เสียงพิณอันไพเราะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งพื้นที่
ขณะที่นักดนตรีสาวเริ่มบรรเลง
เหลิงอู่เหยียนมองไปที่หลี่หรานอย่างแปลกประหลาด
“ข้าไม่เคยได้ยินหรานเอ๋อร์ร้องเพลงมาก่อน
และชื่อเพลงนี้ก็แปลกมาก... วาฬที่กลายร่างเป็นเกาะอันโดดเดี่ยว?”
ทุกคนเงียบลง
สายตาจับจ้องไปที่ร่างสูงบนเวที
เผชิญกับการจ้องมองนับพัน
หลี่หรานเพียงมองพวกเขากลับ
เขาอ้าปากและร้องออกมาเบาๆ เสียงนั้นทุ้มและน่าดึงดูด:
“ข้าเป็นวาฬสีน้ำเงินที่กลายร่างเป็นเกาะอันโดดเดี่ยว...
มีเงาร่างใหญ่โตมหึมาที่สุด...
ทั้งปลาและกุ้งต่างว่ายผ่านข้างกายไป...
บ้างก็มีนกบินมาเกาะอยู่บนหลัง...
ฉันไม่เคยเข้าไปในเขตแดนที่เจิรญรุ่งเรือง...
ไม่เคยได้ยินเสียงดังโหวกเหวก...
ไม่เคยเห็นผู้คนมากมาย...
ไม่เคยมีความรู้สึกร้อนผะผ่าว...
จึงไม่เคยรู้สึกเลยว่าการอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรจะเงียบเงาปานนั้น...”
เพลงเรียบๆนี้เป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน
ในโลกมนุษย์
เพลงส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความรู้สึกของความรักและความเศร้า
แต่เพลงนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
เนื้อเพลงตรงไปตรงมาแต่เต็มไปด้วยจินตนาการ
เพลงเรียบๆแต่ฟังดูเหมือนเขากำลังคุยกับใครซักคน
ทันใดนั้นนางก็ถูกดึงเข้าสู่อารมณ์
ราวกับว่านางเห็นปลาวาฬตัวใหญ่ลอยอยู่ในทะเลเหมือนเกาะที่โดดเดี่ยว
เหลิงอู่เหยียนคิดถึงตัวเองในอดีต
การยืนอยู่บนยอดเขาหิมะเพียงลำพังก็เหมือนเกาะที่โดดเดี่ยว
จนกระทั่งถึงวันนั้น...
หลี่หรานมองไปที่เหลิงอู่เหยียนด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
หัวใจของเหลิงอู่เหยียนเริ่มเต้นเร็วขึ้น
นางกำชายเสื้อผ้าแน่นอย่างเงียบๆ ประหม่าจนแทบหยุดหายใจ
ทันใดนั้นเสียงพิณก็เปลี่ยนเป็นร่าเริงและโลกก็กลายเป็นสดใสในทันที
เสียงของหลี่หรานนุ่มนวล
“ลมคลื่นซัดสาดเผยปากแผลอันอัปลักษณ์...
ในดวงตาของเจ้ามีวสันฤดูและสาทรฤดู...
งดงามยิ่งกว่าภูผาธาราทุกที่...
ที่ฉันเคยพบและเคยรัก...
ข้าอยากมอบชายฝั่งที่เจ้าสามารถวิ่งเล่นได้...
ให้เจ้าเป็นเหมือนดั่งราชินี”
—
เมื่อเพลงจบลง เสียงจากประโยคสุดท้ายก็สะท้อนไปมา
รอบด้านเงียบไปครู่หนึ่ง ตามด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง!
ทุกคนมองไปที่หลี่หรานอย่างตื่นเต้น
น่าตื่นตะลึง!
เพลงของหลี่หรานแตกต่างจากเพลงเศร้าเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง
เนื้อเพลงเรียบง่ายแต่มีความหมาย
ท่วงทำนองนั้นดังและชัดเจน
เจาะตรงเข้าไปในหัวใจของคนๆหนึ่ง
นี่คือแนวเพลงที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน!
“เซิงจื่อ! เซิงจื่อ!” ทุกคนยกมือขึ้นและตะโกนอย่างตื่นเต้น
แม้แต่ผู้อาวุโสซุนก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือ
นางรู้สึกว่าโลกทัศน์ของนางกว้างขึ้นในวันนี้
มีเพียงเหลิงอู่เหยียนเท่านั้นที่ยังคงนิ่งอยู่
นางจ้องมองชายบนเวทีอย่างว่างเปล่า
ทั้งสองสบตากัน
เสียงโห่ร้องรอบข้างหายไปราวกับว่าเหลือเพียงพวกเขาสองคนในห้องโถงใหญ่
“ในดวงตาของเจ้ามีวสันฤดูและสาทรฤดู...
งดงามยิ่งกว่าภูผาธาราทุกที่... ที่ฉันเคยพบและเคยรัก…?”
หัวใจของเหลิงอู่เหยียนเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ความนุ่มนวลที่อธิบายไม่ได้ปรากฏขึ้นจากหัวใจของนาง
—
หลี่หรานกระโดดลงจากเวที
ท่ามกลางการจ้องมองของทุกคน เขาเดินไปหาเหลิงอู่เหยียน
“ท่านอาจารย์ ข้าเพิ่งตระหนักว่าข้ามีปัญหาในการบ่มเพาะบางอย่าง
ข้าอยากจะขอคำแนะนำจากท่าน ข้าขอไปกับท่านได้ไหม?”
เขาขยิบตาให้นาง
เหลิงอู่เหยียนหน้าแดงและกระแอมในลำคอ
“เอาล่ะ ไปหาที่เงียบๆคุยกันดีกว่า”
นางยืนขึ้นและเดินออกไปพร้อมกับหลี่หราน
คนหนึ่งสูงและแข็งแรง ส่วนอีกคนสง่างาม
ดูเข้ากันได้ดีเป็นพิเศษ
ผู้อาวุโสซุนขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะที่นางมองแผ่นหลังของทั้งสอง
“ทำไมข้ารู้สึกแปลกๆ?”
—
เมืองหลินเฟิง
เทศกาลกำเนิดเหมันต์เป็นงานประจำปี
ในวันนี้ เคอร์ฟิวจะถูกยกเลิก
ความบันเทิงทุกประเภทจะคงอยู่จนถึงรุ่งสาง
และเป็นค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองสำหรับชาวเมืองทุกคน
หลี่หรานและเหลิงอู่เหยียนเดินไปด้วยกันบนถนน
ข้างๆพวกเขาเป็นเด็กที่ถือตุ๊กตาลูกกวาดรูปกังหันลม
แผงลอยเล็กๆสว่างไสวด้วยแสงไฟบนถนนที่กำลังพลุกพล่าน ไม่ไกลนักมีเสียงกลองและเสียงดนตรีอย่างคึกคัก
ธุรกิจประเภทนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกกระตือรือร้นอย่างอธิบายไม่ได้
เหลิงอู่เหยียนมองไปที่หลี่หรานและถามด้วยความสงสัยว่า
“หรานเอ๋อร์ เพลงที่เจ้าร้องในวันนี้พิเศษมาก เจ้าเขียนมันเองหรือ?”
หลี่หรานส่ายหัว “ไม่ คนแต่งคือผู้อื่น”
มันเป็นการตัดสินใจของเขาที่จะขึ้นไปร้องเพลงบนเวที
หลังจากได้รับของขวัญจากเหลิงอู่เหยียน
เขาก็รู้สึกว่าเขาควรจะแสดงบางอย่างเช่นกัน เขาใช้ความทรงจำของเขาเพื่อกู้คืนเพลงที่เคยฟัง
จากนั้นก็ไปที่เมืองเพื่อฝึกฝนกับนักดนตรีชั้นนำ
เขาไม่คาดคิดว่าจะใช้พิณแทนเครื่องดนตรีสมัยใหม่ได้ดีขนาดนี้
เหลิงอู่เหยียนพูดด้วยความอับอาย “ข้าคิดว่าเจ้าไม่ชอบของขวัญและไม่ต้องการพบข้าแล้วเสียอีก”
หลี่หรานพูดอย่างจริงจังว่า
“นั่นคือของขวัญที่ดีที่สุดที่ข้าเคยได้รับ
ข้ารักมันมากจนแทบรอไม่ไหวที่จะนอนกับมันทุกวัน...”
“หยุด หยุด!”
เหลิงอู่เหยียนหน้าแดงและขัดจังหวะ “ข้าบอกว่าอย่าทำอะไรแปลกๆกับมัน!”
หลี่หรานพยักหน้าและพูดว่า “ท่านอาจารย์ไม่ต้องกังวล
ข้าจะรักษามันไว้เป็นอย่างดี”
“มันเป็นแค่เสื้อผ้าชิ้นหนึ่ง มีอะไรให้รักษากัน?” เหลิงอู่เหยียนกล่าวอย่างเขินอาย
“นั่นคือสัญลักษณ์ระหว่างเราและ...”
หลี่หรานขยับเข้าไปใกล้หูของนาง
“ข้าอยากเห็นท่านอาจารย์สวมมัน!”
ฉ่า! ฉ่า!
ใบหน้าของเหลิงอู่เหยียนแดงราวกับเลือด ขณะที่นางจ้องมองเขา
“ศิษย์อกตัญญู ดูเหมือนเจ้าจะยิ่งอวดดีมากขึ้นเรื่อยๆ!”
“ถ้าคนๆหนึ่งไม่มีความฝัน ปลาเค็มกับเขาจะต่างกันอย่างไร?”
[TL: ปลาเค็ม (咸鱼)
ในภาษาจีน มีความหมายแฝง หมายถึงคนไร้ความสามารถ,ขี้แพ้ ดังนั้นคนที่ใช้ชีวิตแบบไร้ความฝัน ใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมาย จะถูกเรียกว่า
‘ปลาเค็ม’ ]
“ความฝันแปลกๆเช่นนั้นจะถูกนับได้ยังไง!”
—
ทั้งสองคุยกันระหว่างเดินเล่น
ถนนจอแจไปด้วยผู้คน
เหลิงอู่เหยียนมองดูฉากที่มีชีวิตชีวารอบตัวนางและอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว
“ข้าอยู่บนเทือกเขาซวนหลิงมาหลายปีแล้ว
แต่ข้าไม่รู้ว่ามีฉากที่เจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ในเมืองนี้”
หลี่หรานยิ้ม “นั่นเป็นเพราะท่านอาจารย์ยังไม่เจอคนที่ใช่”
เหลิงอู่เหยียนจ้องมองเขาอย่างเย้ายวน
“เจ้าหัวขโมยตัวน้อย เจ้าลากข้าเข้ามาในโลกปุถุชนนับตั้งแต่วันที่เจ้าสารภาพรักกับข้า
มันยากสำหรับข้าที่จะกลับสู่สภาพที่เงียบสงบ”
หลี่หรานยักไหล่ “กาไร้ความปรารถนามีข้อดีอะไรกัน? ผู้ที่ทำมันสำเร็จถึงจะมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้”
หลังจากพูดจบ เขาก็ลูบฝ่ามือของนาง
“เป็นไปได้ไหมว่าท่านอาจารย์ไม่ชอบมัน?”
ใบหน้าของเหลิงอู่เหยียนเปลี่ยนเป็นสีแดง
และนางก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าโชคดีแล้วที่ข้าบ่มเพาะวิถีมาร!
โชคดีที่ข้าไม่ได้บ่มเพาะเต๋าไร้ใจ มิฉะนั้นข้าคงร่วงลงจากขอบเขตจักรพรรดิไปแล้ว!”
“เต๋าไร้ใจ?”
หลี่หรานพูดอย่างอยากรู้อยากเห็น “มีวิถีมารแบบนั้นด้วยหรือ?
ทำไมศิษย์ถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนั้น?”
“อุ๊ฟ วิถีมาร?”
เหลิงอู่เหยียนไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“ถ้าอวี้ชิงหลันได้ยินคำพูดเหล่านี้ นางอาจจะโกรธจนตายเลยก็ได้”
/////
[TL: เพลงวาฬที่กลายร่างเป็นเกาะอันโดดเดี่ยว(化身孤岛的鲸)
ผมใช้ชื่อจากช่อง HUAMU TH ที่แปลเพลงนี้ไว้
ลองไปฟังกันดูได้]
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved