ตอนที่ 118

ทั่วทั้งลานเงียบลง

ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างสูงตรงหน้า

มีทั้งความหวาดกลัว ความเกลียดชัง

และความตื่นเต้น...

หลี่หราน

ชื่อนี้เป็นเหมือนเมฆดำที่กดทับหัวใจของทุกคน

ทำให้พวกเขาหายใจไม่ออก

ผู้คนของวิถีธรรมที่ยุ่งอยู่กับการแลกเปลี่ยนคำทักทายเปลี่ยนเป็นซีดเซียว

บางคนที่ถูกเขาทุบตีในงานชุมนุมล่าปีศาจยืนตัวสั่นและหวาดกลัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ในขณะเดียวกัน ผู้บ่มเพาะวิถีมารต่างก็ตื่นเต้น

ในที่สุดผู้นำของพวกเขาก็มาถึง

“นี่คือปีศาจอันดับหนึ่ง?”

“หล่อมาก!”

“ฮึ่ม! ขาของหลินหลางเยว่คงจะสั่นด้วยความกลัวแล้วล่ะสิ?”

“พวกวิถีธรรมนั้นอวดดีมิใช่หรือ? คุยกันต่อสิ!”

“ท่านสนใจจะบ่มเพาะแบบคู่กับข้าหรือไม่?

ข้าทำได้เกือบทุกท่วงท่า!”

มุมปากของหลินหลางเยว่กระตุกครู่หนึ่งก่อนที่คลื่นลูกใหญ่จะปรากฏขึ้นในดวงตาที่สงบของนาง

นางนึกถึงฝันร้ายที่น่ากลัวนั้น

นางได้รับบาดเจ็บสาหัสและเกือบจะเสียชีวิตหลายครั้ง

แต่นางก็สามารถต้านทานมันได้ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

นั่นคือการเอาชนะหลี่หรานและพิสูจน์ตัวเอง!

นางจะตอบแทนความอัปยศอดสูในวันนั้นกลับคืนไปนับสิบเท่า!

นางหลับตาลงและพยายามสงบสติอารมณ์ให้มากที่สุด

ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา...

เยว่เจียนหลี่มองไปที่ร่างนั้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสุข

“หลี่หราน ในที่สุดข้าก็ได้พบเจ้าอีกครั้ง...”

ฝีเท้าของนางขยับและอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหาเขา

แต่ทันใดนั้นร่างกายของนางก็ต้องแข็งทื่อไปในทันที

หญิงสาวที่มีรูปร่างสง่างามและสวมผ้าคลุมสีดำเดินไปที่ด้านข้างของหลี่หรานและมองเขาอย่างเสน่หา

มันคือฉินหรูเหยียนแห่งนิกายเหอหวน!

ขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน ฉินรูเหยียนก็ปิดปากของนางและหัวเราะ

นางดูเหมือนจะใกล้ชิดกับเขามาก

“ทำไมเขาถึงพูดคุยและหัวเราะกับนังแม่มดนั่น?

นางมาจากนิกายเหอหวน...”

เยว่เจียนหลี่จ้องมองทั้งสองคนอย่างว่างเปล่า

มือของนางที่ถือดาบอยู่สั่นเทา

ฉินหรูเหยียนพูดอย่างนุ่มนวล “เซิงจื่อหลี่

เจ้ามาแล้ว”

หลี่หรานตอบกลับอย่างเฉยเมย “ใช่”

“วิหารโหยวหลัวอยู่ไกลจากที่นี่มาก

ข้าไม่ได้คาดหวังว่าเจ้าจะมาถึงเร็วขนาดนี้”

หลี่หรานตอบกลับอย่างลวกๆ “ลมดีมาก

ความเร็วก็เลยเพิ่มขึ้น”

เขาไม่โง่พอที่จะเปิดเผยเรื่องค่ายกลเคลื่อนย้าย

“ฮิฮิฮิ เจ้านี่มีอารมณ์ขันจริงๆ”

ฉินหรูเหยียนหัวเราะเบาๆ

“……” หลี่หรานพูดไม่ออก

เขาจะมีอารมณ์ขัน?

แต่รอยยิ้มแบบนั้นของนางมันอะไรกัน?

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของเยว่เจียนหลี่

ฉากนี้ได้กลายเป็นเครื่องแสดงถึงความสัมพันธ์ที่น่าสงสัยของพวกเขา

ในขณะนั้นเอง

ไป๋เจียงเย่เดินเข้ามาและพูดว่า “นี่ต้องเป็นเซิงจื่อหลี่ใช่ไหม?

ข้าได้ยินชื่อของเจ้ามานานแล้ว ยินดีที่ได้รู้จัก”

หลี่หรานงงงวย “เจ้าคือ?”

ไป๋เจียงเย่ตอบว่า “นรกานต์ขุมแรกของนิกายคุกมรณะ

ไป๋เจียงเย่”

[TL: เซิงอวี่ = คุกมรณะ, นรกานต์ = นรก]

หลี่หรานเลิกคิ้ว

มันเป็นเขา?

คนผู้นี้มีภูมิหลังบางอย่าง

นิกายคุกมรณะมีทั้งหมดสิบแปดขุม ไล่จากขุมที่สิบแปดขึ้นไป

ยิ่งขั้นสูงขึ้นสถานะก็จะยิ่งสูงขึ้น

ส่วนที่ว่าอยู่ในขุมไหนไม่ได้ขึ้นกับความแข็งแกร่งหรือศักยภาพ

แต่เป็นจำนวนคนที่ฆ่าไป

ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งฆ่าคนได้มากเท่านั้น

และสถานะของพวกเขาก็จะยิ่งสูงขึ้น สำหรับวิธีการนั้นไม่มีใครมาสนใจ

และไป๋เจียงเย่คนนี้ก็สังหารคนจนเลื่อนจากขุมสิบแปดไปยังขุมแรก!

ยิ่งก้าวขึ้นไปบนภูเขาซากศพก็ยิ่งเข้าใกล้ความเป็นผู้นำนิกาย!

เขามีสมญานามว่า ‘นักฆ่าสีขาว’

อย่างไรก็ตาม เขามักจะทำตัวต่ำต้อยและไม่ค่อยแสดงตัว

นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่หรานได้เจอเขา

“ยินดีที่ได้รู้จัก”

หลี่หรานพยักหน้าและไม่พูดอะไรอีก

รอยยิ้มของไป๋เจียงเย่นั้นสดใส และเขาก็ไม่ได้ดูเหมือนฆาตกรเลย

เมื่อมาถึงจุดนี้ บุคคลสำคัญของวิถีธรรมและวิถีมารต่างก็มาถึงแล้ว

ทุกคนจ้องตากันเหมือนเสือจ้องเหยื่อและบรรยากาศก็กลายเป็นจริงจังขึ้นมาทันที

ในขณะนั้นเองที่หลินหลางเยว่เดินออกมา

เสียงที่ชัดเจนและเย็นชาของนางก้องไปทั่วจัตุรัส

“ข้า หลินหลางเยว่ ศิษย์สายตรงของสถาบันเทียนซู ข้าแน่ใจว่าทุกคนรู้จักข้า”

เหล่าศิษย์ของวิถีธรรมต่างตอบสนองในขณะที่วิถีมารต่างแสดงความรังเกียจ

หลินหลางเยว่ไม่สนใจและพูดต่อ “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทุกคนแตกต่างกันและไม่มีแผนที่จะทำงานร่วมกัน

แต่ตอนนี้สิ่งต่างๆต่างออกไป”

“สัตว์อสูรแห่งเทือกเขาสือว่านกำลังออกอาละวาดและราชาอสูรน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าจะเป็นวิถีธรรมหรือวิถีมาร มันคือหายนะของมวลมนุษยชาติ!

“ดังนั้น

ก่อนที่เราจะระบุแหล่งที่มาของการเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินี้ได้

ข้าหวังว่าทุกคนจะวางอคติลงและหารือเรื่องการต่อสู้กับคลื่นสัตว์อสูรด้วยกัน!”

คำพูดเหล่านี้ถูกต้องและเป็นไปตามบรรยากาศของวิถีธรรม

อย่างไรก็ตาม

คนฉลาดรู้ว่าคำพูดเหล่านี้ค่อนข้างไร้สาระ

ถ้าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับราชาสัตว์อสูรจริงๆ

เพียงแค่ขอบเขตสร้างรากฐาน แก่นทองคำ หรือแม้แต่กำเนิดจิตวิญญาณจะไปหยุดหายนะนี้ได้อย่างไร?

ถึงตอนนั้นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จากนิกายต่างๆจำเป็นต้องเคลื่อนไหว

มันไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขาที่จะต่อสู้อยู่ที่นี่!

การเคลื่อนไหวที่ผิดปกตินี้น่าจะเกิดจากการปรากฏขึ้นของสมบัติประหลาด

และขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้ได้ครอบครองมัน!

ดังนั้นจึงไม่มีใครตอบรับ

หลินหลางเยว่ดูเหมือนจะมองเห็นความคิดของทุกคน

“ถ้ามันเป็นสมบัติหายากจริงๆ เราก็คงต้องพึ่งตัวเอง

ข้าแค่หวังว่าจะไม่มีใครแทงข้างหลังกันก่อนที่เรื่องนี้จะได้รับการยืนยัน!”

คำเหล่านี้เข้าถึงหัวใจของทุกคน

คนของวิถีธรรมตอบรับทันที

“ข้าสนับสนุนคำพูดของนางฟ้าหลิน”

“ใช่แล้ว เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ

เราควรละวางความบาดหมางไว้ชั่วคราว”

หลินหลางเยว่หันไปมองผู้บ่มเพาะวิถีมาร

“พวกเจ้าล่ะคิดอย่างไร?”

ผู้บ่มเพาะวิถีมารก็ถูกล่อลวงเช่นกัน

แต่ไม่มีใครพูดอะไร สายตาของพวกเขาทั้งหมดจับจ้องไปที่หลี่หราน

ราวกับว่ากำลังรอให้เขาตัดสินใจ

หลี่หรานหรี่ตามองหลินหลางเยว่อย่างจริงจัง

สตรีนางนี้เปลี่ยนไป

จากบุคลิกที่สันโดษก่อนหน้านี้ นางจะไม่ทำตัวโดดเด่นอย่างการเป็นผู้นำในการจัดการสถานการณ์และพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้

และแววตาของนาง...

ดูเหมือนจะแสดงท่าทีต่อต้านเขา?

“น่าสนใจ” หลี่หรานยิ้ม “วิหารโหยวหลัวของข้าตกลง”

ทันทีที่เขาพูดจบ ฉินหรูเหยียนก็พยักหน้า

“นิกายเหอหวนไม่มีข้อคัดค้าน”

มุมปากของเยว่เจียนหลี่กระตุกเมื่อเห็นสิ่งนี้

และใบหน้าของนางก็ซีดลง

ไป่เจียงเย่ยักไหล่และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “นิกายเซิงอวี่ก็เช่นกัน”

หลินหลางเยว่พยักหน้า “เอาล่ะ

ในเมื่อทุกคนไม่มีข้อคัดค้าน ดังนั้นทุกนิกายจะส่งตัวแทนไปตรวจสอบสถานการณ์”

พูดจบนางก็หันหลังกลับและจากไป

หลี่หรานหรี่ตาลงขณะที่เขามองไปที่ด้านหลังของนาง

หลินหลางเยว่แข็งแกร่งขึ้น

ไม่ใช่แค่แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย เขาไม่สามารถมองผ่านขอบเขตที่แน่นอนของนางได้ด้วยซ้ำ

ฉินหรูเหยียนยืนอยู่ข้างๆเขาและพูดด้วยเสียงแผ่วเบา

“นางเข้าสู่ดินแดนอาสัญฆาตมา นั่นคือพื้นที่ต้องห้ามของสถาบันเทียนชู

ว่ากันว่าใครก็ตามที่สามารถออกมาจากที่นั่นทั้งเป็นได้จะเติบโตอย่างรวดเร็วในการบ่มเพาะ”

อืมม

หลี่หรานพยักหน้า

เยว่เจียนหลี่บังเอิญเดินผ่านหน้าพวกเขา

ขณะที่หลี่หรานกำลังจะทักทาย อีกฝ่ายก็พ่นลมออกทางจมูกและจากไป

“???”

หลี่หรานเกาศีรษะของเขา

‘เกิดอะไรขึ้น? มีใครไปยั่วยุนาง?’

/////