ตอนที่ 52

ปัง!

ผู้จัดการหมายเลข3ตบโต๊ะอย่างรุนแรง

ภ้วยชาบนโต๊ะเอนเอียงไปมาและหล่นลงบนพื้น

หลังจากการตรวจตราเพียงครั้งเดียว นักสู้ที่เขาลงทุนไปมากที่สุดกลับตกตายอย่างไร้สาเหตุ!

โม่หยวรเองก็มีสีหน้ากังวลไม่น้อย “ดูจากสถานการณ์แล้วคนที่สังหารพี่ลั่วน่าจะใช้เวทย์ธาตุไฟครับ พี่ลั่วถูกสังหารแทบจะทันทีและไม่อาจต่อต้านได้เลย...ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้ยังเป็นคนเดียวกับที่สังหารอสูรไปเป็นจำนวนมากอีกด้วย”

หลังจากได้ยินคำอธิบายของโม่หยวนสิ่งที่เขาได้เห็นในเมืองไป๋สุ่ยไม่นานมานี้ก็หวนคืนกลับมาในสมองของผู้จัดการหมายเลข3

บนถนนร้างไร้ผู้คนนั้นมีศพของเสือไหม้เกรียมอยู่ตัวหนึ่ง

ผู้ที่ลงมือสังหารเสือตัวนั้นเองก็เชี่ยวชาญเวทย์ไฟเหมือนกันและยังสามารถปิดงานได้ในการโจมตีเดียว หรือจะเป็นคนเดียวกัน?

“พาฉันไปดูจุดที่หมอนั่นตาย” ผู้จัดการหมายเลข3คำรามเสียงต่ำในลำคอ

โม่หยวนพยักหน้าซ้ำๆ

“เดี๋ยว..เรียกหมายเลข2มาด้วย” หมายเลข3เอ่ย

ไม่นานนักโม่หยวนก็นำหมายเลข2 3และแบล็คไปยังจุดที่ลั่วหลี่สวีเสียชีวิต

แม้จะผ่านมาแล้วว่าสองชั่วโมงแต่บริเวณนี้ยังคงมีกลิ่นไหม้ตลบอบอวล

ดูจากลักษณะรอยไหม้บนพื้นแล้วสกิลที่ใช้น่าจะทรงพลังกว่าบอลเพลิงมากนัก เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นสกิลเวทย์ธาตุไฟระดับสูง

ในฐานะที่เป็นนักสู้ขอบเขตที่6ที่ช่ำชองด้านเวทย์มนตร์ผู้จัดการหมายเลข2จึงบอกได้ทันทีว่ารอยไหม้นี้เกิดจากสกิลระเบิดเพลิง

ดวงตาของผู้จัดการหมายเลข3หรี่แคบลงทันที

ชัดเจนแล้ว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คล้ายกับศพเสือที่พวกเขาเจอที่เมืองไป๋สุ่ยวันนั้นมากนัก

ผู้จักการหมายเลข2รำพึงออกมาเบาๆ “สภาพการณ์แบบนี้มันดูคุ้นๆนะ”

ผู้จัดการหมายเลข3สูดลมหายใจเข้าลึก “เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไป๋สุ่ยตอนนั้น ต้องเป็นคนผู้นั้นแน่! ไหนนายบอกว่าหมอนั่นเป็นแค่หมาป่าเดียวดายและไม่เป็นภัยต่อองค์กรเจอร์มินอลเราไงล่ะ!”

ผู้จัดการหมายเลข2กระแอมเบาๆ “มันมีข้อแตกต่างอยู่นะ”

“แตกต่างงั้นหรอ?”

“หนนี้อีกฝ่ายใช้ระเบิดเพลิงไม่ใช่บอลเพลิง”

ผู้จัดการหมายเลข3 “…”

ผู้จัดการหมายเลข2เองก็ไม่คิดว่าหมาป่าเดียวดายผู้นั้นจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งและลงมือถึงขั้นสังหารสมาชิกแกนหลักขององค์กรเจอร์มินอลลง

ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าในใจลึกๆแล้วผู้จัดการหมายเลข2จะยินดีที่ลั่วหลี่สวีตกตายแต่เขาก็ไม่รู้จริงๆว่าคนร้ายเป็นใคร

ผู้จัดการหมายเลข2หันไปมองแบล็ค แบล็คส่ายหัวตอบเป็นสัญญาณว่าเขาเองก็ไม่ทราบ

จากนั้นทั้งสี่คนจึงกลับไปยังองค์กรและชื่อของฆาตกรผู้นี้ได้ถูกเรียกกันว่า ‘ระเบิดเพลิง’

ระเบิดเพลิง วันถัดมาขณะที่นักสู้ทุกคนกำลังทานอาหารเช้าในโรงอาหารของฐานองค์กรอยู่นั้น ก่อนที่พวกเขาจะทันใดเดินทางไปยังแดนลับเสียงประกาศก็พลันดังกึกก้องไปทั่วฐานขององค์กรเสียก่อน

[เมื่อคืนมีคนนอกที่มีโค้ดเนมส์ว่า ‘ระเบิดเพลิง’ ได้เข้าโจมตีฝูงอสูรที่เตร็ดเตร่อยู่ด้านนอกฐานและสังหารกัปตันของทีมราชันย์ปิศาจ – ลั่วหลี่สวีลงไปจากการลอบโจมตี ตราบใดที่ผู้ใดสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับระเบิดเพลิงคนนี้ได้จะได้รับรางวัลเป็นเงิน5แสนเหรียญและอุปกรณ์เกรดสีม่วง!]

เสียงประกาศดังกึกก้องพาให้เหล่านักสู้ตกตะลึงไปตามๆกัน

หัวหน้าทีมราชันย์ปิศาจลั่วหลี่สวีถูกคนนอกสังหารงั้นหรอ?

หลินเซวียนที่มุดตัวอยู่ในห้องเดี่ยวเองเมื่อได้ยินประกาศนี้ก็สบถออกมาทันที

“ระเบิดเพลิง? โค้ดเน้มส์ห่านี่เลวร้ายกว่าโล่วิญญาณอีก พวกนั้นมันไม่รู้แล้วรึไงว่าจะตั้งชื่อยังไงดี?” หลินเซวียนเบ้ปาก

รางวัลที่ผู้จัดการทั้งสามตั้งเอาไว้นั้นล่อตาล่อใจเป็นอย่างยิ่ง

ทำให้ชั่วพริบตานั้น ‘เบาะแส’ มากมายพากันปรากฏออกมาแต่ทั้งหมดนั้นกลับเป็นของปลอมทั้งสิ้น

หากแต่หลังจากที่หยางเว่ยลงมือสังหารผู้อพยพหลายคนที่ปล่อยข่าวปลอมพวกนี้เหตุการณ์นี้จึงสงบลงบ้าง

แน่นอนว่าท้ายที่สุดก็ปราศจากเบาะแสใดๆ

ทั้งนี้ก็เพราะว่านอกจากหลินเซวียนแล้วไม่มีใครเคยเจอกับ ‘ระเบิดเพลิง’ มาก่อน

ราตรีคืนนั้น

หลินเซวียนเปลี่ยนมาใส่ชุดคลุมอีกครั้งและออกเดินทางสู่แดนรกร้างภายนอกฐาน

หนนี้เขาวางแผนว่าจะสังหารอสูรที่ทรงพลังทั้งหมดในคราวเดียว

อสูรขอบเขตที่1และขอบเขตที่2ที่เหลือนั้นไม่มีประโยชน์ซักเท่าไหร่

การป้องกันของเมืองเครนขาวสามารถสังหารอสูรอ่อนแอระดับนี้ได้อย่างง่ายดาย

ภายในบ้านร้างทางฝั่งตะวันออกของฐานองค์กร โม่หยวนมองไปยังชายหนุ่มสีหน้าเย็นชาเบื้องหน้าด้วยใบหน้าไม่สบายใจ

ชายหนุ่มผู้นี้คือผู้จัดการหมายเลข3 เขาเปลี่ยนมาใส่อุปกรณ์ทั่วๆไปและดูไม่แตกต่างอะไรจากโม่หยวนและนักสู้คนอื่นๆมากนัก

“ท่านคิดว่าระเบิดเพลิงจะปรากฏตัวคืนนี้จริงๆหรอครับ?” โม่หยวนอดถามขึ้นมาไม่ได้

ผู้จัดการหมายเลข3เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “นายสงสัยในความคิดของฉันงั้นหรอ?”

โม่หยวนส่ายหัวอย่างบ้าคลั่ง “ไม่ครับๆ ผมแค่กังวลว่าถ้าอีกฝ่ายจะไม่มาจะไม่เป็นการเสียเวลาท่านไปฟรีๆหรอกหรือ?”

หมายเลข3เอ่ย “เมื่อคืนหมอนั่นสังหารอสูรไป15ตัว เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นทางเหนือของเมืองทะเลสาบตะวันออกทั้งสิ้น ยังไงก็ตามทางฝั่งตะวันออกและใต้ของเมืองนั้นยังมีพวกอสูรอยู่อีกมากและไม่ขาดแคลนอสูรขอบเขตที่5และ6เลย หมอนั่นจะต้องปรากฏตัวในคืนนี้แน่นอน ด้วยโอกาสเจอตัว50%นายคิดว่าฉันจะหาหมอนั่นไม่พบรึไง?”

ไม่นานนักผู้จัดการหมายเลข3ก็เปลี่ยนอุปกรณ์และเปลี่ยนจากชายหนุ่มใบหน้าเย็นชากลายเป็นบุรุษบ้านๆผู้หนึ่ง

“ตั้งแต่นี้ต่อไปฉันคือนักสู้ขอบเขตที่5ธรรมดาๆ นายเรียกฉันว่าพี่สามแล้วกัน”

โม่หยวนพยักหน้า “ครับพี่สาม!”

คนทั้งสองเดินออกจากบ้านร้างทีละคนและรับหน้าที่ตรวจตราแทนนักสู้ขอบเขตที่5ชุดเก่า

นักสู้ขอบเขตที่5ที่รับหน้าที่ตรวจตรารอบก่อนพวกเขาสองคนนั้นนั้นมีลู่หลัวและเหวินเซี่ยงรวมอยู่ด้วย

ลู่หลัวขี้เกียจจะเอ่ยปากแต่เหวินเซี่ยงหันไปพยักหน้าให้โม่หยวนเล็กน้อยแทนการทักทาย

โม่หยวนกระแอมออกมาเบาๆ “จากนี้พวกเราจะรับไม้ต่อ พวกนายสองคนไปพักได้แล้ว”

สายตาของลู่หลัวจู่ๆก็คมกริบขึ้นมาขณะหันไปจ้องผู้จัดการหมายเลข3ด้วยแววตาเย็นเยียบ “คนคนๆนี้คือใคร? ฉันว่าฉันรู้จักนักสู้ขอบเขตที่5ทุกคนนะ”

เหวินเซี่ยงสวมถุงมือและเข้าสู่สภาวะเตรียมต่อสู้ในทันที “หรือจะเป็นสปายจากกองพลก่อสร้าง?!”

ผู้จัดการหมายเลข3 “...”

โม่หยวนที่ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกระซิบให้พวกเขาได้ยินเบาๆ “นี่คือผู้จัดการหมายเลข3”

ลู่หลัวสบถออกมาทันที “หยุดพ่นวาจาไร้สาระ! ใครมันจะไปเชื่อนาย?”

“ลองใช้สกิลตรวจสอบดูเอาสิ” ผู้จัดการหมายเลข3เองก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน

เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรืออับอายดีที่มาเจอกับคนตรวจตราที่เอาการเอางานเช่นลู่หลัว

ลู่หลัวใช้สกิลตรวจสอบและแข็งค้างไปในทันที

เหวินเซี่ยงเองก็ใช้สกิลตรวจสอบเช่นกัน อย่างไรก็ตามหลังจากที่ใช้ไปแววตาของเขายิ่งทวีความระมัดระวังยิ่งขึ้นไปอีก “ทั้งหมดที่ฉันเห็นมีแต่เครื่องหมายคำถาม นายเป็นสปายจริงๆด้วย!”

ผู้จัดการหมายเลข3 “...”

ลู่หลัวกระแอมเบาๆ “ขออภัยด้วยค่ะฉันเข้าใจผิดไปว่าคุณเป็นสปายจากกองพลก่อสร้าง เป็นความผิดของพวกเราเอง”

เธอรีบดึงตัวเหวินเซี่ยงจากไปทันที

ผู้จัดการหมายเลข3ลงทุนปลอมตัวเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ทำไปโดยไร้เหตุผล ต้องมีบางอย่างเลวร้ายเกิดขึ้นแน่ๆ!

หลังจากเดินออกมาห่างพอสมควรแล้วลู่หลัวก็หันไปมองเงาร่างของผู้จัดการหมายเลข3และโม่หยวนที่ค่อยๆถูกความมืดกลืนทับ หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมา

ถ้าไม่มีอะไรผิดคาดเกิดขึ้นโล่วิญญาณน่าจะกำลังออกไล่ล่าอสูรอยู่ในคืนนี้ มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะต้องเผชิญหน้ากับผู้จัดการหมายเลข3!

ผู้จัดการหมายเลข3คือนักสู้เลเวล9ขอบเขตที่6แต่โล่วิญญาณนั้นพึ่งจะก้าวขึ้นมาเป็นขอบเขตที่6เท่านั้น ความแตกต่างทางด้านค่าสถานะของพวกเขานั้นแตกต่างกันถึง72แต้ม!

สีหน้าของลู่หลัวไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่ลึกแล้วเธอกังวลอยู่ไม่น้อย ยังไงก็ตามเธอไม่มีวิธีติดต่อกับโล่วิญญาณจึงทำได้เพียงรอเท่านั้น

“พี่สาวลู่หลัวไปหาอะไรกินที่โรงอาหารกันเถอะ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง” เหวินเซีย่งยิ้มอย่างตรงไปตรงมา

ลู่หลัวส่ายหัว “ฉันมีบางอย่างต้องบอกกับท่านหมายเลข2คงยังไปกินไม่ได้”

กล่าวจบเธอก็วิ่งแจ้นไปยังห้องทำงานของผู้จัดการหมายเลข2ในทันที

ภายในห้องทำงานเธอพบว่าผู้จัดการหมายเลข2กำลังทำงานอยู่อย่าง ‘ขยันขันแข็ง’ ลู่หลัวเคาะประตูไม่กี่ทีเพื่อเรียกหมายเลข2 หลังจากปาดคราบน้ำลายบริเวณริมฝีปากออกแล้วผู้จัดการหมายเลข2ก็เปิดประตูออกอย่างใจเย็น

“ท่านคะบางทีอาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!” สีหน้าของลู่หลัวเคร่งขรึมจริงจัง