ตอนที่ 128

เฟิงจวงรีบหยิบพิมพ์เขียวและวัตถุดิบบวกกับเงินอีก50000แก่นแท้ออกมาในทันที

50000แก่นแท้นี้ถือเป็นราคามาตรฐานในการหลอมสร้างอุปกรณ์เกรดสีทอง

“ฉันเตรียมเอาไว้นานแล้ว นายช่วยสร้างตอนนี้เลยได้ไหม?” เขาเร่งเอ่ยออกมา

หลินเซวียนพยักหน้า “ที่นี่คงไม่สะดวก ผมจะนำกลับไปสร้างที่ที่พักแล้วจะนำมาส่งให้พรุ่งนี้ตอน8โมงเช้าแล้วกัน”

เฟิงจวงพยักหน้ารับด้วยท่าทีขอบคุณ “เข้าใจแล้วๆๆ ไม่ต้องรีบหรอกฉันเองก็ไม่ได้รีบมากขนาดนั้น”

นักสู้สตรีและนักสู้ร่างผอมเองก็เร่งสาวฝีเท้าเดินเข้ามาและหยิบไพ่ตายที่พวกเขามีออกมา

พวกเขาเองก็มีความคิดแบบเดียวกับเฟิงจวง

ช่างตีเหล็กในโคโลนี่หมายเลข3นั้นยังดีไม่พอ ถ้าการสร้างล้มเหลวพวกเขาคงจะเสียใจมากดังนั้นเก็บเอาไว้ก่อนคงดีกว่า

แต่ตอนนี้หลินเซซียนที่กล่าวว่าตนเองมีสกิลตีเหล็กเกรดสีทองแถมยังให้สัญญาเอาไว้เช่นนั้นอีก ทำให้พวกเขาเชื่อใจเขาและกล้าจะเดินเข้ามาหา

ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงหลินเซวียนก็ได้รับคำขอให้สร้างอุปกรณ์ถึง18ชิ้นและยังได้เงินมาอีก900000แก่นแท้

กระทั่งแบล็ค ไป๋ชิงเหอและคนอื่นๆที่มีพิมพ์เขียวอยู่กับตัวเองก็ยังหวังว่าหลินเซวียนจะสามารถสร้างอุปกรณ์ดีๆให้แก่พวกเขาเหมือนกัน

ในเวลานี้เองจู่ๆเย่อู่ชิวก็ดึงหลินเซวียนไปข้างๆ

“ฉันมีเซ็ตพิมพ์เขียวอยู่ พวกมันแต่ละชิ้นเป็นเกรดสีทองและความสามารถของเซ็ตเมื่อรวมกันจะพุ่งไปถึงเกรดทองดำเลยทีเดียวแต่ฉันยังหาช่างตีเหล็กที่เชื่อใจได้ไม่ได้ ฉันสงสัยว่านายพอจะ...” เธอถามออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หลินเซวียนประหลาดใจเล็กน้อย

เซ็ตไอเทมเกรดสีทองที่มีพลังระดับทองดำ!

เย่อู่ชิวโชคดีจริงๆ!

“ไม่ต้องห่วงครับ ตราบใดที่ไม่ใช่อุปกรณ์เกรดทองดำผมก็สามารถสร้างได้หมด” เขายิ้มและพยักหน้า

การจะหลอมสร้างไอเทมเกรดสีทองซักชิ้นไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

ตราบใดที่เขาอัพเกรดโต๊ะหลอมสร้างก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดาย

หลังจากจัดแจงเรื่องราวทั้งหมดแล้วหลินเซวียนก็บอกลาเหล่านักสู้ “ผมยังมีเรื่องต้องทำ ถ้ายังไงค่อยมาเจอกันอีกทีตอน5โมงเย็นแล้วกัน”

เหล่านักสู้เองก็มองส่งหลินเซวียนจากไปพร้อมรอยยิ้ม

“หลินเซวียนผู้นี้เป็นคนดีจริงๆ”

“นักสู้สายทักษะอาชีพประจำวันรอบด้าน! นิสัยเองก็น่าคบหา ต่อให้ไม่อยากจะทำเงินก็คงยากที่เขาจะทำเงินไม่ได้!”

“อยากจะรู้จริงๆว่ามู่หยางมันจะอยู่ได้นานซักแค่ไหน! ใครอยากจะพนันไหมว่ามู่หยางมันจะแพ้รึเปล่า?!”

เหล่านักสู้พากันพูดคุยอย่างออกรสพร้อมรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า

นักสู้ผู้หนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนค่อยๆถอยฉากไปอย่างช้าๆและเดินตรงไปยังร้านของมู่หยาง

มู่หยางที่เดิมทีกำลังปรุงโพชั่นอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้นเมื่อได้ข่าวจากนักสู้ผู้นี้มือของเขาก็พลันสั่นเทาจนเผลอใส่ส่วนผสมเกิน โพชั่นที่ปรุงอยู่จึงเละเทะไม่เป็นท่า

มู่หยางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “สกิลปรุงยากับสกิลตีเหล็กเกรดสีทอง...เจ้านักทำโพชั่นหน้าใหม่นี่มันไปหาคนเทพๆแบบนี้มาจากไหน?!”

นักสู้ที่มาส่งข่าวเองก็ยกมือขึ้นเกาหัว “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ดูแล้วอีกฝ่ายน่าจะแข็งแกร่งจริงๆ”

“ยังไงก็เถอะ หลินเซวียนคนนั้นบอกเอาไว้ด้วยว่าไม่ว่าคุณจะเสนอราคาวัตถุดิบเท่าไหร่ก็ตามตัวเขาจะรับมากกว่าคุณหนึ่งในสาม”

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดัง ‘แกร๊ก’ ดังขึ้น

ช้อนแก้วในมือของมู่หยางเกือบจะถูกบีบจนแตกเป็นเสี่ยงๆ

“เกินไปแล้ว! มีเงินแค่น้อยนิดแท้ๆแต่กลับคิดว่าจะแข่งกับฉันได้จริงๆงั้นหรอ?”

มู่หยางสูดลมหายใจเข้าลึกและสงบสติอารมณ์ลงอย่างช้าๆ “ย่อมได้! ถ้างั้นก็มาดำเนินสงครามเงินตรากันต่อ มาดูกันว่าใครจะอยู่ได้นานที่สุด!”

“นี่รางวัลของนาย” กล่าวจบเขาก็โยนโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตขวดใหญ่เกรดสีฟ้า5ขวดให้กับอีกฝ่าย

นักสู้คนนั้นยิ้มแย้มและจากไป

...

โคโลนี่หมายเลข3 แคทป์ของกองพลก่อสร้าง

เหล่าอู๋และหลี่เหว่ยกั๋วนั่งอยู่ตรงข้ามกันและดื่มเหล้าอุ่นๆ

“เจ้าพวกเด็กน้อยที่นายพามาจากด้านนอกนั่นช่วงนี้สร้างปัญหากันน่าดู” เหล่าอู๋หัวเราะ

หลี่เหว่ยกั๋วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่ใช่ว่าดีแล้วรึไง? แกเป็นคนพูดเองนี่ว่าไม่ชอบการผูกขาดธุรกิจของเจ้ามู่หยางนั่น”

เหล่าอู๋พยักหน้ารับคำ “ฉันทนไม่ค่อยจะได้จริงๆนั่นแหละแต่พวกเราก็ยังต้องทำตามกฏ กองพลก่อสร้างจะไม่ใช่อำนาจของตนเพื่อกดขี่ผู้อื่นไม่อย่างนั้นคนอื่นๆอาจจะนินทาเอาได้”

“ยังไงก็ตามหลินเซวียนคนนี้น่าสนใจจริงๆ เขากลับโล่สองคนร่วมมือกันเพื่อแข่งขันกับเจ้ามู่หยางนั่น”

หลี่เหว่ยกั๋วยิ้มอ่อน “กลัวว่าพวกนั้นจะมีเงินไม่พอรึไง?”

เหล่าอู๋ตอบกลับ “พูดตามตรงก็กังวลอยู่บ้าง นายไม่รู้หรอกว่าเจ้ามู่หยางนั่นมันมีเงินเก็บเท่าไหร่! ไอ้สารเลวนั่นมันทำเกินไปจริงๆ”

หลี่เหว่ยกั๋วยิ้มแล้วพูดต่อ “ถ้างั้นทำไมเราไม่เติมเชื้อไฟหน่อยล่ะ?”

“เอาล่ะ แผนการจัดซื้อขั้นตอนถัดไปของโคโลนี่หมายเลข3ได้ออกมาแล้ว ฉันไม่มีแผนว่าจะให้ส่วนแบ่งตรงนี้กับมู่หยางและจะมอบมันทั้งหมดให้กับหลินเซวียนแทน” เหล่าอู๋ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ด้วยวิธีการนี้พวกเราก็จะสามารถสร้างความเสียหายให้กับพันธมิตรนักทำโพชั่นของมู่หยางได้อย่างร้ายแรง”

หลี่เหว่ยกั๋วพยักหน้า “ไม่นานมานี้ฉันพบอะไรบางอย่างที่ค่อนข้างน่าสนใจ”

“หืม?”

“เจ้าหมูหยางนี่มักจะหายตัวไปค่อนวันในทุกๆหลายวัน หมอนั่นประกาศให้คนนอกรับรู้ว่าไปหาวัตถุดิบแต่ที่จริงแล้ววัตถุดิบเหล่านั้นมันใช้วิธีการซื้อเอาทั้งหมด แล้วทำไมถึงต้องออกไปหาเองด้วย?” หลี่เหว่ยกั๋วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ดังนั้นฉันเลยแอบตามมันไปหนหนึ่ง”

“เจออะไร?”

“หมอนั่นหายตัวไปก่อนที่ฉันจะเจอเบาะแสนี่สิ” หลี่เหว่ยกั๋วดูอับจนหนทาง

เหล่าอู๋ชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “น่าขันจริงๆ นายเป็นถึงนักสู้ขอบเขตที่8แต่กลับถูกคนที่มีอาชีพสายทักษะอาชีพประจำวันที่ไม่รู้แม้แต่วิธีต่อสู้สลัดหลุดเนี่ยนะ”

ท่าทีของหลี่เหว่ยกั๋วดูสิ้นหวังยิ่งนัก “จริงอยู่ว่าเจ้าหมอนั่นมีอาชีพสายทักษะอาชีพประจำวันแต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะเรียนรู้สกิลอื่นนอกจากสกิลอาชีพประจำวันไม่ได้นี่ ยกตัวอย่างเช่นลอบเร้น? เคลื่อนที่ไร้ร่องรอย?”

“นอกจากนี้ถึงแม้ฉันไม่อยากจะยอมรับแต่ตัวฉันนั้นชำนาญด้านการต่อสู้ซึ่งๆหน้ามากกว่า การแอบตามใครนี่ไม่ใช่ทางของฉันจริงๆว่ะ”

รอยยิ้มของเหล่าอู๋ยิ่งมาก็ยิ่งฉีกกว้าง “เป็นแบบนั้นจริงๆ”

“เจ้าหมูหยางคนนี้คุ้มค่าแก่การตรวจสอบ เพียงแค่เรื่องที่รวมหัวกับนักทำโพชั่นคนอื่นๆเพื่อดีดราคาเองก็สมควรโดนตรวจสอบแล้ว การกระทำนี้ทำให้นักสู้จำนวนมากขาดแคลนโพชั่น” หลี่เหว่ยกั๋วเอ่ยเสียงเข้ม

เหล่าอู๋โบกมือ “ไม่ต้องรีบร้อนไป ในอีกห้าวันอย่างมากจะมีคลื่นอสูรขนาดใหญ่ เมื่อถึงตอนนั้นพวกอินเดียมันต้องลงมือแน่ ถ้าเจ้ามู่หยางนี่เป็นสปายจริงมันก็ต้องลงมือเหมือนกัน พวกเรามารอดูกันเถอะ”

...

สี่วันให้หลัง

ดวงตาของมู่หยางแดงก่ำราวกับเลือด

หลายวันที่ผ่านมานี้เขาต้องเผชิญกับฝันร้ายอยู่ทุกวัน

เจ้าหลินเซวียนกับโล่มันมีเงินทุนไม่จำกัดรึไง?

ทำไมไม่ว่าเขาจะเพิ่มราคาไปเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ยังเสนอราคาสูงขึ้นไปอีก?

นี่มันบ้าบอเกินไปแล้ว!

มู่หยางถึงขนาดเดาว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่กองพลก่อสร้างกำลังหนุนหลังหลินเซวียนกับโล่แบบลับๆ ไม่อย่างนั้นแล้วก็เป็นไปไม่ได้แล้วที่จะอธิบายว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้มีเงินเยอะนัก

นักทำโพชั่นอีกห้าคนที่มารวมตัวกันกับเขาเองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน

“ยังเหลือแก่นแท้กันอยู่บ้างไหม?” มู่หยางเอ่ยอย่างช้าๆด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

นักทำโพชั่นคนหนึ่งเงยหน้ามองเขาและเอ่ยด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “พี่มู่ก็รู้ว่าผมไม่เคยเก็บเงินข้ามคืนด้วยซ้ำ เงินที่ได้มาในวันนั้นส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปในวันนั้นนั่นแหละ”

มู่หยางจ้องไปที่นักทำโพชั่นคนถัดไปซึ่งกำลังยกมือขึ้นมาเกาหัว “พี่มู่ก็รู้ว่าเงินผม...อยู่กับกองพลก่อสร้างหมดเลย พวกเราให้ดอกด้วยนะ”

มู่หยางกัดฟันแน่น “ขยะ! พวกแกไม่แม้แต่จะนำเงินที่ฉันต้องการออกมาได้ด้วยซ้ำ!”

เหล่านักทำโพชั่นพากันส่ายหัวแต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใด

พวกเขาสบถด่าอีกฝ่ายอยู่ในใจ

ไม่ใช่ว่าตัวมู่หยางเองก็ขาดแคลนแก่นแท้เหมือนกันรึไง? พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงไร้ยางอายขนาดนี้

“วันนี้มีคนออกไปกี่คน?” มู่หยางถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้งอีกครั้ง

นักทำโพชั่นคนหนึ่งโพล่งขึ้นมา “2 พวกนั้นไม่อยากจะสู้ในสงครามนี้กับหลินเซวียนอีกแล้ว พวกเขากล่าวว่าพวกเขาจะตั้งตนเป็นกลางแทนดังนั้นเมื่อรวมสองคนนี้เข้าไปก็เท่ากับว่ามีแปดคนแล้วที่ตั้งตัวเป็นกลาง”

“ก่อนที่ผมจะมาที่นี่เสี่ยวหลี่ก็บอกผมว่าอย่ามา เขาบอกให้ผมมาบอกคุณว่าเขารู้สึกว่าทางกองพลก่อสร้างน่าจะกำลังสนับสนุนหลินเซวียนและคนอื่นๆอยู่เบื้องหลัง พวกเราแข่งไปก็ไม่ชนะหรอก” นักทำโพชั่นอีกคนพูดเสียงแผ่ว

นักทำโพชั่นคนอื่นๆเองก็พยักหน้ารับเงียบๆ

กองพลก่อสร้างยื่นคำสั่งซื้อทั้งหมดให้กับนักทำโพชั่นที่อยู่ฝั่งหลินเซวียนแต่ฝั่งของมู่หยางนั้นกลับไม่มีเลย

ดูผิวเผินแล้วเหตุผลอาจจะดูเหมือนว่าเพราะหลินเซวียนให้ราคาถูกกว่า

หากแต่ใครเล่าจะรู้เหตุที่แท้จริง?

กองพลก่อสร้างไม่พอใจการผูกขาดตลาดโพชั่นของพันธมิตรมู่หยางมานานแล้ว!

หนนี้ก็แค่เพราะตัวแปรจำนวนมากมันมารวมตัวกันและระเบิดออกมาในคราวเดียวก็เท่านั้น

หัวใจของมู่หยางราวกับถูกมีดกรีด

เขาใช้เงินไปตั้งมากในการดึงตัวนักทำโพชั่นพวกนี้

พันธมิตรที่เป็นดั่งเหล็กกล้าไม่อาจทำลายนกลับพังทลายลงหลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่วัน!

“ปรุงโพชั่นต่อไป ส่วนเรื่องเงินทุนเดี๋ยวฉันจะหาทางเอง” มู่หยางหมุนตัวจากไปโดยเตรียมจะไปขอเงินจากครุฑเพิ่ม

ไม่นานหลังจากที่เขาออกมาจากโคโลนี่หมายเลข3 มู่หยางก็สัมผัสได้ว่ามีใครบางคนแอบตามเขามา

เขาแค่นเสียง เป็นเจ้านักสู้พิการขอบเขตที่8นั่นอีกแล้ว

แม้ว่ามู่หยางตอนนี้จะเป็นสุดยอดปรมาจารย์นักปรุงโพชั่นก็ตาม

หากแต่ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นสุดยอดปรมาจารย์นักปรุงโพชั่นนั้นเขาเคยเป็นจอมเวทย์มาก่อน!

เนื่องจากคำขอจากทางอินเดียหรอกเขาถึงได้เปลี่ยนอาชีพเป็นสุดยอดปรมาจารย์นักปรุงโพชั่นเช่นนี้

ดังนั้นแล้วเขาจึงมีสกิลต่อสู้มากพอจะการันตีได้ว่าไม่มีทางมือไม้อ่อนเวลาต่อสู้

นอกจากนี้ตัวเขายังเชี่ยวชาญ ‘สกิลแอนตี้แทรคกิ้ง(ต่อต้านการสะกดรอย)’ ซึ่งเขาได้ทำการเรียนรู้สกิลนีตั้งแต่ช่วงแรกๆที่กลายมาเป็นสปายแล้ว

หลี่เหว่ยกั๋วเองก็ไม่ถนัดด้านการตามรอย เขาทำได้เพียงเพิ่มความเร็วเป็นครั้งคราวและไม่นานก็คลาดกับอีกฝ่าย

หลี่เหว่ยกั๋วทำได้เพียงจ้องมองดูด้วยสายตาหมดหนทางก่อนจะหมุนตัวจากไป

เมื่อปราศจากหลักฐานเขาก็ไม่อาจเอาโทษอะไรจากอีกฝ่ายได้

ไม่นานนักมู่หยางก็พบกับครุฑและได้ทำการอธิบายเรื่องราวต่างๆให้อีกฝ่ายฟัง

ครุฑขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าของเขาอัดแน่นไปด้วยความโกรธา

ในช่วงสงครามเงินตรานี้มู่หยางเคยมาขอเงินกับเขาแล้ว

เขากระทั่งให้อีกฝ่ายไปสองครั้งแล้ว

สองครั้งแรกนั้นครุฑยังพอทนมอบเงินให้กับอีกฝ่ายไหว ยิ่งไปกว่านั้นในทุกครั้งอีกฝ่ายมักจะขอเงินไป5แสนแก่นแท้เสียทุกครั้ง

อย่างไรก็ตามนี่เป็นครั้งที่สามแล้ว!

ครุฑเริ่มสงสัยแล้วว่าเจ้ามู่หยางผู้ไร้ประโยชน์นี่มันแอบเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองรึเปล่า

“ขยะ กระทั่งเรื่องแค่นี้ก็ยังทำออกมาให้ดีไม่ได้!” ครุฑสบถด่าอย่างรุนแรง

มู่หยางก้มหน้าก้มตาด้วยความหวาดกลัว

ความโกรธของนักสู้เลเวล9ขอบเขตที่8นั้นไม่ใช่อะไรที่เขาสามารถทานรับได้

หลังจากนั้นซักพักครุฑก็แค่นเสียงเอ่ยออกมา “ไม่มีความจำเป็นต้องทำสงครามเงินตรากับอีกฝ่ายแล้ว”

มู่หยางคราแรกก็ชะงักไปจากนั้นก็รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งยวด “พวกเราจะสู้ตรงๆเลยหรอครับ?”

ครุฑตอบด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ “อย่างมากอีกสองวันข้างหน้า พวกวิญญาณจะเข้าโจมตีโคโลนี่ทั้ง3แห่งในบรรพตเสี้ยววิญญาณ จากการคาดเดาของฉันความแข็งแกร่งของโคโลนี่หมายเลข3อย่างมากก็น่าจะทำได้เพียงป้องกันเท่านั้น พวกนั้นยังไงก็ต้องได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง”

“เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราจะทำภารกิจฆ่าล้างบาง”

“ถึงตอนนั้นพวกเราก็จะทำให้บรรพตเสี้ยววิญญาณมาอยู่ภายในการควบคุมของอินเดียได้!”

มู่หยางละล่ำละลักเอ่ยออกมา “เป็นแผนที่ดีมากครับท่าน!”

จากนั้นเขาก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถามต่อ “ท่านครุฑ ความตายของนักสู้จากที่ซ่อนทั้งสองแห่งก่อนหน้านี้จะส่งผลต่อสถานการณ์โดยรวมรึเปล่า?”

ครุฑแค่นเสียง “ก็แค่นักสู้ขอบเขตที่7ไม่กี่สิบคนมันไม่ส่งผลต่อสถานการณ์โดยรวมหรอกน่า”

“ช่วงสองวันต่อจากนี้ก็พยายามอย่าทำตัวเด่นนัก มีหน้าที่อะไรก็ทำไปอย่างเงียบๆ”

“รับทราบครับ!” มู่หยางพยักหน้ารับคำ

ดูจากท่าทีแล้วบรรพตเสี้ยววิญญาณไม่นานก็คงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอินเดียเป็นแน่

ยิ่งไปกว่านั้นตัวเขาก็กำลังจะได้อยู่เหนือกว่าทุกคนอีกด้วย!