ตอนที่ 201

ภายในลานบนยอดเขาหลัก

ระลอกคลื่นปรากฏขึ้นในอากาศ

และทันใดนั้นร่างสองร่างก็ปรากฏขึ้น

มันคืออวี้ชิงหลันและหลินหลางเยว่

เมื่อมองดูลานที่ว่างเปล่า

อวี้ชิงหลันก็รู้สึกประหลาดใจ

“ผู้ดูแลอยู่ที่ไหน? ทุกคนหายไปไหนกันหมด?”

ในขณะนั้นเอง

เสียงแผ่วเบาดังมาจากในห้อง ฟังดูเหมือนหลี่หรานกำลังพูดอยู่

“เจ้าเด็กนั่นกำลังทำอะไร?” อวี้ชิงหลันดีดนิ้วของนาง

ลูกบอลพลังวิญญาณไร้รูปร่างห่อหุ้มพวกเขาทั้งสอง

และร่างของพวกเขาก็หายไปในทันที

พวกเขาเคลื่อนผ่านประตูไปราวกับร่างวิญญาณ

อวี้ชิงหลันแข็งทื่อเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า

หลี่หรานนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้และพูดออกมาราวกับสายน้ำ

ผู้ดูแลหญิงประมาณหนึ่งโหลนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นและมุ่งความสนใจไปที่เขา

อวี้ชิงหลันฟังอย่างระมัดระวังและขมวดคิ้ว

‘เขากำลังเล่านิทาน?’

หลี่หรานกล่าว

“วันนี้ข้าเห็นอิงอิงแต่งตัวเชกเช่นทุกวัน

ผมของนางถูกมัดเป็นมวยและกิ๊บหยกของนางก็ถูกติดไว้

นางผอมราวกับผงแป้งและคิ้วของนางก็ซีดขาว...”

“อีกคนคือชายหนุ่มนักวิชาการหน้าขาว สวมผ้าพันคอแบบขงจื๊อ ใบหน้าได้รูปประกอบกับคิ้วคมเข้มและดวงตาหล่อเหลาคู่หนึ่ง...”

“พวกเขาสองคน…”

ยิ่งอวี้ชิงหลันฟังมากเท่าไหร่

นางก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติมากขึ้นเท่านั้น

ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโกรธและใบหน้าของนางก็เย็นชาราวกับน้ำแข็ง

สีหน้าของนางตอนนี้น่ากลัวมาก

เขาไม่เพียงแต่เล่านิทานเท่านั้น

เขายังเล่าเกี่ยวกับความรักอีกด้วย!

มันคงไม่เป็นไรถ้าเขาเล่ามันให้คนธรรมดาฟัง

แต่นี่คือนิกายวิถีธรรมที่ตัดขาดกับโลกปุถุชน

“เจ้าหัวขโมยตัวน้อยคนนี้คิดว่าที่นี่เป็นสวนหลังบ้านของเขาเองจริงๆ

เขากล้าเล่าเรื่องแบบนี้ได้ยังไง!” นางพูดอย่างเกลียดชัง “หลางเยว่

เจ้าเห็นไหม? นี่คือเต๋าแห่งสวรรค์ในสายตาของเจ้า มันไร้ยางอายเกินไป!”

“หลางเยว่?” หลังจากรออยู่ครู่หนึ่งและไม่ได้รับคำตอบ

นางจึงหันไปมองด้วยความสับสน

หลินหลางเยว่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้

ท้าวคางของนางและตั้งใจฟัง

อวี้ชิงหลันมองไปรอบๆ

เมื่อมองดูสีหน้าที่จดจ่อของเหล่าศิษย์

เห็นได้ว่าพวกเขาจริงจังยิ่งกว่าตอนที่ฟังนางเทศนาเสียอีก ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจนาง

“พวกเขาถูกหลี่หรานล้างสมอง?”

นางส่ายหัวและเย้ยหยันท่าทางคารมคมคายของหลี่หราน

“ฮึ่ม! นักพรตเต๋าผู้ต่ำต้อยคนนี้อยากจะรู้จริงๆว่าเจ้าจะเล่าเรื่องเช่นใดออกมา!”

หลี่หรานกำลังเล่าเรื่อง

‘ห้องรักหอตะวันตก’

[TL: วรรณกรรมจีนโบราณที่มีชื่อว่า

西厢记

(ซีเซียงจี้) หากแปลเป็นไทยก็จะได้ความว่า

“ห้องรักหอตะวันตก”]

นี่เป็นเรื่องราวที่รู้จักกันดีในชาติที่แล้วของเขา

แต่ที่นี่ไม่มีใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

เขาทำให้เรื่องราวสั้นลงมาก

แต่โครงเรื่องยังคงน่าสนใจ

แม้ว่าจะเป็นเพียงเรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์

แต่ก็ทำให้ผู้บ่มเพาะตื่นเต้น

เมื่อพวกเขาได้ยินว่า

‘จางเซิง’ และ ‘ชุยอิงอิง’ ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ

พวกเขาก็เผยรอยยิ้มที่คลุมเครือ

และเมื่อพวกเขาได้ยินว่า

‘ชุยฮูหยิน’ ผิดสัญญาเรื่องการแต่งงานที่ให้ไว้กับจางเซิงและชุยอิงอิง พวกเขาทั้งหมดก็พับแขนเสื้อขึ้นและเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

เมื่อจางเซิงและชุยอิงอิงแอบมาพบกันเป็นการส่วนตัว

หลี่หรานก็อธิบายรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง

เนื้อหาที่คาบลูกคาบดอกและฉากที่เผยแพร่ไม่ได้นี้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อนักพรตเต๋าที่ไร้เดียงสา

พวกเขาฟังจนแก้มแดงและหัวใจเต้นแรง

หลินหลางเยว่ฝังใบหน้าของนางไว้บนแขนและไม่สามารถยกศีรษะขึ้นได้

อวี้ชิงหลันกัดฟันด้วยความเกลียดชัง

“เจ้าหัวขโมยน้อยหยาบช้าคนนี้... จ-เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดละเอียดขนาดนั้นก็ได้!”

สายลมโชยพัดมุมของผ้าคลุมอย่างแผ่วเบา

เพียงเพื่อจะพบว่าใบหน้าที่งดงามของนางแดงระเรื่อเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม

นางไม่ได้ขัดขวางหลี่หราน

เพราะนางเองก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกัน

สุดท้ายแล้วพวกเขาสองคนได้อยู่ด้วยกันหลังจากต้องประสบกับความยากลำบากหรือเปล่า?

ห้องรักหอตะวันตกเป็นวรรณกรรมโบราณ

นอกจากความน่าตื่นเต้นของเรื่องราวแล้ว

สิ่งที่สำคัญกว่าคือตัวนางเอกได้แสดงความปรารถนาในความรักและปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อประเพณีดั้งเดิมและเจตจำนงของครอบครัว

บรรยากาศที่รุนแรงนี้ได้กระตุ้นอารมณ์ของกลุ่มนักพรตหญิงและแม้แต่อวี้ชิงหลัน

พวกเขาเป็นผู้บ่มเพาะที่สูงส่งและทรงพลัง

แต่ด้วยเหตุนี้เช่นกันที่พวกเขารู้เรื่องโลกภายนอกน้อยเกินไป

เรื่องราวของมนุษย์ธรรมดาในโลกปุถุชนได้กระตุ้นประสาทของพวกเขา

ในตอนท้าย

เมื่อพวกเขาได้ยินว่าจางเซิงและชุยอิงอิงจะแต่งงานกัน ทุกคนต่างก็โห่ร้องยินดี!

หลินหลางเยว่กอดอวี้ชิงหลันและพูดอย่างตื่นเต้นว่า

“ท่านอาจารย์ ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาต้องได้อยู่ด้วยกัน!”

อวี้ชิงหลันพูดอย่างหมดหนทาง

“นี่เป็นเพียงเรื่องเล่า ไม่ใช่ว่าทั้งหมดมันเป็นแค่ปากของหลี่หรานที่พูดออกมาเหรอ?”

อย่างไรก็ตาม

แม้ว่านางจะพูดเช่นนั้นแต่มุมปากของนางก็โค้งขึ้นเล็กน้อย

หลี่หราน

บุตรศักดิ์สิทธิ์จากนิกายปีศาจสามารถสร้างเรื่องราวที่น่าทึ่งเช่นนี้ได้อย่างไร?

นอกจากนี้

รายละเอียดทั้งหมดราวกับเป็นประสบการณ์ส่วนตัว

เป็นไปได้ไหมว่าเขามีชุยอิงอิงอยู่ในใจจริงๆ?

หลี่หรานจบเรื่องราวด้วยประโยคสุดท้ายของเขา:

“เราจะไม่แยกจากกัน

เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป หวังว่าคู่รักทุกคู่ในโลกจะได้แต่งงานกัน”

ทุกคนตกตะลึงและสูญเสียความคิดไปชั่วขณะ

หลินหลางเยว่นึกถึงบางสิ่งและดวงตาของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดง

แม้แต่อวี้ชิงหลันก็ยังมึนงง

“เราจะไม่แยกจากกัน เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป...”

นางมองไปที่หลี่หรานด้วยท่าทางที่ซับซ้อน

ประโยคนี้ตรงไปตรงมาแต่กลับดูจริงใจมาก

มันทำให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่น

คนที่สามารถพูดแบบนี้ได้เป็นคนไร้ยางอายจริงๆหรือ?

“หลี่หราน... เจ้าเป็นคนแบบไหนกันแน่?”

แปะ แปะ แปะ

ผู้ดูแลตัวน้อยส่งเสียงปรบมืออย่างตื่นเต้น

ทุกคนมีปฏิกิริยาตอบสนองและห้องก็เต็มไปด้วยเสียงปรบมือ

สำหรับนักพรตเต๋าเหล่านี้ที่ไม่คุ้นเคยกับโลกมนุษย์

ผลกระทบของเรื่องนี้และประโยคนี้มันมากเกินไป

“บุตรศักดิ์สิทธิ์หลี่เก่งด้านบทกวีจริงๆ!”

“นี่เป็นเรื่องราวที่ดีที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมาเลย!”

“เราจะไม่แยกจากกัน เราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป...”

“บุตรศักดิ์สิทธิ์หลี่มีคนรักแล้วหรือยัง?”

ยิ่งคุยกันก็ยิ่งออกนอกลู่นอกทาง

อวี้ชิงหลันไม่สามารถอยู่เฉยได้อีกต่อไป “เจ้าต้องการหาคนรักใช่ไหม? นักพรตเต๋าผู้ต่ำต้อยคนนี้ควรแนะนำเจ้าให้รู้จักกับนิกายเหอหวนหรือไม่?”

ผู้ดูแลตัวแข็ง

นางค่อยๆหันกลับไปและเห็นอวี้ชิงหลันจ้องมองพวกเขาอย่างเย็นชา

“ผู้นำนิกาย?!”

หนังศีรษะของพวกเขาชาด้าน

“ทุกๆคนที่นี่ไปอยู่ที่หน้าผาเป็นเวลาเจ็ดวัน หากเจ้ายังคงต้องการหาคนรัก นักพรตเต๋าผู้ต่ำต้อยคนนี้จะส่งเจ้าลงจากภูเขาเป็นการส่วนตัว!”

หลังจากพูดจบ

นางก็โบกแขนเสื้อและสายลมก็พัดพวกเขาออกจากห้อง บินหายไปในอากาศ

ห้องเงียบลง

อวี้ชิงหลันพูดอย่างเย็นชา

“ข้าไม่ได้คาดหวังว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์หลี่จะเล่านิทานเป็นด้วย?”

หลี่หรานหัวเราะเบาๆ

“ศิลปะเป็นดั่งชีวิต นักพรตอวี้ไม่เหมือนกับคนทั่วไป ท่านคงไม่เข้าใจรสชาติของมันโดยธรรมชาติ”

เมื่อได้ยินเช่นนี้

อวี้ชิงหลันก็นึกถึงบางสิ่งและหูของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย

“ใครบอกว่านักพรตเต๋าผู้ต่ำต้อยคนนี้ไม่เข้าใจ? รสนิยมของเจ้าแค่น่ารังเกียจเกินจะทน!”

/////

[ ห้องรักหอตะวันตก(ซีเซียงจี้) ] แต่งโดยหวางสือฝู่(มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1295

-1307)

(เรื่องย่อ) จางเซิงกำลังจะเดินทางไปสอบและแวะเข้าพักในวัดที่ชุยอิงอิงและแม่กำลังทำบุญให้กับพ่อผู้เคยเป็นอัครเสนาบดีที่เสียไป

ทั้งสองได้พบกันโดยบังเอิญในวัดแห่งนั้น ต่อมามีโจรจะมาฉุดคร่าอิงอิง แม่ของนางจึงประกาศหาผู้กล้ามาไล่โจร

โดยสัญญาจะยกอิงอิงให้แต่งงานด้วย จางเซิงขันอาสา

เขียนหนังสือถึงนายทหารผู้เป็นสหายให้มาช่วยจับโจร แต่ท้ายสุดแม่ของอิงอิงกลับคำพูดไม่ยกนางให้

หงเหนียงจากที่เคยมีหน้าที่ติดตามและจับตาอิงอิงผู้เป็นนายหญิงตามคำสั่ง ก็เริ่มหันเห็นใจนางและเป็นคนชักจูงให้ทั้งสองได้ไปมาหาสู่กันอย่างลับๆ

สุดท้ายแม่ของอิงอิงรู้ความจริงว่าทั้งคู่ลักลอบคบหากัน

จึงเรียกหงเหนียงมาถามและลงโทษจนนางยอมบอกความจริง แต่หงเหนียงก็ได้บอกเหตุผลทั้งหมดที่นางทำไปว่า

ความผิดที่แท้จริงมาจากคนที่พูดจากลับกลอก ตอนจบของเรื่องมีเขียนไว้หลายแบบ แบบเดิมคือจางเซิงถูกบังคับให้ไปสอบรับราชการจึงไม่ได้แต่งงานกัน

อีกแบบคือไปสอบแต่สอบตก อิงอิงจึงหนีตามไป และแบบสุดท้ายคือได้แต่งงานกันด้วยความช่วยเหลือของหงเหนียง