หลินเซวียนมองดูเฟิงจวงจากไป
นักสู้ร่างกำยำผู้นี้กลับเป็นคนค่อนข้างพิถีพิถันจนน่าประหลาดใจ
หลินเซวียนไม่ได้ใส่ใจเรื่องของมู่หยางกับคนอื่นๆมากนัก
ไม่ว่าอีกฝ่ายอยากจะทำอะไรเขาก็มั่นใจว่าสามารถรับมือได้
หลินเซวียนยิ้ม เฉกเช่นเดียวกับเมื่อวาน เขาทำการตั้งภาพจำลองของโพชั่นหลากชนิดเอาไว้บนผ้าบนแผงลอย
หนนี้เขาไม่ได้ตั้งเอาไว้แค่เซ็ตละ50ขวดเหมือนเมื่อวานแต่เป็นเซ็ตละ200ขวดต่อโพชั่นแต่ละชนิด
จากนั้นเขาก็ลดราคาของโพชั่นลงไปอีก
เมื่อวานเขาตั้งราคาของโพชั่นแผลอัสนีเกรดสีฟ้าเอาไว้ที่100แก่นแท้ต่อขวด วันนี้เขาตั้งไว้เพียง80แก่นแท้เท่านั้น
เช่นเดียวกัน โพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตขวดใหญ่เกรดสีม่วงเมื่อวานเขาตั้งราคาไว้ที่1000แก่นแท้ส่วนวันนี้เขากลับตั้งเพียง800!
หลังจากจัดแจงเรื่องทั้งหมดแล้วเขาก็จากไปทันที
เขายังต้องหาถ้ำใต้ดินจุดอื่นอีกดังนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่มีเวลามาเสียอยู่ที่นี่
ไม่นานหลังจากหลินเซวียนจากไป เมื่อเวลาผ่านเลยไปเรื่อยๆพื้นที่ตลาดก็ค่อยๆมีชีวิตชีวา
นักสู้ที่มาถึงด้านหน้าแผงของหลินเซวียนต่างพากันตกตะลึง
“เมื่อวันยังขายแค่50ขวดวันนี้เพิ่มเป็น200ขวดแล้วงั้นหรอ?”
“อย่าบอกนะว่าอาชีพของชายคนนี้มันสุดยอดยิ่งกว่าอาชีพสุดยอดปรมาจารย์นักปรุงโพชั่นอีก?”
“เป็นไปไม่ได้น่า ฉันจำได้ว่าเขาใช้โล่อันเบ้อเริ่มและในคืนนั้นก็สามารถขวางพวกวิญญาณจำนวนมากจากคลื่นอสูรขนาดกลางเอาไว้ได้ ถ้าเขาเป็นอาชีพสายปรุงโพชั่นจริงๆพลังต่อสู้ก็ควรจะอ่อนแอมากๆสิ”
นักสู้ผู้หญิงคนหนึ่งจู่ๆก็เอ่ยออกมาเสียงเข้ม “เป็นไปได้รึเปล่า? ฉันหมายถึงเป็นไปได้รึเปล่าที่คนผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นคนที่กองพลก่อสร้างจัดแจงมา?”
ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมา นักสู้ทุกคนก็พากันตกตะลึงไปตามๆกัน
อย่างไรก็ตามเมื่อลองคิดดูดีๆแล้วจะพบว่าคำอธิบายนี้ค่อนข้างมีเหตุผล
การที่คนผู้หนึ่งจะนำโพชั่นออกมามากมายนั้นเป็นอะไรที่ยากมาก
คนผู้นี้จะต้องมีทีมอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน
ในบรรพตเสี้ยววิญญาณแห่งวนี้ กองพลก่อสร้างคือทีมที่ใหญ่ที่สุด!
ยิ่งไปกว่านั้นกองพลก่อสร้างก็ยังมักจะเตรียมการล่วงหน้าเอาไว้เสมอ เมื่อผ่านไปได้ซักพักหนึ่งพวกเขาก็มักจะซื้อโพชั่นไปกักตุนเอาไว้
ถ้าคนผู้นี้มีกองพลก่อสร้างคอยหนุนหลังอยู่จริงๆ ถ้างั้นทุกอย่างก็สามารถอธิบายออกมาได้อย่างง่ายดาย
“บางทีกองพลก่อสร้างอาจจะสัมผัสได้ว่ามู่หยางกับนักทำโพชั่นคนอื่นๆร่วมมือกันดีดราคาโพชั่นเลยตัดสินใจใช้วิธีการนี้เพื่อกดหัวพวกเขา” นักสู้ผู้หญิงคนนั้นวิเคราะห์ต่อ
“เป็นไปได้! ถ้างั้นพวกเราก็ควรจะตอบสนองความต้องการของกองพลก่อสร้าง! พวกเราต้องจัดการกับไอ้พวกคนชั่วของฝั่งมู่หยางลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นักสู้คนอื่นๆพยักหน้ารับตามๆกัน
เหล่านักสู้พากันทิ้งข้อความเอาไว้อย่างเป็นระเบียบตามลำดับที่มาถึง อธิบายว่าพวกเขาต้องการซื้อโพชั่นเป็นจำนวนเท่าไหร่
นักสู้ร่ำรวยบางคนกระทั่งซื้อทีเดียว50ขวดและเกือบจะถูกนักสู้คนอื่นๆที่ต่อคิวอยู่กระทืบจนตาย
“ถ้านายซื้อขนาดนั้นแล้วพวกเราจะทำยังไง?!”
“อย่างมากสุดคือ20ขวดต่อคน ห้ามมากไปกว่านี้!”
เหล่านักสู้กระทั่งทำข้อตกลงกันว่าแต่ละคนนั้นจะซื้อโพชั่นได้มากที่สุดเพียง20ขวดเท่านั้น
เพียงไม่ถึงสามชั่วโมงหลังจากหลินเซวียนจากไป โพชั่นทั้งหมดบนแผงลอยก็ถูกสั่งจองจนครบเช่นเดียวกับเมื่อวาน
คนที่มาช้าก็ทำได้เพียงบ่นและส่ายหัวจากไป พวกเขาลอบสาบานอย่างลับๆในใจว่าพรุ่งนี้จะมาให้ไวกว่านี้!
อีกด้านหนึ่ง
บริเวณพื้นที่ที่เฟื่องฟูที่สุดของตลาด
เนื่องจากที่นี่มีคนเดินจับจ่ายเป็นจำนวนมากดังนั้นค่าเชื่อที่นี่จึงแพงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตามตัวมู่หยางนั้นไม่ได้ขาดแคลนเงินและได้ทำการเช่าที่บริเวณนี้มาเป็นเวลานานมากแล้ว
ในตอนนี้มู่หยางกำลังนั่งขัดสมาธิและเอนหลังอย่างสบายอารมณ์
ด้วยทรัพยากรทางการเงินอันทรงพลังของเขา นอกจากพวกหัวดื้อไม่กี่คนแล้ว นักทำโพชั่นคนอื่นๆส่วนใหญ่จึงถูกเขาชักชวนมาเป็นพวกเรียบร้อยแล้ว
นักทำโพชั่นเหล่านี้ตกลงลดราคาลงมาอย่างน้อยห้าส่วนอย่างเป็นเอกฉันท์
นอกจากนี้มู่หยางยังนำโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตที่เขาแอนทำเอาไว้นานมากแล้วออกมาปล่อยลงสู่ตลาด
เขาลงมือด้วยการเพิ่มทั้งจำนวนโพชั่นและลดราคาของโพชั่นลง!
นี่คือการโจมตีสองทิศทาง!
ด้วยวิธีนี้นักสู้ยังไงก็ต้องวิ่งแจ้นมาซื้อโพชั่นของเขาในทันทีอย่างแน่นอน
โพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตที่พวกนักสู้ใช้กันต่อวันนั้นคิดว่าจะซักกี่ขวด?
ดังนั้นหลังจากที่นักสู้ซื้อโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตจากเขาไปมากพอแล้วพวกเขาก็ย่อมไม่ไปซื้อโพชั่นที่นักทำโพชั่นหน้าใหม่นั่นปรุงขึ้นมาเพิ่มอีก
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปอีกซักสามถึงสี่วัน นักทำโพชั่นหน้าใหม่คนนี้จะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!
ในสงครามราคานั้นเป็นการแข่งขันว่าใครที่มีทุนมากกว่า!
ในด้านนี้มู่หยางยังไงก็ไม่มีทางแพ้
ไม่นานนักแผงลอยของเขาก็ได้ต้อนรับนักสู้คนหนึ่ง
มู่หยางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
แม้ว่าจะช้ากว่าที่เขาคิดเอาไว้เล็กน้อยแต่สุดท้ายลูกค้าก็มาจนได้
“ราคาลดลงงั้นหรอ?” อีกฝ่ายดูเหมือนจะประหลาดใจ
มู่หยางพยักหน้าอย่างเรียบเฉย “เป็นการลดราคาลงครั้งใหญ่เลย ในอดีตราคาของโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตเกรดสีฟ้าจะอยู่ที่300แก่นแท้ ตอนนี้ฉันขายแค่240แก่นแท้เท่านั้น”
นักสู้คนนั้นแสดงสีหน้าเจ็บปวด “240แก่นแท้...ก็ยังแพงมากอยู่ดี”
มู่หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูก “ถ้านายไม่ชอบก็อย่าซื้อ ฉันคือคนที่ขายโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตถูกที่สุดที่นี่แล้ว”
นักสู้คนนั้นขมวดคิ้ว “ถ้าไม่ใช่เพราะโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตที่โล่วางขายถูกขายออกไปจนเกลี้ยงแล้วฉันคงไม่มาที่ร้านของนายหรอก”
กล่าวจบนักสู้ผู้นั้นก็ซื้อโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตเกรดสีฟ้าไปขวดหนึ่งก่อนจะหมุนตัวจากไป
มู่หยางขมวดคิ้ว
เกิดอะไรขึ้น?
นี่มันยังเช้าอยู่เลยนะ...แต่โพชั่นของทางฝั่งเจ้านักทำโพชั่นหน้าใหม่นั่นกลับขายออกหมดแล้วงั้นหรอ?!
จากนั้นนักสู้จำนวนมากและมากขึ้นเรื่อยๆก็ทยอยกันมายังร้านของเขา
สีหน้าของนักสู้เหล่านี้เต็มไปด้วยความเสียดายและหมดหนทางอย่างเห็นได้ชัด
ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้เต็มใจจะมาที่ร้านของเขายังไงยังงั้น
“หลังจากลดราคาลงมาแล้วก็ยังขายถึง240แก่นแท้เนี่ยนะ? นายเรียกว่าลดราคาเรอะ?”
“เทียบกันแล้วราคาของโพชั่นที่โล่วางขายยังสมเหตุสมผลกว่าอีก”
“พรุ่งนี้ฉันจะไปรอตั้งแต่ก่อนแปดโมงเช้าเลย รับรองว่าจะไม่พลาดอีก”
นักสู้สามคนพูดคุยกระซิบกระซาบกัน
เส้นเลือดบนหน้าผากของมู่หยางปูดพองทันทีที่ได้ยินคำกล่าวนี้
“ไสหัวไป! ฉันไม่ขายโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตพวกนี้ให้กับพวกแก!”
นักสู้ทั้งสามเองก็ชักสีหน้าใส่เช่นเดียวกัน
“ถ้าไม่ใช่เพราะโพชั่นทางฝั่งของโล่ขายหมดแล้วแกคิดหรอว่าพวกเราจะมาที่นี่?”
“สมควรแล้วล่ะที่ธุรกิจของแกถูกชิงไป”
“ในอนาคตพวกเราก็จะไม่มาที่นี่อีกแล้ว แกอยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย”
นักสู้ทั้งสามคนทิ้งเชื้อไฟเอาไว้ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว
มู่หยางสูดลมหายใจเข้าลึกๆอยู่หลายครั้งถึงจะสงบสติอารมณ์ลงได้
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้านั่นมันลดราคาลงอีกแล้วงั้นรึ?”
มู่หยางตัดสินใจเดินออกจากร้านและไปเรียกให้นักทำโพชั่นคนอื่นๆให้ไปดูด้วยกันหน่อย
ไม่นานนักเขาก็พบกับนักทำโพชั่นที่เขาเชื่อใจ
นักทำโพชั่นคนนี้รู้จักแผงของหลินเซวียนจึงนำทางเขาไปทันที
เมื่อเห็นราคาของโพชั่นขากรรไกรของมู่หยางแทบจะล่วงลงพื้น
“ห่าอะไรเนี่ย?! ขายราคานี้ไม่ใช่ว่ายังไงก็ขาดทุนรึไง?” สีหน้าของมู่หยางตกตะลึง
นักทำโพชั่นที่พาเขามาเองก็ตกตะลึงเช่นกัน
แม้ว่าเห็ดพลังชีวิต1ดอกจะมีราคาเพียง10แก่นแท้ แต่คนผู้หนึ่งนั้นจำเป็นต้องใช้เห็ดพลังชีวิตถึง3ดอกและนำอีก1ส่วนในการกลั่นโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้นผู้ทำโพชั่นยังมีนำเรื่องอัตราการล้มเหลวและเกรดของไอเทมมารวมในต้นทุนอีก
ความสามารถของโพชั่นเกรดสีขาวนั้นห่วยแตกมาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นของล้มเหลวเลยก็ว่าได้
ความสามารถของมันจะดีขึ้นได้อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในเกรดสีเขียวขึ้นไป
กระทั่งมู่หยางที่เป็นสุดยอดปรมาจารย์นักปรุงโพชั่นและอยู่ในแวดวงนี้มากว่าเจ็ดถึงแปดปี แต่อัตราการล้มเหลวในการปรุงโพชั่นของเขาก็ยังสูงถึง20%
อย่างไรก็ตามอัตราการล้มเหลวนี้ถือได้ว่าต่ำมากแล้วหากเทียบกับนักปรุงโพชั่นคนอื่น
นักทำโพชั่นหลายคนในโคโลนี่หมายเลข3นั้นมีอัตราการล้มเหลวมากกว่า40%
เมื่อมีหน้าใหม่โผล่เข้ามา อัตราการล้มเหลวของพวกเขาจะยิ่งดูน่าเวชขึ้นไปอีก มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่อัตราการล้มเหลวจะสูงถึง50% หรือกระทั่ง70-80%
นอกจากนี้เรื่องเวลาก็ต้องนับมาเป็นต้นทุนเช่นกัน
ยังไงเสียหากปรุงโพชั่นล้มเหลวผู้ปรุงก็ต้องเสียทั้งวัตถุดิบและเวลา
เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งสองแหล่งนี้แล้ว ราคาของโพชั่นจึงย่อมถูกเพิ่มขึ้นไปหลายเท่าจากต้นทุน
นักทำโพชั่นที่ยืนอยู่ข้างๆเขาขบคิดอย่างตั้งใจ “พี่มู่ผมเดาว่าเจ้าหนูนี่ยังไงก็ต้องสูญเงินแน่ๆ ตราบใดที่พวกเราทนต่อไปได้อีกซักหลายวันยังไงมันก็ไม่มีทางอยู่รอดได้นานกว่าเรา”
มู่หยางเห็นด้วย
จะไปมีคนที่มีอัตรการปรุงโพชั่นสำเร็จสูงและโอกาสออกเกรดสูงๆสูงขนาดนี้แต่กลับกดราคาให้ต่ำลงได้ยังไง?
เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้แน่นอน
อีกฝ่ายน่าจะยอมสูญเงินเพื่อเข้ามามีเอี่ยวในส่วนแบ่งของตลาดอย่างแน่นอน
ยิ่งมู่หยางคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดของเขามันสมเหตุสมผลมากเท่านั้น
สีหน้าตกตะลึงของเขาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเยาะหยัน
“ไปเถอะ พวกเราจะไปเตรียมการกว้านซื้อวัตถุดิบในราคาสูง ฉันอยากจะเห็นเหมือนกันว่าเจ้าหนูนี่มันจะอยู่ได้นานซักเท่าไหร่!”
นักทำโพชั่นข้างกายของเขาพยักหน้ารับคำ
จากนั้นคนทั้งสองก็เดินจากไป
ในเวลาเดียวกัน
คู่แข่งของมู่หยางตอนนี้อยู่ใกล้ๆกับโคโลนี่หมายเลข2แล้ว
อย่างไรก็ตามหลินเซวียนกลับไม่ได้เข้าไปในโคโลนี่หมายเลข2 กลับกันเขากลับมุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำใต้ดินที่อยู่ใกล้กับโคโลนี่หมายเลข2แทน
ภายในบรรพตเสี้ยววิญญาณนั้นมีถ้ำใต้ดินอยู่มากมาย บางแห่งก็เต็มไปด้วยอันตราย บางแห่งก็ไม่มีอสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว บางแห่งก็มีรังไหมศิลาและบางแห่งก็มีเห็ดพลังชีวิต
ถ้ำใต้ดินที่อยู่ใกล้กับโคโลนี่หมายเลข3ซึ่งมีพวกรังไหมศิลาเกิดอยู่เต็มไปหมดนั้นคือหนึ่งในถ้ำใต้ดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ถ้ำใต้ดินใกล้ๆกับโคโลนี่หมายเลข2จะเล็กลงมาหน่อยแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก
ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากที่นี่ไม่มีรังไหมศิลา ทำให้มีคนมาที่นี่ไม่มากนัก
หลินเซวียนจึงคิดมานานแล้วว่าความเป็นไปได้ที่นักสู้ชาวอินเดียจะมุดหัวกันอยู่ที่นี่น่าจะมีสูงมาก
แล้วก็เป็นดังคาด หลายชั่วโมงก่อนร่างอวตารของเขาได้พบว่าที่นี่มีนักสู้ชาวอินเดียหลบซ่อนตัวอยู่จริงๆ
หลังจากมาถึงเขาจึงตัดสินใจจะใช้วิธีเดิม
เริ่มจากหาวัดร้างก่อนและจากนั้นจึงสร้างร่างแยกของดาบพิษขึ้นมา จากนั้นเขาก็ควบคุมให้ดาบพิษเข้าไปในถ้ำทันที
“ยุงดูดเลือดตอนนี้อยู่ที่ความลึก600เมตร ให้มันไปสำรวจเส้นทางและดูว่าพวกนักสู้ชาวอินเดียกำลังทำอะไรกันอยู่ก่อนน่าจะดีกว่า”
หลินเซวียนเปลี่ยนมุมมอง
มุมมองทั้งสองปรากฏขึ้นในการรับรู้ของเขา
หนึ่งคือมุมมองของดาบพิษและอีกหนึ่งคือมุมมองของยุงดูดเลือด
อย่างไรก็ตามหลังจากบินมาได้ซักพัก หลินเซวียนกลับพบบางอย่างแปลกประหลาดจากมุมมองของยุงดูดเลือด
ถ้าจะให้อธิบายก็คือมันอบอวลไปด้วยจิตสังหาร
นักสู้ชาวอินเดียเหล่านี้ไม่ได้ขี้เกียจเหมือนก่อนและดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
หลินเซวียนหัวเราะ
ดูเหมือนว่านักสู้ชาวอินเดียจะไม่ได้โง่ไปเสียทุกคน
เขาเดาว่าศัตรูน่าจะพอมองออกว่ามีบางอย่างผิดปกติแต่พวกนั้นยังไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย
พวกนั้นทำได้เพียงป้องกันศัตรูที่อาจจะมีโดยการเสริมการป้องกันและเพิ่มความระมัดระวัง
“โชคไม่ดีนะที่พวกแกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันคือใคร”
คนพวกนี้จะไปเดาได้ยังไงล่ะว่ายุงดูดเลือดตัวเล็กๆจะเป็นหูเป็นตาให้กับสมาชิกคนหนึ่งของกองพลก่อสร้าง?
พวกเขาจะเดาได้ยังไงว่าจะมีคนกล้าพอจะล่อวิญญาณเข้าโจมตีนักสู้ชาวอินเดีย?
“หนนี้ฉันจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อเพื่อล่อพวกวิญญาณ”
“ตราบใดที่พาพวกมันไปยังพื้นที่ทานอาหารได้ก็จบแล้ว”
หลินเซวียนควบคุมดาบพิษให้มุ่งหน้าไปอย่างเงียบเชียบ
ดาบพิษทันทีที่เข้าสู่ความมืดก็ไม่ต่างอะไรไปจากปลาที่ได้กลับลงไปในน้ำ
การสัมผัสและรับรู้ถึงตัวตนของเขานั้นแทบจะเป็นศูนย์!
หลินเซวียนลองทดสอบดูหลายรอบแล้ว ด้วยการใช้งานอุปกรณ์สวมใส่และสกิลที่ลดการคงอยู่ของตัวตนทำให้ดาบพิษนั้นคล้ายกับกิ้งก่ายิ่งนัก
ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนเขาก็สามารถกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมและเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วภายใต้สายตาของอีกฝ่าย
หลังจากผ่านความลึกหนึ่งพันเมตร ดาบพิษก็มาถึง
ข้างหน้านี้มีวิญญาณรวมตัวกันอยู่มากกว่าถ้ำใต้ดินใกล้ๆกับโคโลนี่หมายเลข3เสียอีก
ดาบพิษหย่อนตัวลงไปช้าๆและทำแบบเดิม
ไม่นานนักวิญญาณจำนวนไม่น้อยก็ถูกดึงดูดมาโดยกลิ่นเลือดเนื้อของมนุษย์
ดาบพิษเปิดใช้งานสกิล ‘อัสนีวาโย’ ทันทีเพื่อพุ่งตัวไปยังที่ซ่อนของพวกนักสู้ชาวอินเดีย
ได้เวลาทานอาหารแล้วหนูๆ!
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved