ตอนที่ 274

บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง

ดวงตาของเซิงเย่กระตุกเล็กน้อยขณะที่จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวหลั่งไหลออกมา

“บุตรศักดิ์สิทธิ์หลี่

รู้หรือไม่ว่าหากข้าต้องการฆ่าเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องขยับนิ้วด้วยซ้ำ”

ใบหน้าของหลี่หรานซีดขาว

แต่เขายังคงสงบ “นั่นคือเหตุผลที่ข้าบอกว่าท่านไม่กล้า ไม่ใช่ว่าท่านทำไม่ได้”

“ไม่กล้า?”

เซิงเย่หัวเราะเยาะ

“ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ข้าไม่กล้าทำ!”

หลี่หรานชำเลืองมองเขา

“ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมยังมีสตรีบ้าเดินไปเดินมาในวังท่านอีก?”

“……”

มุมปากของเซิงเย่กระตุก

“เจ้าจะไปรู้อะไร

ข้าแค่ปล่อยให้นางอยู่ที่นั่น”

สีหน้าของหลี่หรานเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด

“ท่านสู้นางไม่ได้ใช่ไหม?”

“หุบปาก!” เซิงเย่พูดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“เลิกพูดเรื่องข้าได้แล้ว”

หลี่หรานลูบคางขณะที่เขาครุ่นคิด

ถ้าแม้แต่เซิงเย่ยังกลัวผู้หญิงคนนั้น

ตัวตนของนางคงไม่ธรรมดาจริงๆ

‘นางควรเป็นผู้นำของนิกายระดับสูงสุดใช่ไหม?’

‘อย่างไรก็ตาม ในบรรดานิกายใหญ่ทั้งแปด นอกจากอาจารย์ทั้งสองของข้าแล้ว

มีเพียงผู้นำของศาลาหมื่นดาบเท่านั้นที่เป็นสตรี’

‘แต่รูปลักษณ์ของนางไม่ตรงกับที่ท่านอาจารย์อธิบาย นางไม่ควรจะงดงามเช่นนี้’

ก๊อก ก๊อก

เซิงเย่เคาะโต๊ะ

“ข้ากำลังพูดกับเจ้า!”

หลี่หรานกลับมามีสติและเกาหัว

“โอ้ ข้าเหม่อไปหน่อย... เรากำลังพูดอะไรกันนะ?”

“……”

เซิงเย่พูดไม่ออก

เขาสามารถบอกได้ว่าเด็กคนนี้ไม่ได้จริงจังกับเขาเลย

เขาเป็นจักรพรรดิองค์ที่เก้าของมวลมนุษย์

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับจักรพรรดิก็จำเป็นต้องคิดก่อนพูดกับเขา แน่นอนว่าไม่นับเหลิงอู่เหยียน

อวี้ชิงหลัน และฉู่หลิงฉวน... ใครจะกล้าเสียสมาธิต่อหน้าเขาแบบนี้?

เซิงเย่ขมวดคิ้ว

“ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าข้าจะไม่แตะต้องเจ้า?”

หลี่หรานส่ายหัวและพูดว่า

“เพราะท่านคงไม่อยากให้ราชวงศ์เซิงตกอยู่ในอันตราย”

“หืม?” เซิงเย่ถามอย่างสงสัย

“ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนั้น?”

หลี่หรานพูดอย่างเฉยเมย

“หลังจากคลื่นสัตว์อสูร แม้ว่าท่านจะมอบเกียรติยศและรางวัลแก่ข้า

แต่ตำแหน่งของข้าไม่ใช่ ‘วีรบุรุษ’ แต่เป็น ‘ปีศาจสวรรค์’”

“แม้ว่าข้าจะกลายเป็นผู้กอบกู้ของเผ่าพันธ์มนุษย์

ท่านก็ยังต้องตราหน้าข้าว่าเป็นคนของวิถีมาร เพราะท่านไม่ต้องการให้ข้าทำลายเส้นแบ่งของวิถีธรรมและวิถีมาร”

“ตราบใดที่การต่อสู้ระหว่างวิถีธรรมและวิถีมารยังไม่ยุติ

แม้ว่าโลกจะเต็มไปด้วยซากศพ ราชวงศ์เซิงก็จะมั่นคงอยู่เสมอ”

“ตรงกันข้าม

หากวิถีธรรมและวิถีมารไม่ใช่ศัตรูกันอีกต่อไป ตระกูลจักรพรรดิจะเป็นศัตรูของทุกนิกายภายใต้สรวงสวรรค์!”

แสงประหลาดส่องผ่านดวงตาของเซิงเย่

เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลี่หรานจะสามารถเดาได้ว่าเขาคิดยังไงเกี่ยวกับนี้

มันเกือบจะเหมือนความคิดของเขาในทุกประโยคเลยด้วยซ้ำ

เขาส่ายหัวและพูดว่า

“ถ้ามันเป็นเช่นนั้น ข้าก็ควรจะฆ่าเจ้า”

“ท่านจะไม่ทำ”

หลี่หรานหัวเราะ “ถ้าข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าอาจจะเป็นภัยคุกคามในอนาคตหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้”

“แต่ถ้าท่านฆ่าข้าตอนนี้

วิหารโหยวหลัวจะบุกเข้ามาทำลายเมืองหลวงในเวลาชั่วก้านธูป และอาจารย์ของข้าจะเอาดาบหั่นคอท่าน”

“ต่อให้ท่านโชคดีพอที่จะไม่ตาย

แต่ท่านก็ยังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของวิถีมาร ความสมดุลระหว่างวิถีธรรมและวิถีมารจะหายไป

และราชวงศ์เซิงจะตกอยู่ในอันตราย”

“จักพรรดิเซิงเจ้าเล่ห์มาก

ดังนั้นเขาย่อมรู้ถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี”

“ดังนั้นไม่ว่าท่านจะไม่พอใจเพียงใด

ท่านจะไม่ฆ่าข้าอย่างแน่นอน เพราะท่านไม่เต็มใจที่จะรับความเสี่ยงนี้”

หลี่หราพูดมากจนปากแห้ง

เขารินชาให้ตัวเองแล้วค่อยๆจิบ

เซิงเย่เป็นเหมือนจักรพรรดิทั่วๆไปที่เห็นเพียงอำนาจและความมั่นคงในสายตา

นอกเหนือจากนั้นเป็นเพียงเครื่องมือ

การกระทำทั้งหมดล้วนแฝงด้วยความหมาย

ภายในรถม้าเงียบไปครู่หนึ่ง

เซิงเย่หัวเราะเบาๆ

“บุตรศักดิ์สิทธิ์หลี่ช่างฉลาดจริงๆ”

หลี่หรานพยักหน้า

“แน่นอน ข้ารู้ตัวดี”

เซิงเย่เหลือบมองเขา

“แต่ความฉลาดไม่ใช่ทุกสิ่ง”

“ท่านหมายความว่ายังไง?”

“ทุกสิ่งที่เจ้าพูดเป็นเพียงการคาดเดา”

“ในเวลานี้

ชีวิตของเจ้าอยู่ในมือข้า” เซิงเย่กล่าวอย่างสงบ “ถ้าข้าฆ่าเจ้า แน่นอนว่าหนทางข้างหน้าย่อมลำบาก

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ว่างสำหรับการหลีกเลี่ยง กลับกัน เจ้าจะตายและหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล”

“ถ้าเทียบกันแล้ว

เจ้าคือคนที่แบกรับความเสี่ยงมากที่สุดใช่ไหม?”

จิตสังหารเย็นเยียบแพร่กระจายอยู่ในรถม้า

แรงกดดันอันไร้ขอบเขตและน่าสะพรึงกลัวถาโถมลงมาจนอากาศแทบจะแข็งตัว

ร่างกายของหลี่หรานแข็งทื่อ

ราวกับว่ามีภูเขากดลงบนไหล่ของเขา นอกจากตาและปากแล้วเขาไม่สามารถขยับอะไรได้เลย

ราชวงศ์เซิงปกครองทวีปกลางมานับหมื่นปี

ในแง่ของศักดิ์ศรีและความสูงส่งล้วนไม่มีใครในโลกนี้เทียบเขาได้

ความคิดของจักรพรรดิจะถูกคนอื่นคาดเดาได้อย่างไร?

เซิงเย่พูดอย่างเฉยเมย

“บุตรศักดิ์สิทธิ์หลี่คิดว่าเขาพูดถูกหรือไม่?”

หลี่หรานไม่เพียงแต่ไม่กลัว

เขายังยิ้มอย่างสดใส “จักรพรรดิเซิงบอกว่าข้าเป็นคนฉลาด ท่านคิดว่าคนฉลาดจะขึ้นรถม้าคันนี้โดยไม่มีการเตรียมตัวเลยหรือ?”

เซิงเย่เลิกคิ้วขึ้น

“เจ้าหมายความว่ายังไง?”

ทันทีที่เขาพูดจบ

เสียงเย็นชาก็ดังขึ้นในอากาศ

“จักรพรรดิเซิงช่างยิ่งใหญ่เสียจริง!”

เซิงเย่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง

จากนั้นเขาก็อุทานขึ้นด้วยความไม่เชื่อ “นักพรตอวี้?!”

เสียงนี้ถูกส่งมาไกลนับหมื่นลี้จากสถาบันเทียนซู!

เสียงของอวี้ชิงหลันเย็นชาราวกับทุ่งน้ำแข็ง

“เซิงเย่ บุตรศักดิ์สิทธิ์หลี่เป็นแขกผู้มีเกียรติของเทือกเขาหยุนเฟิง

อย่าบอกนะว่าอยากให้ข้าไปเยี่ยมเป็นการส่วนตัว?”

“……”

เซิงเย่ตกตะลึงเล็กน้อย

นับตั้งแต่หลี่หรานออกจากห้องนอน

อีกฝ่ายก็อยู่ภายใต้จมูกของเขามาโดยตลอด แล้วมันไปติดต่อกับอวี้ชิงหลันตอนไหน?

แรงกดดันลดลงและหลี่หรานได้รับอิสรภาพกลับคืนมา

เขาเชื่อมต่อกับด้ายสีแดงตั้งแต่ก่อนขึ้นรถม้าแล้ว

ในทางกลับกัน

การพูดคุยก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพื่อโอ้อวด แต่เป็นการให้อวี้ชิงหลันได้เตรียมตัว

เขาไม่คิดว่าเซิงเย่จะกล้าลงมือ

แต่เขาจะไม่ฝากชีวิตไว้ในมือของผู้อื่น

อวี้ชิงหลันกล่าวอย่างเย็นชา

“ราชวงศ์ก็คือราชวงศ์ นิกายก็คือนิกาย ผู้ต่ำต้อยคนนี้จะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย

ดีที่สุดถ้าเจ้าไม่ล้ำเส้นมา!”

หลังจากพูดอย่างนั้นนางก็ไม่พูดอะไรอีก

บรรยากาศกลับสู่ความเงียบ

ดวงตาของเซิงเย่กะพริบไหว

การแสดงออกของเขาเปลี่ยนไปอย่างไม่มีกำหนด

ทัศนคติของอวี้ชิงหลันนั้นแข็งกร้าวจนไม่มีทางเลือกให้เขาเลย

มันหมายความว่าหากเขาโจมตีหลี่หราน

เขาจะทำให้ทั้งวิถีธรรมและวิถีมารขุ่นเคืองในเวลาเดียวกัน และกลายเป็นศัตรูของคนทั้งโลก!

‘ทำไมทั้งวิถีธรรมและวิถีมารล้วนปกป้องเขา?’ เซิงเย่รู้สึกสับสนหลังจากครุ่นคิดไปมากมาย

ในเวลานี้เอง

หลี่หรานยืนขึ้นและพูดว่า “ถ้าจักพรรดิเซิงไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวก่อน”

“……”

เซิงเย่ไม่ได้สนใจจะคุยกับเขา

เขาถูกเด็กอายุยี่สิบปั่นหัวมาโดนตลอด

เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกพ่ายแพ้และหดหู่เล็กน้อย

หลี่หรานเดินไปที่ประตูรถม้า

แต่เขาไม่ได้ลงไปทันที

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็พูดว่า

“องค์หญิงทั้งสองมีความคิดที่บริสุทธิ์และปฏิบัติต่อข้าด้วยความจริงใจ

ข้าจะไม่ทำร้ายพวกนาง สบายใจได้”

ลำคอของเซิงเย่ขยับและถามว่า

“ทำไมเจ้ายังพูดแบบนี้กับข้า?”

นี่ไม่ใช่ลักษณะของหลี่หรานเลย

หลี่หรานพูดเบาๆ

“นี่ไม่ใช่สำหรับจักรพรรดิ แต่เป็นคำอธิบายและสัญญาต่อบิดาของพวกนาง”

จากนั้นเขาก็เดินลงจากรถม้าโดยไม่หันกลับไปมอง

เซิงเย่ตกตะลึง

เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความงุนงงเป็นเวลานาน

หลังจากผ่านไปไม่รู้ว่านานเท่าไหร่

รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าและแววตาของเขา

“เด็กคนนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ”

ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมบุตรสาวถึงหลงรักผู้ชายคนนี้

แต่ทันใดนั้นเซิงเย่ก็นึกถึงบางสิ่งและหน้าซีด

“นี่ไม่ถูกต้อง

เขาหมายความว่ายังไงที่บอกว่า ‘องค์หญิงทั้งสอง’?”

“จื่อเซี่ยยังไม่พอ

เขาจะไม่ปล่อยอันอวี่ไปด้วยซ้ำ?!”

/////