ตอนที่ 112

เสียงพิณอันไพเราะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งพื้นที่

ขณะที่นักดนตรีสาวเริ่มบรรเลง

เหลิงอู่เหยียนมองไปที่หลี่หรานอย่างแปลกประหลาด

“ข้าไม่เคยได้ยินหรานเอ๋อร์ร้องเพลงมาก่อน

และชื่อเพลงนี้ก็แปลกมาก... วาฬที่กลายร่างเป็นเกาะอันโดดเดี่ยว?”

ทุกคนเงียบลง

สายตาจับจ้องไปที่ร่างสูงบนเวที

เผชิญกับการจ้องมองนับพัน

หลี่หรานเพียงมองพวกเขากลับ

เขาอ้าปากและร้องออกมาเบาๆ เสียงนั้นทุ้มและน่าดึงดูด:

“ข้าเป็นวาฬสีน้ำเงินที่กลายร่างเป็นเกาะอันโดดเดี่ยว...

มีเงาร่างใหญ่โตมหึมาที่สุด...

ทั้งปลาและกุ้งต่างว่ายผ่านข้างกายไป...

บ้างก็มีนกบินมาเกาะอยู่บนหลัง...

ฉันไม่เคยเข้าไปในเขตแดนที่เจิรญรุ่งเรือง...

ไม่เคยได้ยินเสียงดังโหวกเหวก...

ไม่เคยเห็นผู้คนมากมาย...

ไม่เคยมีความรู้สึกร้อนผะผ่าว...

จึงไม่เคยรู้สึกเลยว่าการอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรจะเงียบเงาปานนั้น...”

เพลงเรียบๆนี้เป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน

ในโลกมนุษย์

เพลงส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความรู้สึกของความรักและความเศร้า

แต่เพลงนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

เนื้อเพลงตรงไปตรงมาแต่เต็มไปด้วยจินตนาการ

เพลงเรียบๆแต่ฟังดูเหมือนเขากำลังคุยกับใครซักคน

ทันใดนั้นนางก็ถูกดึงเข้าสู่อารมณ์

ราวกับว่านางเห็นปลาวาฬตัวใหญ่ลอยอยู่ในทะเลเหมือนเกาะที่โดดเดี่ยว

เหลิงอู่เหยียนคิดถึงตัวเองในอดีต

การยืนอยู่บนยอดเขาหิมะเพียงลำพังก็เหมือนเกาะที่โดดเดี่ยว

จนกระทั่งถึงวันนั้น...

หลี่หรานมองไปที่เหลิงอู่เหยียนด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

หัวใจของเหลิงอู่เหยียนเริ่มเต้นเร็วขึ้น

นางกำชายเสื้อผ้าแน่นอย่างเงียบๆ ประหม่าจนแทบหยุดหายใจ

ทันใดนั้นเสียงพิณก็เปลี่ยนเป็นร่าเริงและโลกก็กลายเป็นสดใสในทันที

เสียงของหลี่หรานนุ่มนวล

“ลมคลื่นซัดสาดเผยปากแผลอันอัปลักษณ์...

ในดวงตาของเจ้ามีวสันฤดูและสาทรฤดู...

งดงามยิ่งกว่าภูผาธาราทุกที่...

ที่ฉันเคยพบและเคยรัก...

ข้าอยากมอบชายฝั่งที่เจ้าสามารถวิ่งเล่นได้...

ให้เจ้าเป็นเหมือนดั่งราชินี”

เมื่อเพลงจบลง เสียงจากประโยคสุดท้ายก็สะท้อนไปมา

รอบด้านเงียบไปครู่หนึ่ง ตามด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง!

ทุกคนมองไปที่หลี่หรานอย่างตื่นเต้น

น่าตื่นตะลึง!

เพลงของหลี่หรานแตกต่างจากเพลงเศร้าเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง

เนื้อเพลงเรียบง่ายแต่มีความหมาย

ท่วงทำนองนั้นดังและชัดเจน

เจาะตรงเข้าไปในหัวใจของคนๆหนึ่ง

นี่คือแนวเพลงที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน!

“เซิงจื่อ! เซิงจื่อ!” ทุกคนยกมือขึ้นและตะโกนอย่างตื่นเต้น

แม้แต่ผู้อาวุโสซุนก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือ

นางรู้สึกว่าโลกทัศน์ของนางกว้างขึ้นในวันนี้

มีเพียงเหลิงอู่เหยียนเท่านั้นที่ยังคงนิ่งอยู่

นางจ้องมองชายบนเวทีอย่างว่างเปล่า

ทั้งสองสบตากัน

เสียงโห่ร้องรอบข้างหายไปราวกับว่าเหลือเพียงพวกเขาสองคนในห้องโถงใหญ่

“ในดวงตาของเจ้ามีวสันฤดูและสาทรฤดู...

งดงามยิ่งกว่าภูผาธาราทุกที่... ที่ฉันเคยพบและเคยรัก…?”

หัวใจของเหลิงอู่เหยียนเต็มไปด้วยความอบอุ่น

ความนุ่มนวลที่อธิบายไม่ได้ปรากฏขึ้นจากหัวใจของนาง

หลี่หรานกระโดดลงจากเวที

ท่ามกลางการจ้องมองของทุกคน เขาเดินไปหาเหลิงอู่เหยียน

“ท่านอาจารย์ ข้าเพิ่งตระหนักว่าข้ามีปัญหาในการบ่มเพาะบางอย่าง

ข้าอยากจะขอคำแนะนำจากท่าน ข้าขอไปกับท่านได้ไหม?”

เขาขยิบตาให้นาง

เหลิงอู่เหยียนหน้าแดงและกระแอมในลำคอ

“เอาล่ะ ไปหาที่เงียบๆคุยกันดีกว่า”

นางยืนขึ้นและเดินออกไปพร้อมกับหลี่หราน

คนหนึ่งสูงและแข็งแรง ส่วนอีกคนสง่างาม

ดูเข้ากันได้ดีเป็นพิเศษ

ผู้อาวุโสซุนขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะที่นางมองแผ่นหลังของทั้งสอง

“ทำไมข้ารู้สึกแปลกๆ?”

เมืองหลินเฟิง

เทศกาลกำเนิดเหมันต์เป็นงานประจำปี

ในวันนี้ เคอร์ฟิวจะถูกยกเลิก

ความบันเทิงทุกประเภทจะคงอยู่จนถึงรุ่งสาง

และเป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองสำหรับชาวเมืองทุกคน

หลี่หรานและเหลิงอู่เหยียนเดินไปด้วยกันบนถนน

ข้างๆพวกเขาเป็นเด็กที่ถือตุ๊กตาลูกกวาดรูปกังหันลม

แผงลอยเล็กๆสว่างไสวด้วยแสงไฟบนถนนที่กำลังพลุกพล่าน ไม่ไกลนักมีเสียงกลองและเสียงดนตรีอย่างคึกคัก

ธุรกิจประเภทนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกกระตือรือร้นอย่างอธิบายไม่ได้

เหลิงอู่เหยียนมองไปที่หลี่หรานและถามด้วยความสงสัยว่า

“หรานเอ๋อร์ เพลงที่เจ้าร้องในวันนี้พิเศษมาก เจ้าเขียนมันเองหรือ?”

หลี่หรานส่ายหัว “ไม่ คนแต่งคือผู้อื่น”

มันเป็นการตัดสินใจของเขาที่จะขึ้นไปร้องเพลงบนเวที

หลังจากได้รับของขวัญจากเหลิงอู่เหยียน

เขาก็รู้สึกว่าเขาควรจะแสดงบางอย่างเช่นกัน เขาใช้ความทรงจำของเขาเพื่อกู้คืนเพลงที่เคยฟัง

จากนั้นก็ไปที่เมืองเพื่อฝึกฝนกับนักดนตรีชั้นนำ

เขาไม่คาดคิดว่าจะใช้พิณแทนเครื่องดนตรีสมัยใหม่ได้ดีขนาดนี้

เหลิงอู่เหยียนพูดด้วยความอับอาย “ข้าคิดว่าเจ้าไม่ชอบของขวัญและไม่ต้องการพบข้าแล้วเสียอีก”

หลี่หรานพูดอย่างจริงจังว่า

“นั่นคือของขวัญที่ดีที่สุดที่ข้าเคยได้รับ

ข้ารักมันมากจนแทบรอไม่ไหวที่จะนอนกับมันทุกวัน...”

“หยุด หยุด!”

เหลิงอู่เหยียนหน้าแดงและขัดจังหวะ “ข้าบอกว่าอย่าทำอะไรแปลกๆกับมัน!”

หลี่หรานพยักหน้าและพูดว่า “ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวล

ข้าจะรักษามันไว้เป็นอย่างดี”

“มันเป็นแค่เสื้อผ้าชิ้นหนึ่ง มีอะไรให้รักษากัน?” เหลิงอู่เหยียนกล่าวอย่างเขินอาย

“นั่นคือสัญลักษณ์ระหว่างเราและ...”

หลี่หรานขยับเข้าไปใกล้หูของนาง

“ข้าอยากเห็นท่านอาจารย์สวมมัน!”

ฉ่า! ฉ่า!

ใบหน้าของเหลิงอู่เหยียนแดงราวกับเลือด ขณะที่นางจ้องมองเขา

“ศิษย์อกตัญญู ดูเหมือนเจ้าจะยิ่งอวดดีมากขึ้นเรื่อยๆ!”

“ถ้าคนๆหนึ่งไม่มีความฝัน ปลาเค็มกับเขาจะต่างกันอย่างไร?”

[TL: ปลาเค็ม (咸鱼)

ในภาษาจีน มีความหมายแฝง หมายถึงคนไร้ความสามารถ,ขี้แพ้ ดังนั้นคนที่ใช้ชีวิตแบบไร้ความฝัน ใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมาย จะถูกเรียกว่า

‘ปลาเค็ม’ ]

“ความฝันแปลกๆเช่นนั้นจะถูกนับได้ยังไง!”

ทั้งสองคุยกันระหว่างเดินเล่น

ถนนจอแจไปด้วยผู้คน

เหลิงอู่เหยียนมองดูฉากที่มีชีวิตชีวารอบตัวนางและอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว

“ข้าอยู่บนเทือกเขาซวนหลิงมาหลายปีแล้ว

แต่ข้าไม่รู้ว่ามีฉากที่เจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ในเมืองนี้”

หลี่หรานยิ้ม “นั่นเป็นเพราะท่านอาจารย์ยังไม่เจอคนที่ใช่”

เหลิงอู่เหยียนจ้องมองเขาอย่างเย้ายวน

“เจ้าหัวขโมยตัวน้อย เจ้าลากข้าเข้ามาในโลกปุถุชนนับตั้งแต่วันที่เจ้าสารภาพรักกับข้า

มันยากสำหรับข้าที่จะกลับสู่สภาพที่เงียบสงบ”

หลี่หรานยักไหล่ “กาไร้ความปรารถนามีข้อดีอะไรกัน? ผู้ที่ทำมันสำเร็จถึงจะมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้”

หลังจากพูดจบ เขาก็ลูบฝ่ามือของนาง

“เป็นไปได้ไหมว่าท่านอาจารย์ไม่ชอบมัน?”

ใบหน้าของเหลิงอู่เหยียนเปลี่ยนเป็นสีแดง

และนางก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าโชคดีแล้วที่ข้าบ่มเพาะวิถีมาร!

โชคดีที่ข้าไม่ได้บ่มเพาะเต๋าไร้ใจ มิฉะนั้นข้าคงร่วงลงจากขอบเขตจักรพรรดิไปแล้ว!”

“เต๋าไร้ใจ?”

หลี่หรานพูดอย่างอยากรู้อยากเห็น “มีวิถีมารแบบนั้นด้วยหรือ?

ทำไมศิษย์ถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนั้น?”

“อุ๊ฟ วิถีมาร?”

เหลิงอู่เหยียนไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

“ถ้าอวี้ชิงหลันได้ยินคำพูดเหล่านี้ นางอาจจะโกรธจนตายเลยก็ได้”

/////

[TL: เพลงวาฬที่กลายร่างเป็นเกาะอันโดดเดี่ยว(化身孤岛的鲸)

ผมใช้ชื่อจากช่อง HUAMU TH ที่แปลเพลงนี้ไว้

ลองไปฟังกันดูได้]