ภายในถ้ำปรากฏร่างของเสือสีฟ้าขนาดยักษ์ตัวหนึ่งกำลังนอนอยู่
กงเล็บของมันห่อหุ้มไปด้วยประกายสายฟ้าและหางเองก็ดูราวกับอสรพิษอัสนี เสียงกรนของมันนั้นดังกึกก้องไปทั่วถ้ำ
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้บุกรุกเสือตนนี้ก็ลุกขึ้นยืนและอ้าปากคำรามไปทางหลินเซวียนในทันที
หลินเซวียนใช้สกิลตรวจสอบเหมือนอย่างเคย
—
[ชื่อ : ราชันย์พยัคฆ์อัสนี]
[ฉายา : ราชันย์แดนลับมากประสบการณ์]
[ระดับ : เลเวล9ขอบเขตที่6]
[ค่าสถานะ : ความอดทน308 , พละกำลัง501 , พลังจิต111 , ความเร็ว345]
[สกิล : บอลสายฟ้า (เกรดสีม่วง) , ปีกสายฟ้า (เกรดสีม่วง) , หลบหลีกขั้นสูง (เกรดสีม่วง) , ลมหายใจอัสนี , จู่โจมสามคอมโบ้]
—
หลังจากเห็นค่าสถานะเหล่านี้หลินเซวียนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ
“โชคดีที่ค่าสถานะไม่ได้สูงจนเว่อร์ไป ยังอยู่ในขอบเขตที่คิดเอาไว้”
ราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาตัวนี้เองก็ได้รับบัฟเพิ่มค่าสถานะ30%เช่นเดียวกัน ไม่อย่างนั้นแล้วคงเป็นไปไม่ได้แน่ที่อีกฝ่ายมีค่าสถานะสูงจนน่าตะลึงเช่นนี้
ควรจะรู้ด้วยนะว่าค่าสถานะของราชันย์แดนลับมากประสบการณ์เดิมทีก็เหนือกว่าอสูรเลเวล9ขอบเขตที่6ทั่วๆไปถึง30%อยู่แล้ว ตอนนี้ยังมาได้รับบัฟเพิ่มค่าสถานะทั้งหมดอีก30%เข้าไปอีก
ค่าสถานะทั้งหมดจึงทะยานแตะระดับน่าสะพรึง
ถ้าหมาป่าเงินและไป๋ชิงเหอยังเป็นนักสู้เลเวล9ขอบเขตที่6พวกเขาคงไม่มีทางมาท้าทายราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ในเวลาแบบนี้แน่
เพราะนั่นไม่ต่างอะไรจากการฆ่าตังตายเลยซักนิด
“สำหรับเราตอนนี้การจะฆ่าราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ตัวนี้เพียงลำพังอาจจะยากอยู่บ้างแต่ยังไงก็มั่นใจได้ว่าเราไม่มีทางตายแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เรายังมีร่างแยกสองร่างอยู่กับเราอีกด้วยซึ่งก็เท่ากับปาร์ตี้สามคน การต่อสู้ครั้งนี้ยังไงก็จัดการได้ง่ายๆ”
โล่วิญญาณ ระเบิดเพลิงและดาบพิษ
หนึ่งในพวกเขาแบกโล่ขนาดมหึมาและมีค่าความอดทนและค่าต้านทานสูงริบ
อีกคนคือจอมเวทย์ในชุดคลุมสีดำ
สุดท้ายคือดาบพิษที่ยืนอยู่แถวหน้าซึ่งมีความเร็วในการโจมตีและความเสียหายในการโจมตีรุนแรงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นดาบพิษยังสามารถใช้พิษในการสร้างความเสียหายต่อเนื่องให้กับอีกฝ่ายได้ด้วย
ตูม!
สิบนาทีให้หลังร่างของราชันย์พยัคฆ์อัสนีก็ล้มลงบนพื้นในที่สุด
กระบวนการล้อมสังหารครั้งนี้เรียกได้ว่าสงบไร้คลื่นลมใดๆ
หลังจากสังหารมันลงหลินเซวียนก็ปรายตามองอุปกรณ์สวมใส่ รูน หนังสือสกิลและของอย่างอื่นที่อีกฝ่ายดรอปเอาไว้ คุณภาพของพวกมันนั้นสูงสุดเพียงเกรดสีฟ้าเท่านั้นและนับว่าเป็นขยะทั้งสิ้น เขาจัดการโยนพวกมันทิ้งลงไปในโต๊ะหลอมภายในมิติส่วนตัวอย่างไม่ใยดี หนังสือสกิลเองก็ถูกเขาจับโยนเข้าไปในมิติส่วนตัวเช่นกัน
ท้ายที่สุดก็คือสิ่งที่สำคัญที่สุด
เขี้ยวมากประสบการณ์ของราชันย์พยัคฆ์อัสนี
“โชคไม่เลวเลย อีกฝ่ายดรอปวัตถุดิบเลื่อนขั้นระดับสูงมาตั้งสามชิ้น รีบไปฆ่าราชันย์แดนลับมากประสบการณ์ตัวอื่นๆที่เหลือก่อนจะถึงรุ่งสางดีกว่า”
หลินเซวีนยยิ้มกริ่มและเดินไปยังถ้ำถัดไป
เนื่องจากนักสู้ทุกคนในภูเขาอัสนีร่วงพากันอพยพไปหมดแล้วจึงไม่มีใครได้ยินเสียงประกาศที่ดังขึ้นในสถานีไร้ภัย
...
ภายในเมืองเครนขาวในเวลาเดียวกัน
หลังจากสาวน้อยหน้ากลมเสร็จงานเจ้าหล่อนกลับไม่ได้กลับไปยังห้องพักเพื่ออาบน้ำเหมือนกับนักสู้สายวิชาชีพคนอื่นๆ กลับกันเจ้าหล่อนแนบชิดไปกับมุมกำแพงและหลบหลีกผ่านสมาชิกที่รับหน้าที่เฝ้ากำแพงทิศใต้ของเมืองเครนขาวไปได้อย่างชำนิชำนาญ เธอเร้นกายในเงาและเดินออกไปจากเมืองเครนขาวก่อนที่ในที่สุดจะเข้ามายังพื้นที่อยู่อาศัยรกร้างแห่งหนึ่งด้านนอกเมืองเครนขาว
สถานที่แห่งนี้คือตึกขนาดสองชั้นสไตล์ตะวันตก ในอดีตนั้นมันเป็นพื้นที่วิลล่าสำหรับคนรวย ตอนนี้มันกลับถูกทิ้งร้าง สมาชิกกองพลก่อสร้างของเมืองเครนขาวนั้นมีอยู่น้อยนิดดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นหนึ่งในสถานที่เฝ้าระวัง ยังไงซะเพียงแค่เฝ้าระวังพื้นที่เฝ้าระวังในปัจจุบันก็เป็นเรื่องยากยิ่งแล้ว
ที่สำคัญกว่านั้นคือเย่อู่ชิวและแบล็คไม่ได้มีสกิลตรวจจับที่ทรงพลังเหมือนกันผู้จัดการหมายเลข1ขององค์กรเจอร์มินอล จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะสอดส่องได้ทั่วทั้งเมืองเครนขาว
นอกจากนี้ระดับของสาวน้อยหน้ากลมเองก็ต่ำมาก เธอเป็นเพียงนักสู้ขอบเขตที่0เท่านั้น
ต่อให้มีสกิลตรวจจับวงกว้างของหมายเลข1ก็ยังยากจะตรวจจับนักสู้ขอบเขตที่0ที่เข้าๆออกๆอยู่ดี
สาวน้อยหน้ากลมรอไม่นานนักก็พลันปรากฏนักสู้ผู้หนึ่งข้ามผ่านแดนรกร้างและปรากฏตัวขึ้นมา
ถ้าหลินเซวียน หมาป่าเงินและคนอื่นๆอยู่ที่นี่พวกเขาคงจดจำใบหน้าเช่นนี้ได้
คนผู้นี้คือหยางเหว่ยผู้ดูแลเขตBขององค์กรเจอร์มินอลเมื่อครั้งอดีต
ในระหว่างการต่อสู้ระหว่างองค์กรเจอร์มินอลและเมืองเครนขาวนั้น แฝดอสูรที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้หลบหนีไป หยางเหว่ย โม่หยวนและจางเผิงรู้สึกได้ว่าผิดท่าจึงแยกย้ายกันหนีไปตั้งแต่เนิ่นๆ พวกเขาพากันมุ่งหน้าลงใต้จนมาถึงเมืองฉางเล่อซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองทะเลสาบตะวันออก
ในเมืองฉางเล่อนั้นมีประตูแสงสู่แดนลับอยู่สองแห่ง หนึ่งคือแดนลับขอบเขตที่1และอีกหนึ่งคือแดนลับขอบเขตที่3 ที่แห่งนี้เองก็มีองค์กรเล็กๆอยู่เพียงสององค์กรดังนั้นพวกเขาจึงไม่อาจต้านทานนักสู้ขอบเขตที่6ถึงสามคนได้
ไม่ช้าพวกเขาทั้งสามจึงกลายเป็นเจ้าถิ่นของเมืองฉางเล่อและตีตราทาสนักสู้ทุกคนที่นี่เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เข้าตัวเอง
การกระทำของพวกเขาเลวร้ายยิ่งกว่าองค์กรเจอร์มินอลเสียด้วยซ้ำ พวกเขาบีบให้นักสู้ทุกคนมอบไอเทมทุกอย่างออกมาและมอบให้พวกเขาเพียงสิ่งจำเป็นในการเอาชีวิตรอดเท่านั้น
ไม่นานนักพวกเขาก็แอบกลับมายังเมืองทะเลสาบตะวันออกอย่างเงียบๆและทำการค้นหาภายในซากฐานขององค์กรเจอร์มินอลและสุดท้ายก็พบเข้ากับเครื่องมือสื่อสารภายในห้องทำงานของผู้จัดการหมายเลข1
หลังจากใช้เวลาซ่อมมันอยู่นานในที่สุดพวกเขาก็สามารถติดต่อไปยังศูนย์หลักได้
หัวหน้าของทุ่งราบมหาสวรรค์ซึ่งเป็นผู้นำขององค์กรเจอร์มินอลด้วยเช่นกันรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
เขาไม่คิดเลยว่าจะยังเหลือกลุ่มลูกไล่อยู่อีก
หัวหน้าองค์กรจึงได้ออกคำสั่งมา
เขาขอให้หยางเหว่ยและคนอื่นๆรั้งอยู่ในเมืองฉางเล่อต่อไปและพยายามเอาตัวรอดให้ได้นานที่สุด พวกเขาไม่อาจถูกนักสู้ขอบเขตที่7ของเมืองเครนขาวพบตัวได้โดยเด็ดขาด
ยังไงซะนักสู้ขอบเขตที่6ทั้งสามคนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้านักสู้ขอบเขตที่7พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากขยะที่สามารถถูกสังหารได้อย่างง่ายดาย
แน่นอนว่าขณะที่ปกป้องตัวเองนั้น หัวหน้าองค์กรยังได้สั่งให้พวกเขาหาข้อมูลเกี่ยวกับกองพลก่อสร้างสาขาเมืองเครนขาวมาด้วย
ถ้าพวกเขาพบเป้าหมายสำคัญก็สามารถโจมตีได้เลยโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต
ในความคิดของหัวหน้าองค์กร หยางเหว่ยและอีกสองคนนั้นสามารถใช้เป็นระเบิดเวลาได้ หลังจากวางมันเอาไว้ใกล้ๆกับกองพลก่อสร้างก็สามารถใช้จุดชนวนได้ในเวลาชี้เป็นชี้ตาย
หากแต่เมื่อเทียบกับองค์กรเจอร์มินอลก่อนหน้านี้แล้ว ระเบิดเวลาลูกใหม่นี้ดูเหมือนจะน่าสังเวชเกินไปซักหน่อย
หยางเหว่ยและคนอื่นๆรู้ดีว่าต่อให้พวกเขายอมแพ้ต่อกองพลก่อสร้างก็มีโอกาสสูงมากที่พวกเขาจะถูกเช็คบิลอยู่ดี ดังนั้นหลังจากได้รับคำสั่งจากหัวหน้าองค์กรพวกเขาจึงไม่คิดจะปฏิเสธ กลับกันด้วยซ้ำพวกเขายินดีทำตามอย่างซื่อตรงเสียด้วยซ้ำ
กระทั่งการประชุมรับมือกับเมืองเครนขาวก็ยังเป็นหยางเหว่ยที่เป็นคนจัดการด้วยตัวเอง
“ท่านคำเราพยายามทำลายโพชั่นแล้วแต่โชคไม่ดีเพราะเย่อู่ชิวคนนั้นเข้มงวดมากและอาศัยอยู่ห่างจากคลังเก็บของเพียงก้าวเดียว...ท่านคงเข้าใจใช่ไหมคะ? คนอย่างพวกเราจะต้านทานเย่อู่ชิวได้ยังไง?” สาวน้อยหน้ากลมกล่าวด้วยน้ำเสียงอับจน
หยางเหว่ยโบกมือด้วยสีหน้าเข้าใจ
ไม่เข้าใจแล้วทำยังไงได้? ใช่ว่าเขาจะทำอะไรเย่อู่ชิวได้ซักหน่อยนี่
ยิ่งไปกว่านั้นสาวน้อยหน้ากลมคนนี้ยังไม่ใช่กระทั่งนักสู้ขอบเขตที่1ด้วยซ้ำซึ่งก็เรียกได้ว่าอ่อนแอมาก ไม่ต้องกล่าวถึงเย่อู่ชิวเลยเพราะต่อหน้าสตรีนางนี้ต่อให้เป็นเขาก็คงถูกบดขยี้ไม่ต่างอะไรจากนักสู้อ่อนแอเช่นกัน
เขาไม่คิดหรอกว่าสตรีนางนี้จะทำก่อคลื่นลมอะไรได้ เพียงแค่ให้เจ้าหล่อนรั้งอยู่ในเมืองเครนขาวและคอยเก็บข้อมูลก็พอแล้ว
“แล้วโล่วิญญาณกับคนอื่นๆไปไหนแล้ว? พวกนั้นกลับมาจากเมืองหลงไห่หรือยัง?” หยางเหว่ยถาม
สาวน้อยหน้ากลมส่ายหน้า “พวกนั้นยังไม่กลับมาเลยค่ะ”
“มีการเคลื่อนไหวอะไรแปลกๆของกองพลก่อสร้างสาขาเมืองเครนขาวหรือพวกอสูรบ้างไหม?” หยางเหว่ยถามอีกครั้ง
สาวน้อยหน้ากลมชะงักไปชั่วครู่และจู่ๆก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ฉันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้พอดีเลยค่ะ ก่อนหน้านี้ในระยะหลายร้อยกิโลเมตรของเมืองเครนขาวไม่มีอสูรปรากฏอยู่เลย พวกมันดูเหมือนจะพากันมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกกันหมด”
“ตะวันออกงั้นหรอ?”
หยางเหว่ยขมวดคิ้ว
ไม่ใช่ว่าเมืองหลงไห่อยู่ทางตะวันออกของเมืองเครนขาวรึไง?
อสูรไม่ใช่พวกสิ่งมีชีวิตประเภทชอบอพยพเหมือนกับนกอพยพเสียเมื่อไหร่ เรื่องนี้ค่อนข้างผิดสังเกตทีเดียว
อสูรพวกนี้ส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่ในแดนรกร้างภายในระยะทำการของพวกมันเองเว้นเสียแต่จะมีบางอย่างดึงดูดความสนใจของพวกมัน
“เข้าใจแล้ว เธอจงซ่อนตัวต่อไป เมื่อไหร่ที่โล่วิญญาณกลับมาให้ส่งข่าวมาบอกกับฉันทันที” หลังจากหยางเหว่ยกล่าวจบเขาก็ยื่นเครื่องมือสื่อสารภายในยัดใส่มือหล่อนแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
สาวน้อยหน้ากลมพยักหน้าและกลับไปยังห้องพักอย่างเงียบๆ
...
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved