ตอนที่ 127

ทุกคนยอมรับตัวตนของ ‘หลินเซวียน’ ได้ในเวลาไม่นาน

ไป๋ชิงเหอผู้ที่ไม่เคยเจอกับ ‘หลินเซวียน’ มาก่อนยิ่งสนใจในตัวเขาเป็นพิเศษ

ไป๋ชิงเหอพบว่ามันค่อนข้างยากจะจินตนาการไปซักหน่อย

มนุษย์คนหนึ่งจะมีสกิลตีเหล็กเกรดสีทองขณะเดียวกันก็ยังครอบครองสกิลปรุงยาเกรดสีทองได้ยังไง?

“ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งโล่วิญญาณเคยพูดว่าเขาได้รับการถ่ายทอดสกิลปรุงยามาจากชายชราที่ทรงพลังมากๆคนหนึ่ง อย่าบอกนะว่า...” ไป๋ชิงเหอเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย

ร่างแยกพยักหน้า “ใช่แล้ว พวกเรามีอาจารย์คนเดียวกัน”

ได้ยินดังนี้ไป๋ชิงเหอจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

แม้ฟังดูยากจะเชื่อไปซักหน่อยแต่ก็ยังพอรับได้

คืนนั้น

หลินเซวียนและร่างแยกของเขายัดกันเข้าไปในห้องเดียว

เพื่อความสะดวก หลินเซวียนจึงได้เปลี่ยนตัวเองเป็นรูปลักษณ์ของร่างแยกแทน

จากนี้เป็นต้นไปหลินเซวียนคือนักสู้สายทักษะชีวิตประจำวันที่เชี่ยวชาญรอบด้านเพราะมีทั้งสกิลปรุงยากับสกิลตีเหล็กเกรดสีทอง

ในทางกลับกัน หนึ่งในร่างแยกของเขาจะกลายเป็นโล่วิญญาณแทนส่วนอีกร่างหนึ่งนั้นจะกลายเป็นระเบิดเพลิง

“สมบูรณ์แบบ อุปกรณ์ทั้งสองชิ้นถูกสร้างออกมาเรียบร้อยแล้ว มาดูความสามารถของมันกัน”

หลินเซวียนเข้าสู่มิติส่วนตัวของตัวเองและพบว่าไอเทมทั้งสองชิ้นที่เปล่งประกายแสงสีทองออกมานั้นได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว

ไอเทมชิ้นแรกมีชื่อว่า ‘โล่ปราการใจสิงฆ์’ ดังเช่นชื่อของมัน มันเป็นโล่ปราการที่มีความยาวกว่า1.7เมตร เมื่อวางมันลงกับพื้นมันสามารถปิดได้ทุกส่วนไล่ตั้งแต่ส่วนคอลงไป

ถ้าเขาก้มหัวก็เทียบได้กับว่าโล่นี้ป้องกันได้ทั้งตัว

บนตัวของโล่ปราการนี้มีหัวสิงโตสีทองขนาดมหึมาประดับอยู่ ปากของหัวสิงอ้ากว้างและดูราวกับว่าจะส่งเสียงคำรามขึ้นสู่ท้องฟ้า ลักษณะของมันดูกดขี่ยิ่งนัก

ไอเทมชิ้นที่สองมีชื่อว่า ‘แหวนเงา’ มันเป็นแหวนที่สร้างขึ้นมาจากคริสตัลสีม่วงดำ ลักษณะของมันดูชั่วร้ายไปบ้างและให้ความรู้สึกเย็นสันหลังเมื่อจ้องมอง

[ชื่อ : โล่ปราการใจสิงฆ์]

[ระดับ : เลเวล1ขอบเขตที่7]

[เกรด : ไร้ที่ติสีทอง]

[ความสามารถที่1 : ความอดทน+6%]

[ความสามารถที่2 : ต้านทานกายภาพ+60% , ต้านทานเวทย์มนตร์+50% , ต้านทานธาตุทุกธาตุ+45% , ความเสียหายจากการสะท้อน+40%]

[ความสามารถที่3 : ถ้าอีกฝ่ายโจมตีใส่โล่ปราการใจสิงฆ์ ค่าสถานะสูงสุดของอีกฝ่ายจะลดลง20%]

ในความคิดของหลินเซวียน ความสามารถของโล่ปราการใจสิงฆ์นี้ค่อนข้างเรียบง่ายและใช้งานได้จริง

โดยเฉพาะความสามารถที่3 เห็นได้ชัดเลยว่ามันคือกระบวนท่าสังหารสำหรับจัดการกับเหล่านักสู้ที่เพิ่มแต้มค่าสถานะจนถึงขีดสุด

คนที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับหลินเซวียนได้คือคนที่เพิ่มค่าสถานะจนถึงขีดจำกัดเท่านั้น

[ชื่อ : แหวนเงา]

[ระดับ : เลเวล1ขอบเขตที่7]

[เกรด : ไร้ที่ติสีทอง]

[ความสามารถที่1 : ความเร็ว+15]

[ความสามารถที่2 : ตัวตน-30%]

[ความสามารถที่3 : เมื่ออยู่ในเงา ตัวตนของคนผู้นั้นจะลดลง25%และความเร็วในการฟื้นฟูพลังชีวิตและพลังเวทย์จะเพิ่มขึ้น60%]

ดวงตาของหลินเซวียนเปล่งประกายขึ้นมา

ของดี!

ไอเทมนี่นับได้ว่าเป็นของชั้นเลิศสำหรับร่างแยกดาบพิษเลยทีเดียว

ด้วยเจ้าสิ่งนี้ตัวตนของเขาก็จะลดลงถึง100%เรียกได้ว่าแตะขีดจำกัดพอดี

ความสามารถที่3ของไอเทมชิ้นนี้เองก็บ้าบอไม่แพ้กัน ตราบใดที่ยืนอยู่ในเงาความเร็วในการฟื้นฟูพลังชีวิตกับพลังเวทย์จะก็เพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว ไม่ว่าหลินเซวียนจะบาดเจ็บหรือไม่ก็ตาม

ถ้าเขาได้รับบาดเจ็บเขาก็สามารถกลับมาสู้ต่อได้หลังจากผ่านไปไม่กี่นาที

“ชาวอินเดียพวกนี้มีสมบัติติดตัวเยอะดีจริงๆ พวกมันทำให้เรารวยขึ้นแล้วก็รวยขึ้นทุกครั้งเลย”

หลินเซวียนหัวเราะร่า

...

ภายในถ้ำใต้ดินใกล้กับโคโลนี่หมายเลข2

ครุฑกับมู่หยางปรากฏตัวขึ้นและจับจ้องมองดูภาพอันน่าอดสู สีหน้าของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

ครุฑกวาดตามองและพบว่าเหตุการณ์ของมันเป็นเช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว

ของของผู้ตายไม่ได้หายไป

กะโหลกคริสตัลเองก็ยังอยู่

บนพื้นดินไม่มีอาวุธหรือร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด

ปัญหาเดียวก็คือมีคนหายไปสองคน

ยิ่งไปกว่านั้นคนสองคนที่หายไปยังเป็นคนสองคนที่ทรงพลังที่สุดในที่ซ่อนแห่งนี้ด้วย

หากพูดตามเหตุผลแล้วถ้าวิญญาณเข้าโจมตีที่ซ่อนจริงๆ ทั้งสองคนนี้น่าจะเป็นสองคนที่มีโอกาสหนีรอดไปได้มากที่สุด

“พวกมันน่าจะเพิ่มจำนวนคนลาดตระเวนตามที่สั่งไปแล้วแต่กลับยังไม่อาจหาตัวผู้บุกรุกเจอ” ครุฑเอ่ยเสียงเย็น

ไม่นานก่อนหน้านี้ตัวเขาได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากนักสู้อินเดียที่ซ่อนตัวอยู่ที่นี่

อีกฝ่ายน่าจะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินมากจริงๆ

อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายนั้นกลับไม่ได้เอ่ยถึงผู้บุกรุกแต่อย่างใด เขากล่าวเพียงว่าจู่ๆก็มีวิญญาณจำนวนมากเข้าโจมตีที่ซ่อน

ตั้งแต่ต้นจนจบดูเหมือนผู้บุกรุกจะไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเลย

คนที่ทรงพลังที่หนักแน่นอย่างครุฑก็ยังต้องยกมือขึ้นมาหนวดหน้าผาก “หรือเราจะคิดมากไปเองจริงๆ? ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของพวกวิญญาณจริงๆงั้นหรือ? นายคิดว่ายังไง?”

มู่หยางที่ไม่กล้าพูดอะไรเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็เอ่ยออกมาอย่างระมัดระวัง “ผมเองก็คิดว่าน่าจะเป็นเพราะวิญญาณ จะเป็นไปได้ยังไงที่จะมีคนไปถึงใต้ดินระดับความลึกพันเมตรได้ภายใต้จมูกของนักสู้พวกนี้แถมยังล่อวิญญาณขึ้นมาโจมตีที่ซ่อนได้อีก?”

“นักสู้อินเดียที่เราส่งมายังบรรพตเสี้ยววิญญาณรอบนี้เองก็ทรงพลังกันทั้งนั้นแถมยังเป็นพวกที่ค่อนข้างโดดเด่นแม้แต่ในระดับเดียวกัน เป็นไปไม่ได้หรอกที่อีกฝ่ายจะแอบผ่านพวกเขาไปได้”

ครุฑพยักหน้า

การวิเคราะห์ของมู่หยางก็เป็นเช่นเดียวกับที่ตัวเขาคิด

“ฉันจะขอให้ศูนย์ใหญ่มอบอะไรบางอย่างที่สามารถต้านทานวิญญาณได้ให้กับนักสู้ชุดถัดไปที่จะถูกส่งมาแล้วกัน” ครุฑเอ่ยอย่างช้าๆ

เดิมทีเขาก็อยากจะทำเช่นนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วแต่อัตราการดรอปของ ‘กุญแจสุริยัน’ ซึ่งใช้ในการเปิดประตูแดนลับนั้นค่อนข้างต่ำมาก

ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับดาทเกิดขึ้น พวกระดับสูงก็เข้มงวดเกี่ยวกับเรื่องของกุญแจสุริยันมากขึ้น พวกเขาไม่อนุญาติให้กุญแจสุริยันรั่วไหลออกไปและไม่อนุญาติให้ใครก็ตามใช้เป็นการส่วนตัว

เมื่อใครก็ตามได้กุญแจสุริยันมาจะต้องมอบให้กับทางการทันที ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะถูกทำโทษสถานหนัก

ในตอนนั้นดาทโชคดีมากทำให้ได้กุญแจสุริยันมาครอบครองจากแดนลับขอบเขตที่7 เขาอดไม่ได้ที่จะใช้มันและปรากฏว่าไปเปิดประตูของภูเขาอัสนีร่วงเข้า

นอกจากกุญสุริยันของดาทแล้ว กุญแจที่เหลือส่วนใหญ่ล้วนถูกเก็บรวบรวมเอาไว้และใช้มันในการเปิดประตูสู่บรรพตเสี้ยววิญญาณ

จู่ๆครุฑก็เอ่ยขึ้นมา “แล้วเรื่องของนายไปถึงไหนแล้ว?”

หน้าผากของมู่หยางพลันเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ

ภายใต้สถานการณ์ปกติแล้ว นักทำโพชั่นทั่วไปเขาใช้เวลาอย่างมากเพียงสามวันก็สามารถกดให้จมดินได้แล้ว

หากแต่เจ้านักทำโพชั่นหน้าใหม่นี่กลับอยู่เหนือการคาดเดาของเขาไปไกลริบ

เขาถูกบีบให้ต้องเล่นสงครามการเงินกับอีกฝ่ายและจำใจต้องเพิ่มราคารับซื้อวัตถุดิบเพื่อข่มคนผู้นี้

มู่หยางคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมา “ผมเตรียมเพิ่มราคาแล้วแต่นักทำโพชั่นหน้าใหม่นั่นกลับต่อต้านผมทำให้ผมต้องหาทางเหยียบเขาให้ได้”

ครุฑขมวดคิ้วเล็กน้อย “ในเมื่อฉันให้เงินทุนไปแล้วนายก็ต้องทำออกมาให้ดี ไม่อย่างนั้นการจะหาคนมาแทนที่นายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก”

เม็ดเหงื่อบนหน้าผากของมู่หยางขยายขนาดจนมีขนาดเท่ากับเม็ดถั่วแล้ว

ที่เขากลัวที่สุดก็คือการที่ครุฑกล่าวเช่นนี้ออกมานี่แหละ ถ้าครุฑกล่าวคำนี้ออกมาก็หมายความว่าตัวเขาหมดประโยชน์แล้วและสามารถถูกทิ้งได้ตลอดเวลา

“ไม่ต้องเป็นห่วงครับท่าน ผลลัพธ์จะออกมาในอีกไม่เกินสามวันครับ! ถ้าอีกฝ่ายมันไม่ยอมศิโรราบก็ต้องเก็บข้าวของออกไปจากโคโลนี่หมายเลข3” มู่หยางเอ่ยเสียงเข้ม

ครุฑเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “แล้วถ้าอีกฝ่ายชนะล่ะ?”

มู่หยางลังเลไปชั่วขณะก่อนจะตอบ “ถ้างั้น...”

ครุฑขมวดคิ้ว “ถ้างั้นก็ฆ่ามันทิ้งสิ นายยังต้องให้ฉันสอนอีกรึไง?”

มู่หยางหดคอด้วยความหวาดกลัว “ผมเป็นแค่นักทำโพชั่นจะไปฆ่าคนได้ยังไง?”

ครุฑแสดงสีหน้าผิดหวัง “รู้จักการว่าจ้างไหม? ถ้านายจ้างใช้วิธีการจ้างต่อให้เป็นนักฆ่าก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านายเป็นใคร”

มู่หยางพยักหน้ารับซ้ำๆและไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก

ครุฑแอบส่ายหัวเบาๆ

สปายคนนี้ค่อนข้างมีความสามารถหากแต่อีกฝ่ายกับโลภมากและขี้ขลาดเกินไปหน่อย ครุฑยังจำเป็นต้องสอนอะไรให้กับเขาอีกหลายอย่าง

“กลับไปเถอะ” ครุฑโบกมือ

มู่หยางถามออกมาอย่างอดไม่อยู่ “พวกเราจะไม่เก็บศพของพวกเขาหรอครับ?”

ครุฑแค่นเสียงตอบ “เก็บศพ? พวกมันก็แค่พวกระดับต่ำจากทางฝั่งราชการ การที่พวกมันได้ตายเพื่ออินเดียก็นับว่าเป็นเกียรติแล้ว”

มู่หยางพยักหน้ารับอย่างแรง

...

ท้องฟ้าค่อยๆสว่างขึ้น

หลินเซวียนบิดกายและเดินมาจนถึงพื้นที่ตลาดครึ่งชั่วโมงก่อนเวลาพร้อมกับโล่วิญญาณ พวกเขามาถึงสถานที่เดิมที่เคยตั้งแผงครั้งที่แล้ว

แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ามีนักสู้หลายสิบคนมารออยู่ก่อนแล้ว!

หลินเซวียนปรายตามองและพบว่าหลายคนนั้นมีรอยคล้ำใต้ดวงตาให้เห็นอย่างชัดเจน

อย่างบอกนะว่ามารอติวกันตั้งแต่ตีสามตีสี่แล้วน่ะ?

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อถึง8โมงเช้า จำนวนของนักสู้ที่รุดหน้ามาที่นี่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

เมื่อเห็นว่ามีคนมารออยู่หน้าแผงเป็นจำนวนมากแล้ว คนเหล่านี้ก็เผยสีหน้าสิ้นหวังออกมา

“เชี่ย เจ้าพวกนี้มันมากันตั้งแต่กี่โมงวะเนี่ย? ฉันมาตอน7โมงครึ่งแต่กลับมีคนมารอต่อคิวอยู่ก่อนแล้วตั้งกว่า40คิว”

“ฉันมาตอนตีห้า”

“ของฉันตีสี่ครึ่ง”

“ถ้าไม่มาเช้าๆแล้วจะแข่งกับพวกนายได้ยังไง? เหอะๆๆ”

เหล่านักสู้ที่ยืนอยู่หัวแถวพร้อมด้วยรอยคล้ำใต้ดวงตาและสีหน้าเหนื่อยหน่อยกับดวงตาง่วงงุนเหล่านั้นพากันหัวเราะอย่างชั่วร้าย

เฟิงจวงตบหน้าอกและกระทืบเท้าอย่างรุนแรง “เวรเอ๊ย! คราวหน้าฉันจะเอาผ้าห่มมานอนตรงนี้เลย!”

หลายครั้งที่ผ่านมาเขามักจะเป็นคนแรกๆที่มาถึงเสมอ อย่างไรก็ตามหนนี้กลับมีคนมาถึงก่อนเขากว่าหกสิบคน

ดูจากคิวแล้วเขาน่าจะซื้อโพชั่นไม่ได้ซักขวดด้วยซ้ำ

หลินเซวียนยิ้มและปล่อยให้โล่วิญญาณพูดไป

“ทุกคนขอแนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างๆผมก่อนนะ เขาคือหลินเซวียนเป็นสหายของผมเอง นอกจากนี้เขายังเป็นนักสู้ที่มีสกิลปรุงยากับสกิลตีเหล็กเกรดสีทองอีกด้วย”

ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้หลุดออกไปทุกคนก็พากันตกตะลึง

“หือ? พวกเราหูฝาดไปรึเปล่า?”

“เกรดสีทอง! สกิลปรุงยา! สกิลตีเหล็ก! สกิลคู่!”

“เชี่ยมันมีสายทักษะชีวิตประจำวันที่เชี่ยวชาญรอบด้านแบบนี้อยู่ด้วยหรอวะเนี่ย?”

“ดังนั้นจำนวนโพชั่นของวันนี้จึงเพิ่มขึ้นจาก200ขวดต่อชนิดเป็น500ขวด! สหายของผมนำโพชั่นมาจากภายนอกเยอะพอสมควร ทุกคนไม่ต้องกังวลเลยว่าโพชั่นจะหมด” โล่วิญญาณเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

เหล่านักสู้ตกตะลึงกันเพียงช่วงสั้นๆก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจอย่างรวดเร็ว!

“เชี่ย! โพชั่นชนิดละ500ขวด!?”

“สุดยอดเลยว่ะ สองนักสู้ที่มาพร้อมกับสกิลปรุงยาเกรดสีทองนี่มันโคตรจะสุดยอดเลยจริงๆ!”

“ฮึกๆๆ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปฉันก็ไม่ต้องซื้อโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตเกรดต่ำแต่ราคาสูงจากมู่หยางอีกต่อไปแล้ว”

“รักเลยว่ะ แบบนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มียาใช้แล้วสินะ”

เหล่านักสู้พากันจ่ายจ่ายอย่างบ้าคลั่งแน่นอนว่าเนื่องจากจำนวนขีดจำกัดที่ซื้อได้ต่อคนนั้นอยู่ที่20ขวด ทำให้คนจำนวนไม่น้อยสามารถซื้อโพชั่นไปได้สำเร็จ

เฟิงจวงยกมือขึ้นเกาหัว “นายชื่อหลินเซวียนสินะ? นายมีสกิลตีเหล็กเกรดสีทองจริงๆหรอ?”

หลินเซวียนมองดูนักสู้ร่างใหญ่แต่กลับมีท่าทีเข้มงวดและยิ้มออกมา “คุณอยากจะสร้างอะไร?”

“ฉันมีพิมพ์เขียวเกรดสีทองอยู่แต่ช่างตีเหล็กในโคโลนี่หมายเลข3ของเราบอกว่าเขาอาจจะสร้างให้ไม่ได้ หรือต่อให้สร้างได้จริงๆก็แค่ผิวเผินเท่านั้นเกรดของมันยังไงก็ต้องตกลง ดังนั้นฉันเลยไม่กล้าสร้างเพราะกลัวจะเสียของ” เฟิงจวงดูลังเลเล็กน้อย

หลินเซวียนเอ่ยออกมาตรงๆ “ตราบใดที่คุณเตรียมวัตถุดิบเอาไว้พร้อมก็ไม่มีอะไรที่ผมสร้างไม่ได้”

“ถ้าล้มเหลววัตถุดิบจะถูกคืนให้เต็มจำนวน นอกจากนี้ผมยังจะชดเชยคุณด้วยพิมพ์เขียวเกรดสีม่วงสองเล่มอีกด้วย”

เมื่อเฟิงจวงได้ยินเช่นนี้เขาก็กรีดร้องออกมาทันที

ยอดเยี่ยมอะไรขนาดนี้!

นี่มันการดูแลระดับVIPประเภทไหนกัน? มันจะอู่ฟู่เกินไปแล้ว

เทียบกันแล้วเจ้ามู่หยางนั่นเป็นนักธุรกิจหน้าเลือดไปเลย! หลินเซวียนผู้นี้ต่างหากคือนักธุรกิจที่มีมโนธรรมตัวจริง!