ตอนที่ 94

เมืองหลงไห่

หลินเซวียนได้กลับมายังที่พักของเขาแล้ว เมื่อมองไปยังวัตถุดิบเลื่อนขั้นระดับสูงจำนวนมากที่กองพะเนินอยู่บนเตียงเขาก็รู้สึกทั้งกังวลและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน

เขาสังหารราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ไปทั้งหมด8ตัวและได้วัตถุดิบเลื่อนขั้นระดับสูงมาทั้งหมด25ชิ้น

ตอนนี้เลเวลของเขาเองก็เป็นเลเวล9ขอบเขตที่6แล้ว คัมภีร์อาชีพสีทองเองก็ผสานแล้วและวัตถุดิบเลื่อนขั้นเองก็พร้อมแล้วเช่นกัน

เขาสามารถเลื่อนขั้นได้ทันที

“เลื่อนขั้น!”

หลินเซวียนพึมพำกับตัวเองเบาๆและคลิ๊กที่สัญลักษณ์ลูกศรบนหน้าต่างข้อมูล

ม้วนคัมภีร์อาชีพทรราชย์และวัตถุดิบเลื่อนขั้นระดับสูง5ชิ้นพุ่งเข้าไปในร่างของเขาพร้อมๆกันและแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสงบางเบาผุดเข้าไปใต้ผิวหนังของเขา

คลื่นความเบาสบายชะล้างกวาดผ่านไปทั่วร่างของเขา

หลินเซวียนปิดตาลงอย่างอดไม่ได้

ความรู้สึกเวลาที่ทรงพลังขึ้นมันช่างน่าเสพติดอะไรขนาดนี้

หลังจากเงียบไปซักพักหลินเซวียนก็เปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้ง

[ชื่อ : หลินเซวียน]

[ระดับ : เลเวล1ขอบเขตที่7]

[อาชีพ : ทรราชย์]

[แก่นแท้ : 0/1ล้าน]

[ค่าสถานะ : ความอดทน 442 , พละกำลัง 125 , พลังจิต 135 , ความเร็ว 125]

[สกิล : กายาหนาม , กายาเหล็ก , เกราะกระดูกครอบจักรวาล , เปลือกพฤกษาบรรพกาล , ความโกรธเกรี้ยวของราชันย์ปิศาจ , ตรวจจับขั้นสูง , ตรวจสอบ , ปลอมแปลงขั้นสูง , ร่างแยกขั้นสูง , ความเร็วสายฟ้าฟาด...]

[อุปกรณ์สวมใส่ : ค้อนโล่ราชันย์มังกรดิน , โล่นักล่ามังกร , ชุดเซ็ตจ้าวเหนือหัว , ชุดเซ็ตโล่ปราการ , ชุดเซ็ตหมอพิษ , ชุดเซ็ตเพลิงปิศาจ , ชุดเซ็ตพิษร้าย...]

[ไอเทม : คลิ๊กเพื่อแสดงไอเทมเพิ่มเติม]

“ในที่สุดก็กลายเป็นนักสู้ขอบเขตที่7ซักที ตอนนี้ก็พอมีพลังปกป้องตัวเองได้บ้างแล้วและไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพวกเทพๆสังหารในพริบตาอีกต่อไป”

หลินเซวียนถอนหายใจ

เขามาไกลจากนักกู้ซากขององค์กรเจอร์มินอล..กลายเป็นสมาชิกกองพลก่อสร้างและตอนนี้ตัวเขาก็กลายเป็นนักสู้ขอบเขตที่7ไปแล้ว

เขาค่อยๆก้าวขึ้นมาทีละก้าว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำตัวต่ำติดดินและขยันขันแข็งโดยไม่กล้าหย่อนหยานมาโดยตลอด

“ความสำเร็จของเราในตอนนี้ทั้งหมดต้องขอบคุณความหมั่นเพียรในการฝึกฝนขนานแท้!” หลินเซวียนถอนหายใจ

ไม่นานหลังจากหลินเซวียนตัดผ่านสู่ขอบเขตที่7 ประตูแสงที่เชื่อมต่อไปยังภูเขาอัสนีร่วงก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังจะคลืบคลานออกมาจากความว่างเปล่าและผสานเป็นหนึ่งกับโลกใบนี้

เสาแสงอัสนีพวยพุ่งออกมาจากประตูแสงสู่แดนลับและพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า

กระทั่งคนที่อยู่ห่างออกไปนับพันกิโลเมตรก็ยังสามารถมองเห็นประกายอัสนีเจิดจ้านี้ได้อย่างชัดเจน

สมาชิกของกองพลก่อสร้างสาขาเมืองหลงไห่ต่างพากันตกตะลึงและหวาดกลัว พวกเขาจับจ้องมองดูประตูแสงสู่แดนลับและไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปใกล้

ฉู่เผิงเฉิงรีบใช้เครื่องมือสื่อสารภายในของกองพลก่อสร้างติดต่อไปยังศูนย์หลักในทันที

คนที่รับสายจากทางฝั่งศูนย์หลักเองก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำอธิบายของอีกฝ่าย

“นั่นคือการเลื่อนขั้นของแดนลับ!”

...

กองพลหลักของกองพลก่อสร้างนั้นตั้งอยู่ที่เมืองจิง ที่แห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของต้าเซี่ยและยังเป็นหนึ่งในเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

หลังจากได้รับสายจากฉู่เผิงเฉิง ทางศูนย์หลักก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาเล็กน้อย

อย่างไรก็ตามคนที่ศูนย์หลักนั้นล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์กันทั้งนั้น หลังจากหลุดอาการเพียงเล็กน้อยพวกเขาก็ได้สติกลับมาในชั่วพริบตา

บนโต๊ะประชุม นักสู้ขอบเขตที่9สามคนกำลังนั่งล้อมวงคุยกัน

คนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะคือสตรีชราที่มีผมขาวทั่วหัวหากแต่ยังดูกระฉับกระเฉงยิ่งนัก บนใบหน้าของเจ้าหล่อนมีรอยเหี่ยวย่นไม่มากนักและไม่อาจสัมผัสได้ถึงความแก่ชราอันเป็นความรู้สึกแบบเดียวกับคนแก่ได้จากตัวเธอเลย

คนที่นั่งถัดจากเธอคือชายวัยกลางคนร่างกำยำที่มีแขนข้างเดียว เขาสูงราวสองเมตรและถึงแม้จะนั่งอยู่ก็ยังดูสูงจนน่าสะพรึง ทุกครั้งที่เขาขยับก้นก็มักจะทำให้เก้าอี้ตัวเล็กๆนั้นต้องส่งเสียงกรีดร้องออกมา

คนที่นั่งถัดออกไปจากเขาคือชายหนุ่มที่มีผมทรงฉวัดเฉวียน หากแต่เขากลับเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นรูบิคในมือ

คนทั้งสามนี้คือเย่หลี่เจียง กัวเชี่ยนฉือและหว่านโหยวซี

ภายในกองพลก่อสร้างนั้นมีนักสู้ขอบเขตที่9อยู่ทั้งสิ้น6คน

ในบรรดาพวกเขานักสู้ขอบเขตที่9อีกสามคนที่เหลือนั้น สองคนเฝ้าคุ้มกันแดนลับมหึมาสองแดนที่กองพลก่อสร้างควบคุมอยู่อย่าง – ซากปรักหักพังคุนหลุนและภูเขาเศษวิญญาณ

ส่วนผู้เชี่ยวชาญขอบเขตที่9คนสุดท้ายอยู่ที่แนวหน้าของเมืองบาดาลภายในทะเลตะวันออก

“เหล่ากัวมั่นใจนะว่าเป็นการเลื่อนขั้นของแดนลับ?” เย่หลี่เจียงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

กัวเชี่ยนฉือพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำอีก “มั่นใจเต็ม100 สถานการณ์นี้เหมือนกับการเลื่อนขั้นของเมืองแสงสุริยันที่อยู่ในการควบคุมของอินเดียเมื่อตอนนั้นไม่มีผิด ตอนนั้นฉันเองก็ได้เห็นมันมาแล้วกับตาตัวเอง”

“การเลื่อนขั้นของแดนลับนั้นเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างใหญ่โต มันจะดึงดูดสายตาละโมบของพวกองค์กรอื่นๆอย่างแน่นอน” หว่านโหยวซีเอ่ยทั้งๆที่ยังคงเล่นรูบิคในมือและไม่เงยหน้าขึ้นมอง

“เมื่อปีก่อนอินเดียได้ทำการควบรวมขุมกำลังใกล้เคียงจนสิ้น พวกนั้นทะเยอทะยานและแอบลุกล้ำพื้นที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพวกเรามาแล้วหลายต่อหลายครั้ง”

“นอกจากนี้ยังเคยมีองค์กรที่ชื่อเจอร์มินอลซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของกองพลก่อสร้างเราอีก ตอนนี้ยืนยันได้แล้วว่าองค์กรนั้นมันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของทุ่งราบมหาสวรรค์”

“ด้วยการเลื่อนขั้นของแดนลับภูเขาอัสนีร่วง อินเดียและทุ่งราบมหาสวรรค์จะต้องเข้าโจมตีแน่นอน พวกเราจะรีบไปให้ถึงชายแดนให้ไวที่สุดเพื่อหยุดพวกมัน”

แกร๊ก

รูบิคถูกวางลงบนโต๊ะ

กัวเชี่ยนฉือชี้ไปที่รูบิคลูกนั้น “ยังแก้ไม่เสร็จเลยนี่”

หว่านโหยวซีเอ่ย “หาเรื่องรึไง?”

“ใครบอกว่าการเล่นรูบิคต้องแก้มันให้ได้? ฉันแค่สนุกไปกับการหมุนมันก็เท่านั้น”

กัวเชี่ยนฉือแค่นเสียงเยาะ “ครั้งที่แล้วที่นายเล่นบิลเลียตก็พูดแบบนี้”

สีหน้าของหว่านโหยวซีไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด “นั่นก็เพราะฉันไม่รู้กฏของบิลเลียตต่างหาก”

เย่หลี่เจียงไม่สนใจคนทั้งสองที่กำลังกัดกันแต่หลังจากคิดอยู่ซักพักเธอก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กัวเชี่ยนฉือนายไปทิศตะวันตกเฉียงใต้ หว่านโหยวซีนายไปยังทะเลตะวันออก”

“เข้าใจแล้ว”

...

ภายในป่าเขตร้อนทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของต้าเซี่ย

สถานที่แห่งนี้ดูราวกับคุกสีเขียวก็ไม่ปานและพืชพรรณทั้งหมดนั้นต่างเติบโตอย่างบ้าคลั่ง

ปรากฏของแดนลับนั้นดูเหมือนจะแผ่พลังงานประหลาดซึ่งส่งผลให้พืชพรรณเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็วออกมา

สภาพแวดล้อมที่นี่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัยของนักสู้ย่างยิ่ง กองพลก่อสร้างขึ้นไม่ได้มาตั้งป้อมที่นี่แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามที่แห่งนี้นั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นชายแดนของต้าเซี่ยมาก่อน

กัวเชี่ยนฉือยืนอยู่ข้างชายแดนและย่อตัวลงข้างๆหินเขตแดน เขาใช้แขนข้างที่เหลือดึงเถาวัลย์ที่ปกคลุมหินเขตแดนออกไป

กระทั่งนักสู้ขอบเขตที่6ก็ยังทำลายเถาวัลย์พวกนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ

หากแต่เมื่ออยู่ในมือของกัวเชี่ยนฉือพวกมันกลับดูราวกับถุงพลาสติกที่สามารถฉีกได้อย่างง่ายดาย

“หินเขตแดนไม่อาจโสมมได้” กัวเชี่ยนฉือพึมพำกับตัวเอง “ยิ่งไปกว่านั้นคนภายนอกก็ห้ามผ่านโดยเด็ดขาด”

หลายร้อยเมตรห่างออกไปจากเขา นักสู้ชาวอินเดียผิวแทนคนหนึ่งจู่ๆก็ชะงักฝีเท้า

ภายในป่าฝนแห่งนี้มีดวงตาหลายคู่ที่ดูเหมือนกำลังจับจ้องที่แห่งนี้อยู่

“นายหยุดฉันได้แต่นายจะหยุดคนอื่นได้หรอ?” เขากล่าวออกมาด้วยภาษาจีนพังๆติดสำเนียงอินเดีย

กัวเชี่ยนฉือยังคงดึงเถาวัลย์ออกจากหินเขตแดน เขาไม่แม้แต่จะหันหลังไปมองด้วยซ้ำ “ถ้าอยากสู้ก็สู้สิจะพูดให้มากความทำไม?”

นักสู้ชาวอินเดียหยิบขลุ่ยออกมาและเริ่มบรรเลงเพลงที่ฟังดูคลุมเครือและแปลกประหลาด

ภายในเพลงนั้นแฝงเอาไว้ด้วยอารมณ์

จากนั้นจู่ๆเสือดำขนเรืองแสงตัวหนึ่งจู่ๆก็พลันกระโดดออกมาจากทางด้านหลังของกัวเชี่ยนฉือ

กงเล็บอันแหลมคมของมันเปล่งประกายเย็นเยียบราวกับเก็บเกี่ยวชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน

กัวเชี่ยนฉือในที่สุดก็หันมามอง

จากนั้นเขาก็ปล่อยหมัดธรรมดาๆออกไป

หมัดของเขาปะทะเข้ากับกงเล็บของเสือดำ

ตูม!

กัวเชี่ยนฉือผงะถอยออกไปหลายก้าว

หากแต่ฝ่ายเสือดำนั้นกลับดูเหมือนจะถูกพลังมหาศาลทุบจนเละ ขนและเลือดเนื้อบริเวณอุ้งเท้าขวาของมันระเบิดจนกลายเป็นหมอกเลือดเหลือทิ้งไว้เพียงกระดูกสีขาว ร่างกายเองก็ถูกส่งปลิวออกไปชนกับต้นไม้หลายต่อจนล้มระเนระนาด

หากแต่ลมหายใจของมันนั้นกลับหนักหน่วงและใกล้จะตายเต็มแก่

นักสู้ชาวอินเดียมองไปที่กัวเชี่ยนฉือด้วยแววตาลึกล้ำก่อนจะเก็บขลุ่ยลงไป เขาเลือกที่จะละทิ้งเสือดำและหลบหนีไปทันที

เพียงเสี้ยวพริบตาเดียวนักสู้ชาวอินเดียผู้นั้นก็หายเข้าไปในป่าฝนอันกว้างใหญ่

กัวเชี่ยนฉือในที่สุดก็จัดการกับเถาวัลย์ทั้งหมดบนหินเขตแดนได้เสียทีและพึมพำกับตัวเองออกมา “ก็บอกแล้วว่าอย่ามา ตอนนี้เห็นไหมว่าฉันต้องลงมือฆ่าหนึ่งในสัตว์เลี้ยงของพวกแกไปอีกตัวแล้ว”

สายตาที่สอดส่องมาจากภายในป่าฝนเองก็พากันหายไปคู่แล้วคู่เล่า