ตอนที่ 147

เมื่อข่าวการล่มสลายของวัดจินกวง แพร่กระจายออกไปทำให้ผุ้คนรู้สึกตกตะลึงอีกครั้ง

วัดจิงกวง นั้นเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่

เจ้าอาวาสคูไห่ที่มีความแข็งแกร่งไม่อาจหยั่งรู้ได้ อรหันต์วัชร และสิบแปดอรหันต์ทองคำ

แต่พวกเขาก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีของ

ร่างอวตารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้เลย

พวกเขาทั้งหมดถูกสังหารด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดี่ยว

วัดจินกวงทั้งหมดกลายเป็นซากปรักหักพัง และล่มสลายลงไปในที่สุด

ในขณะนี้ ผู้คนในโลกก็เข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่า จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ผู้ที่อยู่เบื่องหลังราชวงศ์เซี่ยนั้นมีความแข็งแกร่งมากเพียงใด

นี้ขนากร่างที่แท้จริงของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ยังไม่ได้เคลื่อนไหว

ใช้เพียงแค่พระราชโองการของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

ก็สามารถทำลายวัดจินกวงลงได้อย่างง่ายดาย

“จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งราชวงศ์เซี่ยนั้น

น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!”

เมื่อข่าวของวัดจินกวงที่ถูกทำลายแพร่กระจายออกไป

ทำให้วัดต่างๆที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ทางตอนใต้ของอาณาจักรเซี่ยตื่นตระหนก

และพากันขับไล่พุทธสาวกของพวกกเขาออกไปเป็นจำนวนมาก

ทำแม้กระทั้งนำทรัพย์สิ้นเงินทองที่พวกเขาสะสมเอาไว้ออกมาบริจากให้กับประชาชน พวกเขาไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านราชวงศ์เซี่ยอีกต่อไป

ไม่ว่าวัดจินกวงจะแข็งแกร่งหรือไม่ก็ตาม ในฐานะที่เป็นกองกำลังหลักที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ทางตอนใต้

พวกเขากลับถูกจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์กวาดล้างและทำลายในชั่วพริบตา

ใครจะไปคิดว่า จะเกิดผลลัพธ์เช่นนี้ขึ้นกัน?

"พวกท่าน เห็นแล้วใช่หรือไม่?"

ในเขตทะเลทรายตะวันตก นิกายหมื่นพุทธ  พุทธบุตรตรัสถามเหล่าสาวกออกมาอย่างแผ่วเบา

คณะภิกษุที่นั่งอยู่ เบื้องล่างล้วนมีสีหน้าขมขื่น พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่า

วัดจินกวง จะถูกทำลายในชั่วพริบตา

นี่คือจุดจบของการ ดูหมิ่นและไม่เชื่อฟังคำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

การเคลื่อนไหวของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ในครั้งนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเฉือดฆไก่ให้ลิงดู

และยังเป็นการเตือนกองกำลังและนิกายทั้งหมด ให้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของราชวงศ์เซี่ยอีกด้วย

และบอกให้พวกเขาทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามกฎของราชวงศ์เซี่ย

มิฉะนั้นจุดจบของพวกเขา ก็จะเป็นเหมือนกับนิกายเทียนเจี้ยนและวัดจินกวง

“พวกท่านจงออกไปประกาศให้พระภิกษุและสาวกทั้งหมดหลายล้านคนจะถูกปลด

ทรัพย์สมบัติที่ได้รับมาอย่างไม่เหมาะสม จะถูกแจกจายให้กับประชาชนคนยากจนและผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน”

“เมื่อเดินบนเส้นทางของพระพุทธศาสนา

พวกเราก็ต้องบ่มเพาะจิตใจที่เต็มเปลี่ยมไปด้วยคุณธรรม”

เมื่อได้ยินในสิ่งที่พุทธบุตร ดำรัสออกมาก็ทำให้ภิกษุทั้งหลายพากันตื่นตระหนกอย่างยิ่ง

หรือว่านี้คือจุดสิ้นสุดความรุ่งเรื่องของพระพุทธศาสนา

“พุทธบุตร แล้วพวกเราจะช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายและเผยแผ่พระธรรมคำสอนได้อย่างไร?”

“ใช่แล้ว ถ้าพวกเราไม่ออกไปเผยแผ่พระธรรมคำสอนของ

พระพุทธเจ้า แล้วจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ทั้งหลายได้อย่างไร”

พระภิกษุกลุ่มหนึ่ง กล่าวออกมาอย่างเศร้าใจ

แน่นอนว่าพวกเขากำลังอยู่ใช่ช่วงที่เจริญรุ่งเรื่อง และพวกเขาก็ไม่เต็มใจที่ยอมจำนนต่อราชวงศ์เซี่ย

“ถ้าหากว่าพวกท่านยังไม่สามารถละทิ้งกิเลส

ของตัวท่านเองได้

แล้วจะไปช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ที่กำลังเป็นทุกข์ให้พ้นทุกข์ได้อย่างไร?”

พระหัตถ์ของพุทธบุตรประสานกัน แสงแห่งพุทธะก็พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขา

และดูเหมือนไม่อาจหยั่งถึงได้อีกต่อไป

นับตั้งแต่กลับมาจากเขตทะเลตะวันออก พุทธบุตรก็เปลี่ยนไป

ราวกับว่าเขาได้ตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของพุทธศาสนา การบ่มเพาะของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

และไม่มีใครรู้ว่าในตอนนี้พุทธบุตรแข็งแกร่งมากแค่ไหน

ภายในนิกายหมื่นพุทธนั้น อรหันต์ทั้งหมดไม่สามารถมองเห็นความแข็งแกร่งของพุทธบุตรได้

ยกเว้นเจ้าอาวาสของนิกายหมื่นพุทธเพียงคนเดี่ยวเท่านั้นที่สามารถมองเห็นถึงความแข็งแกร่งในตอนนี้ของพุทธบุตรได้

อย่างชัดเจน

ถึงแม้ว่าเขาจะมีความแข็งแกร่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้

แต่เขาก็ยังเลือกที่จะปฏิบัติตาม คำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

เห็นได้ชัวว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์นั้นแข็งแกร่งและทรงพลังมากแค่ไหน

ภายในจิตใจของพุทธบุตรนั้น จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อยู่ยงคงกระพันและคาดเดาไม่ได้ มีเพียงการเลือกที่จะเชื่อฟังคำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เพียงเท่านั้นนิกายหมื่นพุธทถึงจะอยู่รอดได้อย่างมั่นคง

ในที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันต่อสู้แย่งชิงทรัพย์พยากรครั้งนี้ได้

“พวกท่านจงไปทำตามในสิ่งที่ข้าพูดออกไปให้เรียบร้อย

และถ้าหากว่าใครต้องการที่จะอยู่ต่อก็ให้พวกเขาอยู่ในฐานะนักพรต

ถ้าพวกเขาไม่อยากอยู่ก็ให้พวกเขาออกไปในทันที”

หลังจากที่พุทธบุตรตรัสจบแล้ว พระองค์ก็มิได้ตรัสอะไรออกมาอีก

ช่วงเวลาต่อมา นิกายหมื่นพุทธได้ออกประกาศอย่างกะทันหันว่าจะปลดพระภิกษุจำนวนหนึ่งล้านรูป

และผู้ศรัทธาทั้งหมดจะถูกขับไล่ออกไป ทรัพย์สมบัติที่ได้รับมาอย่างไม่ถูกต้องก็จะทำการแจกจายให้กับประชาชน

ที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด

ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขตทะเลทรายตะวันตก

ก็ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายและผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็พากันโหร้องออกมาด้วยความดีใจ

การเคลื่อนไหวของนิกายหมื่นพุทธในครั้งนี้ ได้กระตุ้นให้ผู้คนนับไม่ถ้วนโหร้องสรรเสริญจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์และจักรพรรดินีดังกึกก้อง

“นิกายหมื่นพุทธ

ยอมทำตามคำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จริงๆอย่างนั้นเหรอ?”

เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป ผู้คนทั้งโลกก็ตกตะลึง

นิกายใหญ่ทั้งหมดก็ตกตะลึง นิกายพุทธนั้นมีขนาดใหญ่และสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

มันทำให้นิกายใหญ่อื่นๆ ที่กำลังเฝ้าดูการแสดง ก็พากันตื่นตระหนก

โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ทางตอนใต้ วันขนาดใหญ่แห่งสุดท้าย วัดหยางหลง

ในเวลานี้ บรรยากาศภายในวัดหยางหลง นั้นอึมครึมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อพวกเขาได้ทราบข่าวว่าวัดจินกวงได้ถูกทำลายลงไปแล้ว พระที่อยู่ในวัดหยางหลงก็ตกตะลึง

ไม่ว่าจะเป็นพระของวัดหยางหลงหรือเหล่าสาวกจำนวนนับไม่ถ้วนใบหน้าของพวกเขาในตอนนี้เต้มไปด้วยความตื่นตระหนกและตกอยู่อาการตกใจ

เหล่าหัวหน้าคณะสงฆ์ ของวัดหยางหลงล้วนเงียบไม่มีการเคลื่อนไหวใดเกิดขึ้นในตอนนี้เลย

ภายในลานธรรมของวัดหยางหลง พระภิกษุเฒ่ารูปหนึ่งใบหน้าของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยความขมขื่น

“วัดจินกวงได้ถูกทำลายแล้ว พวกท่านคิดว่าพวกเราควรทำอย่างไร?”

ภิกษุเฒ่าถามออกมา

แต่ผู้ฟังกลับนั่งนิ่งเงียบและไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาเลย

แม้แต่ผู้ที่เคย ตะโกนด่าทอจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

ก็ยังไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาในตอนนี้

“วัดจินกวงได้ถูกทำลายลงไปแล้ว และสถานที่ต่อไปก็คือวัดหยางหลงของพวกเรา”

“ทุกท่าน ไม่มีอะไรจะพูดแล้วเหรอ?”

“จะสู้หรือจะยอมแพ้”

เจ้าอาวาสวัดหยางหลง ถามออกมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดูขมขื่นเล็กน้อย

การเคลื่อนไหวของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ในครั้งนี้คือการปราบปรามพวกเขา

ถ้าหากว่าพวกเขาไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

พวกเขาทั้งหมดก็จะมีชะตากรรมเช่นเดี่ยวกับวัดจินกวง

และยิ่งไปกว่านั้น

ในตอนนี้นักบุญหญิงแห่งศาลาสวรรค์ได้เดินทางมาถึงวัดหยางหลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมเธอถึงยังไม่เข้ามา

เธอกลับนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ด้านนอกของวัดหยางหลง ราวกับว่าเธอกำลังรออะไรบางอย่าง

ดูเหมือนว่าเธอจะได้รับคำสั่งอะไรบางอย่าง ทำให้เธอไม่ได้รีบร้อนที่จะเข้าไปข้างในวัดหยางหลง

แต่การกระทำของเธอก็ทำให้พระภิกษุที่อยู่ภายในวัดหยางหลงตื่นตระหนก

เธอต้องการที่จะทำอะไรกันแน่?

“อรหันต์ปราบมังกร พูดว่าอย่างไรบ้าง”

เมื่อมาถึงจุดนี้ก็ได้มีคนถามออกมาเพื่อทำลายความเงียบ

หัวหน้าสงฆ์รูปหนึ่งส่ายหัวและถอนหายใจออกมา

"อรหันต์ปราบมังกรกล่าวว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

แม้แต่เขาก็ยังทำได้เพียงแค่ก้มศีรษะลงเท่านั้น"

“ไม่มีข่าวจากนิกายหมื่นพุทธเลยอย่างนั้นเหรอ”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ภิกษุรูปหนึ่งก็พูดออกมาอย่างเคร่งขรึม “พวกท่านทุกคนต่างก็รู้ดีว่า

นิกายหมื่นพุทธที่ตั้งอยูในเขตทะเลทรายตะวันตกนั้นทรงพลัง

และเป็นรากฐานหลักของวัดหยางหลงและวัดจินกวงของเรา มรดกที่สืบทอดกันมาของนิกายหมื่นพุทธ

ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราสามารถเปรียบเทียบได้ แต่พวกเขาทั้งหมดเลือกที่จะเชื่อฟังคำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์”

ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ภายในลานธรรมของวัดหยางหลงก็กลับมาเงียบอีกครั้ง

พระอรหันต์และพระภิกษุทุกคนของวัดหยางหลงต่างก็ตกตะลึงและหวาดกลัว

นิกายหมื่นพุทธ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา และในตอนนี้พวกเขาเลือกที่จะเชื่อฟังคำสังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธ์อย่างไม่มีเงือนไข

ภายใต้แรงกดดันของจักรพรรดิ์ศักดิ์สิทธิ์ ใครจะกล้าลุกขึ้นมาต่อต้านกัน?

“ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”

พระภิกษุบางรูปถามออกมาด้วยความไม่เต็มใจ

ภิกษุบางคนก่อนจะมาบวชเป็นพระ

พวกเขาล้วนเป็นคนชั่วที่ทำความชั่วมาแล้วทุกอย่าง ต่อมาพวกเขาก็ได้หลบหนีเข้ามาอาศัยร่มกาสาวพัสตร์ของพระพุทธศาสนา

เพื่อหลบหนีความผิดที่พวกเขาได้ก่อเอาไว้เปลี่ยนอัตลักษณ์และดำเนินชีวิตของพวกเขาต่อไป

แม้ว่าจะไม่สดวกสบายเท่าไหร่ก็ตาม

แต่เมื่อได้มีประกาศของ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

ที่ประกาศออกมาก็ทำให้พวกเขาทั้งหลายที่หลบซ่อนตัวอยู่ภายในวัด พากันตื่นตระหนก

ใครก็ตามที่เคยทำความชั่วและเป็นที่ต้องการของทางราชสำนัก ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุหรือไม่ก็ตาม

จะต้องถูกลงโทษ

จึงทำให้พวกเขารู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก

และลุกขึ้นมาต่อต้านคำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

น่าเสียดายที่ความคิดของพวกเขานั้นดีมาก แต่ความเป็นจริงนั้นโหดร้าย ไม่ถึงหนึ่งวันวัดจินกวงก็เป็นวัดแรกที่ถูกทำลาย

และพระภิกษุจำนวนนับไม่ถ้วนถูกขับไล่

ผู้ที่เคยทำความชั่วในอดีต ได้ถูกจับกุมและนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว มีคนชั่วมากมายที่อาศัยวัดเป็นที่หลบซ่อนและปกปิดตัวตน

“พวกท่านทั้งหลายจงออกไปจากวัดหยางหลงเถิด อรหันต์ปราบมังกร

ได้ออกคำสั่งให้ขับไล่ทุกคนออกไป”

เจ้าอาวาส โบกมือของเขาอย่างขมขื่นและถ่ายทอดคำสั่งออกมา เขาต้องเชื่อฟัง

เพราะพลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์นั้นแข็งแกร่งเกินไป

พวกเขารอคอยให้ ราชทูตเข้ามาในวัดด้วยท่าทางที่เจ็บปวด

แต่นักบุญหญิงเทียนมู่

กลับยังไม่เข้ามาไม่รู้ว่าเธอกำลังรออะไรอยู่กันแน่

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและในไม่ช้าพระอาทิตย์ก็ตกดินความมืดเริ่มเข้าปกคลุมท้องฟ้า

ดวงดาวส่องแสงเปร่งประกาย

การรอคอยให้ นักบุญหญิงเทียนมู่เดินทางเข้ามาข้างในวัดหยางหลง

ทำให้พระภิกษุภายในวัดวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น

พวกเขาไม่อยากมีชะตากรรมแบบเดี่ยวกันกับวัดจินกวง มีใครบ้างที่จะไม่กลัว?

ในช่วงเวลากลางคืน พระภิกษุจำนวนมากต่างก็มาชุมนุมกัน

“ทุกท่าน พวกท่านเต็มใจที่จะถูกฆ่าหรือไม่?”

“อยากถูกจับตัวไปตัดหัวอย่างนั้นเหรอ?”

ภายในลานธรรมของวัดหยางหลง ภิกษุบางคนไม่ได้สติกลับมาอีกครั้ง

พวกเขาต่างก็มารวมตัวกันอย่างลับๆ เพื่อหารือกันในเรื่องนี้

“ข้าขอเสนอให้ทุกคนรวมพลังกันและช่วยกันลงมือสังหารราชทูตในขณะที่เธอไม่ได้สนใจพวกเราอยู่ในขณะนี้”

“ด้วยวิธีการนี้ พระราชโองการของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

ก็จะไม่สามารถเปิดใช้งานได้ และพวกเราก็สามารถหลบหนีออกไปได้”

"พวกเรามาร่วมมือกันเถอะ"

ภายในลนธรรมของวัดหยางหลงในตอนนี้ พระภิกษุกลุ่มใหญ่รวมตัวกันเพื่อหารือและในที่สุดพวกเขาก็บรรลุข้อตกลง

ในหมู่พวกเขามีพระอรหันต์ที่อยู่ในขอบเขตนิพพานมากกว่าสิบคน

แต่ว่าพวกเขาพึ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตนิพพาน และเดิมทีพวกเขาก็เป็นคนที่มีจิตใจชั่วร้ายอยู่แล้ว

พวกเขาต้องการที่จะลอบสังหารราชทูตของราชวงศ์เซี่ย เพื่อหลบหนีออกไปจากวัดหยางหลงแห่งนี้

เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว หากพวกเขายอมเชื่อฟังคำสั่งของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์

พวกเขาก็จะต้องโดนจับตัวไปตัดหัว

แต่ถ้าพวกเขาสู้พวกเขาอาจมีโอกาสรอดและหลบหนีออกไปได้

"ฆ่า!"

ในตอนกลางคืน มีเสียงตะโกนดังออกมาจากภายในวัดหยางหลง พระอรหันต์หลายสิบหรือหลายร้อยคน

ต้องการที่จะลอบสังหารราชทูต

พวกเขาไม่เต็มใจที่จะถูกจับกุมและถูกนำตัวไปตัดหัว

พระอรหันต์ผู้ยิ่งใหญ่หลายสิบคนและพระอรหันต์ขอบเขตนิพพานมากกว่าหนึ่งโหล

โจมตีพร้อมกัน ช่างเป็นการลอบโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

ด้วยการโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้ ใครจะรอดไปได้?

ฮัม!

ในขณะนี้เองพระราชโองการของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ในมือของนักบุญหญิงเทียนมู่ก็ส่องแสงสว่างขึ้นมา

กลายเป็นม่านแสงป้องกันการโจมตีทั้งหมด และทันใดนั้นนักบุญหญิงเทียนมู่ก็ลืมตาขึ้น