ตอนที่ 125

หลินเซวียนมองดูเฟิงจวงจากไป

นักสู้ร่างกำยำผู้นี้กลับเป็นคนค่อนข้างพิถีพิถันจนน่าประหลาดใจ

หลินเซวียนไม่ได้ใส่ใจเรื่องของมู่หยางกับคนอื่นๆมากนัก

ไม่ว่าอีกฝ่ายอยากจะทำอะไรเขาก็มั่นใจว่าสามารถรับมือได้

หลินเซวียนยิ้ม เฉกเช่นเดียวกับเมื่อวาน เขาทำการตั้งภาพจำลองของโพชั่นหลากชนิดเอาไว้บนผ้าบนแผงลอย

หนนี้เขาไม่ได้ตั้งเอาไว้แค่เซ็ตละ50ขวดเหมือนเมื่อวานแต่เป็นเซ็ตละ200ขวดต่อโพชั่นแต่ละชนิด

จากนั้นเขาก็ลดราคาของโพชั่นลงไปอีก

เมื่อวานเขาตั้งราคาของโพชั่นแผลอัสนีเกรดสีฟ้าเอาไว้ที่100แก่นแท้ต่อขวด วันนี้เขาตั้งไว้เพียง80แก่นแท้เท่านั้น

เช่นเดียวกัน โพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตขวดใหญ่เกรดสีม่วงเมื่อวานเขาตั้งราคาไว้ที่1000แก่นแท้ส่วนวันนี้เขากลับตั้งเพียง800!

หลังจากจัดแจงเรื่องทั้งหมดแล้วเขาก็จากไปทันที

เขายังต้องหาถ้ำใต้ดินจุดอื่นอีกดังนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่มีเวลามาเสียอยู่ที่นี่

ไม่นานหลังจากหลินเซวียนจากไป เมื่อเวลาผ่านเลยไปเรื่อยๆพื้นที่ตลาดก็ค่อยๆมีชีวิตชีวา

นักสู้ที่มาถึงด้านหน้าแผงของหลินเซวียนต่างพากันตกตะลึง

“เมื่อวันยังขายแค่50ขวดวันนี้เพิ่มเป็น200ขวดแล้วงั้นหรอ?”

“อย่าบอกนะว่าอาชีพของชายคนนี้มันสุดยอดยิ่งกว่าอาชีพสุดยอดปรมาจารย์นักปรุงโพชั่นอีก?”

“เป็นไปไม่ได้น่า ฉันจำได้ว่าเขาใช้โล่อันเบ้อเริ่มและในคืนนั้นก็สามารถขวางพวกวิญญาณจำนวนมากจากคลื่นอสูรขนาดกลางเอาไว้ได้ ถ้าเขาเป็นอาชีพสายปรุงโพชั่นจริงๆพลังต่อสู้ก็ควรจะอ่อนแอมากๆสิ”

นักสู้ผู้หญิงคนหนึ่งจู่ๆก็เอ่ยออกมาเสียงเข้ม “เป็นไปได้รึเปล่า? ฉันหมายถึงเป็นไปได้รึเปล่าที่คนผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นคนที่กองพลก่อสร้างจัดแจงมา?”

ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมา นักสู้ทุกคนก็พากันตกตะลึงไปตามๆกัน

อย่างไรก็ตามเมื่อลองคิดดูดีๆแล้วจะพบว่าคำอธิบายนี้ค่อนข้างมีเหตุผล

การที่คนผู้หนึ่งจะนำโพชั่นออกมามากมายนั้นเป็นอะไรที่ยากมาก

คนผู้นี้จะต้องมีทีมอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน

ในบรรพตเสี้ยววิญญาณแห่งวนี้ กองพลก่อสร้างคือทีมที่ใหญ่ที่สุด!

ยิ่งไปกว่านั้นกองพลก่อสร้างก็ยังมักจะเตรียมการล่วงหน้าเอาไว้เสมอ เมื่อผ่านไปได้ซักพักหนึ่งพวกเขาก็มักจะซื้อโพชั่นไปกักตุนเอาไว้

ถ้าคนผู้นี้มีกองพลก่อสร้างคอยหนุนหลังอยู่จริงๆ ถ้างั้นทุกอย่างก็สามารถอธิบายออกมาได้อย่างง่ายดาย

“บางทีกองพลก่อสร้างอาจจะสัมผัสได้ว่ามู่หยางกับนักทำโพชั่นคนอื่นๆร่วมมือกันดีดราคาโพชั่นเลยตัดสินใจใช้วิธีการนี้เพื่อกดหัวพวกเขา” นักสู้ผู้หญิงคนนั้นวิเคราะห์ต่อ

“เป็นไปได้! ถ้างั้นพวกเราก็ควรจะตอบสนองความต้องการของกองพลก่อสร้าง! พวกเราต้องจัดการกับไอ้พวกคนชั่วของฝั่งมู่หยางลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นักสู้คนอื่นๆพยักหน้ารับตามๆกัน

เหล่านักสู้พากันทิ้งข้อความเอาไว้อย่างเป็นระเบียบตามลำดับที่มาถึง อธิบายว่าพวกเขาต้องการซื้อโพชั่นเป็นจำนวนเท่าไหร่

นักสู้ร่ำรวยบางคนกระทั่งซื้อทีเดียว50ขวดและเกือบจะถูกนักสู้คนอื่นๆที่ต่อคิวอยู่กระทืบจนตาย

“ถ้านายซื้อขนาดนั้นแล้วพวกเราจะทำยังไง?!”

“อย่างมากสุดคือ20ขวดต่อคน ห้ามมากไปกว่านี้!”

เหล่านักสู้กระทั่งทำข้อตกลงกันว่าแต่ละคนนั้นจะซื้อโพชั่นได้มากที่สุดเพียง20ขวดเท่านั้น

เพียงไม่ถึงสามชั่วโมงหลังจากหลินเซวียนจากไป โพชั่นทั้งหมดบนแผงลอยก็ถูกสั่งจองจนครบเช่นเดียวกับเมื่อวาน

คนที่มาช้าก็ทำได้เพียงบ่นและส่ายหัวจากไป พวกเขาลอบสาบานอย่างลับๆในใจว่าพรุ่งนี้จะมาให้ไวกว่านี้!

อีกด้านหนึ่ง

บริเวณพื้นที่ที่เฟื่องฟูที่สุดของตลาด

เนื่องจากที่นี่มีคนเดินจับจ่ายเป็นจำนวนมากดังนั้นค่าเชื่อที่นี่จึงแพงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตามตัวมู่หยางนั้นไม่ได้ขาดแคลนเงินและได้ทำการเช่าที่บริเวณนี้มาเป็นเวลานานมากแล้ว

ในตอนนี้มู่หยางกำลังนั่งขัดสมาธิและเอนหลังอย่างสบายอารมณ์

ด้วยทรัพยากรทางการเงินอันทรงพลังของเขา นอกจากพวกหัวดื้อไม่กี่คนแล้ว นักทำโพชั่นคนอื่นๆส่วนใหญ่จึงถูกเขาชักชวนมาเป็นพวกเรียบร้อยแล้ว

นักทำโพชั่นเหล่านี้ตกลงลดราคาลงมาอย่างน้อยห้าส่วนอย่างเป็นเอกฉันท์

นอกจากนี้มู่หยางยังนำโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตที่เขาแอนทำเอาไว้นานมากแล้วออกมาปล่อยลงสู่ตลาด

เขาลงมือด้วยการเพิ่มทั้งจำนวนโพชั่นและลดราคาของโพชั่นลง!

นี่คือการโจมตีสองทิศทาง!

ด้วยวิธีนี้นักสู้ยังไงก็ต้องวิ่งแจ้นมาซื้อโพชั่นของเขาในทันทีอย่างแน่นอน

โพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตที่พวกนักสู้ใช้กันต่อวันนั้นคิดว่าจะซักกี่ขวด?

ดังนั้นหลังจากที่นักสู้ซื้อโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตจากเขาไปมากพอแล้วพวกเขาก็ย่อมไม่ไปซื้อโพชั่นที่นักทำโพชั่นหน้าใหม่นั่นปรุงขึ้นมาเพิ่มอีก

ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปอีกซักสามถึงสี่วัน นักทำโพชั่นหน้าใหม่คนนี้จะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!

ในสงครามราคานั้นเป็นการแข่งขันว่าใครที่มีทุนมากกว่า!

ในด้านนี้มู่หยางยังไงก็ไม่มีทางแพ้

ไม่นานนักแผงลอยของเขาก็ได้ต้อนรับนักสู้คนหนึ่ง

มู่หยางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

แม้ว่าจะช้ากว่าที่เขาคิดเอาไว้เล็กน้อยแต่สุดท้ายลูกค้าก็มาจนได้

“ราคาลดลงงั้นหรอ?” อีกฝ่ายดูเหมือนจะประหลาดใจ

มู่หยางพยักหน้าอย่างเรียบเฉย “เป็นการลดราคาลงครั้งใหญ่เลย ในอดีตราคาของโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตเกรดสีฟ้าจะอยู่ที่300แก่นแท้ ตอนนี้ฉันขายแค่240แก่นแท้เท่านั้น”

นักสู้คนนั้นแสดงสีหน้าเจ็บปวด “240แก่นแท้...ก็ยังแพงมากอยู่ดี”

มู่หยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูก “ถ้านายไม่ชอบก็อย่าซื้อ ฉันคือคนที่ขายโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตถูกที่สุดที่นี่แล้ว”

นักสู้คนนั้นขมวดคิ้ว “ถ้าไม่ใช่เพราะโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตที่โล่วางขายถูกขายออกไปจนเกลี้ยงแล้วฉันคงไม่มาที่ร้านของนายหรอก”

กล่าวจบนักสู้ผู้นั้นก็ซื้อโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตเกรดสีฟ้าไปขวดหนึ่งก่อนจะหมุนตัวจากไป

มู่หยางขมวดคิ้ว

เกิดอะไรขึ้น?

นี่มันยังเช้าอยู่เลยนะ...แต่โพชั่นของทางฝั่งเจ้านักทำโพชั่นหน้าใหม่นั่นกลับขายออกหมดแล้วงั้นหรอ?!

จากนั้นนักสู้จำนวนมากและมากขึ้นเรื่อยๆก็ทยอยกันมายังร้านของเขา

สีหน้าของนักสู้เหล่านี้เต็มไปด้วยความเสียดายและหมดหนทางอย่างเห็นได้ชัด

ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้เต็มใจจะมาที่ร้านของเขายังไงยังงั้น

“หลังจากลดราคาลงมาแล้วก็ยังขายถึง240แก่นแท้เนี่ยนะ? นายเรียกว่าลดราคาเรอะ?”

“เทียบกันแล้วราคาของโพชั่นที่โล่วางขายยังสมเหตุสมผลกว่าอีก”

“พรุ่งนี้ฉันจะไปรอตั้งแต่ก่อนแปดโมงเช้าเลย รับรองว่าจะไม่พลาดอีก”

นักสู้สามคนพูดคุยกระซิบกระซาบกัน

เส้นเลือดบนหน้าผากของมู่หยางปูดพองทันทีที่ได้ยินคำกล่าวนี้

“ไสหัวไป! ฉันไม่ขายโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตพวกนี้ให้กับพวกแก!”

นักสู้ทั้งสามเองก็ชักสีหน้าใส่เช่นเดียวกัน

“ถ้าไม่ใช่เพราะโพชั่นทางฝั่งของโล่ขายหมดแล้วแกคิดหรอว่าพวกเราจะมาที่นี่?”

“สมควรแล้วล่ะที่ธุรกิจของแกถูกชิงไป”

“ในอนาคตพวกเราก็จะไม่มาที่นี่อีกแล้ว แกอยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย”

นักสู้ทั้งสามคนทิ้งเชื้อไฟเอาไว้ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว

มู่หยางสูดลมหายใจเข้าลึกๆอยู่หลายครั้งถึงจะสงบสติอารมณ์ลงได้

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้านั่นมันลดราคาลงอีกแล้วงั้นรึ?”

มู่หยางตัดสินใจเดินออกจากร้านและไปเรียกให้นักทำโพชั่นคนอื่นๆให้ไปดูด้วยกันหน่อย

ไม่นานนักเขาก็พบกับนักทำโพชั่นที่เขาเชื่อใจ

นักทำโพชั่นคนนี้รู้จักแผงของหลินเซวียนจึงนำทางเขาไปทันที

เมื่อเห็นราคาของโพชั่นขากรรไกรของมู่หยางแทบจะล่วงลงพื้น

“ห่าอะไรเนี่ย?! ขายราคานี้ไม่ใช่ว่ายังไงก็ขาดทุนรึไง?” สีหน้าของมู่หยางตกตะลึง

นักทำโพชั่นที่พาเขามาเองก็ตกตะลึงเช่นกัน

แม้ว่าเห็ดพลังชีวิต1ดอกจะมีราคาเพียง10แก่นแท้ แต่คนผู้หนึ่งนั้นจำเป็นต้องใช้เห็ดพลังชีวิตถึง3ดอกและนำอีก1ส่วนในการกลั่นโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิต

ยิ่งไปกว่านั้นผู้ทำโพชั่นยังมีนำเรื่องอัตราการล้มเหลวและเกรดของไอเทมมารวมในต้นทุนอีก

ความสามารถของโพชั่นเกรดสีขาวนั้นห่วยแตกมาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นของล้มเหลวเลยก็ว่าได้

ความสามารถของมันจะดีขึ้นได้อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในเกรดสีเขียวขึ้นไป

กระทั่งมู่หยางที่เป็นสุดยอดปรมาจารย์นักปรุงโพชั่นและอยู่ในแวดวงนี้มากว่าเจ็ดถึงแปดปี แต่อัตราการล้มเหลวในการปรุงโพชั่นของเขาก็ยังสูงถึง20%

อย่างไรก็ตามอัตราการล้มเหลวนี้ถือได้ว่าต่ำมากแล้วหากเทียบกับนักปรุงโพชั่นคนอื่น

นักทำโพชั่นหลายคนในโคโลนี่หมายเลข3นั้นมีอัตราการล้มเหลวมากกว่า40%

เมื่อมีหน้าใหม่โผล่เข้ามา อัตราการล้มเหลวของพวกเขาจะยิ่งดูน่าเวชขึ้นไปอีก มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่อัตราการล้มเหลวจะสูงถึง50% หรือกระทั่ง70-80%

นอกจากนี้เรื่องเวลาก็ต้องนับมาเป็นต้นทุนเช่นกัน

ยังไงเสียหากปรุงโพชั่นล้มเหลวผู้ปรุงก็ต้องเสียทั้งวัตถุดิบและเวลา

เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งสองแหล่งนี้แล้ว ราคาของโพชั่นจึงย่อมถูกเพิ่มขึ้นไปหลายเท่าจากต้นทุน

นักทำโพชั่นที่ยืนอยู่ข้างๆเขาขบคิดอย่างตั้งใจ “พี่มู่ผมเดาว่าเจ้าหนูนี่ยังไงก็ต้องสูญเงินแน่ๆ ตราบใดที่พวกเราทนต่อไปได้อีกซักหลายวันยังไงมันก็ไม่มีทางอยู่รอดได้นานกว่าเรา”

มู่หยางเห็นด้วย

จะไปมีคนที่มีอัตรการปรุงโพชั่นสำเร็จสูงและโอกาสออกเกรดสูงๆสูงขนาดนี้แต่กลับกดราคาให้ต่ำลงได้ยังไง?

เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้แน่นอน

อีกฝ่ายน่าจะยอมสูญเงินเพื่อเข้ามามีเอี่ยวในส่วนแบ่งของตลาดอย่างแน่นอน

ยิ่งมู่หยางคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดของเขามันสมเหตุสมผลมากเท่านั้น

สีหน้าตกตะลึงของเขาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเยาะหยัน

“ไปเถอะ พวกเราจะไปเตรียมการกว้านซื้อวัตถุดิบในราคาสูง ฉันอยากจะเห็นเหมือนกันว่าเจ้าหนูนี่มันจะอยู่ได้นานซักเท่าไหร่!”

นักทำโพชั่นข้างกายของเขาพยักหน้ารับคำ

จากนั้นคนทั้งสองก็เดินจากไป

ในเวลาเดียวกัน

คู่แข่งของมู่หยางตอนนี้อยู่ใกล้ๆกับโคโลนี่หมายเลข2แล้ว

อย่างไรก็ตามหลินเซวียนกลับไม่ได้เข้าไปในโคโลนี่หมายเลข2 กลับกันเขากลับมุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำใต้ดินที่อยู่ใกล้กับโคโลนี่หมายเลข2แทน

ภายในบรรพตเสี้ยววิญญาณนั้นมีถ้ำใต้ดินอยู่มากมาย บางแห่งก็เต็มไปด้วยอันตราย บางแห่งก็ไม่มีอสูรเลยแม้แต่ตัวเดียว บางแห่งก็มีรังไหมศิลาและบางแห่งก็มีเห็ดพลังชีวิต

ถ้ำใต้ดินที่อยู่ใกล้กับโคโลนี่หมายเลข3ซึ่งมีพวกรังไหมศิลาเกิดอยู่เต็มไปหมดนั้นคือหนึ่งในถ้ำใต้ดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

ถ้ำใต้ดินใกล้ๆกับโคโลนี่หมายเลข2จะเล็กลงมาหน่อยแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก

ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากที่นี่ไม่มีรังไหมศิลา ทำให้มีคนมาที่นี่ไม่มากนัก

หลินเซวียนจึงคิดมานานแล้วว่าความเป็นไปได้ที่นักสู้ชาวอินเดียจะมุดหัวกันอยู่ที่นี่น่าจะมีสูงมาก

แล้วก็เป็นดังคาด หลายชั่วโมงก่อนร่างอวตารของเขาได้พบว่าที่นี่มีนักสู้ชาวอินเดียหลบซ่อนตัวอยู่จริงๆ

หลังจากมาถึงเขาจึงตัดสินใจจะใช้วิธีเดิม

เริ่มจากหาวัดร้างก่อนและจากนั้นจึงสร้างร่างแยกของดาบพิษขึ้นมา จากนั้นเขาก็ควบคุมให้ดาบพิษเข้าไปในถ้ำทันที

“ยุงดูดเลือดตอนนี้อยู่ที่ความลึก600เมตร ให้มันไปสำรวจเส้นทางและดูว่าพวกนักสู้ชาวอินเดียกำลังทำอะไรกันอยู่ก่อนน่าจะดีกว่า”

หลินเซวียนเปลี่ยนมุมมอง

มุมมองทั้งสองปรากฏขึ้นในการรับรู้ของเขา

หนึ่งคือมุมมองของดาบพิษและอีกหนึ่งคือมุมมองของยุงดูดเลือด

อย่างไรก็ตามหลังจากบินมาได้ซักพัก หลินเซวียนกลับพบบางอย่างแปลกประหลาดจากมุมมองของยุงดูดเลือด

ถ้าจะให้อธิบายก็คือมันอบอวลไปด้วยจิตสังหาร

นักสู้ชาวอินเดียเหล่านี้ไม่ได้ขี้เกียจเหมือนก่อนและดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง

หลินเซวียนหัวเราะ

ดูเหมือนว่านักสู้ชาวอินเดียจะไม่ได้โง่ไปเสียทุกคน

เขาเดาว่าศัตรูน่าจะพอมองออกว่ามีบางอย่างผิดปกติแต่พวกนั้นยังไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย

พวกนั้นทำได้เพียงป้องกันศัตรูที่อาจจะมีโดยการเสริมการป้องกันและเพิ่มความระมัดระวัง

“โชคไม่ดีนะที่พวกแกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันคือใคร”

คนพวกนี้จะไปเดาได้ยังไงล่ะว่ายุงดูดเลือดตัวเล็กๆจะเป็นหูเป็นตาให้กับสมาชิกคนหนึ่งของกองพลก่อสร้าง?

พวกเขาจะเดาได้ยังไงว่าจะมีคนกล้าพอจะล่อวิญญาณเข้าโจมตีนักสู้ชาวอินเดีย?

“หนนี้ฉันจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อเพื่อล่อพวกวิญญาณ”

“ตราบใดที่พาพวกมันไปยังพื้นที่ทานอาหารได้ก็จบแล้ว”

หลินเซวียนควบคุมดาบพิษให้มุ่งหน้าไปอย่างเงียบเชียบ

ดาบพิษทันทีที่เข้าสู่ความมืดก็ไม่ต่างอะไรไปจากปลาที่ได้กลับลงไปในน้ำ

การสัมผัสและรับรู้ถึงตัวตนของเขานั้นแทบจะเป็นศูนย์!

หลินเซวียนลองทดสอบดูหลายรอบแล้ว ด้วยการใช้งานอุปกรณ์สวมใส่และสกิลที่ลดการคงอยู่ของตัวตนทำให้ดาบพิษนั้นคล้ายกับกิ้งก่ายิ่งนัก

ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนเขาก็สามารถกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมและเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วภายใต้สายตาของอีกฝ่าย

หลังจากผ่านความลึกหนึ่งพันเมตร ดาบพิษก็มาถึง

ข้างหน้านี้มีวิญญาณรวมตัวกันอยู่มากกว่าถ้ำใต้ดินใกล้ๆกับโคโลนี่หมายเลข3เสียอีก

ดาบพิษหย่อนตัวลงไปช้าๆและทำแบบเดิม

ไม่นานนักวิญญาณจำนวนไม่น้อยก็ถูกดึงดูดมาโดยกลิ่นเลือดเนื้อของมนุษย์

ดาบพิษเปิดใช้งานสกิล ‘อัสนีวาโย’ ทันทีเพื่อพุ่งตัวไปยังที่ซ่อนของพวกนักสู้ชาวอินเดีย

ได้เวลาทานอาหารแล้วหนูๆ!