ตอนที่ 108

ราชันย์หมาป่าตัวผู้ไม่พอใจยิ่งนัก

มันกำลังจะสุขสมอยู่แล้วทำไมจู่ๆถึงโดนขัดกัน?

ราชันย์หมาป่าตัวผู้ส่งเสียงหอนลั่นและกำลังจะตามไป

หากแต่จู่ๆหลินเซวียนกลับเข้าควบคุมร่างและออกคำสั่งให้มันสะกดเสียงหอนเอาไว้

เขาพอจะเดาได้แล้วว่าหลี่อี้คิดจะทำอะไร

แล้วก็พอจะเดาได้คร่าวๆแล้วด้วยว่าหลี่อี้มาจากองค์กรไหน

อินเดีย!

อุปกรณ์สวมใส่และสกิลของเขาคล้ายกับของพวกนักสู้ชาวอินเดียไม่มีผิดเพี้ยน

ไม่ว่าหลี่อี้จะถูกทางอินเดียครอบงำหรือเข้าร่วมกับกองพลหลังจากเติบโตจากอินเดียก็ตามที...

ไม่ว่าจะทางไหนเขาก็ต้องเกี่ยวข้องกับทางนั้นแน่นอน

“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจู่ๆก็ดูเป็นมิตรกับฉันขึ้นมาพอเห็นว่าฉันเองก็มีทักษะของผู้เลี้ยงอสูร เจ้าหมอนี่คงคิดไปว่าฉันเป็นสปายที่ซ่อนอยู่ในกองพลก่อสร้างเหมือนกันล่ะสิ...” หลินเซวียนที่เริ่มโมโหสบถด่าออกมา

“สกิลที่หลี่อี้ใช้เมื่อกี้น่าจะเป็น ‘เรียกอสูร’ หลังจากใช้สกิลนี้แล้วเขาจะมีโอกาสเรียกอสูรมาสู้เพื่อตัวเองดได้ ระยะเวลาขึ้นอยู่กับระดับของสกิล เกรดของสกิลและเลเวลของอสูร”

“สกิลของเขาตอนนี้เกรดสีม่วงแล้ว อัตราการเรียกอสูรทั่วไปสำเร็จอย่างน้อยก็ต้องมี80% ส่วนอัตราการเรียกราชันย์แดนลับมาได้นั้นไม่ควรจะเกิน10%”

หลินเซวียนแค่นเสียง เขาอ่านความคิดของอีกฝ่ายขาดหมดแล้ว

หลี่อี้หมายจะอัญเชิญอสูรจำนวนมากมาในยามค่ำคืน ยิ่งถ้าเรียกราชันย์แดนลับจำนวนมากมาได้ยิ่งดีใหญ่

โดยใช้ข้อได้เปรียบจากความจริงที่ว่านักสู้ขอบเขตที่7ส่วนใหญ่กำลังหลับใหล เขาคิดจะเรียกอสูรพวกนี้มาเข้าโจมตีแคมป์!

เช่นนี้แล้วนักสู้ขอบเขตที่7ที่ไม่ได้เตรียมตัวรับมือก็อาจจะเสียหายกันอย่างหนักหน่วง

ยิ่งถ้าลากยาวจนเป็นการต่อสู้วงใหญ่จนดึงดูดความสนใจจากราชันย์แดนลับมากประสบการณ์บนยอดเขายิ่งดีใหญ่

หากเป็นเช่นนี้จริงก็มีโอกาสสูงมากที่พวกขเจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก

แม้ว่าจะมีโอกาสสูงที่หลี่อี้จะตายที่นี่เช่นกันแต่เป้าหมายของเขาก็สำเร็จอยู่ดี

ต้องรู้ด้วยนะว่ามีนักสู้ขอบเขตที่7ที่เข้าสู่ภูเขาอัสนีร่วงถึง33คนซึ่งก็รวมไปถึงเซี่ยงเทียนซิวผู้ที่ได้ชื่อว่าได้รับการตีค่าเอาไว้สูงมากจากนักสู้ขอบเขตที่9 เช่นเดียวกันกับโล่วิญญาณและระเบิดเพลิง ม้ามืดที่พึ่งจะโผทะยานขึ้นมา!

ถ้าคนเหล่านี้เสียชีวิตลงในภูเขาอัสนีร่วงนั่นจะทำให้กองพลก่อสร้างเสียหายอย่างรุนแรง!

แรงกระเพื่อมนี้แม้จะไม่ได้ชัดเจนนักแต่มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่จะทำให้ทางกองพลไร้ซึ่งผู้สืบทอดในอนาคต ถ้านักสู้ขอบเขตที่9สิ้นชีพลงก็จะไร้ผู้สืบสาน

“เรียกราชันย์แดนลับใช่ไหม? เดี๋ยวจะให้แกเรียกจนสมใจอยากเลย” หลินเซวียนแค่นเสียงและเรียกร่างอวตารของเขามาทางนี้

จากนั้นเขาก็ควบคุมให้ราชันย์หมาป่าตัวผู้เลียนแบบแววตาสับสนของราชันย์หมาป่าตัวเมียและค่อยๆเดินไปอย่างช้าๆราวกับถูกสกิล ‘เรียกอสูร’ เรียกสำเร็จ

เมื่อหลี่อี้เห็นว่ามีราชันย์แดนลับกำลังเดินมาเพิ่มอีกตัว ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างและมีความสุขจนเกือบจะกรีดร้องออกมา

“โอกาสสำเร็จ10%กลับสำเร็จติดๆกัน! กระทั่งสวรรค์ก็ยังช่วยฉัน!”

นอกจากสองราชันย์แดนลับแล้วก็ยังมีเสือดาวอัสนีบารตอีกตัวหนึ่งที่มาก่อนและอสูรเลเวล9ขอบเขตที่7อีกถึง6ตัว! นอกจากนี้ยังมีอสูรอีกเจ็ดถึงแปดสิบตัวที่มีเลเวลลดหลั่นกันไป!

อสูรเหล่านี้ทั้งหมดล้วนดูเชื่อฟังเขาและไม่แสดงท่าทีก้าวร้าวเลยซักนิด

หลี่อี้มีความสุขยิ่งนัก

เขาโชคดีจริงๆ

ในอดีตนั้นเขาไม่เคยอัญเชิญอสูรที่ทรงพลังมาได้มากมายขนาดนี้มาก่อนเลย

ราวกับว่าสวรรค์เป็นใจอยากให้เขาทำลายกองพลก่อสร้างก็ไม่ปาน!

หลี่อี้ดึงกางเกงขึ้นและลุกขึ้นยืน

“โจมตี! ยิ่งสร้างความวุ่นวายได้เท่าไหร่ยิ่งดี! ฉันต้องการให้พวกมันตายไปให้หมด!” หลี่อี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

ราชันย์หมาป่าตัวเมียทำตามคำสั่งโดจดุษดีและกำลังจะเข้าโจมตี

หากแต่ราชันย์หมาป่าตัวผู้กลับเอนกายเข้ามาขบติ่งหูของมันเสียก่อน

ราชันย์หมาป่าตัวเมียมีท่าทีสับสนราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และหยุดการกระทำทั้งหมดลง

หลี่อี้ขมวดคิ้วมุ่น

เกิดอะไรขึ้น?

ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ทำไมถึงยังเข้าไปนัวเนียกันอีก

ทำไมในสมองของพวกแกถึงมีแต่เรื่องจะเยเย่กันทั้งวันไม่ทราบ!

“เร็วเข้า!”

หลี่อี้สั่งออกมาอีกครั้ง

จากนั้นอสูรทั้งหมดก็พลันเข้ามาล้อมกรอบเขาเอาไว้

ดวงตาเหล่านั้นหาได้นิ่งเรียบและดูเชื่อฟังอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความกระหายเลือด

ร่างของหลี่อี้สั่นสะท้าน

เกิดบ้าอะไรขึ้น?!

หรือว่าระยะเวลาควบคุมของสกิล ‘เรียกอสูร’ หมดลงแล้ว!

เป็นไปไม่ได้! นี่ยังผ่านมาไม่ถึงห้านาทีเลย!

หลินเซวียนชี้มาจากที่ไกลๆและเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา

“แดกมัน”

ราชันย์หมาป่าตัวผู้เป็นตัวแรกที่เปิดฉากโจมตี ไม่สิต้องบอกว่ามันเพียงแค่เหยียดกงเล็บออกมามากกว่า

กงเล็บแหลมคมเหยียดยื่นออกมาจากอุ้งมือหมาป่าของมัน

กงเล็บแต่ละซี่นั้นยาวถึง20เซนติเมตรและดูไม่ต่างไปจากมีดสั้นเลย

ในระยะประชิดเช่นนี้หลี่อี้ที่เป็นเพียงผู้ฝึกอสูรซึ่งโดดเด่นไปทางด้านพลังจิตย่อมไร้ทางป้องกัน กระทั่งเวลาจะตอบสนองก็ยังไม่มีลำคอของเขาก็ถูกราชันย์หมาป่าตัวผู้เฉือนเข้าเสียก่อน

เลือดสาดกระเซ็นออกมาจากลำคอของหลี่อี้ อย่างไรก็ตามตัวเขาก็ยังไม่ตาย แม้ว่าจะแตกตื่นอยู่บ้างแต่เขาก็ยังมีสติและหมายจะหยิบโพชั่นฟื้นฟูพลังชีวิตออกมา

หากแต่อสูรที่อยู่รอบๆนั้นไม่คิดจะให้โอกาสนี้กับเขา พวกมันกระโจนเข้าใส่เขาอย่างไร้ปราณี

หลินเซวียนออกคำสั่งเป็นพิเศษให้พวกมันลงมืออย่างเงียบๆเท่าที่จะเป็นไปได้และให้เน้นไปที่การเชือดคอของหลี่อี้เป็นพิเศษ

ภายในป่าเขียวขจี เสียงบดเนื้อที่พยายามกดให้เบาที่สุดดังขึ้นมาลอยๆ

หลี่อี้สิ้นชีพอย่างเงียบเชียบหลังจากถูกอสูรหลายสิบตัวกัดแทะ

พร้อมด้วยความตายของหลี่อี้ ราชันย์หมาป่าตัวเมียจึงหลุดจากการควบคุม

มันผงะถอยหลังไปหลายก้าวและสังเกตเห็นราชันย์หมาป่าตัวผู้อยู่ข้างกาย พริบตานั้นมันพลันรู้สึกอยากจะออกกำลังกายขึ้นมาโดยพลัน

เมื่อเห็นว่าราชันย์หมาป่าตัวผู้เองก็มีอาการตอบสนองหลินเซวียนจึงคลายการควบคุม

ราชันย์หมาป่าโยนกองไอเทมจำนวนมากที่หลี่อี้ดรอปลงมาเอาไว้ในมิติส่วนตัวของหลินเซวียนอย่างลวกๆ จากนั้นมันก็วิ่งไปไกลกว่าพันเมตรพร้อมกับราชันย์หมาป่าตัวเมียและเริ่มโหยหวนออกมาอีกครั้ง

หลินเซวียนส่ายหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า สมแล้วที่เป็นราชันย์แดนลับ..เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจริงๆ จากนั้นหลินเซวียนก็เริ่มตรวจสอบของที่หลี่อี้พกเอาไว้

เขาหาเข็มกลัดของอินเดียไม่พบ

หากแต่พบกับลิสต์รายชื่อแทน

บนลิสต์นั้นมีชื่อมากมายถูกเขียนเอาไว้

เซี่ยงเทียนซิวคือชื่อแรก

ด้านล่างชื่อของเซี่ยงเทียนซิวคือชื่อของ เย่อู่ชิว ไป๋ชิงเหอและชื่อของคนอื่นๆเองก็รวมอยู่ด้วย

เมื่อถึงอันดับที่20หลินเซวียนก็พลันพบกับชื่อของโล่วิญญาณและระเบิดเพลิง

ยิ่งไปกว่านั้นอันดับของระเบิดเพลิงยังสูงกว่าโล่วิญญาณด้วย

บางทีคนเหล่านี้อาจจะถูกจัดอันดับตามความสามารถในการต่อสู้ล่ะมั้ง

ในรายชื่อนี้นั้นมีอยู่มากกว่าร้อยรายชื่อและมีเกือบยี่สิบชื่อที่ถูกกากบาตรสีแดงไปแล้ว

หัวใจของหลินเซวียนจมลง

เดาได้ไม่ยากเลยว่านี่คือรายชื่อลอบสังหารที่ทางอินเดียส่งมาให้กับสปายของพวกมันและบางคนในลิสต์รายชื่อนี้ก็ถูกสังหารไปแล้ว

“องค์กรพวกนี้สู้กันได้ไร้ยางอายสิ้นดี ถ้าไม่ฆ่าก็ถูกฆ่าล่ะนะ”

หลินเซวียนส่ายหัว

โชคดืที่เขารู้แผนการของอีกฝ่ายเข้าเสียก่อน

มิอย่างนั้นแล้วหลี่อี้อย่างน้อยก็สามารถเรียกราชันย์แดนลับมาได้จริงๆ

ถ้าเขาสร้างความวุ่นวายก็มีโอกาสสูงมากที่สิ่งต่างๆจะอยู่เหนือการควบคุม

ต่อให้พวกเขาจะไม่ถูกกวาดล้างจนเกลี้ยงแต่กว่าครึ่งก็คงต้องสังเวยชีวิต

หลินเซวียนเปิดดูไอเทมต่อ

สกิลผู้เลี้ยงอสูรและคทาปักษาพาทีเองก็ดรอปลงมาจากร่างของหลี่อี้เช่นกัน หนนี้ดูเหมือนโชคของหลินเซวียนจะดีไม่เลว

หลินเซวียนตัดสินใจเรียนรู้สกิลนี้ ยังไงซะมันก็เป็นถึงสกิลเกรดสีทอง ต่อให้เรียนรู้ไปก็ไม่ได้เสียหายอะไร

หลังจากเรียนรู้มันเขาพลันสัมผัสได้ว่าเสียงที่มาจากทุกทิศทางภายในป่าทึบนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะ

เขาสามารถเข้าใจเสียงร้องของนักและอสูรได้บ้างบางส่วน

นกฮูกแสงเหนือที่พึ่งจะบินผ่านท้องฟ้าไปเมื่อครู่พึมพำว่าหลายวันที่ผ่านมามันหากินได้แค่นิดเดียวและอยากจะรีบไปจับนกมากินต่อ

แมงมุมเขี้ยวอัสนีที่นอนอยู่บนยอดต้นไม้ก่นด่าออกมาพร้อมกับปั่นใยไปด้วย มันอยากจะรู้นักว่าสารเลวตัวไหนที่บินไปบินมาและทำให้ใยของมันต้องเสียหาย?

ไกลออกไปเขาก็ยังสามารถได้ยินเสียงที่ทั้งตื่นเต้นและหมดหนทางของทั้งราชันย์หมาป่าตัวผู้และตัวเมียอยู่ลางๆ

ราชันย์หมาป่าตัวเมีย “เอาอีก!”

ราชันย์หมาป่าตัวผู้ “...หมดก๊อกแล้วจ้า..”

สีหน้าของหลินเซวียนพิกลขึ้นมาทันทีและไม่คิดจะฟังต่ออีก

เขารวบรวมความคิดและตะโกนไปยังจุดที่หลี่อี้วิ่งไปนั่งยองๆ “หลี่อี้ยังไม่กลับมาอีกหรอ?”

“เฮ้อ ทำไมนานจังนะ?” จากนั้นเขาก็พึมพำออกมาอย่างสมจริง

กระทั่งว่าเกือบจะถูกอารมณ์นักแสดงเข้าสิงจนเดินไปดูแล้วด้วยซ้ำ

วินาทีต่อมาเสียงร้อนรนโหวกเหวกของหลินเซวียนก็ดังขึ้นทั่วแคมป์

“หลี่อี้หายตัวไป!”

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว

นักสู้ขอบเขตที่7ทั้งหมดได้สติและพากันวิ่งออกมามองโล่วิญญาณด้วยสายตาประหลาดใจ

หลังจากได้ยินคำอธิบายของโล่วิญญาณ สีหน้าของทุกคนก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมา

หลี่อี้ยังไงเสียก็เป็นถึงนักสู้ขอบเขตที่7

เขาแค่วิ่งไปนั่งขี้เถ้านั้นแต่มาตอนนี้กลับหายตัวไปแล้วเนี่ยนะ?

หรือจะมีอสูรที่ทรงพลังบางตัวคอยแอบมองพวกเขาอยู่จากที่มืดและรอให้พวกเขาพลัดหลงจากกลุ่ม?

ฉู่เผิงเฉิงเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง “พวกเราไม่อาจนั่งดูเขาหายตัวไปเฉยๆ เอาแบบนี้เป็นไง? ครึ่งหนึ่งให้อยู่ที่แคมป์และอีกครึ่งหนึ่งให้รวมตัวกันออกตามหาในบริเวณนี้”

พวกเขาพยักหน้าเห็นด้วย

การค้นหานั้นไร้ผล

หลังผ่านไปสามชั่วโมงพวกเขากลับไม่พบแม้แต่ร่องรอยใดๆ

“เดี๋ยวนะ...ตรงนี้มีคราบเลือด”

เย่อู่ชิวเดินผ่านจุดๆหนึ่งและพลันสัมผัสได้ถึงบางอย่างเปียกๆที่สัมผัสโดยแขนของเธอเข้า

เธอหันไฟฉายไปดูและพบว่าเป็นคราบเลือดที่แห้งกรัง

เมื่อออกค้นหาโดยอิงจากคราบเลือดเป็นศูนย์กลาง ไม่นานพวกเขาก็พบเข้ากับเศษชิ้นส่วนเสื้อผ้า

หลินเซวียนแน่นอนว่าย่อมเป็นคนออกคำสั่งให้ราชันย์หมาป่าทิ้งร่องรอยพวกนี้เอาไว้ แน่นอนว่าย่อมไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ถ้าน้อยเกินไปก็อาจจะหาไม่เจอแต่ถ้ามากเกินไปก็จะดูผิดสังเกต

ทุกคนมารวมตัวกัน สมาชิกอีกคนของเมืองภูผาคชสารก้มลงสำรวจและถอนหายใจ “เป็นอุปกรณ์สวมใส่ของเขา”

หลังจากเงียบกันไปช่วงสั้นๆฉู่เผิงเฉิงจึงเอ่ยออกมา “ความตายของหลี่อี้คือคำเตือนสำหรับพวกเรา ในอนาคตต่อให้รีบเร่งกันแค่ไหนอย่างน้อยก็ต้องเดินทางกันเป็นคู่ เช่นนี้แล้วต่อให้มีอะไรเกิดขึ้นก็ยังระวังหลังให้กันได้”

คนอื่นพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย

หลินเซวียนเองก็พยักหน้ารับรัวๆ

มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทราบว่าหลี่อี้คือคนทรยศที่ถูกส่งมาจากอินเดียแต่คงไม่อาจกล่าวออกไปได้ เขาทำได้เพียงเสแสร้งไปตามพิธี

ถ้าฉู่เผิงเฉิงยังไม่ยอมพาทุกคนกลับเต็นท์อีกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองน่าจะแสดงต่อได้อีกไม่นาน

หลังจากยืนยันการตายของหลี่อี้ได้แล้วทุกคนจึงย้อนกลับไปที่แคมป์ หากแต่พวกเขาหลับกันไม่ลงอีกเลย

ราตรีนั้นผ่านไปอย่างน่าหดหู่

เช้าวันถัดมา

เนื่องจากอุปกรณ์เก็บของของพวกเขานั้นอัดแน่นไปด้วยโพชั่นหลากชนิดจึงไม่มีที่เก็บน้ำสะอาดมากนัก

พวกเขาจึงไม่อาจใช้น้ำที่มีจำกัดในการแปรงฟันได้ พวกเขาทำได้เพียงใช้กิ่งไม้มาเขี่ยๆซี่ฟันเพียงเท่านั้น

หลังจากทานอาหารเช้าแล้วทุกคนก็ไม่ได้ปีนขึ้นยอดเขากันต่อ กลับกันพวกเขาพากันออกค้นหาพื้นที่ว่างที่พอเหมาะพอเจาะที่ความสูงระดับนี้เพื่อทำการติดตั้งรูนแห่งการปกปักษ์แทน

เหตุผลที่ไม่ขึ้นไปสูงกว่านี้นั้นเรียบง่ายยิ่ง ตอนนี้พวกเขาก็อยู่ใกล้กับอาณาเขตของราชันย์แดนลับมากประสบการณ์มากพอแล้ว

แม้ว่าการจะสังหารราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ด้วยคนจำนวนเท่านี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาแต่ก็ต้องจ่ายในราคาที่เหมาะสมเช่นกัน

เช่นนั้นแล้วรอให้นักสู้เลเวล9ขอบเขตที่7ของกองพลก่อสร้างมาถึงแล้วให้พวกเขาลงมือไปคงดีกว่า

“น่าเสียดายจริงๆ ถ้าพวกเราฆ่าราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ลงได้คงได้กำไรไม่น้อย”

“ราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ยังไงก็ต้องดรอปไข่มุกแดนลับมาไม่น้อย ราชันย์แดนลับปกติทั่วๆไปต่อให้ตายก็ไม่ดรอปด้วยซ้ำ”

เย่อู่ชิวถอนหายใจ

ฉู่เผิงเฉิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงหดหู่ “ทำอะไรไม่ได้นี่ พวกเราสู้ได้ก็จริงแต่ก็คงเสียหายกันหนักอยู่”

คนอื่นพยักหน้ารับและรู้สึกอารมณ์ไม่ดีกันอยู่บ้าง

เซี่ยงเทียนซิวพยายามข่มอารมณ์เต็มที่เพราะเขาต้องการไข่มุกแดนลับเหล่านั้นมากจริงๆ

หากแต่ตัวเขาก็ไม่ใช่คนโง่ เขารู้ดีว่าถ้าเขาเพียงลำพังไปท้าทายราชันย์แดนลับมากประสบการณ์นั่นก็เทียบได้กับการรนหาที่ตาย

หากแต่ขณะที่พวกเขากำลังมองหาพื้นที่ว่างที่เหมาะสมอยู่นั้น สายฟ้าสีม่วงเส้นหนาอีกเส้นหนึ่งพลันฟาดผ่าลงมาจากยอดเขา

สายฟ้าเส้นนี้หนาราวกับถังน้ำ

ความรุนแรงของมันก็ราวกับจะเจาะทะลุโลกทั้งใบได้

แสงสว่างทั้งหมดสูญสิ้นสีสันไปในชั่วพริบตา ในเวลานี้ราวกับว่าสายฟ้าสีม่วงนี้เป็นสิ่งเดียวที่คงอยู่บนโลก