ตอนที่ 129

ราตรีค่อยๆมาเยือน

หลังจากยุ่งวุ่นวายมาตลอดทั้งวัน ท่านอาจารย์หลินเซวียนจึงค่อยเก็บข้าวเก็บของและมุ่งตรงกลับที่พัก

ในช่วงที่ผ่านมานี้ตัวเขาได้ซื้อวัตถุดิบมาเป็นจำนวนมากในราคาสูงและทำให้มู่หยางกับนักทำโพชั่นคนอื่นๆกดดันอย่างรุนแรง

คำสั่งซื้อโพชั่นที่ทางกองพลก่อสร้างสั่งมานั่นก็คือฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐแล้ว

ตัวเขาชนะในสงครามเงินตราครานี้ตามคาด

“คำสั่งซื้อของกองพลก่อสร้างนี่ค่อนข้างเยอะทีเดียว พวกนั้นถึงขั้นสั่งโพชั่นแผลสายฟ้าขั้นพื้นฐานตั้ง1000ขวด...ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องการเพียงเกรดที่สูงกว่าเกรดสีฟ้าอีกด้วย”

หลินเซวียนยิ้ม

ต้องขอบคุณคำสั่งซื้อจากทางกองพลก่อสร้างที่ทำให้เขาได้เงินมากว่า8ล้านแก่นแท้

บวกกับแก่นแท้ที่ได้จากการรับทำอุปกรณ์สวมใส่ทำให้รายรับของเขาเกินกว่า10ล้านไปแล้ว!

แม้เขาจะใช้แก่นแท้จำนวนมากไปกับการซื้อวัตถุดิบในราคาสูงเช่นกันแต่หลินเซวียนก็ถือได้ว่าได้สร้างชื่อแล้ว ในอนาคตมู่หยางกับนักทำโพชั่นคนอื่นๆจะไม่มีทางอยู่รอดได้อย่างแน่นอนและชื่อเสียงของพวกเขาเองก็พังยับไปแล้ว

“อัพเลเวลก่อนแล้วกัน”

หลินเซวียนใช้แก่นแท้ไป3ล้านเพื่ออัพเลเวลขึ้นเป็นเลเวล3ขอบเขตที่7 แน่นอนว่าค่าสถานะฟรีที่ได้มาย่อมนำไปลงกับค่าความอดทนตามปกติ ผลลัพธ์นั้นทำให้ค่าความอดทนของเขาทะลุ460แต้มแล้ว

ในเวลาเดียวกันเขาก็ยังนำไข่มุกแดนลับอีก100เม็ดที่เก็บรวบรวมเอาไว้ออกมาและทำการอัพเกรดขอบเขตให้กับสกิลร่างแยกขั้นสูงขึ้นไปอีก

หลังจากอัพเกรดขึ้นเป็นเกรดตำนานทองดำ ความสามารถของสกิลร่างแยกขั้นสูงก็เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง

จำนวนของร่างอวตารที่เขาสร้างได้เพิ่มขึ้นจาก3เป็นห้า!

“หืม? มีบางอย่างผิดปกติ!”

ในเวลานั้นเองร่างอวตารฝึกฝนของเขาจู่ๆก็พลันสังเกตเห็นบางอย่าง ตัวเขาเองก็ชะงักไปเช่นกันและรีบเปลี่ยนมุมมองในทันที

แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามีชายร่างสูงผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมาจากถ้ำใต้ดินและย่างเท้าเข้าสู่แดนรกร้าง

วิญญาณเร่ร่อนแถวนั้นเมื่อได้กลิ่นมนุษย์ก็พากันกระโจนเข้าใส่หากแต่ชายร่างสูงกลับสะบัดดาบเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นหมอกควันกระจายหายไปในอากาศได้อย่างไม่ยากเย็น

จากนั้นชายร่างสูงก็เดินไปยังที่แห่งหนึ่งและหยุดลงก่อนจะลงมือจัดการกับพวกวิญญาณที่อยู่รอบๆทิ้งจนหมด

จากนั้นเขาก็ยืนนิ่งและนำกุญแจสีแดงออกมาจากกระเป๋าก่อนจะค่อยๆสอดมันเข้าไปในอากาศ

พริบตาต่อมาแสงสีแดงก็พลันปะทุออกมาจากกุญแจดอกนั้นและควบแน่นจนกลายเป็นรูปร่างของประตูแสงอย่างรวดเร็ว

จากนั้นประตูแสงบานนี้ก็ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า!

ประตูแสงขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆและมีความผันผวนสูงมากราวกับสามารถปิดตัวลงได้ตลอดเวลา

ชายร่างสูงยังคงไม่หยุดมือ เขาหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าอีกสองดอกและสอดมันเข้าไปในอากาศ ด้วยวิธีการเดียวกันนี้ทำให้ประตูแสงอีกสองบานเปิดขึ้น

ดวงตาของหลินเซวียนสั่นสะท้าน

นั่นน่ะหรอสมบัติลับที่ทางอินเดียใช้ในการเปิดทางเชื่อมระหว่างแดนลับกับแดนลับ?

ในเวลาสั้นๆไม่กี่วินาที นักสู้ชาวอินเดียจำนวนมากก็พากันหลั่งไหลเข้ามา

นักสู้เหล่านี้ต่างพากันก้มหัวให้กับชายร่างสูงด้วยท่าทีเคารพนบนอบ

หลังจากนั้นซักพัก ชายร่างสูงสองคนที่มีลักษณะคล้ายกันก็ผ่านประตูแสงเข้ามา

คนทั้งสามจับจ้องมองกันและพยักหน้าทักทาย

หลินเซวียนสัมผัสได้ถึงความอันตรายอย่างยิ่งยวดจากคนทั้งสาม อีกฝ่ายอย่างน้อยก็ต้องเป็นขอบเขตที่8และมีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นขอบเขตที่8ที่เลเวลสูงกว่าเลเวล7!

จากนั้นเขาก็ลองนับจำนวนของนักสู้ชาวอินเดียที่เข้ามาผ่านทางประตูผันผวนทั้งสามบานดู

“เชี่ย...ทั้งหมด179คน! แถมทุกคนยังเป็นนักสู้ขอบเขตที่7ทั้งหมดเลยด้วย!”

หลินเซวียนเดาะลิ้น

องค์กรใหญ่ๆหลายแห่งนั้นมักจะไม่เผยจำนวนที่แท้จริงของพลังรบระดับสูงให้ผู้ใดรู้

ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ศัตรูอยากจะตรวจสอบแต่ก็เป็นเรื่องยากมาก

ยังไงซะนอกจากนักสู้ขอบเขตที่7ที่จำเป็นต้องทิ้งเอาไว้เฝ้าเมืองแล้ว นักสู้ขอบเขตที่7และเหนือกว่าส่วนใหญ่นั้นมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในแดนลับเสียมากกว่า

พวกเขาจำเป็นต้องเก็บเลเวลและฟาร์มภายในแดนลับเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก

องค์กรใหญ่ๆหลายแห่งยังจำเป็นต้องคุมจำนวนประชากรของพวกอสูรปิศาจเพื่อไม่ให้พวกมันปะทุออกมาจากแดนลับอีกด้วย

หลินเซวียนสังเกตเห็นอะไรบางน่าตกตะลึง

เมื่อนักสู้เหล่านี้ปรากฏกาย วิญญาณที่อยู่ไม่ไกลนักเห็นได้ชัดเลยว่าสังเกตเห็นพวกเขาอย่างชัดเจนและได้กลิ่นเนื้อมนุษย์เช่นกันหากแต่พวกมันกลับมีท่าทีตกตะลึงเพราะอะไรบางอย่างและไม่กล้าเข้ามาใกล้

“หรือพวกนี้จะเจ็บแล้วจำหลังจากโดนเราเล่นงานไปสองรอบ?” หลินเซวียนยกมือขึ้นเกาหัว

“ยังไงก็ตามทางอินเดียส่งนักสู้ขอบเขตที่7กว่า179คนมาในครั้งเดียวแบบนี้ เห็นได้ชัดเลยว่าพวกนั้นมีแผนการใหญ่!”

หลินเซวียนควบคุมยุงดูดเลือดให้ตามหลังพวกเขาไปอย่างเงียบๆ

เขาพบว่าคนทั้ง179นั้นแบ่งกันออกเป็นสามกลุ่ม ชายร่างสูงสามคนคนจะรับหน้าที่เป็นผู้นำแต่ละกลุ่มและพากันแยกย้ายเข้าไปในถ้ำใต้ดินและหลบซ่อนในสถานที่แตกต่างกันไป

หลินเซวียนประหลาดใจยิ่งเมื่อพบว่าในที่ซ่อนที่นักสู้ชาวอินเดียทั้ง3กลุ่มเลือกนั้นมีนักสู้ชาวอินเดียซ่อนตัวอยู่ก่อนแล้ว

รวมกับ179คนนี้ก็เท่ากับว่าพวกเขามีคนอยู่มากกว่า300คน!

“ดี! ทีนี้ก็เจอที่ซ่อนถึงสามจุดในเวลาเดียวกันเลย! นับว่าเก็บเกี่ยวได้ไม่น้อย!”

“ถ้าฆ่าทิ้งได้ทั้ง300คน แผนการในการทำลายกองพลก่อสร้างภายในบรรพตเสี้ยววิญญาณจากภายในของอินเดียคงเป็นหมันแน่!”

หลินเซวียนเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้อง

เหล่าอู๋เคยบอกเรื่องนี้กับเขาแล้วเมื่อตอนที่มายื่นคำสั่งซื้อโพชั่นให้กับทางกองพลก่อสร้าง

เขาบอกว่าในอีกวันหรือสองวันจะมีคลื่นอสูรขนาดใหญ่บุกมา

ผลลัพธ์ของเรื่องนี้ทำให้หอคอยอัสนีต้องอยู่ในสภาพชาร์จพลังงานอยู่ตลอดเวลา

เหล่าอู๋เองยังได้ติดต่อไปกับผู้ที่รับหน้าที่ควบคุมโคโลนี่อีกสองแห่งแล้วด้วย เขาเชื่อว่าถ้าอินเดียคิดจะลงมือครั้งใหญ่ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่พวกมันจะใช้ข้อได้เปรียบจากการโจมตีของคลื่นอสูรขนาดใหญ่ครานี้

หนนี้ทางอินเดียส่งคนกว่า179ผ่านประตูแสงเข้ามาเป็นการยืนยันได้แล้วว่าคำกล่าวของเหล่าอู๋กับคนอื่นๆนั้นเป็นเรื่องจริง

การต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะอุบัติขึ้น!

“แต่จะเป็นยังไงกันล่ะถ้าเราทำให้คนพวกนี้ได้รับความเสียหายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน?”

แผนการต่อสู้ของหลินเซวียนปรากฏขึ้นมาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว

แผนการแรกคือการล่อวิญญาณเข้าโจมตีตามปกติ

หากแต่ไม่นานนักเขาก็ต้องล้มเลิกความคิดนี้ไป

เนื่องจากไม่รู้เลยว่าสิ่งที่พวกนักสู้ชาวอินเดียนำมาด้วยนั้นสามารถทำให้พวกวิญญาณล่าถอยได้จริงหรือเปล่า

“อินเดียควบคุมแดนลับมหึมาเพียงแค่หนึ่งแห่งไม่ใช่หรอ? อย่าบอกนะว่าเป็นไอเทมพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่มีดรอปในเมืองแสงสุริยัน? เมืองแสงสุริยันนี่น่าสนใจดีแฮะ...”

หลินเซวียนไม่รู้แล้วว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

เมืองแสงสุริยันเพียงแห่งเดียวกับมีไอเทมพิเศษถึงสามชนิด ไล่ตั้งแต่ผลสายเลือด กุญแจสุริยันและคริสตัลที่สามารถขับไล่วิญญาณได้!

ต้องรู้ก่อนนะว่าภูเขาอัสนีร่วงเองยังมีแค่ศิลาไขกระดูกสายฟ้าเท่านั้นและบรรพตเสี้ยววิญญาณเองก็มีแค่พระธาตุอย่างเดียว

แน่นอนว่าในโบราณสถานคุนหลุนนั้นมีไอเทมพิเศษมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นรูนแห่งการปกปักษ์ โอสถเลือดเขียวและอื่นๆ

“ได้ยินว่าระดับความอันตรายของเมืองแสงสุริยันไม่สูงมากเป็นสถานที่ที่โคตรจะดี ไม่แปลกใจเลยที่ความแข็งแกร่งของอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงมาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังล้ำเส้นและพยายามจะเข้ายึดครองบรรพตเสี้ยววิญญาณกับโบราณสถานคุนหลุนอีกด้วย...”

หลินเซวียนถอนหายใจภายในใจ

“ในเมื่อพวกวิญญาณไร้ประโยชน์แล้ว...ดูเหมือนคงเหลือแค่ทางเดียว”

หลินเซวียนหยิบปากกากับกระดาษออกมาและเริ่มทำการเขียนจดหมายไม่ระบุชื่อ

เขาเขียนจำนวนของนักสู้ในแต่ละที่ซ่อนรวมไปถึงตำแหน่งและความลึกของที่ซ่อนทั้งสามอย่างละเอียด

หลังจากจัดแจงทั้งหมดนี้เขาก็สร้างร่างแยกขึ้นมาและทำการสวมใส่อุปกรณ์สวมใส่ของดาบพิษ จากนั้นเขาก็ควบคุมร่างแยกให้กลมกลืนไปกับยามราตรีราวกับปลาที่ถูกปล่อยลงน้ำ

ด้วยความสามารถในการลบตัวตนจากอุปกรณ์หลายชิ้นทำให้มันแตะระดับ100%อันเป็นขีดจำกัดไปแล้วเรียบร้อย

ด้วยการที่ตัวตน-100%เช่นนี้ ตราบใดที่เขาเคลื่อนไหวในเงาเขาก็แทบจะสามารถลอบผ่านปลายจมูกของพวกนักสู้ในระดับเดียวกันไปได้อย่างง่ายดาย

กระโจนเพียงไม่กี่ครา ดาบพิษก็มาถึงที่พักของเหล่าอู๋ได้อย่างเงียบเชียบ

หลังจากยัดกระดาษไม่ระบุชื่อเอาไว้บนหน้าต่างที่พักของเหล่าอู๋แล้วและเคาะไปที่กระจกเบาๆเขาก็พลันหายตัวไปในความมืดอีกครั้ง

กระบวนการทั้งหมดนั้นใช้เวลาไม่ถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ

กว่าที่เหล่าอู๋จะคลานออกจากที่นอนและมาเปิดกระจก หลินเซวียนก็อยู่ห่างออกมากว่าร้อยเมตรแล้ว

“ชิ! พวกนิสัยเสียที่ไหนกันที่มาเคาะกระจกบ้านคนอื่นดึกๆดื่นๆ? คนแก่แบบฉันต้องการพลังงานเยอะนะ...ทำไมถึงไม่ปล่อยให้นอนหลับอย่างสงบกันนะ...”

“หือ จดหมายงั้นหรอ?”

เหล่าอู๋ชะงักไปชั่วครู่ เขาเปิดมันดูและทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที จากนั้นท่าทีของเขาก็ดูเหมือนจะมีความสุขขึ้นมาเล็กน้อย

“ถ้าเนื้อความในจดหมายเป็นเรื่องจริงเจ้าสิ่งนี้ย่อมสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับพวกอินเดียอย่างแน่นอน!”

“ยังไงก็ตามพวกเราต้องตรวจสอบดูก่อนถึงจะสรุปได้”

เดิมทีเหล่าอู๋ไม่ได้จริงจังนักแต่หลังจากอ่านจดหมายฉบับนี้แล้วท่าทีของเขาก็พลันเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาและรู้สึกมีชีวิตชีวาราวกับหนุ่มขึ้นอีก20ปี

เหล่าอู๋เปลี่ยนอุปกรณ์สวมใส่และรีบตรงไปหาหลี่เหว่ยกั๋วในทันที หลังจากอธิบายความต้องการของเขาแล้วคนทั้งสองก็มุ่งหน้าไปยังโคโลนี่อีกสองแห่งในทันที

พวกเขาทั้งคู่ไม่ว่าจะคนใดก็ล้วนไม่เชี่ยวชาญในด้านการสอดแนมทั้งนั้น

หากแต่ผู้รับผิดชอบโคโลนี่หมายเลข2กับหมายเลข1นั้นมีอาชีพเป็นนักฆ่าทั้งคู่และค่อนข้างเชี่ยวชาญในด้านการสอดแนมและรวบรวมข้อมูล

ดังนั้นการปล่อยเรื่องนี้ให้กับคนทั้งสองจัดการคงดีกว่า

ผู้นำโคโลนี่หมายเลข2กับหมายเลข1เองก็กำลังหลับอยู่เช่นกัน ในเวลานี้เมื่อถูกปลุกขึ้นมาพวกเขาจึงอดสบถด่าไม่ได้

หากแต่หลังจากได้ยินคำอธิบายของอีกฝ่ายคนทั้งสองจึงมีท่าทีเช่นเดียวกับเหล่าอู๋ ท่าทีของพวกเขาดูกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันที

แขนขาของพวกเขาไม่ได้อ่อนเปลี้ยอีกต่อไปและพวกเขาปรารถนายิ่งที่จะมุ่งหน้าตรงไปยังที่ซ่อนทั้งสามเพื่อทำการสำรวจ

ภายใต้ท้องฟ้านามราตรี เหล่าอู๋และหลี่เหว่ยกั๋วยืนมองดูคนอทั้งสองหายตัวไปด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ

พวกเขาตกตะลึงกับความบ้าบิ่นของคนระดับสูงของอินเดียในครานี้ยิ่งนัก พวกนั้นกลับส่งนักสู้ขอบเขตที่7กว่า300คนเพื่อลอบโจมตีบรรพตเสี้ยววิญญาณ

นอกจากนี้พวกเขายังสงสัยในความแข็งแกร่งของผู้ที่ส่งจดหมายไม่ระบุชื่อผู้นี้ด้วยเช่นกัน

คนผู้นื้ทรงพลังขนาดไหนกันแน่?

อีกฝ่ายกลับหาข้อมูลที่มีรายละเอียดครบถ้วนเช่นนี้มาได้

ในข้อมูลนั้นมีตั้งแต่ตำแหน่งรวมไปจนถึงความลึกของที่ซ่อนแต่ละแห่งเลยด้วยซ้ำ!

นี่มันอัศจรรย์เกินไปแล้ว

ราวสองชั่วโมงให้หลังข่าวคราวที่ทั้งผู้นำโคโลนี่หมายเลข1และ2ทั้งสองคนหามาได้ก็ทำให้พวกเขาตกตะลึงยิ่งนัก

สถานการณ์ที่พวกเขาพบนั้นเป็นไปตามข้อมูลที่จดหมายไม่ระบุชื่อเขียนเอาไว้!

“คนที่ส่งจดหมายนี้มายังไงก็ต้องเป็นนักสู้ขอบเขตที่8อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นตัวเขาน่าจะมีความสามารถในการสืบข้อมูลเหนือยิ่งกว่าพวกเราด้วย”

ผู้นำโคโลนี่หมายเลข2เอ่ยเสียงเข้ม

ตัวเขานั้นยังจำเป็นต้องยอมทิ้งข้อมูลบางส่วนอย่างน่าเสียดาย

เนื่องจากความสามารถในการต่อต้านการสอดแนมของพวกอินเดียนั้นทรงพลังยิ่ง ตัวเขาเองก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้มากนักและทำได้เพียงตรวจสอบจำนวนของอีกฝ่ายอย่างคร่าวๆเท่านั้น

หากแต่ผู้ส่งจดหมายฉบับนี้กลับสามารถบอกจำนวนของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนรวมไปถึงตำแหน่งและความลึกอีกด้วย

อีกฝ่ายต้องทรงพลังแค่ไหนกันถึงทำเช่นนี้ได้?

ผู้นำโคโลนี่หมายเลข1ยกมือขึ้นเกาหัว “นักสู้ขอบเขตที่8...ฉันคิดว่าฉันรู้จักเกือบหมดนะ ฉันเคยเห็นนักฆ่าขอบเขตที่8มาทุกคนแล้ว คนผู้นี้คือใครกันแน่? อย่าบอกนะว่าอีกฝ่ายจงใจปั่นหัวพวกเรา?”

เหล่าอู่เองก็ยกมือขึ้นเกาหัวเช่นกัน

เป็นจริงตามนั้น

นักสู้ขอบเขตที่7นั้นมีอยู่มากมาย

โดยเฉลี่ยแล้วในแดนลับขอบเขตที่7ทุกแห่งจะมีนักสู้ขอบเขตที่7อยู่ราวๆ3000คน

ที่เมืองบาดาลนั้นมีมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นแนวหน้าในการต่อสู้ของกองพลก่อสร้างกับพวกอสูรปิศาจดังนั้นที่นั่นจึงมีนักสู้ขอบเขตที่7รวมตัวกันอยู่มากกว่า5000คน

อย่างไรก็ตามนักสู้ขอบเขตที่8นั้นกลับมีอยู่ไม่มากนัก

มีเพียงราวๆหนึ่งพันคนเห็นจะได้

เหล่าอู๋เอ่ยเสียงเข้ม “หรือจะเป็นกับดักที่พวกสปายของอินเดียวางเอาไว้?”

“ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ”

“หรือว่าผู้ส่งจดหมายนี้จะเป็นคนที่พึ่งจะตัดผ่านขอบเขตที่8แล้วบังเอิญไปทราบสถานการณ์ของพวกนักสู้อินเดียเข้าพอดี?” หลี่เหว่ยกั๋วเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ถ้าแบบนั้นก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงอยู่” ผู้นำโคโลนี่หมายเลข2พยักหน้า “แต่จะอธิบายเรื่องที่เขาไม่ยอมปรากฏตัวแต่เลือกจะใช้จดหมายไม่ระบุชื่อแทนยังไงดีล่ะ?”

นักสู้ขอบเขตที่8ทั้งสี่4ยกพากันเกาหัวอย่างบ้าคลั่ง ไม่เข้าใจเลยว่าผู้ส่งจดหมายไม่ระบุตัวตนผู้นี้แท้จริงแล้วคิดอะไรอยู่