ตอนที่ 112

หลังจากนั้นภายใต้สายตาของทุกคน โล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงก็ก้าวออกมาและพูดขึ้นเสียงดัง “ถ้างั้นพวกเราก็จะขอรับเอาไว้”

หลินเซวียนไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองคนอื่นก่อนจะเก็บทุกอย่างเข้ากระเป๋าของตัวเอง

“นี่ฉันรู้นะว่านายมีความสัมพันธ์ที่ดีกับระเบิดเพลิงแต่ก็ไม่ควรจะเก็บทั้งหมดเอาไว้ในอุปกรณ์เก็บของของนายรึเปล่า?” เซี่ยงเทียนซิวดูจะไม่พอใจเล็กน้อย “ระเบิดเพลิงนายไม่คิดแบบนั้นรึ?”

เขาให้ค่าระเบิดเพลิงมากและหวังว่าระเบิดเพลิงจะได้รับสิ่งดีๆ

ระเบิดเพลิงตอบด้วยน้ำเสียงสับสน “ให้หมอนั่นเก็บแล้วมันผิดยังไง?”

หลินเซวียนหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ เซี่ยงเทียนซิวผู้นี้ค่อนข้างมีน้ำใจกับระเบิดเพลิงทีเดียว

เขาหัวเราะออกมาเสียงดังและพูดขึ้น “ไม่ต้องห่วงหรอกครับพวกเราสนิทกันอยู่แล้ว ผมแค่เก็บเอาไว้ให้เขาก่อนก็เท่านั้น”

เซี่ยงเทียนซิวกัดฟันแน่น

หลังจากได้ยินเช่นนี้ก็ดูเหมือนเขาจะเข้าไปยุ่งไม่ได้อีกต่อไป

ฉู่เผิงเฉิงมองไปรอบๆและเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม “เอาล่ะทุกคนตอนนี้ก็เหลือสิ่งเดียวที่ต้องทำแล้ว หลังจากเขียนแผนที่ของยอดเขาหลักของภูเขาอัสนีร่วงเสร็จ พวกเราก็จะได้กลับเมืองหลงไห่กันซักที”

ทุกคนยิ้มและพยักหน้า

ในเมื่อราชันย์แดนลับตายแล้ว อันตรายก็ถือว่าได้ถูกแก้ไขเช่นกัน

เดิมทีนั้นพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดที่จะวาดแผนที่ของยอดเขาหลักให้เสร็จด้วยซ้ำไป

ตอนนี้กระทั่งภารกิจนี้ก็ยังทำให้ลุล่วงได้แล้ว

กระบวนการวาดแผนที่นั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น

คืนนั้นทุกคนพากันตบเท้าออกจากแดนลับและกลับมายังเมืองหลงไห่

เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่ความสำเร็จในการสำรวจครั้งนี้ ฉู่เผิงเฉิงจึงสั่งให้พนักงานของโรงอาหารเตรียมอาหารจานที่ดีที่สุดเอาไว้ตามความชอบของทุกคน

ส่วนพวกแอลกอฮอลล์นั้นก็ยังคงเป็นไวน์ข้าว ไวน์เหลืองและอื่นๆเหมือนเดิม พวกมันไม่ได้มีฤทธิ์แรงมากนัก

ในทางกลับกันแบล็คนั้นกลับดื่มพวกของหนักตามใจอยาก

หลินเซวียนก็ยังคงทำเหมือนก่อน เขาทำให้มั่นใจว่าตัวตนทุกสถานะของเขานั้นทำตามลักษณะนิสัยของตนเองตามปกติ

โล่วิญญาณก็ยังคงกินสิ่งที่ตัวโล่วิญญาณชอบ

ระเบิดเพลิงเองก็ทานอาหารจานโปรดของตัวเองอย่าง : เบอร์เกอร์ ไก่ทอด ของทอดและอื่นๆ

ระหว่างมื้ออาหารนั้นหลินเซวียนใช้จังหวะนี้เพื่อตรวจสอบไอเทมที่ดรอปมาจากเหยี่ยวอัสนี

เหยี่ยวอัสนีดรอปไอเทมมาไม่มากนัก ทั้งหมดนั้นมีหนังสือสกิลเกรดสีทอง อุปกรณ์เกรดสีทอง รูนเกรดมีส่วงและไข่มุกแดนลับอีก88เม็ด

หลินเซวียนไม่แม้แต่จะชายตามองรูนเกรดมีม่วงด้วยซ้ำและจัดการโยนมันใส่โต๊ะหลอมเพื่อให้โต๊ะหลอมจัดการแยกชิ้นส่วนมันให้กลายเป็นเศษรูนในทันที

ไอเทมเกรดสีม่วงทั้งหมดคือขยะสำหรับเขา อย่างน้อยที่สุดไอเทมที่เขาต้องการก็ต้องอยู่ในระดับเกรดสีทองถึงจะคุ้มค่าพอต่อการให้ความสนใจของเขา

หนังสือสกิลเกรดสีทองที่ดรอปมานั้นคือ ‘ราชันย์อสูรสายฟ้า’ ความสามารถของมันก็เฉกเช่นเดียวกับ ‘ความโกรธแกรี้ยวของราชันย์ปิศาจ’ และ ‘ราชันย์อสูรพิษ’

หลังจากได้สกิลนี้มาหลินเซวียนก็พบว่าสูตรการผสมใหม่ได้ปรากฏขึ้นมาในโต๊ะผสมไอเทม

จ้าวแห่งสรรพธาตุ (ตำนานทองดำ) = ความโกรธเกรี้ยวของราชันย์ปิศาจ+ราชันย์อสูรพิษ+ราชันย์อสูรสายฟ้า+ราชันย์อสูรเหมันต์

เมื่อเห็นคำว่า ‘จ้าวแห่งสรรพธาตุ’ ที่ส่องประกายแสงสีทองดำ หลินเซวียนก็พลันรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา

“!”

“โต๊ะผสมไอเทมนี่สุดยอดจริงๆ นี่มันสามารถผสมสกิลระดับทองดำได้ด้วยหรอเนี่ย? แถมเรายังไม่เคยได้ยินชื่อของสกิลจ้าวแห่งสรรพธาตุนี่มาก่อนเลย”

หลินเซวียนเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ “ถ้าสกิลประเภทธาตุทั้งสี่ผสมกันเป็นหนึ่งยังไงก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นมากแน่ๆ ถ้ามีโอกาสเราคงต้องผสมและลองใช้มันดู”

เขาทำการเรียนรู้สกิลราชันย์อสูรสายฟ้าอย่างลวกๆและเบนความสนใจไปที่อุปกรณ์เกรดสีทองต่อ

หลินเซวียนมีอุปกรณ์สวมใส่เกรดสีทองอยู่ไม่มากนัก

โล่นักล่ามังกรและค้อนโล่ราชันย์มังกรดินนั้นเป็นเกรดสีม่วงทั้งคู่แต่ความสามารถของพวกมันนั้นยอดเยี่ยมเขาจึงยังใช้อยู่จนกระทั่งตอนนี้

มีเพียงตำราเพลิงผลาญ แหวนนักฆ่าและแหวนจาเวียร์เท่านั้นที่เป็นเกรดสีทอง

ไอเทมเกรดสีทองที่เหลือจะเป็นชุดเซ็ตไม่กี่เซ็ตที่เขามีเสียมากกว่า...

ชุดเซ็ตจ้าวเหนือหัว ชุดเซ็ตโล่ยักษ์ ชุดเซ็ตพิษร้ายและอื่นๆ

ชุดเซ็ตเพลิงปิศาจนั้นด้อยกว่าเล็กน้อยเป็นเพียงเกรดสีม่วง

หลังจากตรวจสอบอุปกรณ์ชิ้นนี้แล้วหลินเซวียนก็ต้องประหลาดใจกับความสามารถของมัน

[ชื่อ : หอกยักษ์อัสนี]

[ระดับ : เลเวล9ขอบเขตที่7]

[เกรด : ไร้ที่ติสีทอง]

[ข้อจำกัดของอุปกรณ์ : ความอดทน300 , พละกำลัง240 , พลังจิต240]

[ความสามารถที่1 : ทุกชั่วโมงจะสร้างเงามายาหอกสายฟ้าขนาดมหึมาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ สามารถกักตุนเงามายาของหอกสายฟ้าได้สูงสุด5เงา]

[ความสามารถที่2 : เผาผลาญพลังงาน5%ในการโจมตี หลังจากโจมตีแล้วจะปลดปล่อยสายฟ้าที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งเมตรออกมา สร้างความเสียหายกายภาพ80%และความเสียหายธาตุสายฟ้า80% สายฟ้านี้จะมีระยะเวลาคูลดาวน์อยู่ที่3วินาที]

[ความสามารถที่3 : เผาผลาญพลังเวทย์20%ต่อการยิงเงามายาหอกสายฟ้าหนึ่งเงาออกไป หลังจากยิงออกไปนั้นเงามายาจะเกิดการระเบิดในระยะสามเมตรสร้างความเสียหายกายภาพ100%และความเสียหายธาตุสายฟ้า100% การยิงแต่ละครั้งจะใช้งาน1เงามายาหอกสายฟ้า หลังจากเงามายาหอกสายฟ้าทั้ง5เงาถูกยิงออกไปหมดแล้วก็จะไม่สามารถยิงได้อีก]

[ความสามารถที่4 : ถ้าเงามายาหอกสายฟ้าสังหารเป้าหมายสำเร็จมันจะสร้างเงามายาออกสายฟ้าอันใหม่ขึ้นมาในทันที]

หลังจากเห็นความสามารถของมันหลินเซวียนก็ยังต้องลอบยกนิ้วโป้งให้

เพียงแต่ข้อจำกัดของมันอย่างเดียวก็ไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาสามารถใช้ได้แล้ว

ความอดทน300 พละกำลัง240 พลังจิต240...จะมีนักสู้ขอบเขตที่7คนไหนกันที่สามารถเพิ่มค่าพละกำลังกับค่าพลังจิตได้ขนาดนั้นหลังจากอัพค่าความอดทนไปถึง300แต้มแล้ว?

ใครมันจะไปหาแต้มค่าสถานะขนาดนั้นมาได้?!

หลินเซวียนเดาว่าคงต้องเป็นเลเวล4หรือ5ขอบเขตที่8นั่นแหละถึงจะสามารถใช้หอกยักษ์อัสนีด้ามนี้ได้

หากแต่ในเมื่อพวกเขากลายเป็นขอบเขตที่8ไปแล้วสู้ไปมองหาอุปกรณ์ขอบเขตที่8จะไม่ดีกว่ารึ?

ยิ่งไปกว่านั้นอาวุธนี้ยังสร้างทั้งความเสียหายกายภาพและความเสียหายธาตุสายฟ้าในเวลาเดียวกัน

ถ้าไม่มีความสามารถในการสร้างความเสียหายธาตุสายฟ้าที่มากพอความสามารถนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตามความเสียหายธาตุสายฟ้าของหลินเซวียนนั้นสูงลิ่ว!

นอกจากพลังจิตจะสูงแล้วเขยังได้รับการเสริมแกร่งด้านความเสียหายธาตุสายฟ้าจากการกินไอเทมค่าสถานะรวมไปถึงจากการเรียนรู้สกิลราชันย์อสูรสายฟ้ามาอีก...

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถหาพวกอุปกรณ์เซ็ตเกรดสีม่วงที่เพิ่มค่าความเสียหายธาตุสายฟ้าจากในมิติส่วนตัวมาเติมได้อีก

แม้ว่าอุปกรณ์เกรดสีม่วงจะไม่โดดเด่นซักเท่าไหร่แต่ก็มากพอแล้วตราบใดที่มันสามารถเพิ่มความเสียหายธาตุสายฟ้าให้กับเขาได้

นอกจากนี้หลินเซวียนยังรู้สึกถูกใจความสามารถที่4ของหอกยักษ์อัสนีด้ามนี้ยิ่งนัก

หลังจากสังหารเป้าหมายเงามายาหอกสายฟ้าก็จะฟื้นกลับขึ้นมาให้ใช้ได้อีกในพริบตา!

ถ้าหลินเซวียนสามารถสังหารศัตรูได้ในครั้งเดียวนั่นก็หมายความว่าเขาจะมีเงามายาหอกสายฟ้าให้ใช้ได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด

ในเวลาเดียวกันเขาก็ยังสามารถปาเงามายาหอกสายฟ้าออกไปได้อย่างต่อเนื่องราวกับยิงมิชไซส์

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครหรือเป็นตัวอะไรก็ต้องถูกเผลาผลาญอยู่บนพื้นนั่นแหละ

“หอกนี่สุดยอดไปเลย!”

หลินเซซียนเอ่ยชมในใจและปรายตามองไปที่สินสงครามอย่างสุดท้าย

หรือจะกล่าวอีกอย่างก็คือ - ไข่มุกแดนลับทั้ง88เม็ด

ในช่วงการสำรวจภูเขาอัสนีร่วงในคราวนี้ ร่างอวตารของเขาก็ได้ฟาร์มอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าอัตราการดรอปไข่มุกแดนลับจะไม่สูงนักแต่ก็ยังได้มากเกิน30เม็ด

ด้วยไข่มุกแดนลับทั้ง88เม็ดนี้ทำให้เขาสามารถอัพเกรดสกิลเกรดสีทองให้กลายเป็นเกรดสีทองดำได้อีกหนึ่งสกิล

“ตอนนี้สกิลร่างแยกขั้นสูงมีประโยชน์มากแต่ก็ยังไม่จำเป็นต้องอัพเกรดมัน ควรจะไปเพิ่มระดับของสกิลปลอมแปลงขั้นสูงก่อน”

หลินเซวียนใช้ไข่มุกแดนลับ100เม็ดกับสกิลปลอมแปลงขั้นสูงของเขา

แสงสว่างวูบไหว

สกิลปลอมแปลงขั้นสูงเปลี่ยนจากเกรดสีทองเป็นทองดำในชั่วพริบตา

[ชื่อ : ปลอมแปลงขั้นสูง]

[ระดับ : เลเวล1ขอบเขตที่7]

[เกรด : ตำนานสีทองดำ]

[ความสมารถที่1 : ไม่ใช้พลังเวทย์ – หลังจากเปิดใช้งานจะสามารถใช้เพื่อปลอมแปลงสกิล อุปกรณ์สวมใส่และเซ็ตรูนได้]

[ความสามารถที่2 : เผาผลาญพลังเวทย์10%เพื่อปรับเปลี่ยนลักษณะหน้าตา]

[ความสามารถที่3 : เผาผลาญพลังเวทย์30%เพื่อกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ : การคงอยู่-80%]

หลินเซวียนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

หลังจากเลื่อนขั้นเป็นเกรดสีทองดำ ความสามารถของสกิลปลอมแปลงขั้นสูงก็เพิ่มมากขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นมาก

โดยเฉพาะความสามารถในการเปลี่ยนรูปร่างที่สำคัญมากกับหลินเซวียน

ในที่สุดเขาก็สามารถเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของโล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงได้ซักที

ในอนาคตเวลาปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเขาก็สามารถแสดงใบหน้าได้แล้ว

อย่างไรก็ตามในตอนนี้นี้คนอื่นๆไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่พวกเขาปิดบังหน้าตาแต่อย่างใด

ในสายตาของพวกเขา โล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงนั้นสร้างผลงานให้กับกองพลก่อสร้างเอาไว้มากมาย พวกเขาถือเป็นสมาชิกน้ำดีของกองพลเลยก็ว่าได้

พวกเขาคิดเพียงว่าโล่วิญญาณกับระเบิดเพลิงนั้นมีงานอดิเรกแปลกประหลาดและไม่ชอบแสดงใบหน้าให้ใครเห็นก็เท่านั้น

อย่างไรก็ตามถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีเท่าไหร่

หลินเซวียนหัวเราะออกมาเบาๆ ‘คืนนี้จะกลับไปโมหน้าให้งามๆเลย’

“มาเถอะๆๆ แก้วนี้ขอชนให้กับโล่วิญญาณ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาใช้ความสามารถของผู้เลี้ยงอสูรในการสื่อสารกับราชันย์แดนลับพวกนั้นภารกิจของพวกเราก็คงไม่ราบลื่นขนาดนี้”

หลังจากกระดกไวน์ไปสามแก้ว ฉู่เผิงเฉิงก็ลุกขึ้นยืนและชูแก้วให้กับโล่วิญญาณ

“ฮ่าๆๆๆ!”

คนอื่นๆโหวกเหวกโวยวายออกมา

หลินเซวียนเองก็หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ เขาไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของคนอื่นได้เขาจึงต้องหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาและจิบไวน์ข้าวในนั้นลงไปเล็กน้อย

ในชีวิตที่แล้วเขาไม่เคยดื่มไวน์ข้าวมาก่อนและดื่มเพียงเบียร์หรือไวน์ขาวบางชนิดเท่านั้น

ดังนั้นเขาจึงทดสอบรสชาติมันเล็กน้อย ไวน์นี้นั้นแรกเริ่มมีรสชาติที่หวานและยิ่งดื่มมากก็ยิ่งหวานขึ้นไปอีก

ฉู่เผิงเฉิงแสร้งทำทีเป็นโมโห “นี่มันหมายความว่ายังไง? นายกำลังดูถูกฉันงั้นหรอ?”

หมาป่าเงิน หวังต้าฟู่และคนอื่นๆเองก็ส่งเสียเชียร์ออกมา “แค่ไวน์ข้าวเองน่า ดื่มอีกๆ!”

หลินเซวียนยิ้ม

ความสามารถในการดื่มนั้นขึ้นอยู่กับค่าความอดทนด้วย

ยิ่งค่าความอดทนสูงก็ยิ่งสามารถต้านทานฤทธิ์จากแอลกอฮอลล์ได้มากเท่าไหร่

“ผู้อำนวยการฉู่แข่งผิดคนแล้วนะครับ” หลินเซวียนยิ้มและยกแก้วขึ้นดื่ม

ด้วยค่าความอดทนสูงลิ่วของเขา อวัยวะภายในของหลินเซวียนจึงทำได้ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ

แอลกอฮอลล์ถูกย่อยอย่างรวดเร็ว

จากนั้นหลินเซวียนก็ดื่มแก้วที่สอง สามและสี่...

ฉู่เผิงเฉิงนั้นไม่ได้อัพค่าสถานะเน้นไปที่ค่าความอดทน

บวกกับตัวเขานั้นเมื่อครู่ก็เมามากอยู่แล้ว เมื่อตอนที่เขาชูแก้วอวยพรให้หลินเซวียนเมื่อครู่ตัวเขาก็หน้าแดงจางๆแล้ว

ก่อนที่หลินเซวียนจะทันได้กล่าวอะไรต่อ ฉู่เผิงเฉิงก็ล้มคว่ำลงบนโต๊ะและส่งเสียงกรนออกมาดังสนั่นเสียก่อน

หลินเซวียนชะงักไปทันที

ทุกคนหัวเราะร่า

“กระทั่งไวน์ข้าวก็ยังเมาเลยแฮะ เกิดอะไรขึ้นกับผู้อำนวยการฉู่กันเนี่ย?” นักสู้ขอบเขตที่7ต่างเมืองผู้หนึ่งอดหัวเราะออกมาไม่ได้

“แม่นมฉู่ก็แบบนี้แหละ ถ้าชินแล้วเดี๋ยวก็สบายใจเองแหละ” หวังต้าฟู่หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล

หลินเซวียนเองก็ยิ้มและวางแก้วลง

เมื่อมองไปยังทุกคนบนโต๊ะยาวตัวเขาก็รู้สึกสนุกไปกับบรรยากาศที่มีชีวิตชีวานี้ ราวกับว่าตัวเขากำลังค่อยๆกลมกลืนเข้ากับโลกใบนี้และกองพลก่อสร้างอย่างช้าๆ

ค่ำคืนนั้นค่อยๆมืดลง

ทุกคนกลับไปยังบ้านของตัวเอง

ฉู่เผิงเฉิงถูกหวังต้าฟู่กับหมาป่าเงินแบกไปส่งจนถึงเตียง

ในเวลาเดียวกัน

ณ ศูนย์หลักกองพลก่อสร้าง...

ภายในห้องทำงานของหัวหน้าลำดับหนึ่ง

ข่าวที่แบล็คส่งกลับมานั้นถูกวางอยู่เบื้องหน้านักสู้ขอบเขตที่9ผู้มีผมสีดอกเลาและใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยคนหนึ่ง

เย่หลี่เจียงคือหัวหน้าลำดับหนึ่งของกองพลก่อสร้าง

“เมืองแสงสุริยันคือแดนลับมหึมาแดนเดียวที่ทางอินเดียควบคุมอยู่ อย่าบอกนะว่าเมืองแสงสุริยันเกิดการกลายพันธุ์และเริ่มดรอปไอเทมพิเศษชนิดใหม่ๆออกมา?”

เย่หลี่เจียงขมวดคิ้วมุ่น

หลังผ่านมาหลายปีไม่เพียงแต่อินเดียจะไม่อ่อนแอลงเท่านั้นแต่ยังแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

ในฐานะของหัวหน้าลำดับหนึ่งของศูนย์ใหญ่เธอเคยวางแผนที่จะเปิดศึกสายฟ้าแล่บกับอินเดียมาก่อนเหมือนกัน เธออยากจะลงมือให้เร็วและคว้าชัยให้เด็ดขาด เธอหมายจะทำให้อินเดียหมดโอกาสที่จะเหยียดกงเล็บไปทุกภาคส่วนอย่างน้อยก็ซัก20-30ปี

ในเวลานี้เองเครื่องมือสื่อสารของเธอก็ดังขึ้น

เธอปรายตามองและพบว่าชื่อที่แสดงอยู่บนหน้าจอก็คือ ‘ลู่ผิงเจียง’

“พี่สาวเย่สปายที่พวกเราวางเอาไว้ในอินเดียจู่ๆก็รายงานกลับมาว่าทางอินเดียส่งกองกำลังจำนวนมากมายังโบราณสถานคุนหลุน” น้ำเสียงจริงจังของลู่ผิงเจียงดังออกมาจากเครื่องมือสื่อสาร