ตอนที่ 109

ทุกคนสตั้นกันไปในทันที

จากนั้นเสียงคำรามอันน่าตกตะลึงก็พลันดังมาจากทางยอดเขา! พริบตานั้นดูราวกับว่าท้องฟ้าจะสั่นสะเทือนขึ้นมาก็ไม่ปาน

เหยี่ยวขนาดมหึมาที่มีความยาวปีกกว่าสิบเมตรและมีสายฟ้าพันล้อมรอบกายพลันโผบินออกขึ้นมาจากบนยอดเขา

สายฟ้าสีม่วงถูกปล่อยออกมาจากปากของมัน

อย่างไรก็ตามเหยี่ยวตัวนี้กลับดูเหมือนจะบินได้ไม่ปกตินัก กลับกันดูเหมือนว่ามันกำลังพยายามดิ้นให้หลุดจากอะไรบางอย่าง

ดวงตาของหมาป่าเงินแหลมคมยิ่ง เขาชี้ไปที่จุดดำๆบนหัวของเหยี่ยวยักษ์ตนนั้น “ตรงนั้นเหมือนว่าจะมีคนอยู่ด้วย!”

ทุกคนชะงักกันไปและพยายามเพ่งมองดูก่อนจะพบว่าตรงนั้นมีใครบางคนยืนอยู่บนร่างของเหยี่ยวอัสนีจริงๆ!

เชือกสีทองในมือของเขาพันล้อมรอบคอของเหยี่ยวอัสนีเอาไว้

วิถีการบินของเหยี่ยวอัสนีดูแปลกมาก เห็นได้ชัดเลยว่ามันกำลังพยายามดิ้นให้หลุดจากเชือกนี้

หลินเซวียนเองก็มองขึ้นไปเช่นกัน ด้วยความได้เปรียบจากค่าความอดทนของเขาทำให้สัมผัสทั้งห้าของเขาเหนือกว่าคนอื่นซึ่งก็รวมไปถึงการมองเห็นด้วย

คนที่ยืนอยู่ตรงคอของเหยี่ยวอัสนีนั้นอยู่ในสภาพกึ่งเปลือย กล้ามแขนที่ดูหนาราวกับอิฐของเขากระชับเชือกสีทองเอาไว้แน่น

บนหน้าท้องของเขาเองก็ปรากฏกล้ามเนื้อแปดลูกที่ผ่านการขัดเกลามาเป็นอย่างดี เหงื่อที่ไหลลงมาอาบร่างของเขานั้นสะท้อนแสงจากสายฟ้าระยิบระยับ

ใบหน้าของเขาดูแล้วเป็นโครงหน้าพื้นฐานของคนอินเดียไม่มีผิดเพี้ยน เขามีจมูกใหญ่ ปากกว้าง นวดเครายาวคล้ายสิงโตแต่ดูไม่แก่เท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตามท่าทางโดยรวมของคนผู้นี้ดูแล้วน่าดึงดูดยิ่งนักจนทำให้ใครที่เห็นต่างอยากจะพากันเบือนหน้าหนี

หลินเซวียนโยนสกิลตรวจสอบขั้นสูงออกไปเพื่อดูข้อมูลของอีกฝ่าย

[ชื่อ : ดาท]

[ระดับ : เลเวล7ขอบเขตที่7]

[อาชีพ : ราชันย์อสูร (เกรดสีทอง)]

[แก่นแท้ : 978,281/7ล้าน]

[ค่าสถานะ : ความอดทน216 , พละกำลัง139 , พลังจิต344 , ความเร็ว150]

[สกิล : ราชันย์แห่งเหล่าอสูร (เกรดสีทองดำ) , ผู้เลี้ยงอสูร (เกรดสีทอง) , อสูรเลือดเดือด (เกรดสีทอง) , ควบคุมจิตใจ (เกรดสีทอง) , บุตรแห่งธรรมชาติ...]

[อุปกรณ์สวมใส่ : โล่ทองราชันย์อสูร (เกรดสีทอง) , เชือกทองนักฝึกอสูร (เกรดสีทอง) , ชุดเซ็ตจ้าวแห่งป่า (เกรดสีทอง)...]

‘เชี่ย...สกิลระดับนี้นี่คงอธิบายได้แค่คำว่าหรูหราแล้วมั้ง’ หลินเซวียนครากแรกนั้นประหลาดใจจากนั้นสีหน้าของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความดีใจ

ถ้าฆ่าอีกฝ่ายได้ไม่ใช่ว่าเขาจะรวยเลยงั้นหรอ?

เซี่ยงเทียนซิวปรายตามองคนผู้นี้และขมวดคิ้วมุ่น “ฉันรู้จักหมอนั่น หมอนั่นคืออัจฉริยะรุ่นใหม่ของอินเดีย - ดาท ความแข็งนายร่งและศักยภาพของเขาอยู่ในระดับท็อป5ของสมาชิกรุ่นใหม่ในอิเดียแต่ทำไมหมอนั่นถึงมาอยู่ที่นี่กันล่ะ?”

หลินเซวียนชะงักไป

อิจฉริยะรุ่นใหม่ของอินเดีย?

นี่มันประหลาดอยู่นา ทำไมดาทผู้นี้ถึงแตกต่างจากหลี่อี้ถึงเพียงนั้น

หลี่อี้เป็นสปายของอินเดียที่เข้าสู่แดนลับมาผ่านทางประตูแสง

แล้วดาทล่ะ? หรือเขาจะถูกเคลื่อนย้ายมา?

สีหน้าของเย่อู่ชิวแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย “อย่าบอกนะว่าประตูแสงที่นำมาสู่ภูเขาอัสนีร่วงจะปรากฏขึ้นที่อินเดีย?”

นักสู้ทุกคนพากันอ้าปากค้าง

แดนลับและโลกจริงนั้นเชื่อมต่อกันด้วยประตูแสง

นี่ก็หมายความว่าถ้าแดนลับสามารถเชื่อมต่อกับโลกได้ด้วยประตูแห่งหนึ่งก็ย่อมมีประตูที่สอง สาม สี่ ห้าและหกเช่นกัน

อย่างไรก็ตามการวิจัยนั้นได้เผยออกมาว่าการมีประตูแสงเพียงแห่งเดียวนั้นเสถียรที่สุด แดนลับส่วนใหญ่จึงมีประตูแสงเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

ถ้ามีประตูแสงมากเกินไปและเนื่องจากตำแหน่งของประตูแสงนั้นแตกต่างกันก็อาจจะทำให้พลังงานไม่เท่ากัน ท้ายที่สุดประตูแสงก็จะถูกทำลายลงทีละแห่งเหลือไว้เพียงประตูแสงที่เสถียรที่สุด

ฉู่เผิงเฉิงซึ่งเป็นคนแรกที่สงบสติอารมณ์ลงได้เอ่ยออกมาเสียงขรึม “เป็นไปได้ว่าไม่ใช่ประตูเสถียรแต่เป็นประตูผันผวน”

‘ประตูผันผวน...ฉันว่าฉันเคยเห็นคำนี้มาจากที่ไหนซักที่นะ’ หลินเซวียนพึมพำ เขาหวนนึกดูดีๆและจำได้แล้วว่าเขาเห็นคำอธิบายของสถานที่แห่งนี้มาจากหนังสือที่ได้อ่านในเมืองเครนขาว

ประตูแสงนั้นแบ่งออกเป็นประตูเสถียรกับประตูผันผวน

อย่างหลังนั้นมีความไม่เสถียรสูงมาก ประตูผันผวนสามารถสุ่มปรากฏขึ้นที่ไหนก็ได้ในโลกจริงและจะสุ่มเชื่อมต่อกับแดนลับใดก็ได้ ประตูผันผวนบางแห่งจะคงอยู่เพียงไม่กี่วินาทีขณะที่ก็มีบางแห่งเช่นกันที่สามารถอยู่ได้นับสิบปี

มีความเป็นไปได้เหมือนกันที่นักสู้ซึ่งกำลังกินชาบูและร้องเพลงอยู่ๆแต่จู่ๆกลับโดนประตูผันผวนกลืนเข้ามาและตกลงสู่แดนลับที่แสนอันตราย

เรื่องเช่นนี้หาได้ยากยิ่งแต่ก็ใช่ว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน

การเชื่อมต่อ สำรวจและยึดครองแดนลับของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นมาแล้วนับร้อยปี กฏเกณฑ์และเหตุการณ์ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นล้วนถูกบันทึกเอาไว้

“ไม่ว่าจะเป็นอะไรพวกเราก็ปล่อยให้ดาทรอดไปไม่ได้” เซี่ยงเทียนซิวหยิบคทาของเขาออกมา “เจ้าหมอนี่หาญกล้าถึงขนาดคิดจะเทมราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ ถ้างั้นก็ให้มันได้ตายอยู่ในภูเขาอสันีร่วงนี่แหละ!”

ฉู่เผิงเฉิง เย่อู่ชิวและคนอื่นๆพยักหน้าเห็นด้วย

หลังจากอินเดียควบรวมขุมกำลังของเอเชียตอนใต้ได้แล้วพวกเขาก็พยายามจะข้ามเขาเอเวอเรสต์มาเพื่อรุกรานอาณาเขตดั้งเดิมของต้าเซี่ย พวกเขาโลภมากถึงขั้นหมายตาพื้นที่ของกองพลก่อสร้างเลยทีเดียว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้กองพลก่อสร้างและอินเดียได้สู้รบกันมาหลายต่อหลายครั้ง ทุกครั้งนั้นกองพลก่อสร้างมักจะเป็นฝ่าชนะ หากแต่อินเดียนั้นมีคนอยู่มากมาย ต่อให้เสียนักสู้ขอบเขตที่7ไปซักสิบถึงยี่สิบคนพวกเขาก็สามารถเติมกำลังพลได้อย่างรวดเร็ว หลังจากสู้กันไปสู้กันมากองพลก่อสร้างกลับไม่อาจสลัดอินเดียให้หลุดได้

ตอนนี้ในเมื่อพวกเขามีโอกาสสังหารอัจฉริยะรุ่นใหม่ของอิเดียแน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ทิ้งโอกาสเช่นนี้ไป!

“โจมตี!”

ฉู่เผิงเฉิงตะโกนลั่นและเหล่านักสู้ทั้งหมดต่างพากันโยนสกิลระยะไกลที่ตนมีออกไป

โซ่สายฟ้า แท่งน้ำแข็ง ศรเวทย์ บอลพิษ กระสุนเพลิง ศรเจาะเกราะ ลูกดอกอาบยาพิษ...

พวกเขาต่างใช้ทุกอย่างที่ตนเองมี

นักสู้สายระยะประชิดทำได้เพียงยืนเกาหัวและหยิบหินขนาดเท่ากำปั้นขึ้นมาจากพื้น จากนั้นก็หมุนแขนและเหวี่ยงมันออกไป

ดาทแค่นเสียงเยาะและพยายามควบคุมเชือกสีทองในมือขวาต่อไป ส่วนในมือซ้ายนั้นเขาหยิบโล่สีทองทรงกลมซึ่งมีขนาดใหญ่พอจะกำบังแขนได้ออกมา

เขากลับสามารถทำหลายอย่างพร้อมกันได้ ขณะที่ด้านหนึ่งคอยเทมเหยี่ยวอัสนีนั้นอีกด้านหนึ่งก็คอยป้องกันการโจมตีจากด้านล่าง

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

การโจมตีทั้งหมดปะทะลงบนโล่ทรงกลมสีทองหากแต่พวกมันกลับถูกป้องกันเอาไว้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

หลังจากที่ความเสียหายส่วนใหญ่ถูกโล่ทรงกลมดูดซับไป ความเสียหายส่วนที่เหลือซึ่งถูกส่งไปยังร่างของดาทจึงแทบจะไม่มีผล

“เชี่ย..นั่นมันอุปกรณ์ห่าอะไรกันวะ? ผู้ฝึกอสูรมันจะต้านทานความเสียหายขนาดนั้นได้ยังไง?” หมาป่าเงินก่นด่าด้วยสีหน้าโกรธา

เซี่ยงเทียนซิวเกาหัว “หมอนั่นไม่ใช่ผู้ฝึกอสูรทั่วๆไป ฉันไม่รู้อาชีพของเขาแต่คิดว่าอย่างน้อยน่าจะเป็นเกรดสีทอง ไม่อย่างนั้นแล้วตอนนั้นที่พวกเราสู้กันหมอนั่นจะกันการโจมตีของฉันได้ยังไง? สำหรับหมอนั่นที่เสียเปรียบแค่เล็กน้อยตอนที่สู้กลับฉันจึงนับได้ว่าไม่อ่อนแอเลย”

หมาป่าเงิน “...สหายน้อยถ้าอยากจะพูดเกี่ยวกับอีกฝ่ายก็พูดไปเถอะ แต่ทำไมต้องลากมาชมตัวเองด้วยล่ะ?”

เย่อู่ชิวถามขึ้น “นายเคยสู้กับหมอนั่นมาก่อนงั้นหรอ? ถ้างั้นรู้ไหมว่าความสามารถของโล่นั่นคืออะไร?”

เซี่ยงเทียนซิวผายมือ “พวกเราเคยสู้กันมาก่อนก็จริงแต่ครั้งล่าสุดที่สู้กันนั้นหมอนั่นไม่มีโล่นี่”

“คิดว่าน่าจะเป็นของดีที่หมอนั่นได้มาจากเมืองแสงสุริยันหรือที่ไหนซักที่นั่นแหละ”

กล่าวจบเซี่ยงเทียนซิวก็ยกยิ้มมั่นใจ “ไม่ต้องกังวล! ดูการโจมตีของฉันให้ดีๆ! ในเมื่อฉันเคยชนะหมอนั่นมาหนหนึ่งแล้วยังไงก็ต้องชนะอีกนั่นแหละ!”

กล่าวจบเขาก็รวบรวมพลังเวทย์เอาไว้ที่ปลายคทาและสร้างโซ่ขนามหึมาขึ้นมาในทันที

โซ่นี้มีสายฟ้าพันล้อมและส่งเสียงลั่นออกมาตลอดเวลา

ตัวโซ่นั้นมีความยาวกว่าแปดเมตรจนดูราวกับว่าสามารถพันธนาการได้แม่แต่ยักษ์

เมื่อเห็นเช่นนี้ ดาทที่ขี่อยู่บนคอของเหยี่ยวอัสนีก็พลันแสดงสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย

ในความคิดของเขาคนอื่นนั้นไม่มีอะไร คนเดียวที่เขาต้องระวังมีเพียงแค่เซี่ยงเทียนซิวเท่านั้น

เขาเคยสู้กับเซี่ยงเทียนซิวมาก่อน ตอนนั้นเนื่องจากตัวเขาสูญเสียสัตว์เลี้ยงไปจึงตกเป็นรองเล็กน้อย เขาจึงทำได้เพียงล่าถอยออกจากสนามรบทันทีที่นักสู้ขอบเขตที่8ของอินเดียมาถึง

“โซ่สายฟ้า!”

เซี่ยงเทียนซิวตะโกนออกมาและชี้คทาขึ้นไปบนฟ้า

โซ่สายฟ้าพลันพุ่งขึ้นไปด้วยความเร็วสูง

ราวกับมีมือยักษ์ที่มองไม่เห็นจับโซ่นี้เอาไว้และหมายจะพันธนาการทั้งดาทและเหยี่ยวอัสนี!

ดาทแบ่งความคิดอีกครั้งและทำการอัดฉีดพลังเวทย์เข้าไปในโล่สีทองทรงกลม

พริบตาต่อมาโล่สีทองก็พลันเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าออกมา ในชั่วพริบตานั้นภาพมายาของโล่สีทองขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าสามเมตรก็พลันปรากฏขึ้นมา

เงาโล่นี้ปกคลุมร่างของดาทเอาไว้จนมิดและไร้ซึ่งจุดบอดอย่างสิ้นเชิง

โซ่สายฟ้าของเซี่ยงเทียนซิวเองก็มาถึงในชั่วพริบตา

เปรี้ยง!

สายฟ้าและแสงสีทองเข้าปะทะกัน

พวกมันพันม้วนและถูกทำลายลงในที่สุด

เมื่อแสงเจิดจ้าจางหาย เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าจะพบว่าดาทยังคงนั่งอยู่บนหัวของเหยี่ยวอัสนีอย่างมั่นคงและไม่ขยับตัวเลยแม้แต่นิ้วเดียว

ในทางกลับกันหน้าท้องของเหยี่ยวอัสนีกลับถูกโซ่สายฟ้าโจมตีจนมีเลือดสาดกระจายออกมาจนมันต้องกรีดร้องเสียงหลง

“เฮือก...” ดาทกัดฟันทนความเจ็บปวดและถอนหายใจออกมา

เงาโล่ดูดกลืนพลังทำลายของโซ่สายฟ้าไปกว่าครึ่ง

อย่างไรก็ตามพลังทำลายล้างที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งนั้นดาทก็ต้องทานรับไปเช่นกัน

ร่างของเขาชาหนึ่บไปหลายวินาทีและแขนซ้ายทั้งแขนเองก็ไหม้เกรียม

อย่างไรก็ตามสุดท้ายเขาก็สามารถป้องกันโซ่สายฟ้าเอาไว้ได้สำเร็จ!

ควรจะรู้ด้วยนะว่าครั้งล่าสุดที่พวกเขาสู้กันตัวเขานั้นถูกโซ่สายฟ้าของเซี่ยงเทียนซิวควบคุมเอาไว้อย่างสมบูรณ์ในการปะมือกันยกที่สองเพียงเท่านั้นซึ่งนั่นก็น่าอับอายยิ่งนัก

“ฮ่าๆๆๆ! เซี่ยงเทียนซิวครั้งล่าสุดที่พวกเราเจอกันก็เกือบสองปีมาแล้ว นายแทบจะไม่พัฒนาเลยนี่หว่า!” ดาทกล่าวออกมาด้วยภาษาจีนสำเนียงแปร่งๆพร้อมด้วยสีหน้าเยาะเย้ย

เขายังจำครั้งล่าสุดที่สู้กับเซี่ยงเทียนซิวได้ดี

ตอนนี้ขนาดว่ามือข้างหนึ่งของเขากระชับเชือกสีทองเอาไว้ก็ยังสามารถป้องกันการโจมตีอันทรงพลังของอีกฝ่ายได้ ในความคิดของเขานั้นเขาคือผู้ชนะ!

เซี่ยงเทียนซิวโมโหยิ่งนัก “ไม่ใช่ว่านายชนะฉันซักหน่อย ทำไมถึงได้ดูมีความสุขนัก?”

“แค่ป้องกันการโจมตีของนายได้ก็พอแล้ว” ดาทแค่นเสียงเยาะ “แล้วก็ต้องขอบคุณนายด้วยที่ช่วยฉันโจมตีเหยี่ยวอัสนี ตอนนี้ฉันก็สามารถเทมมันได้ซักที เมื่อถึงตอนนั้นพวกนายทั้งหมดจได้เป็นอาหารของเหยี่ยวอัสนีตัวนี้!”

เซี่ยงเทียนซิวที่ได้ยินก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่

เขาไม่คิดเลยว่าการกระทำไม่ยั้งคิดของเขาจะเป็นการช่วยดาททางอ้อม

ไป๋ชิงเหอถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “เขาขี่เหยี่ยวอัสนีได้ยังไง...พวกเราทุกคนต่างก็มีประสบการณ์กันมาแล้วว่าราชันย์แดนลับมากประสบการณ์นั้นน่ากลัวขนาดไหน”

เย่อู่ชิวคิดอยู่ซักพักและตอบกลับ “บางทีอาจจะเป็นสกิลปราบปรามบางอย่าง เขาน่าจะมีสกิลที่สามารถข่มพวกอสูรได้เป็นพิเศษ”

เมื่อคำกล่าวนี้เข้าหูของหลินเซวียนเขาก็พยักหน้ารับ

พวกเขาพูดถูกแล้ว

เหตุผลที่ดาทสามารถขี่อยู่บนหัวของเหยี่ยวอัสนีได้ก็เพราะสกิล ‘ราชันย์แห่งเหล่าอสูร’ ของเขา

[ชื่อ : ราชันย์แห่งเหล่าอสูร]

[ระดับ : เลเวล1ขอบเขตที่7]

[เกรด : ตำนานสีทองดำ]

[ความสามารถที่1 : สะกดข่มอสูรป่าหรืออสูรปิศาจตนใดก็ได้ (รวมไปถึงราชันย์แดนลับและราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ด้วยเช่นกัน) เมื่อสู้กับคุณค่าสถานะของพวกมันจะลดลง30%]

[ความสามารถที่2 : เมื่อเทมอสูรหรืออสูรปิศาจตนใด (รวมไปถึงราชันย์แดนลับและราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ด้วยเช่นกัน) ความเร็วในการเทมจะเพิ่มขึ้น20%และความสนิทสนมจะเพิ่มขึ้น30%]

ด้วยสกิลนี้ทำให้ดาทกล้าปีนขึ้นไปบนคอของราชันย์แดนลับมากประสบการณ์และพยายามเทมมัน

“เซี่ยงเทียนซิวถ้าฉันจำไม่ผิด คูลดาวน์สกิลโซ่สายฟ้าของนายคือ2นาทีกับอีก18วิสินะ นอกจากโซ่สายฟ้าแล้วนายก็ไม่มีสกิลอื่นที่สามารถโจมตีฉันได้อีก ยังไงก็ตามฉันขอเวลาอีกแค่2นาทีก็เทมเหยี่ยวอัสนีตัวนี้ได้แล้ว!”

ดาทหัวเราะอย่างถือดี หลังจากความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดเขาก็ได้ค้นข้อมูลของเซี่ยงเทียนซิวและถึงขั้นจำระยะเวลาคูลดาวน์ของสกิลไม้ตายของอีกฝ่ายได้เลยทีเดียว

“หลังจากฆ่าพวกนายทั้งหมดแล้วฉันจะกลับไปผ่านประตูผันผวน กองพลก่อสร้างคงจะโมโหกันน่าดูแต่พวกนั้นก็ทำอะไรฉันไม่ได้อยู่ดี!”

เมื่อหลินเซวียนได้ยินดังนี้เขาบังเกิดความคิดขึ้นมา

ดาทรู้ระยะเวลาคงอยู่ที่แน่นอนของประตูผันผวนได้ยังไง?

หรือว่าอินเดียจะได้ไอเทมพิเศษที่หายากมาอีกอย่าง?

หลินเซวียนไม่ทราบแต่ที่เขารู้คือถ้าลากยาวต่อไปดาทอาจจะเทมเหยี่ยวอัสนีสำเร็จจริงๆ

“ถึงเซี่ยงเทียนซิวจะทำอะไรไม่ได้แล้วแต่ยังมีระเบิดเพลิงอยู่นา”

หลินเซวียนควบคุมร่างแยกของเขาให้ก้าวออกไปและรวบรวมพลังเวทย์เรียกใช้สกิลระเบิดเพลิงในทันที

บอลเพลิงขนาดมหึมาขยายขนาดขึ้นอย่างช้าๆ

ความร้อนอันน่าสะพรึงทำให้สมาชิกรอบๆต้องรีบหลีกลี้ให้ไกล

ดาทชะงักไปชั่วขณะก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “เจ้าจอมเวทย์ไฟคนนี้มันมาจากไหนกัน? อ่อนแอขนาดนี้แท้ๆ พลังทำลายของเวทย์ไฟน่ะโดยทั่วไปแล้วค่อนข้างมีขีดจำกัด นายคิดจริงๆหรือว่า...”

ดาทยังกล่าวไม่จบคำ บอลเพลิงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าเก้าเมตรก็พลันปรากฏขึ้นมาในชั่วพริบตา

สีหน้าของดาทแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวง