ตอนที่ 67

เย่อู่ชิวหยิบโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตขวดใหญ่ออกมาจากอุปกรณ์เก็บของและดื่มมันลงไปในคราวเดียวเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ

การต่อสู้ของเธอกับแบล็คเมื่อครู่เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น แม้ทั่วร่างของเจ้าหล่อนจะดูเหมือนว่าเต็มไปด้วยบาดแผลหากแต่จริงๆแล้วนั้นเป็นเพียงบาดแผลตื้นๆเท่านั้น

“ลงมือ! จับเป็นแฝดอสูรให้ได้!”

เย่อู่ชิวตะโกนลั่นและพุ่งตรงเข้าใส่อสูรตะกละ แบล็คกับชายชราจมูกโตเองก็พุ่งเข้าใส่อสูรโลหิตเช่นกัน

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เสียงโลหะปะทะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

หลินเซวียนที่มองการต่อสู้จากที่ไกลๆเดาะลิ้นและคิดขึ้นมาด้วยความสงสัย

สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมากที่สุดก็คือชายชราจมูกโตคนนั้น ไม่ใช่ว่าคนผู้นี้เป็นนักสู้เลเวล9ขอบเขตที่6หรอกหรือ? แล้วทำไมจู่ๆเขาถึงฟื้นฟูราวกับว่ากลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้งเช่นนี้เล่า? เขาถึงขั้นสามารถส่งร่างของนักสู้ขอบเขตที่7ปลิวกระเด็นได้เชียวนะ

หลินเซวียนใช้สกิลตรวจสอบอีกครั้งและพบว่าอีกฝ่ายก็ยังคงเป็นเลเวล9ขอบเขตที่6เช่นเดิม

วิธีต่อสู้ของเย่อู่ชิวนั้นค่อนข้างแฟนตาซีไม่น้อย

มือซ้ายของเธอปกคลุมไปด้วยพลังน้ำแข็งและมือขวาเองก็โบกสะบัดดาบยาว ลักษณะของเธอดูคล้ายกับพวกจอมเวทย์ต่อสู้ในเกมก่อนที่เขาจะข้ามมิติมายิ่งนัก

น้ำแข็งนั้นใช้เพื่อลดความเร็วและดาบนั้นคือการโจมตีหลัก

เห็นได้ชัดเลยว่าอสูรตะกละไม่เคยเจอวิธีการต่อสู้เช่นนี้มาก่อน บวกกับเรื่องที่พลังชีวิตของเขาลดลงต่ำทำให้เขาไม่อาจต้านทานได้ในที่สุด น้ำแข็งเข้าปกคลุมหลายจุดบนร่างกายของเขาและความเร็วของเขาเองก็ลดลงต่ำมาก

ฝั่งของอสูรโลหิตนั้นกลับเลวร้ายยิ่งกว่า เขาถูกศัตรูสองคนรุมโจมตีและกระทั่งอาวุธเองก็หลุดมือไปนานแล้ว เขาทำได้เพียงไขว้แขนเอาไว้ด้านหน้าและถอยไปพลางสู้ไปพลาง

หลังจากปัดป้องการโจมตีไปได้สิบครั้งติดแขนของเขาก็เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและกระดูกสีขาวเองก็เริ่มโผล่มาให้เห็นลางๆ

“พี่ชายที่รักฉันสู้กับคุณผู้หญิงคนนี้ไม่ไหว คงทำได้แค่หนีเท่านั้น!” อสูรตะกละที่ใช้กระบี่ของตนปัดดาบของเย่อู่ชิวออกไปคำรามออกมา

“น้องชายพี่พี่รู้!” อสูรโลหิตกระอักเลือดออกมาและล่าถอยไปยังตำแหน่งของอสูนตะกละอย่างรวดเร็ว

จากนั้นอสูรตะกละก็พลันหยิบตะเกียงสีฟ้าอันหนึ่งออกมาจากอุปกรณ์เก็บของและทำลายมันทันที

เปลวเพลิงสีฟ้าพลันเข้าปกคลุมร่างของคนทั้งสองเอาไว้

เปลวเพลิงนี้เย็นยิ่งนักราวกับว่าเป็นเปลวเพลิงจากขุมนรก

ดาบของเย่อู่ชิวฟาดฟันใส่หากแต่ราวกับฟันเข้าใส่หินผาที่หนาไร้ทัดเทียมและไม่อาจทำร้ายอสูรตะกละที่อยู่ด้านในเปลวเพลิงได้เลย

“ไม่คิดเลยว่าพวกแกจะมีตะเกียงอรหันต์วิญญาณ” เย่อู่ชิวขมวดคิ้วเล็กน้อย

ตะเกียงอรหันต์วิญญาณนั้นเป็นไอเทมที่ดรอปจากแดนลับขนาดมหึมาอย่าง ‘แดนต้นกก’ ซึ่งเป็นแดนลับที่อยู่ภายใต้การควบคุมของที่ราบมหาสวรรค์

เมื่อทำลายตะเกียงอรหันต์วิญญาณมันจะสร้างเพลิงอรหันต์วิญญาณขึ้นมาปกคลุมร่างของผู้ใช้ ใครที่ถูกเพลิงอรหันต์วิญญาณโอบล้อมจะไม่มีอะไรมากล้ำกรายได้แต่ก็ไม่อาจโจมตีผู้ที่อยู่ด้านนอกเพลิงอรหันต์วิญญาณได้เช่นกัน

สามวินาทีหลังจากนั้นเพลิงอรหันต์วิญญาณก็จะหายไปและผู้ที่ถูกเปลวเพลิงอรหันต์วิญญาณโอบล้อมเองก็จะถูกส่งไปยัง ‘แดนต้นกก’ ด้วยเช่นกันฃ

หากแต่เพลิงอรหันต์วิญญาณนั้นก็มีข้อเสีย ทุกครั้งที่ใช้งานมันจำเป็นต้องใช้แก่นแท้จำนวนมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้นยิ่งใช้มากครั้งก็ยิ่งใช้แก่นแท้มากตาม

เนื่องจากหลังจากที่เลื่อนขั้นเป็นขอบเขตที่7จำเป็นต้องใช้แก่นแท้ในการอัพเลเวล ดังนั้นการเสียแก่นแท้จำนวนมากก็เท่ากับเลเวลที่ลดลง

การสูญเสียเลเวลก็หมายถึงค่าสถานะที่ได้มาก่อนหน้านี้จะถูกลบออกไปและความแข็งแกร่งเองก็จะลดลงอย่างมหาศาล

กว่าจะฟื้นตัวได้คงจำเป็นต้องใช้เวลาหลายปี

กองพลก่อสร้างเคยก่อสู้กับองค์กรใหญ่ๆแทบทุกองค์กรบนโลกมาแล้วซึ่งก็แน่นอนว่ารวมไปถึงที่ราบมหาสวรรค์ด้วยเช่นกัน พวกเขาจึงค่อนข้างเข้าใจความไร้ยางอายของตะเกียงอรหันต์วิญญาณดี

หลายครั้งแล้วที่เมื่อนักสู้ขอบเขตที่7ของกองพลก่อสร้างกำลังจะสังหารอีกฝ่ายได้ หากแต่อีกฝ่ายกลับใช้ตะเกียงอรหันต์วิญญาณหลบหนีไป

ยิ่งไปกว่านั้นข้อได้เปรียบของตะเกียงอรหันต์วิญญาณก็คือต่อให้ศัตรูได้มันไปก็ไร้ประโยชน์

นั่นก็เพราะว่ามันจะส่งผู้ใช้ไปได้แค่เพียง ‘แดนต้นกก’ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรที่ราบมหาสวรรค์เท่านั้น

ผู้จัดการหมายเลข1ที่ยังไม่ตายพยายามฝืนตัวเองคำรามออกมา “ท่านแฝดอสูร...โปรดพาผมไปด้วย!”

อสูรโลหิตส่ายหัว “กระผมต้องขออภัยด้วยจริงๆแต่ท่านนั้นเป็นเพียงแค่หมากตัวจ้อย พวกเรานักสู้ขอบเขตที่7คือกำลังรบขั้นสูงที่องค์กรไม่อาจเสียไปได้ เพื่อความปลอดภัยของพวกเราพวกเราคงไม่มีทางเลือกได้แต่ต้องยอมสละชีวิตของท่าน”

สีหน้าของหมายเลข1สิ้นหวังยิ่ง

อสูรตะกละเดาะลิ้นและเอ่ยกับเย่อู่ชิว “สาวสวยครั้งหน้าที่พวกเราพบกันกระผมจะเป็นคนตัดขาอันแสนงดงามนั่นของท่านและเก็บมันเป็นของล้ำค่า...” ตูม!

อีกฝ่ายยังกล่าวไม่ทันจบประโยคบอลเพลิงลูกหนึ่งก็ระเบิดใส่หัวของเขาเสียก่อน

การโจมตีนี้แน่นอนว่าไม่ส่งผลใดๆ ยังไงซะหลินเซวียนก็ไม่เคยเห็นตะเกียงอรหันต์วิญญาณมาก่อนเลยอดที่จะลองดูไม่ได้

อสูรตะกละ “...ท่านผู้นี้ทำไมถึงกล้าขัดขณะที่กระผมกำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานกันล่ะ? ท่านช่วยเอ่ยนามออกมาได้หรือไม่? ครั้งหน้าที่เราพบกันกระผมจะได้เป็นผู้ตัดศีรษะของท่านด้วยตัวเอง”

หลินเซวียนกระโดดลงมาจากกำแพงเมืองและเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “ฉันชื่อจูล่งแห่งเสียงสาน!”

อสูรตะกละเอ่ย “เป็นชื่อที่แปลกยิ่งนัก...ท่านจูล่งแห่งเสียงสาน กระผมจะจำชื่อของท่านเอาไว้ โปรดรักษาชีวิตของท่านเอาไว้ให้ดีรอให้กระผมมารับไป”

วู้ม!

เพลิงอรหันต์วิญญาณมลายหายสิ้นราวกับไอน้ำที่ระเหยไปในอากาศและแฝดอสูรเองก็ถูกเคลื่อนย้ายไปด้วยเช่นกัน

ในเมื่อนักสู้ขอบเขตที่7ของอีกฝ่ายหลบหนีไปแล้ว นักสู้ส่วนที่เหลือขององค์กรเจอร์มินอลย่อมไม่อาจต่อกรกับเย่อู่ชิวและแบล็คได้ พวกเขาถ้าไม่ยอมแพ้ก็เลือกที่จะหลบหนีไปราวกับนกแตกรัง

ผู้จัดการหมายเลข3ที่กำลังฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บอย่างช้าๆ เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเขาก็โกรธเกรี้ยวยิ่งนักจนกระอักเลือดออกมาและสลบไปอีกรอบ

ผู้จัดการหมายเลข1ที่เหลือเลือดเพียงน้อยนิด เขาหวังว่าแฝดอสูรจะพาเขาไปด้วยแต่เขากลับถูกทิ้ง

เขาทำงานอย่างหนักเพื่อองค์กรเจอร์มินอลมาโดยตลอดและใช้สมองไปก็มากแต่ท้ายที่สุดกลับถูกทิ้งเช่นนี้ เขาโกรธจัดจนสลบไปอีกคน

ตึง

ชายชราจมูกโตดูเหมือนจะสูญสิ้นพลังและล้มลงบนพื้นเช่นกัน

เย่อู่ชิวเดินเข้ามาและพยุงร่างของเขาเอาไว้ “ลุง...”

ชายชราฝืนยิ้ม “เสี่ยวชิวไม่ต้องเสียใจไป ชีวิตนี้ฉันใช้ชีวิตมาคุ้มแล้ว ตราบใดที่ได้ตายเพื่อกองพลก่อสร้างการตายของฉันก็คือการตายที่คุ้มค่า”

“หลังจากฉันตายก็จงฝังฉันเอาไว้ในเมืองเครนขาวแห่งนี้ ฉันเกิดที่นี่ โตที่นี่แล้วก็ตายที่นี่ ชีวิตนี้คุ้มค่าแล้ว”

ชายชราฝืนกล่าวจนจบประโยคและค่อยๆปิดตาลงอย่างสงบ

เมื่อเห็นภาพนี้หลินเซวียนเองก็เงียบไปเหมือนกัน

เมืองเครนขาวมีนักสู้ขอบเขตที่7เพียงคนเดียวจริงๆ ชายชราจมูกโตนั้นเป็นเพียงนักสู้เลเวล9ขอบเขตที่6เท่านั้น หากแต่เมื่อครู่ที่จู่ๆเขาก็ทรงพลังขึ้นมาถึงขั้นที่สามารถรับดาบของอสูรตะกละได้ด้วยร่างกายเพียวๆและส่งอีกฝ่ายปลิวกระเด็นไปได้ในหมัดเดียวนั้น น่าจะเป็นเพราะร่างกายของเขาถูกบางอย่างกระตุ้น

หลินเซวียนไม่รู้ว่าสิ่งที่กระตุ้นนั้นคืออะไรแต่เขารู้แค่ว่ามันต้องเป็นของดีแน่นอน ยังไงซะทุ่งราบมหาสวรรค์ที่มี ‘แดนต้นกก’ ซึ่งเป็นแดนลับขนาดมหึมาในครอบครองเพียงหนึ่งแดนแต่ก็ยังทำให้พวกเขาหาของดีๆอย่างตะเกียงอรหันต์วิญญาณมาได้ ในเมื่อกองพลก่อสร้างมีแดนลับมหึมาถึงสองแดนพวกเขาก็ย่อมต้องมีของดีไม่แพ้ตะเกียงอรหันต์วิญญาณ

เขาเดาว่าไอเทมชิ้นนี้น่าจะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้ในช่วงสั้นๆแต่มีผลข้างเคียงร้ายแรง อาจจะเป็นไอเทมที่กองพลก่อสร้างได้มาจากหนึ่งในแดนลับมหึมาของพวกเขา

...

หนึ่งวันให้หลัง นักสู้จากกองพลก่อสร้างก็มาถึงเมืองทะเลสาบตะวันออก

แบล็คเข้าจู่โจมและทำลายปลอกคอบนคอของนักกู้ซากทุกคนทิ้ง นักกู้ซากทุกคนซาบซึ้งจนน้ำตาไหลและยินดีเข้าร่วมกับกองพลก่อสร้าง

จากนั้นแบล็คและเย่อู่ชิวก็นำประตูแสงสู่แดนลับทั้งหกบานภายใต้การควบคุมขององค์กรกลับไปยังเมืองเครนขาว

จางเผิง โม่หยวน หยางเหว่ยและคนอื่นๆที่รู้สึกได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่ามีบางอย่างผิดท่า โดยเฉพาะหลังจากที่เห็นแฝดอสูรหลบหนีไปคนทั้งสามเองก็หนีจากไปทันทีเช่นกัน

โดยเฉพาะหยางเหว่ย ตัวเขานั้นรู้ดีว่าเขากดขี่นักกู้ซากอย่างไรบ้างและเป็นต้นเหตุที่ทำให้นักกู้ซากมากมายเพียงใดต้องตายในแดนลับ ถ้าเขาถูกกองพลก่อสร้างจับได้คงไม่แคล้วต้องถูกคิดบัญชีเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงหลบหนีไป

หลังคิดดูแล้วพวกเขาก็เลือกที่จะไปยังเมืองฉางเล่อทางตอนเหนือ ทางฝั่งนั้นมีองค์กรขนาดเล็กสององค์กรครอบครองอยู่และกองพลก่อสร้างก็ทำอะไรกับพวกเขาไม่ได้มาก ถ้าคนทั้งสามซึ่งเป็นนักสู้ขอบเขตที่6ไปที่นั่นย่อมสามารถยึดครองดินแดนส่วนหนึ่งได้

ส่วนทางด้านเหวินเซี่ยง ภายใต้การโน้มน้าวของลู่หลัวในที่สุดเขาก็เข้าร่วมกับทางกองพลก่อสร้าง

ผู้จัดการหมายเลข1และ3ซึ่งเป็นตัวการหลักในการกดขี่นักกู้ซาก พวกเขาถูกทางกองพลก่อสร้างสำเร็จโทษไปพร้อมๆกัน เหล่านักสู้ทั้งหลายต่างพากันเฮลั่น

ผู้จัดการหมายเลข2คือหมาป่าเงินดังคาดและแบล็คกับลู่หลัวเองก็เป็นสปายที่ทางกองพลก่อสร้างส่งไปยังองค์กรเจอร์มินอล ผลงานของพวกเขาครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก

ท้ายที่สุด โล่วิญญาณเองก็สร้างคณูปการไว้อย่างมากมายเช่นกัน

โล่วิญญาณเข้าร่วมกับกองพลก่อสร้างและกลายเป็นสมาชิกภายนอกในชั่วข้ามคืนก่อนที่องค์กรเจอร์มินอลจะบุกมายังเมืองเครนขาว เขานำข้อมูลสำคัญมาด้วยทำให้เย่อู่ชิววางแผนรับมือได้ทัน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังคุ้มกันกำแพงทางฝั่งตะวันตกและออกกับเพื่อนของเขาอย่าง - ระเบิดเพลิง เสียงลำพังกันสองคน การกระทำของเขาทำให้แผนการของหมายเลข1ต้องพังทลาย

รางวัลนั้นถูกแจกจ่ายให้ตามมาตราฐานของทางกองพลก่อสร้างและความดีความชอบเองก็จะถูกบันทึกเอาไว้

ยังไงก็ตาม ตลอดเหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นหลินเซวียนกลับไม่เคยเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา

ในสายตาของคนนอก หลินเซวียน โล่วิญญาณและระเบิดเพลิงนั้นคือสามตัวตนอย่างสิ้นเชิง

“คนทรยศในเมืองเครนขาวยังไม่ถูกขุดรากถอนโขน ยังไม่มีความจำเป็นที่เราต้องเผยตัวตน”

ดูเผินๆแล้วหลินเซวียนยังคงเป็นนักสู้เลเวล9ขอบเขตที่2เท่านั้น หลังจากถอดปลอกคอนักกู้ซากออกไปได้เขาก็สบายใจยิ่งกว่าเดิม