร่วมมือกับเผ่าคนเถื่อนหนานหมานใช่หรือไม่
และเจ้ากำลังทรยศต่อจักรวรรดิของเจ้าเหมือกับองคืชายสี่ พวกเจ้าต้องการเป็นกบฏใช่ไหม?”
เซี่ยเฉิน หันหน้าไปและจ้องมองไปยังองค์ชายสาม
เขาก็สั่งเกตุเห็นเผ่าคนเถื่อนกลุ่มใหญ่ ที่กำลังหลบซ่อนอยู่ข้างหลังขององค์ชายสาม
และจริงๆ แล้วองคืชายสามเขาก็สมรู้ร่วมคิดกับเผ่าคนเถื่อน
องค์ชายสามและองค์ชายสี่ พวกเขาก็ตระหนักได้แล้วว่าในตอนนี้พวกเขาได้ถูกเปิดเผยแล้ว
และการแสดงออกของพวกเขาก็เปลี่ยนไป
“ฮึ่ม ข้าอยากจะฆ่ามันซะ”
องค์ชายสี่และองค์ชายสาม ต่างก็มองหน้ากัน หลังจากพบว่าพวกเขาได้ถูกค้นพบแล้วว่าพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับเผ่าพันธุ์อื่น
พวกเขาก็รู้สึกเขินอายมากจนรู้ว่าจะเอาหน้าของพวกเขาไปไว้ที่ไหน
“ในเมื่อพวกเราถูกค้นพบ ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกต่อไป”
ในเวลานี้ เผ่าคนเถื่อนและเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนได้ถอดเสื้อคลุมสีดำของพวกเขาออกไปทีละคน
และเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขา
คนของเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้ กลุ่มใหญ่ได้ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังขององค์ชายสี่
ซึ่งพวกเขาทั้งหมดต่างก็ปลดปล่อยแรงกดดันที่แข็งแกร่งออกมา และพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตปรมาจารย์
“ทุกคน บุกเข้าไปข้างในพระราชวัง ตราบใดที่พวกเจ้าช่วยเหลือให้ข้า
ได้ขึ้นครองบัลลังก์ เขตชายแดนทางใต้บางส่วนจะถูกแบ่งให้กับพวกเจ้า”
ใบหน้าของเจ้าชายคนที่สามกลายเป็นโหดเหี้ยมและกระหายเลือด
"ฮ่าฮ่าฮ่า ดี!"
ทันทีที่คำพูดขององค์ชายสามจบลง
คนเถื่อนจำนวนมากที่ซ่อนอยู่ด้านหลังองค์ชายสามก็เผยให้เห็นร่างกายที่แท้จริงของพวกเขาในที่สุด
ทั้งหมดแสดงกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและทำให้บรรยากาศโดยรอยรู้สึกหนาวเย็น
"ร่วมมือกับเผ่าพันธ์อื่น ทรยศต่อจักรวรรดิและร่วมมือกับศัตรู
สังหารอย่างไร้ปรานี!"
เซี่ยเฉิน แสดงสีหน้าเยาะเย้ย พวกเขาทั้งสองคิดว่าพวกเขาสามารถทำทุกอย่างตามที่พวกเขาต้องการได้
โดยการได้รับการสนับสนุนจากเผ่าพันธุ์อื่นอย่างนั้นเหรอ?
“เจ้าหนู เจ้าคิดเอาไว้หรือยังว่าเจ้าต้องการที่จะตายแบบไหน”
ทันใดนั้น ได้มีเสียงพูดดังงขึ้นมาพร้อมกับ พวกเขาเห็นคนๆ กำลังบินขึ้นนไปบนท้องฟ้า
พร้อมกับปลอปล่อยพลังปราณที่แข็งแกร่งออกมา ปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกายของเขา
และเตรียมพร้อมที่จะลงมือสังหาร เซี่ยเฉิน
“มันคือนักฆ่า ของเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้ ราชาหมาป่าสวรรค์”
เสียงอุทานดังออกมามาจากด้านข้าง และใบหน้าของหลิวซวน ก็ซีดลงด้วยความหวาดกลัว
"ระวังตัวด้วย ฝ่าบาท คนที่ปรากฏตัวขึ้นมาตือ ราชาหมาป่าสวรรค์แห่งเผ่าหมาป่าเป๋ยตี้
และมีข่าวลือว่าเขาได้เข้าสู่ขอบเขตนิพพานแล้ว"
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา ผู้คนนับไม่ถ้วนที่อยู่ในบริเวรรอบๆ
ต่างก็พากันตกตะลึง เมื่อพวกเขามองไปยังบุคคลที่ปรากฏตัวขึ้นมา
และลอยอยู่บนท้องฟ้า เขาอยู่ในขอบเขตนิพพานจริงๆอย่างนั้นเหรอ?
“มันกลายเป็นว่าเจ้าอยู่ในขอบเขตนิพพานเทียม”
(ปล.ขอบเขตที่ฝืนใช้พลังชีวิตเพื่อทะลวงผ่านนะครับทำให้ติดอยู่ในขอบเขตนี้ไปตลอดชีวิตและไม่สามารถพัฒนาได้อีก)
เซี่ยเฉิน มองไปที่อีกฝ่าย ปรากฏจิตสังหารขึ้นในดวงตาของเขา
หลังจากนั้นเขาก็ยิ้มออกมาด้วยท่าทางที่ดูถูกเหยียดหยาม
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved